LOGIN“ลูกหลานเอ๋ย”
เสียงหนึ่งดังก้องกังวานปลุกให้เยี่ยหลันรู้สึกตัวลุกขึ้นนั่ง เมื่อมองไปยังต้นเสียงก็เห็นว่าเป็นชายชราสวมชุดสีขาวแบบคนโบราณเขาน่าจะมีอายุราวๆ แปดสิบได้ ผมสีเทาแซมขาวเกล้าเอาไว้อย่างเรียบร้อย หนวดและเคราสีขาวยาวจนปิดบังลำคอไว้ทั้งหมด
แต่ที่น่าสนใจหาใช่ใบหน้าและการแต่งกาย แต่เป็นเพราะทั้งตัวของชายชรามีแสงเรืองๆ สีทองเปล่งประกายออกมา
“ลูกหลานข้า”
“คุณเป็นใครกัน” เสียงของเยี่ยหลันแหบแห้งและหอบเหนื่อย
“บรรพบุรุษเจ้า” เสียงที่เปล่งออกมายังคงก้องกังวานสะท้อนกลับไปกลับมา
“ท่านบรรพบุรุษมารับวิญญาณฉันงั้นหรือ”
“ไม่ ... “ วิญญาณบรรพบุรุษส่ายหน้าช้าๆ “ตอนนี้มีเวลาไม่มากดังนั้นลูกหลานข้าจงตั้งใจฟังให้ดี”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงหนักแน่น
“เพราะชะตาชีวิตของเจ้ายังไม่สิ้นสุดหากจะปล่อยให้เจ้ากลายเป็นสัมพเวสีเร่ร่อนจนหมดอายุขัย มิสู้ให้เจ้าได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ไปช่วยเปลี่ยนแปลงชะตาของใครบางคนที่อนาคตเขาจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้คนอีกนับล้านๆ เจ้าจะได้สะสมบุญในชีวิตใหม่ หากได้เกิดอีกครั้งเจ้าจะได้ไม่ต้องอายุสั้นเหมือนชาตินี้อีก”
“เดี๋ยวๆ ท่านบรรพบุรุษ หากทำให้ฉันไปเกิดใหม่ได้ ไม่สู้ช่วยให้ฉันรอดชีวิตไม่ดีกว่าหรือคะ”
“เสียใจด้วยร่างของเจ้าตอนนี้ถูกเผาดำจนเป็นตอตะโกแล้ว ไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้อีก สำหรับเจ้าในตอนนี้ทางเลือกนี้ย่อมดีที่สุด เอาล่ะไปได้แล้ว ไปตอนนี้อาจจะยังได้ช่วยอีกสามชีวิต …”
“เห้ยๆ เดี๋ยวก่อ … น”
เยี่ยหลันยังพูดไม่ทันจบ พลันร่างของนางก็ถูกกระชากอย่างรุนแรง ความรู้สึกราวกับกำลังติดอยู่ในพายุทอร์นาโดอย่างไรอย่างนั้น
ระหว่างที่ร่างวิญญาณของนางกำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ อยู่นั้น เสียงตะโกนของชายชราผู้เป็นบรรพบุรุษก็ดังขึ้นตามมาจากที่ไกลแสนไกล
“นี่เป็นของรับขวัญจากข้ารับมันไปแล้วใช้ให้ดี …”
ฉับพลันนั้นเอง เยี่ยหลันสะดุ้งตื่นสุดตัว เหตุเพราะน้ำเย็นจัดที่สาดลงมาอย่างจัง ทำให้ตั้งแต่หัวจรดเท้าสั่นเทาเพราะความหนาวเหน็บที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้ร่างกายจะอ่อนล้ามากขนาดไหนก็ต้องเบิกตาโพลงเพราะความตกใจ
สิ่งแรกที่ประจักษ์แก่สายตาคือไม้ที่สานไขว้กันไปมา ด้านนอกไม้สานคือกลุ่มคนแปลกหน้าที่กำลังรุมล้อมส่งเสียงโหวกเหวก ด้วยถ้อยคำและภาษาที่นางฟังแทบไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดสิ่งใด เพราะในหูตอนนี้มีแต่เสียงอื้ออึงหวีดแหลมจนทำให้มึนงงสับสนไปหมด
‘หือ ... พวกเขามาทำอะไรกัน’
เยี่ยหลันยกมือขึ้นเพื่อจะใช้มันนวดให้บรรเทาความเจ็บจี๊ดที่หูทั้งสองข้าง แต่นางกลับทำไม่ได้ เพราะตอนนี้มือทั้งคู่ของนางถูกมัดเอาไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนา นางตกใจผงะถอยหลัง แต่ก็ขยับไปไหนไม่ได้เลยเพราะนางกำลังถูกขังอยู่ในกรงไม้ที่เล็กกว่าตัวคนด้วยซ้ำ เมื่อมองให้ชัดเจนสิ่งที่ล้อมตัวนางอยู่ตอนนี้มันคือกรงขังหมูดีๆ นี่เอง
‘สติ สติ เยี่ยหลันเธอต้องตั้งสติ สูดหายใจสิ สูดหายใจเข้า ! ’
เสียงในหัวของนางกำลังปลุกให้ตัวเองตั้งสติ หลังจากสูดหายใจเข้าออกสองสามครั้ง เมื่อเสียงหวีดในหัวบรรเทาลงไป สติที่กระเจิดกระเจิงก็ค่อย ๆ กลับมา
เยี่ยหลันมองไปรอบตัวอีกครั้งและตั้งใจฟังเสียงรอบข้างให้มากขึ้น จึงรู้ว่าพวกคนเหล่านี้ก็พูดภาษาเดียวกับนางแต่เป็นคำโบราณที่คนยุคใหม่ไม่ได้ใช้กันแล้ว ในที่สุดนางก็ได้รู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้กำลังร่วมใจกันก่นด่าและประณามมาที่นางอย่างรุนแรง
‘พวกเขากำลังด่าฉันว่าสำส่อน ! ใครสำส่อนกันย๊ะ ! ฉันเยี่ยหลันยังไม่เคยเสียซิงให้ใครเลยนะ !!’
นางพลันเกิดความโมโหขึ้นมาทันใด เยี่ยหลันยกมือขึ้นเขย่ากรงไม้และตะโกนออกไปสุดเสียง
“อ๊า อ๊า ... ”
ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปากของนาง มีเพียงเสียง ‘อ๊า’ เท่านั้น นางปล่อยมือจากกรงหมูแล้วจับที่คอตัวเองด้วยความตกใจอย่างรุนแรง
‘ ฉันพูดไม่ได้ ! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ! ’
ทันใดนั้นท่อนไม้ขนาดใหญ่ก็ถูกฟาดลงมาที่หลังของนางผ่านกรงหมูอย่างแรง สร้างความเจ็บปวดให้เยี่ยหลันจนน้ำตาไหลออกมาโดยไม่สามารถอดกลั้นเอาไว้ได้
“เสียเวลามากแล้วโยนนางลงไปให้เทพบรรพชนได้ชะล้างความสกปรก คืนความสงบสุขให้แก่หมู่บ้านของพวกเราดังเดิม”
เสียงของหญิงสูงวัยดังขึ้นท่ามกลางฝูงชนที่กำลังมุงอยู่
เยี่ยหลันเช็ดน้ำตาออกไปเพื่อมองให้ชัดเจน จึงได้เห็นว่าเป็นหญิงแก่ผมขาวเกือบทั้งหัวยืนหลังค่อมเล็กน้อย แต่ดูเป็นหญิงชราที่มีสง่าราศีสายตาดุดัน ข้างกายมีหญิงสาวสองคนขนาบข้างประคองอยู่ สีหน้าของทุกคนดูมีความสะใจและโกรธเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากสิ้นเสียงของหญิงชราก็มีชายฉกรรจ์สองคนตรงเข้ามายกไม้คานที่ใช้หามกรงไม้ที่กักขังนางอยู่ขึ้น ตอนนี้นี่เองที่เยี่ยหลันได้เห็นอย่างชัดเจน แม่น้ำเบื้องหน้าที่กว้างใหญ่และไหลเชี่ยว หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก
ลมเย็นจากแม่น้ำพัดผ่านใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา ยิ่งทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวชัดเจนขึ้น
แม่น้ำ ! เป็นแม่น้ำที่กว้างมากและไหลเชี่ยวอีกด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขากำลังจะจับนางถ่วงน้ำ ! นางพยายามดิ้นรนอีกครั้งด้วยความหวังว่ากรงไม้นี้จะพัง
“ผลัวะ ! ”
ไม้ขนาดใหญ่เท่าแขนอันเดิมฟาดลงมาอย่างแรงอีกครั้ง และอีกครั้งแทงผ่านช่องว่างเข้ามาตรงเอวของเยี่ยหลันอย่างแรง ทำให้นางเจ็บจนต้องหยุดเขย่ากรง งอตัวลงอย่างมิอาจขัดขืน
“อยู่นิ่งๆ นางใบ้ ! อีกไม่นานเจ้ากับมารหัวขนในท้องก็ได้ไปสบายแล้ว”
ความเจ็บปวดแล่นขึ้นไปทั่วแผ่นหลังจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน
ชายที่ถือไม้หัวเราะอย่างเย็นชา “ดิ้น ดิ้นอีกสิ ! อีกเดี๋ยวก็ได้ไปพบพ่อของลูกเจ้าที่นรกแล้ว !”
“ฮ่า ๆ ๆ ”
เสียงหัวเราะของชายทั้งสองบนเรือดังขึ้นอย่างสะใจ
เยี่ยหลันกัดฟันจนเลือดซึมออกมาที่ริมฝีปาก ในชีวิตก่อนนางเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลใหญ่ มีคนนับพันเคารพเกรงใจ
แต่ตอนนี้…นางกลับถูกขังอยู่ในกรงหมู ถูกคนทั้งหมู่บ้านสาปแช่งราวกับสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง แต่ก็ยังดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่สาแก่ใจ มันใช้ปลายไม้กระทุงเข้ามาตรงท้องของเยี่ยหลันอีกครั้ง
“อึก…!”
ครั้งนี้ทำให้นางจุกและเจ็บอย่างรุนแรงที่ท้อง จนนางต้องงอตัวลงอีกใช้มือที่ถูกมัดกดที่ท้องน้อยเอาไว้
ตอนนั้นเองที่นางนึกถึงคำพูดของชายเมื่อครู่
“มารหัวขนในท้อง…”
ร่างของเยี่ยหลันชะงักไปชั่วขณะ ในท้องของร่างนี้…มีเด็กอยู่จริงๆ หัวใจของนางกระตุกอย่างแรง ‘เด็ก…’
แม้เด็กคนนี้จะไม่ใช่ลูกของนางในชีวิตก่อน แต่เมื่อรับรู้ว่ามีชีวิตเล็กๆ อยู่ในท้อง ความรู้สึกบางอย่างก็พลันผุดขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุม เยี่ยหลันก้มหน้าลงเล็กน้อยมือกดที่ท้องแน่นขึ้น ‘ไม่เป็นไร…อย่ากลัว’
นางไม่มีเวลาให้ตกใจอีกต่อไป เยี่ยหลันเริ่มใช้มือบิดไปมาเพื่อให้เชือกหลุดให้ได้ เมื่อมือเป็นอิสระอย่างน้อยนางจะได้ใช้มือว่ายน้ำไปได้ ส่วนกรงไม้นี้นางมั่นใจว่าหากถีบแรงๆ สองสามครั้งต้องพังได้แน่นอน
ระหว่างทางไปยังริมแม่น้ำนางสังเกตเห็นว่าตนเองกำลังผ่านกลุ่มของหญิงชราที่ตะโกนเมื่อครู่ หญิงชราคนนี้ท่าทางน่าจะมีอำนาจสูงสุดในที่นี้ พวกเขาไม่พูดอะไรเพียงมองด้วยสายตาเหยียดหยามและสาแก่ใจเท่านั้น
ส่วนชาวบ้านที่แต่งกายธรรมดาคนอื่นๆ นอกจากตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำไม่น่าฟัง ก็ยังมีบางคนเริ่มขว้างปาก้อนดินก้อนหิน หรืออะไรก็ตามที่พวกเขาจะหาได้โยนใส่นางอย่างไม่ปราณี
มีหินบางก้อนทะลุเข้ามาโดนกลางหน้าผากนางอย่างแรง จนมีของเหลวสีแดงไหลอาบหน้า เพิ่มความน่าสะพรึงให้แก่ผู้พบเห็นมากขึ้นไปอีก นั่นยิ่งทำให้ความโกรธในใจของเยี่ยหลันเพิ่มเป็นเท่าทวี แต่ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย
บนฝั่งยังคงมีเสียงด่าทอไม่หยุด
“โยนนางลงไปพร้อมลูกชั่วในท้อง !”
“ให้แม่ลูกตายไปด้วยกัน !”
“เกิดเหตุร้ายไม่หยุดหย่อนที่แท้เพราะตัวกาลกิณี ถุย ! ถุย !”
“นังใบ้ปัญญาอ่อนยังไม่รู้จักเจียม ... ถุย !”
“ ... ”
เยี่ยหลันกัดฟันแน่นน้ำตาเอ่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เสียงด่าทอทั้งหลายเพียงพอให้นางได้ปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว แต่สิ่งที่นางคิดตอนนี้มีเพียงเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตรงหน้า
‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องมีชีวิตรอดให้ได้ เรื่องอื่นๆ ช่างหัวมัน เยี่ยหลันเธอรอดจากการตายมาเกิดใหม่ เธอต้องไม่ตายซ้ำสองอีกเด็ดขาด’
ระหว่างที่เรือลำเล็กกำลังลอยออกไปยังกลางแม่น้ำไม่ช้าไม่เร็ว เยี่ยหลันก็สามารถคลายปมเชือกออกได้บ้างแล้ว หลังจากนี้หากนางบิดข้อมือเล็กน้อยก็สามารถปลดเชือกนี้ออกไปได้
“หึๆ ...คุณหนูใหญ่ไม่สิ ‘เซียงเยว่ซิน’ ยอมรับชะตากรรมได้แล้วหรือ ฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีทางยอมรับหญิงที่ท้องโดยที่ยังไม่ได้ออกเรือน เจ้ามันเป็นตัวกาลกิณีแท้ๆ เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยไม่ต้องทำอะไรก็อยู่อย่างสบายทั้งชาติ แต่เจ้ามันไม่รักดีแอบมีสัมพันธ์กับใครที่ไหนก็ไม่รู้จนตั้งครรภ์ ถุย ! ”
“เจ้าอย่าพูดให้มากความนักเลย นางเป็นคนปัญญาอ่อนพูดไปก็ไม่เข้าใจหรอก นี่ไม่รู้ว่าไปถูกใครล่อลวงเข้า อาจจะมีมากจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นบิดาที่แท้จริงของมารหัวขนในท้อง ฮ่าๆๆ”
“เอาล่ะที่ตรงนี้เหมาะสมแล้วโยนนางลงไปจะได้เสร็จงานของพวกเรา”
“เจ้าอยากรีบไปรับรางวัลจากฮูหยินผู้เฒ่ามากกว่า ฮ่าๆ”
นี่เป็นบทสนทนาของชายสองคนบนเรือที่พูดคุย โดยไม่สนใจว่าคนในกรงหมูสามารถใช้สองมือได้อย่างอิสระแล้ว
บนฝั่งริมแม่น้ำชาวบ้านเอ่ยคำสาปแช่งคนละคำสองคำจากนั้นจึงทยอยกันเดินหันหลังกลับไป ทำให้เห็นกลุ่มของคนที่แต่งกายดูดีกว่าชาวบ้านหลายเท่าแสดงให้เห็นสถานะที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน
ชายทั้งสองดึงเอาไม้ที่เป็นคานหามออกไป ช่วยกันยกกรงขึ้นโดยไม่รอช้า
ตูม !
กรงขังเยี่ยหลันลอยขึ้นและตกลงกลางแม่น้ำจนน้ำสาดกระจาย
ทันทีที่กรงตกกระทบผิวน้ำ ร่างของนางก็ถูกแรงกระแทกทำให้ลมหายใจแทบขาด น้ำเย็นจัดทะลักเข้ามาในกรงอย่างรวดเร็ว กรงหมูหนักอึ้งเริ่มจมลงสู่ก้นแม่น้ำทีละน้อย
‘ไม่…ฉันจะตายอีกครั้งไม่ได้’
“ปะ…ปา…” ตงเทียนพูดเสียงอ้อแอ้เสี่ยวหลิวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้าง “อาจารย์เจ้าคะ! เขาเรียกพ่อ!”ตงเทียนเกาะแขนแม่แล้วพยายามพูดอีกครั้ง “ปา…ปะ…”ตงจีรีบพูดตามอย่างไม่ยอมแพ้ “มะ…มา…”เสี่ยวหลิวหัวเราะทันที“ดูเหมือนพวกเขาจะแข่งกันพูดแล้วเจ้าค่ะ”ตงเทียนยังคงพยายามเรียกพ่อ“ปะ…ปา…”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “หากท่านพ่อของพวกเจ้าได้ยินคงดีใจมากแน่”ยังพูดไม่ทันขาดคำเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางระเบียงเสี่ยวหลิวหันไปมองก่อนจะยิ้ม “พูดถึงก็มาเลยเจ้าค่ะ”เปาหยวนเฟิงเดินเข้ามาในลาน ชุดแม่ทัพสีเข้มของเขายังมีฝุ่นจากสนามฝึกติดอยู่เล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า สีหน้าคมเข้มของเขาก็อ่อนลงทันที“ท่านพี่” เยี่ยหลันเรียกเบาๆตงเทียนที่ยืนอยู่ใกล้แม่ที่สุดหันไปมองชายร่างสูง จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วเล็กๆ ไปทางเปาหยวนเฟิง“ปะ!”ทั้งลานเงียบไปครู่หนึ่งเปาหยวนเฟิงชะงักอยู่กับที่ เหมือนแม่ทัพผู้เคยเผชิญสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกลับไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรตงเทียนดูเหมือนจะมั่นใจขึ้น เขาก้าวเดินสองสามก้าวไปทางบิดาแล้วพูดอีกครั้ง“ปะ…ปะ…”คราวนี้เปาหยวนเฟิงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงต่ำ เขาก้าวเข้าไปอ
ห้องเงียบลงครู่หนึ่งเสี่ยวหลิวมองเขาด้วยความลังเล เพราะชื่อของหุบเขาหมื่นพิษในยุทธภพไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไว้ใจง่ายๆเยี่ยหลันจึงถามขึ้น “แล้วเหตุใดต้องเป็นที่นี่”ซ่งจิ่วมองตรงไปที่นาง “เพราะเจ้าที่นี่กำลังตั้งสำนักแพทย์ และเพราะเจ้าคือคนเดียวที่ถอนพิษเลือดดำของข้าได้”จากนั้นเขาก็พูดตรงๆ “ข้ารู้พิษมากกว่าหมอทั่วไปพิษหลายชนิดในยุทธภพไม่มีใครรู้วิธีแก้ หากข้าสอนที่นี่ศิษย์ของเจ้าจะรับมือกับมันได้”ซ่งจิ่วหยุดเล็กน้อยก่อนพูดประโยคสุดท้าย “ถือเสียว่าข้าชดใช้บาปที่เคยวางยาพิษเปาหยวนเฟิงก็แล้วกัน”เสี่ยวหลิวถึงกับอ้าปากค้างความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วครู่ เยี่ยหลันจ้องเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย“ซ่งจิ่วเจ้ารู้หรือไม่ว่าหากคนรู้ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่สำนักข้าจะวุ่นวายแค่ไหน”ซ่งจิ่วตอบทันที “รู้ ... แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าคุมมันได้”เยี่ยหลันมองเขาอีกครู่หนึ่งก่อนจะพูดเรียบๆ “ได้”เสี่ยวหลิวสะดุ้ง “อาจารย์!”เยี่ยหลันยกมือห้ามจากนั้นจึงพูดต่อ “แต่มีเงื่อนไข”ซ่งจิ่วหรี่ตาเล็กน้อย “อะไร”“ที่นี่คือสำนักแพทย์ฉิน ไม่ใช่หุบเขาหมื่นพิษสิ่งที่เจ้าสอนต้องเป็นการรักษาคนไม่ใช
แต่เดิมทีสนมทั้งสองนางเคยคิดจะลงมือกับองค์ชายใหญ่ ช่วงที่เขาล้มป่วย ข่าวลือเรื่องพิษแพร่สะพัด วังหลวงเต็มไปด้วยความระแวง นั่นคือโอกาสที่เหมาะสมที่สุดเพียง ‘ซ้ำเติม’ อีกเล็กน้อย องค์ชายใหญ่ก็คงไม่มีวันลืมตาขึ้นมาได้อีกทว่า…ฮ่องเต้กลับแสดงออกชัดเจนว่าทรงให้ความสำคัญกับโอรสผู้นี้มากเพียงใด พระองค์เสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ทรงเรียกหมอหลวงระดับสูงสุดเข้ามารักษา และยังมีรับสั่งให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สนมทั้งสองไม่กล้าเสี่ยงเพราะหากพลาดเพียงก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่การเสียความโปรดปรานแต่คือ…ความตายสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตระกูลของฮองเฮาถูกลดอำนาจ คนของนางในราชสำนักถูกโยกย้ายออกไปแทบหมด อำนาจที่เคยแผ่คลุมวังหลังเริ่มมีรอยร้าวและรอยร้าวนั้นคือโอกาสตำหนักฝั่งตะวันตกสนมเจียงลูบท้องของตนเองเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน“น้องซุนเจ้ายังคิดจะรออีกหรือ องค์ชายใหญ่ฟื้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ยิ่งโปรดปรานเขา หากปล่อยไว้…พวกเราจะไม่มีวันได้โอกาสอีก”สนมเจียงนางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรอยยิ้มนั้น…แฝงด้วยความดูแคลนเอาไว้ในแววตา นางลูบท
เปาหยวนเฟิงโน้มตัวลงจุมพิตนางอย่างไม่อาจหักห้าม ริมฝีปากของเขาร้อนและหนักแน่น ราวกับคำสัตย์ที่เพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่เยี่ยหลันสะดุ้งเล็กน้อยในตอนแรก แต่ไม่นานนางก็ยกมือขึ้นจับแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ลมหายใจของทั้งสองค่อยๆ ประสานกันเปาหยวนเฟิงค่อยๆ ผละออกเล็กน้อยสายตาคมของเขามองนางลึกลงไป “หลันเอ๋อร์…”เยี่ยหลันยิ้มบางแก้มของนางแดงระเรื่อจากความใกล้ชิด“ท่านพี่…ไม่ไปดื่มกับแขกแล้วหรือเจ้าคะ”เปาหยวนเฟิงหัวเราะเบาๆ “คืนนี้ต่อให้ฝ่าบาทเรียกข้าก็ไม่ไป”คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้เยี่ยหลันอดหัวเราะไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะนั้นค่อยๆ เงียบลงเมื่อเขาเอื้อมมือมาลูบผมของนางอย่างแผ่วเบา เขาค่อยๆ ถอดปิ่นทองออกจากมวยผมของนาง เส้นผมยาวดำสลวยจึงคลี่ลงมาบนบ่าขาวเปาหยวนเฟิงอุ้มนางขึ้นอย่างง่ายดาย ก้าวเท้ายาวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงเตียงที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแพร ดอกไม้สีแดงอันเป็นมงคลหลังม่านแพรสีชาด แสงไฟสลัวอาบไล้ไปทั่วห้องหอ กลิ่นสุรามงคลและกำยานหอมอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศเปาหยวนเฟิงประคองเยี่ยหลันอย่างทะนุถนอม เพราะสำหรับเขาแล้วนางเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาไม่กล้าใช้แรงมากเกินไป มือใหญ่ของเขารองรับแผ่นหลังของนางไ
ขบวนเจ้าสาวออกจากจวนฉินตั้งแต่สายแต่กว่าจะเดินทางถึงจวนแม่ทัพเปา กลับใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคาดคิด สาเหตุไม่ใช่เพราะระยะทางไกล แต่เพราะขบวนสินสอดที่ยาวเหยียดหีบแดงถูกหามต่อกันเป็นแถว ทหารและบ่าวรับใช้เดินเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ผ้าแพรแดงที่คลุมหีบสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ผู้คนสองข้างทางพากันมุงดูอย่างตื่นเต้น บางคนถึงกับนั่งลงริมถนนแล้วเริ่มนับหีบสินสอดทีละใบเสียงคุยกันดังเป็นระยะ“สิบห้า…สิบหก…สิบเจ็ด…”“ยังไม่หมดอีกหรือ”“นี่มันขบวนสินสอดหรือกองทัพกันแน่”ในที่สุดชายชราคนหนึ่งที่นั่งนับมาตลอดก็พูดขึ้นอย่างตกตะลึง“หนึ่งร้อย…เจ็ด…หนึ่งร้อยแปด!”เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที“หนึ่งร้อยแปดหีบ!”เสียงซุบซิบยังไม่ทันเงียบขบวนเกี้ยวเจ้าสาวก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพประตูใหญ่ถูกเปิดกว้าง โคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตามกำแพง ผ้าแพรแดงปูยาวไปถึงลานพิธีด้านในทันทีที่เกี้ยวหยุดลงเปาหยวนเฟิงก็กระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาเดินตรงไปที่เกี้ยวโดยไม่รอให้ใครนำทางมือใหญ่เปิดม่านเกี้ยวออก ก่อนจะยื่นมือเข้าไปหาเจ้าสาว แต่คราวนี้เขาไม่ได้เพียงช่วยพยุง เขาอุ้มเยี่ยหลันขึ้นมาด้วยตนเองเสียงอุทานดังขึ
เช้าวันพิธีมงคลของแม่ทัพใหญ่กับฮูหยิน เมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แต่สถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดไม่ได้มีเพียงจวนแม่ทัพ ยังมีจวนเก่าตระกูลฉินที่เพิ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ไม่นานวันนี้เยี่ยหลันไม่ได้แต่งตัวที่จวนแม่ทัพ นางกลับมายังจวนตระกูลฉินเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เพราะตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้คืนบรรดาศักดิ์ให้ตระกูลฉิน นางก็ไม่ใช่เพียงฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลฉินเพียงคนเดียว การแต่งงานครั้งนี้จึงต้องให้เจ้าบ่าวยกขบวนมารับเจ้าสาวจากจวนฉินอย่างถูกต้องตามประเพณีภายในเรือนหลักผ้าแพรแดงถูกแขวนเรียงราย โคมแดงสว่างไสวไปทั่วลาน สาวใช้และแม่นมเดินขวักไขว่เตรียมงานกันตั้งแต่เช้ามืดเยี่ยหลันนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดงชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองวางอยู่บนตัวนางช่างสง่างามยิ่ง ผมยาวถูกเกล้าอย่างประณีต มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกถูกวางลงบนศีรษะอย่างระมัดระวังเสี่ยวหลิวยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นตาเป็นประกาย“อาจารย์เจ้าคะ วันนี้ท่านงดงามจนข้าแทบจำไม่ได้แล้ว”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “พูดเกินไปแล้ว”“ไม่เกินเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหลิวรีบพูด “ข้







