หลินเฟิงเป็นคนรู้สถานการณ์ เขาย่อมไม่พูดว่าเขารู้สึกว่าสาวใช้ที่หอหล่างเยว่ดี เขายกถ้วยยามาให้จากนั้นก็เดินออกจากห้องหนังสือไป เซี่ยซางเห็นเขาโกรธเช่นนั้น ก็รู้สึกเพียงว่างุนงงไม่เข้าใจ สภาพจิตใจของเขาอ่อนล้าเต็มที อาหารป่วยก็ยังไม่หายดี ไม่มีกะจิตกะใจทำงาน เดิมคิดจะเอนหลังพักผ่อนบนตั่งนุ่มสักหน่อย ทว่าจะทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ สิ่งที่คิดวนเวียนอยู่ในหัวก็คือ เจียงเฟิ่งหัวน่าจะตื่นแล้วกระมัง? นางดื่มยาแล้วหรือยัง? ยังเจ็บคออยู่หรือเปล่า หลินเฟิงพูดมากเสียขนาดนั้นกลับไม่เลือกพูดเรื่องสำคัญออกมา อย่างน้อยแค่บอกสักคำว่านางกำลังทำอะไรอยู่ก็ดีเท่าใดแล้ว เซี่ยซางมิอาจข่มตานอนหลับได้แล้วจริง ๆ จึงลุกจากตั่งนุ่มจากนั้นก็ไปที่หอหล่านเยว่ทันที วันนี้เขามิได้เข้าทางประตูหลักทว่าเลือกปีนกำแพงเข้ามา ลัดเลาะผ่านทางลัดทะลุเข้าไปในเรือนแทน เหลียนเย่เห็นไกล ๆ ตอนแรกก็คิดว่าโจรชั่วใจกล้าคนไหนบังอาจบุกเข้ามาในจวนเหิงอ๋อง กระทั่งมองเห็นชัดแล้วว่าบุคคลผู้นั้นคือเหิงอ๋อง นางก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอะไรก่อนจะรีบเดินไปกระซิบกระซาบข้างหูเจียงเฟิ่งหัว เจียงเฟิ่งหัวกำลังแต่งหน้าอยู่หน้าโต๊ะคันฉ่อง สวมกร
เซี่ยซางเดินตามหลังเจียงเฟิ่งหัวมาตลอดทาง เห็นนางเดินแวะร้านค้าหลายแห่ง และนางก็ซื้อของบางอย่างไปแล้วด้วย สุดท้ายนางก็เข้าไปในจวนจางกั๋วกง เห็นจางอวี่มั่วเปิดประตูจวนต้อนรับนางด้วยตนเองแล้ว เขาจึงเลิกเดินตาม ทว่าหมุนตัวไปที่ทำการเขตเมืองหลวงแทน ครั้นกลับมาถึงที่ทำการ เขาก็ตรงไปตรวจสอบม้วนสำนวนคดีลูกสะใภ้สังหารแม่สามีทันที จากนั้นก็สั่งให้คนไปนำตัวจำเลยมาขึ้นศาล พร้อมทั้งเรียกครอบครัวของฝ่ายลูกสะใภ้มาที่ศาล และไปเรียกสามีของนางมาด้วย การรื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ นับว่าสร้างความฮือฮาไม่น้อย ใต้เท้าผู้ดูแลที่ลางานไปสามวัน ทว่าวันที่สองก็กลับมาทำงานต่อแล้ว เพียงพริบตาเดียวทั้งที่ทำการเขตเมืองหลวงก็วุ่นวายอลหม่าน แม้กระทั่งหน้าที่ทำการยังคลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านจำนวนมากที่มามุงดู เห็นเซี่ยซางในชุดขุนนางขับให้เขายิ่งดูเคร่งขรึมและสง่างามน่าเกรงขามมากขึ้นไปอีก เขานั่งอยู่หลังโต๊ะพิจารณาคดี ขนาบข้างด้วยนักการในศาลาว่าการแปดนายที่ถือแส้และกระบองไว้ในมือ ท่าทางดูน่าเกรงขามยิ่งนัก นอกจากนี้ยังมีที่ปรึกษากฎหมายและอาลักษณ์คอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง บรรยากาศภายในโถงพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความเข้มงวดและค
“พอเจ้าไม่พอใจก็ทุบตีเจียวเหนียง อยู่ในเรือนสกุลเกาของเจ้า นางเคยได้ใช้ชีวิตสุขสบายสักวันหรือ?” เกาเสี่ยวหู่ชี้ไปที่มารดาหูก็ด่ากราดออกมา “ยายแก่ใกล้ตาย ก็บุตรสาวของเจ้ามันชั่วช้าต่ำตม สามวันไม่โดนตีผิวหนังนางก็คันยิบ ๆ แล้ว นางไม่เคารพแม่สามี สตรีแบบนี้ไม่เอามาตีจะให้เอาไปทำอะไร นางสังหารมารดาข้าก็สมควรตายไปได้ตั้งนานแล้ว บัดนี้ข้าจะให้บุตรสาวของเจ้าชดใช้มารดาข้าด้วยชีวิต” เซี่ยซางกระแทกไม้ปลุกสติไปหนึ่งครั้ง ทำให้ทั้งศาลเงียบสงบลงมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่ถามถึงเรื่องที่ฝ่ายหญิงสังหารคน ทว่าเขากลับถามขึ้นว่า “เกาเสี่ยวหู่ เจ้ากล่าวเช่นนี้ก็หมายความว่าเจ้าได้ยอมรับว่าเจ้าทำร้ายร่างกายหูเจียวเหนียงผู้เป็นภรรยาโดยชอบธรรมของเจ้าใช่หรือไม่” เกาเสี่ยวหู่ยังไม่สร่างเมา “ตีแล้วจะเป็นอย่างไรหรือ สตรีไม่ถูกตี นางก็ไม่รู้จักเรียบร้อยสำรวม” เซี่ยซางถามต่ออีก “ในคืนที่มารดาของเจ้าเสียชีวิต เจ้าได้ทำร้ายร่างกายนางหรือไม่?” “ก็ตีสิ พวกหญิงล้างผลาญ นางทำถ้วยชามแตก จนน้ำแกงเกือบจะลวกโดนข้า นางคิดจะสังหารสามีตนเอง ข้าน้อยก็แค่สั่งสอนนางเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น นางทั้งร้องไห้ทั้งโวยวาย มิหนำซ้ำยังบั
ฝูงชนเพิ่งได้สติ ราวกับมีน้ำทิพย์รดบนศีรษะให้แจ่มแจ้งขึ้นมา เพราะเกาเสี่ยวหู่ทำร้ายหูเจียวเหนียง มิหนำซ้ำแม่สามีของนางยังทุบตีนางด่าทอสาปแช่งนาง นางจึงต้องหนี ต้องต่อต้าน ดังนั้นนางถึงได้พลั้งมือฆ่าแม่สามีของนางไป ท่ามกลางฝูงชน มีใครบางคนตะโกนขึ้นมา “หากเป็นข้า คงฟันเจ้าบุรุษเฮงซวยคนนี้ไปนานแล้ว เรื่องอะไรจะปล่อยให้เขาข่มเหงรังแกอยู่ได้ตั้งสิบกว่าปี” “นางก็เป็นสตรีที่น่าสงสารคนหนึ่ง” “นางถูกสามีของตนเองขังไว้ในห้องเก็บฟืนแท้ ๆ แม่สามีของนางยังจะเข้าไปในห้องเก็บฟืนแล้วด่าทอทุบตีนางซ้ำอีก หญิงแก่ชั่วร้ายสมควรตายแล้ว ใครจะยอมทนให้สามีทุบตีด่าทอเป็นสิบ ๆ ปีบ้าง คนพรรค์นี้ควรจะหย่าขาดไปตั้งนานแล้ว” คนที่รู้เหตุการณ์บางคนก็ทอดถอนใจออกมา “เจียวเหนียงจะกล้าเอ่ยปากขอหย่าร้างเสียที่ไหน แค่คิดจะหย่าก็ถูกซ้อมปางตายแล้ว ช่างน่าสงสารเหลือเกิน” “นางยังให้กำเนิดบุตรตั้งสามคนเพื่อสกุลเกา นางคงอาลัยอาวรณ์ทิ้งพวกลูก ๆ ไม่ลง แล้วอีกอย่างสตรีที่หย่าร้างแล้วมีคนใดบ้างที่ได้ดี นางเองก็จนตรอกแล้วจริงๆ” “เงียบ” เสี้ยวพริบตา ภายในโถงพิจารณาคดีก็กลับมาสงบเงียบอีกครั้ง ทุกคนเองก็ไม่กล้าส่งเสียงวิพาก
เซี่ยซางเห็นเจียงเฟิ่งหัวตั้งแต่แรกแล้ว ทว่าเขาก็สอบสวนคดีความโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ กระทั่งเสร็จสิ้นแล้วจึงค่อยสั่งให้หลินเฟิงไปตามนาง เจียงเฟิ่งหัวไม่รู้จะตอบอะไร หากบอกว่านางตั้งใจมาดูเซี่ยซางพิจารณาคดี นางไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด ทว่าหากบอกว่าไม่ใช่ก็ดูจะเสแสร้งเกินไป จางอวี่มั่วจึงช่วยหาข้ออ้างให้ “พวกข้าเบื่อที่จะอยู่ในจวน จึงออกมาเดินเล่นชมเมือง ได้ยินว่าที่ทำการเขตเมืองหลวงกำลังสอบสวนคดีความ พวกข้าจึงแวะเข้ามาชมความครึกครื้นสักหน่อย” ที่จางอวี่มั่วชวนเจียงเฟิ่งหัวออกจากจวนในครั้งนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นก็คืออยากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในพระราชวังเมื่อวันก่อน นางชมชอบเจียงจิ่นเหยียนมานานหลายปี วันนั้นเจียงจิ่นเหยียนกลับฝากถ้อยคำมาบอกนางอย่างกะทันหัน จนนางแทบสติหลุดลอย หลังจากตั้งสติหลับมาได้ กอปรกับได้เห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวังหลวงแล้ว นางถึงได้รู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องไม่ง่ายแน่ เพราะเจียงเฟิ่งหัวไม่ปิดบังนาง เหตุนี้นางถึงได้รู้ว่าซูถิงหว่านเป็นคนในดวงใจของเหิงอ๋อง และรู้ด้วยว่าซูกุ้ยเฟยและซูถิงหว่านคิดจะทำร้ายเจียงเฟิ่งหัว แน่นอนว่านางย่อมมีอคติในใจก่อนแล้ว ไม่ว่าความร
ไม่นานนัก รถม้าก็มาถึงโรงเตี๊ยมเหอเฟิงแล้ว เซี่ยซางกระโดดลงจากรถม้าก่อน จากนั้นค่อยยื่นมือไปประคองนาง เจียงเฟิ่งหัวสวมผ้าคลุมใบหน้าเรียบร้อยดีแล้วถึงจะทะลุม่านประตูรถม้าออกมา นางวางปลายนิ้วมือลงบนฝ่ามือของเขา เขากระชับมือเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ กระทั่งเจียงเฟิ่งหัวลงจากรถม้าแล้ว ทว่าเซี่ยซางก็มิได้ปล่อยมือนางออก มุมปากเขากระตุกเล็กน้อย ก่อนจะประสานนิ้วเข้ากับนาง ประกายในแววตาของเจียงเฟิ่งหัวสะท้อนลำแสงระยิบระยับ สว่างเจิดจ้าเป็นที่สุด ทันใดนั้น เซี่ยซางพลันเอื้อมมือไปปลดผ้าคลุมหน้าของนางออก เผยให้เห็นดวงหน้าอันงดงามไร้ที่ติ นางเอ่ยว่า “ท่านอ๋อง แบบนี้…” “เจ้าเป็นพระชายาของข้า ไม่มีสิ่งใดจำเป็นต้องซ่อนเร้น” คิ้วเรียวกระบี่จรดไรผม แววตาแฝงด้วยความรู้สึกมากมาย เครื่องหน้าคมคายกลับโน้มเข้ามาใกล้พร้อมเอ่ยขึ้นว่า “อยู่ด้านนอกเจ้าจะเรียกข้าว่าท่านพี่เหมือนกับคู่สามีภรรยาสามัญชนทั่วไปก็ย่อมได้ เจ้าเป็นภรรยาของข้า และข้าก็เป็นสามีของเจ้า” หัวใจของเจียงเฟิ่งหัวพลันสั่นไหวน้อย ๆ เสี้ยวพริบตาใบหน้าก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ งดงามเพริศพริ้งหาใดเปรียบ จนถึงตอนนี้นางก็ยังเอ่ยคำนั้นออกมาไม่ได้ ไม่ว่
เจียงเฟิ่งหัวเอ่ย “แต่ละจานตักมาอย่างละหน่อยก็พอ ราคาก็แล้วแต่พวกเจ้า จะคิดราคาเท่าใดก็คิดไปเถิด” เซี่ยซางเป็นคุณชายเสเพลโดยแท้ ทว่านี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาออกตัวเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารนาง แน่นอนว่านางย่อมไม่คิดเกรงใจอยู่แล้ว ก็เขาทุ่มเงินให้ซูถิงหว่านไปไม่น้อย มิหนำซ้ำยังเอาชื่อนางไปสวมรอยอีก อยากทำให้ใครพินาศ จงทำให้มันผู้นั้นวิกลจริตเป็นบ้าไปเสียก่อน ซูถิงหว่านเห็นนางส่งสิ่งของชั้นดีเข้าไปในจวนไม่น้อย ย่อมรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา เหตุนี้นางถึงได้ทำตามทุกอย่าง โดยหารู้ไม่ว่าเงินที่นางใช้จ่ายไปล้วนแต่เป็นเงินของตนเองทั้งสิ้น ทว่าซูถิงหว่านกลับก่อหนี้สินไปทั่ว วันนี้เซี่ยซางคงจะได้รู้ซึ้งถึงพฤติกรรมของซูถิงหว่านแล้วกระมัง! ไช่คุนเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเหอเฟิงได้ยินว่าเหิงอ๋องและพระชายาเหิงอ๋องกำลังรับประทานอาหารอยู่ด้านบน ก็รีบวิ่งกุลีกุจอขึ้นไป จวนเหิงอ๋องเป็นลูกค้าสำคัญของโรงเตี๊ยมเหอเฟิง เช้าตรู่วันนี้ก็มีพ่อบ้านจากจวนเหิงอ๋องเข้ามาสะสางบัญชีที่จวนเหิงอ๋องติดค้างไว้เสร็จสรรพ ก้อนเงินตำลึงสีขาวสะท้อนแสงระยิบระยับวางบนบัญชี มองแล้วแสบตาไปหมด เขาดีใจอย่างถึงที่สุด หากว่ามีเงินเข้ามาแบบ
เถ้าแก่ไช่เดินลงมาจากชั้นบน ได้ยินว่าแขกในห้องโถงยังคงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสถานะของสตรีที่อยู่ข้างเหิงอ๋อง ในบรรดาแขกเหล่านั้นยังมีลูกค้าประจำจำนวนมากอีกด้วย เนื่องจากเกรงว่าทุกคนจะทำให้เหิงอ๋องไม่พอใจและกระทบต่อธุรกิจของโรงเตี๊ยม เขาจึงกล่าวว่า “คนที่อยู่กับเหิงอ๋องก็ต้องเป็นพระชายาเหิงอ๋องอยู่แล้ว ต่อไปอย่าวิพากษ์วิจารณ์ให้มากนัก ระวังจะถูกตัดลิ้นได้”ทุกคนจึงค่อยหยุด ไม่คาดเดาและวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป ต่างคนต่างกินข้าว ดื่มเหล้า ไม่นึกว่าเหิงอ๋องจะรักและเอาใจใส่พระชายาเหิงอ๋องขนาดนี้ในเมื่อเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ พวกเขาก็ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อีก รู้สึกเพียงว่าขณะนี้เหิงอ๋องทำคดีใหญ่หลายคดี ในใจพวกเขาก็ยิ่งเคารพยำเกรงเขาในห้องส่วนตัว อาหารเลิศรสอันประณีตถูกลำเลียงขึ้นโต๊ะทีละจาน มีสีสัน กลิ่นและรสชาติครบถ้วน เซี่ยซางกล่าว “ข้ารู้ว่าเจ้าชอบกินอาหารรสอ่อน วันนี้ก็กินสักนิดแก้ขัดไปก่อนนะ”เจียงเฟิ่งหัวก็ไม่ใช่คนที่มองไม่เห็นความดีของผู้อื่น เซี่ยซางได้ตำหนิเถ้าแก่ไช่ต่อหน้านาง ระบายความโกรธแทนนางที่ถูกซูถิงหว่านแอบอ้างชื่อมากินโดยไม่จ่ายเงินแล้วเขาใช้วิธีแบบนี้จัดการปัญหานี้ได้ แ
เหลียนเย่หยิบมาลองดม รู้สึกเพียงกลิ่นหอมสดชื่นโชยปะทะจมูก หอมยิ่งนัก “หากว่าคุณหนูมีของสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อเยาว์วัยก็คงดี ตอนเด็ก ๆ จะได้ไม่ต้องฝันร้ายบ่อย ๆ อีก” อ้าวเสวี่ยถามเหลียนเย่ “เกิด อะไรขึ้นกับพระชายากันแน่ พวกเจ้ารับใช้พระชายามาตั้งแต่ยังเล็ก เคยเกิดเรื่องน่าสะพรึงกลัวใดขึ้นกับนางมาก่อนหรือไม่?” “ไม่มี คุณหนูมีชีวิตเป็นสุขดีมาตลอด หากว่ายาหอมคืนเรือนสามารถช่วยให้คุณหนูไม่ต้องฝันร้ายอีกเช่นนั้นก็ดีมากแล้วจริง ๆ” ที่เหลียนเย่กล่าวมาเป็นความจริง เช้าตรู่วันต่อมา หลังจากเจียงเฟิ่งหัวตื่นขึ้นมาแล้วนางดูปกติคล้ายว่าไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้นมาก่อน เห็นอ้าวเสวี่ยและเหลียนเย่เฝ้าอยู่ในห้องของนาง นางก็เหยียดตัวบิดขี้เกียจพลางกล่าวว่า “เมื่อคืนหลับสบายจริง ๆ ข้ารู้สึกจิตใจปลอดโปร่ง ร่างกายสดชื่นดีมาก พวกเจ้าได้จุดกำยานอะไรเอาไว้หรือไม่?” เหลียนเย่เห็นนางลืมเรื่องเมื่อคืนที่ละเมอร้องไห้ในความฝันไปก็ถามขึ้นว่า “พระชายาจำอะไรไม่ได้เลยหรือเพคะ?” “ข้าต้องจำอะไรได้หรือ?” เจียงเฟิ่งหัวประคองท้องของตนเองเดินลงมาจากเตียงพลางเอ่ยว่า “ข้าจำได้ว่าเมื่อคืนข้ากับเจ้านอนด้วยกัน” “ใช่แล้วเพค
ครั้นส่งสี่หมัวมัวออกไปแล้ว เจียงเฟิ่งหัวเองก็มิอาจใจเย็นอยู่เฉยได้ ซูถิงหว่านต้องมีความทรงจำจากเมื่ออดีตชาติแล้วแน่ ซูถิงหว่านรู้แล้วว่าหลังจากนี้นางจะได้เป็นฮองเฮา เพราะฉะนั้นนางถึงได้ไม่เกรงกลัวเพราะมีสิ่งยึดเหนี่ยว หากมิใช่เพราะการตายของจีเฉินทำให้การเดินทางของนางล่าช้า นางอาจจะมุ่งหน้าไปเขตชายแดนเพื่อรวมตัวกับคนสกุลซูแล้วก็ได้ นางมิอาจเอาความโปรดปรานของเซี่ยซางมาเดิมพันว่าตำแหน่งของนางจะมั่นคง เมื่อวานฝ่าบาทนอกจากพระราชทานสิ่งล้ำค่าให้กับนางเพื่อเป็นรางวัลแล้ว ยังพระราชทานป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำส่วนพระองค์ป้ายหนึ่งให้กับนางด้วย ด้านบนมีอักษรเขียนว่า ‘เสมือนฮ่องเต้เสด็จ’ มีมันแล้ว นางก็สามารถเดินผ่านได้ทุกที่ในวังหลวงแม้กระทั่งทั่วทั้งใต้หล้า ตอนแรกนางงุนงงอยู่เล็กน้อย ต่อมาเฉากงกงถึงได้เร่งให้นางรีบกล่าวขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทได้ สัญลักษณ์ของผู้ที่ได้รับป้ายทองอาญาสิทธิ์อันนี้ก็คืออำนาจ คือความไว้เนื้อเชื่อใจที่ฝ่าบาทมีต่อนาง “พระชายา ท่านเป็นอะไรไปเพคะ หน้าซีดเชียวเพคะ” เหลียนเย่เห็นนางเงียบไปนาน เหม่อลอยอยู่ตามลำพัง “เปล่า อาจเพราะเหนื่อยล้าเกินไปหน่อยกระมัง ข
สี่หมัวมัวตกใจกลัวตัวสั่น รีบยั้งปากทันใด ครั้นมาถึงด้านในตำหนักเฉินซี เจียงเฟิ่งหัวก็สั่งให้เหลียนเย่ปิดประตูทันที ทิ้งให้อยู่ในห้องกับสี่หมัวมัวลำพัง เห็นเพียงนางสีหน้าเยือกเย็น พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า “สี่หมัวมัว เจ้าคงจะทราบดีว่าคำพูดเมื่อครู่ของเจ้ามีโทษหนักถึงขั้นตัดศีรษะ บัดนี้เสด็จพ่อมีพระพลานามัยแข็งแรงดี ตำแหน่งองค์รัชทายาทยังมิได้แต่งตั้ง เจ้ากลับเผยแพร่คำพูดเหล่านี้โดยพลการ มิเพียงเจ้าจะรักษาศีรษะของเจ้าไว้ไม่ได้ แม้แต่เสด็จแม่ ท่านอ๋องและข้าก็จะพลอยได้รับเคราะห์จากคำพูดประโยคนี้ของเข้าไปด้วย” สี่หมัวมัวตกใจกลัวจนเหงื่อเย็นไหลพราก ๆ “บ่าวทราบเพคะ ดังนั้นบ่าวถึงได้เก็บงำไว้ในใจมาตลอด บางคำมิได้พูด บ่าวเองก็ทุกข์ใจเพคะ หนนี้ถึงได้อยากแจ้งพระชายา อยากให้พระชายาช่วยโน้มน้าวฮองเฮาด้วยเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างจงใจ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าถ้อยคำเหล่านี้พระชายารองซูเอ่ยกับเสด็จแม่ เจ้ามิได้โป้ปดจริงแน่หรือ” สี่หมัวมัวเล่าอย่างละเอียดไม่มีปิดบัง “ถ้อยคำเหล่านี้บ่าวมิได้เป็นคนพูดเพคะ บ่าวจะกล้าพูดแบบนี้ออกไปได้อย่างไรเพคะ และมิใช่ฮองเฮาเป็นคนตรัสด้วยเพคะ ถ้อยคำเห
ผ่านไปสองวัน ซูถิงหว่านยังไม่กลับมา สุดท้ายแล้วนางเลือกเดินซ้ำรอยเดิมของชาติก่อนติดตามเซี่ยซางไปที่เขตชายแดน และที่น่าขันคือข่าวนี้เฉิงฮองเฮาเป็นคนมาบอกนางด้วยตนเอง ได้ยินเฉิงฮองเฮากล่าวว่า “พระชายารองซูไปที่เขตชายแดนเพื่อช่วยซางเอ๋อร์ทำศึก ซางเอ๋อร์เองก็จำเป็นต้องมีสตรีสักคนคอยดูแลอยู่เคียงข้างกาย ส่วนเจ้าก็ท้องแก่แล้ว ข้าจึงอนุญาตให้นางไป หรวนหร่วนเจ้าคงไม่กล่าวโทษข้ากระมัง” เจียงเฟิ่งหัวผุดยิ้มน้อย ๆ พลางเอ่ยว่า “เสด็จแม่ทรงคิดรอบคอบ ท่านอ๋องมีคนเอาใจใส่อยู่เคียงข้างกายสักคนก็นับว่าดีเพคะ เพียงแต่เหมันต์ฤดูอากาศข้างนอกหนาวเย็นยิ่งนัก และอีกไม่นานก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว พระชายารองซูเป็นสตรีตัวคนเดียวเดินทางไปเช่นนั้นจะปลอดภัยหรือเพคะ” “นางมีวรยุทธ์ติดตัว และมีกองทัพสกุลซูปกป้องคุ้มครอง ปลอดภัยไร้กังวล เราเห็นว่านางก็มิได้มีท่าทีอิดออดอะไร” “เป็นเช่นนี้ก็ดียิ่งนักเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ฮองเฮาเปลี่ยนใจรวดเร็วเสียจริง ตอนแรกยังคัดค้านเซี่ยซางอย่างสุดกำลังไม่ให้พาสตรีไปออกศึก อ้างว่าจะไม่เป็นสิริมงคล ถึงขั้นทำลายความองอาจน่าเกรงขามของหัวหน้าแม่ทัพ ทว่าบัดนี้กลับอ
เจียงเฟิ่งหัวออกจากตำหนักคุนหนิงก็ตรงไปยังตำหนักเฉินซีทันที ในตอนนั้น เห็นนางกำนัลคนหนึ่งท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ก็โพล่งเสียงตำหนิออกไป “ใคร” อ้าวเสวี่ยตั้งรับทันที ไม่รอให้นางเดินเข้าไปใกล้ อวิ๋นฟางก็เดินงก ๆ เงิ่น ๆ มาหยุดเบื้องหน้าเจียงเฟิ่งหัว “บ่าวคารวะเพคะพระชายา” เจียงเฟิ่งหัวเห็นนางชัดถนัดตาแล้วก็แอบคิดเงียบ ๆ ในใจ นางมีฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว แอบลอบกลับวังมาได้ ทว่าด้วยสถานการณ์ของนางตอนนี้ ซูถิงหว่านไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ นางจนตรอกไม่มีทางถอยแล้ว จำต้องวิ่งเข้ามาหลบในวังถึงจะไม่ถูกคนไล่ล่า อ้าวเสวี่ยและเหลียนเย่เองก็ชะงักงันไปแล้วเช่นกัน อวิ๋นฟางช่างกล้าหาญยิ่งนัก กล้ากลับเข้ามาในวังหลวงอีก พวกนางคิดว่าหลังจากอวิ๋นฟางหนีไปทางประตูหลังของเขตเมืองหลวงแล้ว นางจะหนีออกไปจากเมืองเซิ่งจิง อย่างน้อยก็ต้องหนีให้ห่างไกลจากเรื่องวุ่นวาย ปกป้องชีวิตไว้เป็นสำคัญ “เข้ามาเถิด!” เจียงเฟิ่งหัวกล่าว อวิ๋นฟางตามเข้าไปในตำหนักเฉินซี นางกำนัลได้ต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ภายในห้องอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้แสงตะเกียงสว่างรุบรู่ อวิ๋นฟางก็เริ่มขะมักเขม้นทำงานสารพัดทั้งยกน้ำเทน้ำ นางยังกระตือ
เฉิงฮองเฮาเปิดเปลือกตา ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบว่า “มาแล้ว จัดการเรื่องข้างนอกวังเรียบร้อยดีแล้วหรือยัง? ออกจากวังไปครึ่งเดือนแล้วมิใช่หรือ!” เจียงเฟิ่งหัวท่าทางมิได้หยิ่งยโสเกินควรแต่ก็มิได้ถ่อมตัวจนเกินเหตุ “ทูลเสด็จแม่ จัดการเหมาะสมเรียบร้อยดีแล้วเพคะ” “ข้าได้ยินว่าเมื่อสิบวันก่อนสินค้าและวัตถุดิบถูกส่งไปหมดแล้ว” แม่สามีของนางก็ดูจะวางมาดขึ้นเช่นกัน ราวกับต้องการให้นางยอมเชื่อฟังคำสั่งสอน เหมือนกับเมื่อชาติก่อนไม่มีผิด “เพคะ เพียงแต่ของที่ส่งออกไปเมื่อสิบวันก่อนเป็นแค่ชุดแรกเพคะ เพราะมีจำนวนมากเกินไป ชุดต่อไปจะต้องทยอยลำเลียงออกไปเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างละเอียด มองแล้วอ่อนโยนนอบน้อม สงบเสงี่ยมเรียบร้อยมารยาทเพียบพร้อมไร้ที่ติ แม้แต่เฉิงฮองเฮายังมิอาจหาจุดใส่ไฟได้เลย “ลุกขึ้นมานั่งเถิด” น้ำเสียงของเฉิงฮองเฮาฟังดูดีขึ้นเล็กน้อย “ซางเอ๋อร์มีสกุลซูคอยจุนเจือ บัดนี้เด็กในครรภ์ของเจ้าสำคัญเหนือสิ่งใด อย่ามัวเพ่นพ่านด้านนอกมากนัก อย่าไปข้องเกี่ยวกับสตรีในหมู่ขุนนางราชสำนักมากเกินไป ที่สำคัญจงอย่าได้มัวละโมบใฝ่หาความดีความชอบจนลำดับความสำคัญผิดไป” เจียงเฟิ่งหัวคิดในใจ ตอนอ
“เพคะ สะใภ้รับบัญชา”จากนั้น เจียงเฟิ่งหัวก็วางหมากลงไปตัวหนึ่ง “เสด็จพ่อ ทรงแพ้แล้วเพคะ”ฮ่องเต้เหลือบมองกระดานหมากคราหนึ่ง เริ่มจากความตกตะลึง ตามด้วยสีหน้ามืดครึ้มที่มองไม่ออก จากนั้นก็ทรงหัวเราะออกมาว่า “ดูเหมือนเราไม่อาจไม่ตกรางวัลนี้แล้ว มาเล่นอีกตา หากเจ้าชนะเราอีก เราก็จะมอบรางวัลให้อีกครั้ง”เจียงเฟิ่งหัวเก็บหมากบนกระดานขึ้นมาอย่างเยือกเย็น ไร้ความลนลาน “ลูกก็ชนะมาได้อย่างหวุดหวิดเพคะ ต้องเป็นเพราะเมื่อครู่เสด็จพ่อทรงฟังลูกพูดเพลิน จึงได้ออมมือให้ลูกแน่เลยเพคะ”“เจ้าคงไม่รู้สินะ หลายวันมานี้เรามีราชโองการเรียกตัวบิดาของเจ้าเข้าวังมาเดินหมากเป็นเพื่อนเราทุกวัน เขากลับไม่เคยชนะเราเลยสักตา ช่างน่าเบื่อนัก แต่เขาบอกว่าบุตรสาวของเขาเป็นยอดฝีมือในการเดินหมาก เรายังคิดว่าเขาพูดเกินจริงเสียอีก แต่วันนี้ หลังได้เดินหมากไปกระดานหนึ่งเราก็เชื่อแล้ว”“ท่านพ่อก็เหมือนยายหวังขายแตง ที่ชอบขายเองชมเองเพคะ ต่อให้บุตรสาวของท่านจะทำสิ่งใดไม่เป็นเลย ท่านก็รู้สึกว่าดีอยู่ดีเพคะ”“ยังถ่อมตัวเข้าเสียแล้ว เมื่อมาเป็นลูกสะใภ้ของราชวงศ์เรา แค่การถ่อมตนอย่างเดียวไม่พอหรอกนะ ในอนาคตยังต้องช่วยซางเอ
เมื่อเจียงเฟิ่งหัวกลับวังก็ถูกฮ่องเต้เรียนตัวไปที่ห้องทรงอักษร หลังนางรายงานเรื่องภารกิจที่ฮ่องเต้มอบหมายให้นาง ก็วางแผนจะกลับตำหนักคุนหนิงไปคารวะฮองเฮาแต่จู่ๆ ฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้นมาว่า “ได้ยินว่าพระชายาของเหิงอ๋องชำนาญการวางหมาก เราอยากหาคนมาเล่นด้วยสักตาพอดี ว่าอย่างไร จะอยู่เล่นเป็นเพื่อนเราสักตาหรือไม่”เจียงเฟิ่งหัวคารวะลงรอบหนึ่งด้วยมารยาที่พอเหมาะ ไม่ถ่อมตัวไม่เย่อหยิ่ง แล้วกล่าวอย่างเคารพว่า “เคารพมิสู้เชื่อฟัง สะใภ้ย่อมทำตามพระบัญชาของเสด็จพ่อเพคะ แต่หากเสด็จพ่อทรงเป็นฝ่ายปราชัย ลูกจะขอรางวัลจากเสด็จพ่อสักอย่างได้ไหมเพคะ”ฮ่องเต้ตรัสว่า “อยากได้อะไรก็พูดมาได้เลย หากเจ้าเอาชนะข้าได้ ก็ถือเป็นรางวัลที่เจ้ามีผลงานใดการทำคดี แต่หากพ่ายแพ้ รางวัลก็จะไม่มีแล้วนะ”เจียงเฟิ่งหัวแอบคิดว่า “ฮ่องเต้ยังคงเป็นพวกที่ไม่ยอมเสียเปรียบ ถึงกับเอารางวัลของนางมาใช้เดิมพันหมาก หากนางชนะหมากควรนับเป็นรางวัลพิเศษไม่ใช่หรือ!”“เพคะ” นางตอบอย่างว่าง่ายเพราะในท้องของเจียงเฟิ่งหัวมีเด็กอยู่ เพื่อดูแลเด็กในท้องของนาง จึงให้หัวหน้าขันทีเฉายกโต๊ะที่สูงขึ้นเล็กน้อยเข้ามาตัวหนึ่งมาใช้แก้ขัด และยังเตรียม
คนทั้งสองเท้าสะเอวหัวเราะขึ้นมา “คนที่คิดจะช่วยคุณหนูหลินของเราไถ่ตัวมีเต็มไปหมด ท่านต่อแถวไม่ทันหรอก อีกอย่าง ท่านก็ไม่มีคุณสมบัตินั้นด้วย อย่าได้เพ้อฝันอีกเลย” คุณหนูหลินไม่ขาดแคลนเงินทอง ทั่วทั้งหออี๋ชุนล้วนอยู่ใต้การตัดสินใจของนาง ไม่จำเป็นต้องไถ่ตัวเพราะนางไม่มีสัญญาขายตัว“ข้าจะต้องแต่งนางเป็นภรรยาให้ได้ พวกเจ้ารอก่อนเถอะ” กัวเซี่ยวตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะแต่งกับหลินอวี่ให้ได้ในบรรดาเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ กัวเซี่ยวก็พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เขาหน้าตาไม่เลว ชาติตระกูลก็ไม่เลว เขาจึงคิดว่าหลินอวี่ไม่มีทางปฏิเสธแน่ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จื่อฮุ่ยจึงเอ่ยบ้างว่า “หากคิดจะแต่งกับคุณหนูของข้า นอกเสียจากว่าท่านจะเป็นจอหงวน นั่นอาจพอมีโอกาสบ้าง ไม่เช่นนั้นก็อย่าได้เสียเวลาอีกเลย”กัวเซี่ยวตะลึงงันไปแล้ว ที่เขาไม่ชอบที่สุดก็คือการอ่านตำรานี่แหละเห็นเขายังคงไม่ยอมจากไปอีก พวกนางก็ไม่อยากเปลืองน้ำลายกับเขาแล้ว จึงตีกัวเซี่ยวจนสลบแล้วโยนเขาออกไปนอกหออี๋ชุนเสียเลย “ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน คนที่อยากแต่งงานกับคุณหนูของข้าตอนนี้ต่อแถวไปถึงนอกประตูเมืองนู่นแล้ว ค่อยๆ ไปต่อแถวเถอะ” พวกนางย่อมไม่เห็น