Masukคืนนั้น ตำหนักชิงเฟิง หลังจากเสี่ยวอวิ๋นทาเครื่องพอกหน้ากลับไปดังเดิมและนอนลงบนเตียงได้ไม่นาน เธอก็ลุกขึ้นอีกครั้ง ห้องพักรวมยังคงมืดมิด เสียงกรนเบา ๆ ของเสี่ยวหลิงดังแผ่ว เสี่ยวฮวาพลิกตัวในฝัน และเสี่ยวเหมยที่นอนนิ่งสนิท เธอสวมเสื้อคลุมบางทับชุดนางกำนัล แล้วออกจากห้องอย่างเงียบกริบ ราวกับเงาในความมืด
ยามสามดึก วังหลวงเงียบสงัด ทว่าคืนนี้กลับต่างออกไป ลมหนาวพัดแรงจากทิศเหนือ กลายเป็นพายุหิมะเล็ก ๆ ที่โหมกระหน่ำต้นไม้ในอุทยาน เสียงใบไม้ไผ่กระทบกันดังซ่า ๆ ราวฝนตกหนัก กิ่งไม้เล็ก ๆ หักร่วงลงพื้นเป็นระยะ ๆ ราวกับถูกมีดกรีดขาดอย่างแม่นยำ ไม่มีใครสงสัยว่ามีมือคนเด็ด เพราะพายุลมแรงในช่วงฤดูหนาวแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในกรุงปักกิ่ง เป็นสิ่งอำพรางชั้นดีสำหรับผู้ที่ต้องการเคลื่อนไหวโดยไม่ทิ้งร่องรอย
เสี่ยวอวิ๋นเดินฝ่าลมไปยังอุทยานหลังตำหนัก สวนห้ามที่เต็มไปด้วยต้นไผ่เขียวชอุ่มแม้ในฤดูหนาว เธอเอื้อมมือเด็ดกิ่งไผ่สดยาวประมาณสี่เชี๊ยะจากต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ใกล้รั้ว กิ่งนั้นเหนียวแน่น สีเขียวเข้มในความมืด แต่เบาหวิวในมือเธอ เธอซ่อนมันไว้ใต้แขนเสื้อ แล้วเดินลึกเข้าไปในส่วนที่รกร้างกว่าของสวน ตรงนั้นมีลานหินโล่งขนาดย่อม ล้อมรอบด้วยต้นไผ่หนาทึบที่บังสายตาจากภายนอกได้มิดชิด แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมาเพียงพอให้มองเห็น ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ
เสี่ยวอวิ๋นถอนหายใจเบา ๆ มองกิ่งไผ่ในมือ แล้วพึมพำกับตัวเองเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“กระบี่ในวังหลวงมีนับหมื่นเล่ม ชั้นยอดทั้งนั้น… แต่ช่างเถอะ คืนนี้เจ้าก็ต้องทำหน้าที่แทนเสียแล้ว”
เธอถอดรองเท้า ยืนเท้าเปล่าบนพื้นหินเย็นยะเยือกที่ปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ ยืดตัวตรงราวกับหอกเหล็ก แล้วเริ่มร่ายรำ กิ่งไผ่ในมือถูกจับราวกับกระบี่ชั้นเลิศ ท่วงท่าของเธออ่อนช้อยแต่แฝงพลัง ทะยานขึ้นราวนกเหยี่ยวในยามค่ำ ฟาดฟันอากาศราวพายุ ลมจากกิ่งไผ่ที่เหวี่ยงผสานกับพายุจริงจนกลมกลืน เสียงกิ่งฟาดอากาศและใบไม้ที่ขาดร่วงถูกกลบด้วยเสียงลมหอน ทำให้ไม่มีผู้ใดสงสัย
ลีลาการเคลื่อนไหวของเธอรวดเร็วราวสายฟ้า บางครั้งหมุนตัวกลางอากาศ บางครั้งแทงตรงราวลูกศร กิ่งไผ่ที่ควรจะอ่อนนุ่มกลับถูกเธอใช้ดั่งอาวุธสังหาร มันฟาดลงพื้นหินจนเกิดรอยแตกเล็ก ๆ และตัดใบไม้ที่พายุพัดมาขวางเป็นชิ้น ๆ โดยไม่ขาดตอน
เหงื่อผุดพรายบนใบหน้าที่ซ่อนไว้ใต้เครื่องพอก แต่ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นภายใต้แสงจันทร์ วรยุทธนี้ไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวธรรมดาจะมีได้ มันคือฝีมือระดับสูงที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน ท่วงท่าที่ร่ายรำคล้ายกับวิชากระบี่ลึกลับจากสำนักโบราณ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเธอเรียนมาจากที่ใด สำนักไหน หรือเหตุใดจึงซ่อนฝีมือนี้ไว้ในคราบนางกำนัลต่ำต้อย
เธอหยุดร่ายรำชั่วครู่ หายใจเข้าลึก ๆ “ยังไม่พอ... ต้องเร็วกว่านี้ แรงกว่านี้”
แล้วเธอเริ่มร่ายรำอีกครั้ง กิ่งไผ่หมุนวนราวพายุหิมะ สวนห้ามทั้งสวนเหมือนถูกปกคลุมด้วยพลังลึกลับที่มองไม่เห็น ท่ามกลางพายุจริงที่โหมกระหน่ำ
แต่ในขณะนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังต้นไผ่ เสียงนั้นเบาจนแทบกลมกลืนกับเสียงลม แต่สำหรับผู้มีวรยุทธสูงอย่างเธอ มันชัดเจนราวระฆัง
เสี่ยวอวิ๋นสะดุ้ง หยุดชะงักทันที แล้วหันไปมองด้วยดวงตาคมกริบ
ใครกัน... ที่กล้ามายืนในสวนต้องห้ามในช่วงพายุเช่นนี้?
หรือมีนกราตรีแอบมองเธอฝึกวิชา?
ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนและความอร่อยของเกี๊ยวกุ้ง เสี่ยวอวิ๋นแสร้งทำเป็นก้มหน้าซดน้ำซุป แต่สายตาอันคมกริบลอบมองเงาสะท้อนเลือนรางบนช้อนโลหะในมือ ที่มุมตึกฝั่งตรงข้าม หลังแผงขายผ้าแพร... มีเงาร่างตะคุ่มของชายสวมหมวกปีกกว้างยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น แต่สิ่งที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ คือประกายสังหารที่แผ่ออกมาจางๆ และมือขวาที่วางทาบอยู่บนด้ามดาบตลอดเวลา"อิ่มแล้วหรือ?" ฉีเฟิงเอ่ยถามเมื่อเห็นนางวางตะเกียบลง ทั้งที่ยังกินไม่หมด "เสียดายของนะ ถ้าไม่กิน ข้าจะแย่งกลับคืนมาแล้วนะ"องค์ชายสี่สังเกตุเห็นแล้ว ฉีเฟิงชะงักตะเกียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาคีบหมูเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อด้วยท่าทีสบายอารมณ์เหมือนเดิม แต่ดวงตาขี้เล่นคู่นั้นกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว...ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับร่างตุ้ยนุ้ยและร่างผอมเกร็งในชุดเครื่องแบบกรมเมืองสีน้ำเงิน "เจ้าอ้วนกับเจ้าผอม" คู่เดิมที่เพิ่งจะไล่พวกเขาออกมา กำลังเดินวนเวียนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่หน้าร้านขายซาลาเปาถัดไปไม่ไกลมุมปากของฉีเฟิงกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "อืม... ดูท่าคืนนี้มื้อดึกของเราจะย่อยยากเสียแล้วสิ" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะวา
"เกือบไปแล้วนะเนี่ย... โชคดีที่ข้าไหวพริบดี ว่าแต่... ท่านตัวหอมเหมือนกันนะเนี่ย แม่นางเสี่ยว..."ปึก!ยังไม่ทันที่ฉีเฟิงจะพูดจบ ท่อนไม้ไผ่ในมือเสี่ยวอวิ๋นก็กระแทกเข้าที่ปลายเท้าของเขาอย่างจัง ไม่แรงถึงขั้นกระดูกหัก แต่ก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดฉีเฟิงยิ้มแหยๆ ยกมือยอมแพ้ แต่แววตายังคงพราวระยับด้วยความขบขัน "ข้าช่วยท่านไว้นะ! นั่นเรียกว่าการแสดงชั้นยอด... เอาน่าๆ อย่าเพิ่งโกรธ รีบไปกินบะหมี่กันเถอะ ข้าหิวจนตาลายเห็นไม้ไผ่เป็นน่องไก่แล้วเนี่ย!"เขาไม่รอให้นางด่าซ้ำ รีบเดินนำลิ่วไปที่ร้านบะหมี่ทันที เสี่ยวอวิ๋นมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป นางกำไม้ไผ่ในมือแน่น อยากจะหวดลงบนหัวเขาสักทีให้หายแค้น... แต่สุดท้าย มุมปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น‘คนกะล่อน...’ดูเหมือนราตรีนี้จะสว่างไสวในบัดดลสำหรับนาง"เถ้าแก่! บะหมี่เกี๊ยวกุ้งชามใหญ่พิเศษ! เพิ่มหมูแดง เพิ่มผัก เพิ่มไข่ต้ม! เอาแบบที่กินแล้วอิ่มไปถึงชาติหน้าเลยนะ!"เสียงสั่งอาหารอันดังลั่นของฉีเฟิงเรียกสายตาของลูกค้าโต๊ะข้างๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียว เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะหันมาพยักพเยิดหน้าให้เสี่ยวอวิ๋น "แล้วของแ
เสียงบันไดไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการก้าวเท้าของเสี่ยวอวิ๋น นางกระชับท่อนไม้ไผ่ในมือแน่น สายตากวาดมองไปรอบโถงชั้นล่างของโรงเตี๊ยมที่เงียบสงัด มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ที่แขวนอยู่หน้าประตูทางเข้าแต่ทว่า... ความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยร่างของใครบางคน"ดึกดื่นป่านนี้ แม่นางเสี่ยวอวิ๋นยังไม่หลับไม่นอน หรือว่าตื่นเต้นกับที่นอนใหม่จนข่มตาไม่ลง?"น้ำเสียงยียวนที่คุ้นหูดังขึ้นจากราวระเบียงหน้าโรงเตี๊ยม องค์ชายสี่ หรือคุณชายฉีเฟิงนั่งห้อยขาอยู่ตรงนั้นอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือหญ้าแห้งก้านหนึ่งแกว่งเล่นไปมา ราวกับว่าเขานั่งรอเวลานี้มานานแล้ว เขาหันมามองท่อนไม้ไผ่ในมือนาง พลางเลิกคิ้วสูงทำหน้าตาตื่นตระหนกแบบเสแสร้ง "โอ้โห... ถือไม้เล่มยาวลงมาด้วย จะเอาไปตีสุนัขที่ไหน หรือกะจะเอามาตีโจรดอกเหมยแถวนี้กัน?"เสี่ยวอวิ๋นชะงักฝีเท้า นางถอนหายใจเบาๆ โดยไม่ปิดบังความรำคาญ "ข้าจะเอาไปไล่แมลงรำคาญ... ที่ชอบส่งเสียงหึ่งๆ"ฉีเฟิงหัวเราะร่า ไม่สะทกสะท้านกับคำเหน็บแนม เขาดีดตัวลงจากราวระเบียงมายืนขวางหน้านางอย่างคล่องแคล่ว แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าสลด คอตก ไหล่ห่อ ดูน่าสงสารราวกับลูกหมาตกน้
ภายในห้องพัก "หงส์เหิน" ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังดูหรูหราเกินจริงไปมากเมื่อเทียบกับสภาพห้อง ผนังไม้เก่าคร่ำคร่ามีรอยปลวกแทะ ฟูกนอนที่ดูแข็งกระด้าง และหน้าต่างบานพับที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ลมพัดผ่านเสี่ยวหลิงเดินวนไปวนมาอยู่กลางห้องอย่างไม่เป็นสุข นางบิดผ้าเช็ดหน้าในมือจนแทบจะขาดวิ่น ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุดราวกับนกกระจอกแตกรังเสี่ยวอวิ๋นนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ท่วงท่าสง่างามขัดกับสภาพห้อง นางค่อยๆ วางถ้วยชาที่มีรอยบิ่นลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในบ่อนเสี่ยวหลิงนั้น เดิมทีเป็นเพียงเด็กสาวจากบ้านป่าควนเขาที่ถูกกรมสนมคัดตัวเข้ามาฝึกฝนในวังหลวงตั้งแต่วัยเยาว์ ชีวิตของนางไม่ได้มีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นใหญ่เป็นโต หรือกอบกู้แผ่นดินแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ ให้ทนอยู่ในกฎระเบียบอันเคร่งครัดได้ คือภาพฝันถึงวันที่นางจะได้ปลดภาระ กลับไปสู่อ้อมกอดของบิดามารดาผู้แก่ชราที่รอคอยอยู่บ้านเกิด นางวาดหวังไว้เพียงว่าจะเก็บเงินสักก้อน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข แต่ความบ้าบิ่นล้างผลาญของฉีเฟิงในวันนี้ กลับทำให้นางรู้
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงในสายตาของเหลียงเหว่ยคำร่ำลือที่ว่าเขาเป็นศิษย์ฆราวาสที่โดดเด่นที่สุดในรอบห้าสิบปีของวัดเส้าหลินนั้น... มิใช่สมญานามที่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือการจับฉลากภาพความทรงจำอันโหดร้ายผุดขึ้นมาในหัว... ภาพของด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำด่านสุดท้ายก่อนลงจากเขา พลองทองแดงสิบแปดด้ามที่หุ้มด้วยลมปราณอันเกรี้ยวกราด พุ่งเข้าใส่จุดตายทั้งสิบแปดจุดบนร่างกายเขาพร้อมกันในเวลาเดียว ไร้ซึ่งช่องว่างให้หลบหนี ไร้ซึ่งโอกาสให้หายใจ ในวันนั้น เขาไม่ได้รอดมาได้ด้วยการหลบหลีกแต่เขารอดมาได้ด้วยการ ยืนหยัดและทำลายพายุพลองเหล่านั้นด้วยร่างกายและจิตวิญญาณที่แกร่งกว่าเหล็กไหล!เมื่อเทียบกับความกดดันดุจภูผาถล่มทับในวันนั้น... หมัดคู่ของจ้าวเหมิงในตอนนี้ ก็เปรียบเสมือนเพียงก้อนกรวดที่ร่วงลงมาจากหน้าผาเท่านั้นเหลียงเหว่ยลืมตาโพลง! ประกายตาสาดแสงเจิดจ้าราวกับราชสีห์ตื่นจากจำศีล เขาไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว แต่กลับก้าวเท้าถอยหลังเพียงหนึ่งช่วงตัวเพื่อตั้งหลัก เกร็งลมปราณพุทธคุณคุ้มครองกายจนเสื้อผ้าป่องพองออก สองมือกระชับฝักดาบแน่น แล้วฟาดสวนขึ้นไปในแนวเฉียงด้วยท่วงท่าที่
"ปลอกข้อมือเหล็กดำ... ลวดลายอักขระมาร..." เหลียงเหว่ยพึมพำเสียงต่ำ สายตาจับจ้องไปที่ท่อนแขนแกร่งของฝ่ายตรงข้าม เขารู้จักอาวุธชนิดนี้ดี มันคืออาวุธสังหารระยะประชิดที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายศาสตราวุธและบดขยี้กระดูกของคู่ต่อสู้โดยเฉพาะ"ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของคนผู้หนึ่งในวังหลวงมานาน.." เหลียงเหว่ยเอ่ยต่อ น้ำเสียงเรียบเย็น "ยอดฝีมือผู้สังหารศัตรูด้วยมือเปล่า ฉีกกระชากบดกระดูกเหยื่อราวกับกระดาษ... 'หัตถ์อสูรทวงวิญญาณ' จ้าวเหมิง... เป็นท่านนี่เอง""มิกล้า มิกล้า..." จ้าวเหมิงแสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาที่จ้องมองมานั้นไม่ได้มีความเกรงอกเกรงใจดังคำพูด รังสีสังหารเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวเย็นยะเยือก "ข้าแค่หวังเพียงขอได้ต่อยตีแลกเปลี่ยนวรยุทธ์กับพี่เหลียงให้สมใจสักครั้ง... แต่ดูท่าทางดาบของท่านจะหนักน่าดู งั้นข้าคงไม่ต้องยั้งมือกระมัง?เหลียงเหว่ยขยับมือข้างถนัดไปจับที่ด้ามดาบขนาดมหึมาที่สะพายอยู่กลางหลัง มันคือดาบตัดหัวม้า ดาบยาวทรงพลังที่มีด้ามจับยาวกว่าดาบทั่วไปเกือบเท่าตัว ใบดาบหนาหนัก เหมาะสำหรับใช้ฟันขาทำลายกองทหารม้าในสนามรบ แม้จะยังไม่ได้ชักออกจากฝัก แต่เพียงแค่เขากระชับมันมาถือไว้ในม







