LOGINในที่สุดเส้นบะหมี่ก็ถูกลวกไว้เรียบร้อย เยี่ยหลันปอกไข่และใช้เส้นด้ายตัดแบ่งครึ่งวางไว้ จากนั้นนางเรียกให้มั่วอีมาดูการจัดทุกอย่างลงชาม สุดท้ายโรยต้นหอมซอยและน้ำมันกระเทียมเจียวลงไปทำให้สีสันดูน่ากินมากขึ้น
เมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อยเยี่ยหลันเงยหน้ามองมั่วอีรอจนเขาพยักหน้าเข้าใจ นางจึงส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อยแล้วยกเอาชามแรกออกมาจากครัว
เยี่ยหลันเดินมาหายายโจว นางยังไม่ยอมออกห่างชายที่นอนนิ่งคนนั้น เยี่ยหลันวางชามลงบนโต๊ะเล็กๆ กลางห้อง เดินไปดึงมือของยายโจวให้ลุกมากิน
“ขอบใจๆ ข้าจะกินเดี๋ยวนี้แหละเจ้าก็ไปกินเถิด”
เมื่อเห็นยายโจวหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วนางจึงเดินออกจากห้องไป ตอนที่นางออกมาจากห้องปรุงยาก็เห็นว่าทหารกลุ่มนั้นได้รับบะหมี่กันเรียบร้อย นั่งยอง ๆ ง่ายๆ ยกตะเกียบกินอย่างรวดเร็วแต่ไม่ได้ดูมูมมาม
เยี่ยหลันเห็นว่าพวกเขากำลังกินอยู่ นางจึงตัดสินใจเดินไปตักน้ำมาเพิ่มด้วยตนเอง เติมน้ำใส่หม้อเพื่อต้มเป็นน้ำร้อนเอาไว้ เพราะอย่างไรคืนนี้ต้องใช้เพื่อเช็ดตัวลดไข้ให้ชายคนนั้นแน่นอน
“แม่นางท่านจะไปตักน้ำใช่หรือไม่” หนึ่งในนั้นวิ่งมาหานางเรียกให้หยุดและรับเอาถังตักน้ำจากมือนางไป
“พวกเราเป็นผู้คุ้มกันของนายท่าน ข้ามีชื่อว่ามั่วจิ่วส่วนคนอื่นๆ เดี๋ยวท่านก็รู้จักเอง ... เอาล่ะแม่นางไปพักเถอะ”
เยี่ยหลันมองหน้าเขาแล้วก็พยักหน้าให้ จากนั้นก็เดินผละไปเพื่อจุดตะเกียงในบ้าน เมื่อเข้าไปยังห้องที่นางใช้นอนนางก็นึกขึ้นได้ว่า
‘นี่ข้ารู้จักสมุนไพรแถมยังเข้าตำรับยาได้ยังไงกัน !!’
ใช่แล้วเยี่ยหลันในชาติก่อนเรียนแพทย์มาก็จริงแต่เป็นการแพทย์สมัยใหม่ ไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับยาจีนยาแผนโบราณ ในความทรงจำของเซียงเยว่ซินเจ้าของร่างนี้ก็ไม่เคยร่ำเรียนเช่นกัน
จู่ๆ เสียงหนึ่งในความทรงจำแสนเบาบางก็ดังก้องในมโนสติของนาง “นี่เป็นของรับขวัญจากข้ารับมันไปแล้วใช้ให้ดี …”
‘หรือว่านี่จะเป็นของขวัญที่ว่า ... Oh My God ! นี่มันดีเกินไปแล้ว ขอบคุณท่านบรรพบุรุษ’
เยี่ยหลันยกมือขึ้นไหว้อากาศอยู่สองสามครั้ง จากนั้นจึงนั่งลงบนเตียงหลับตานึกถึงเรื่องยาจีน นางพบว่าตนเองนั้นรอบรู้เรื่องสมุนไพรมากมายเหลือเกิน และยังมีความรู้เรื่องการรักษาโรคอีกด้วย
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเยี่ยหลันก็รู้แล้วว่า ต้องจัดการกับอาการของชายคนนั้นอย่างไร แต่ก็ยังติดตรงที่พวกเขาไม่ไว้วางใจนางนี่สิ
เยี่ยหลันเดินออกจากห้องด้วยความรู้สึกลิงโลด นางเดินไปจุดจะเกียงในห้องปรุงยาเป็นที่ต่อไป
“เสี่ยวเหนียง” เสียงยายโจวเรียกนางเบา ๆ “เจ้าเองก็ต้องพักผ่อนกินยาให้ตรงเวลาด้วย อย่าลืมว่าเจ้ายังไม่แข็งแรงท้องยังไม่มั่นคงนัก”
เยี่ยหลันได้ฟังก็พยักหน้าตอบเดินตรงไปจับมือของยายโจวแล้วตบเบาๆ สองครั้งเพื่อแสดงความห่วงใย
“นายท่านเจ็บหนักขนาดนี้ข้าไม่อาจวางใจลงได้จริงๆ ” เสียงของยายโจวดูอ่อนแรงยิ่งนัก ก่อนจะพูดต่ออีกว่า “ตอนที่เขาคลอดออกมาตัวเล็กนักเสียงร้องไห้เบาแสนเบา หลายคนที่เห็นต่างบอกว่าอาจจะเลี้ยงไม่โต ดูวันนี้สิเติบโตเป็นหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ความสามารถเหนือคนนับหมื่น …เฮ้อ ! ข้าไม่อาจทนเห็นเขาจากไปต่อหน้าต่อตาได้” ยายโจวนั่งรำพึงรำพันดวงตาเหม่อมองไปทางร่างนั้นที่ยังนอนไม่ได้สติ
เยี่ยหลันเบนหน้าไปมองเขาเห็นริมฝีปากเริ่มเป็นสีม่วงคล้ำ จึงตัดสินใจเอื้อมมือไปจับหน้าผากเขา เมื่อสัมผัสผิวนางก็ตกใจสะดุ้งชักมือกลับทันทีเพราะมันร้อนแทบลวกมือนาง
ยายโจวถูกท่าทางของนางทำให้ได้สติออกจากภวังค์อดีตของตนเองทันที นางรีบจับที่หน้าผากและลำคอ “แย่แล้ว !”
พูดจบนางก็พุดลุกออกไปตะโกนเรียกให้ส่งน้ำร้อนเข้ามา เสียงของยายโจวปลุกให้บ้านหลังเล็กเกิดความโกลาหลขึ้นทันที
‘ไม่สนใจแล้ว’
เยี่ยหลันเดินไปหาชายตรงหน้าดึงผ้าห่มออกทันที เผยให้เห็นท่อนบนที่มีเพียงผ้าพันแผลหนาเตอะเอาไว้ ส่วนของมัดกล้ามที่แขนและหน้าท้อง ที่แม้จะสวยงามน่าดึงดูดขนาดไหน ก็ถูกนางละเลยไปราวกับมองไม่เห็น นางวิ่งไปอีกด้านที่เคยเก็บกรรไกรและมีดสั้นเอาไว้ข้างๆ กันยังมีถ้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ต้มไว้ก่อนหน้าโชคดีที่ทั้งหมดไม่ได้นำไปทิ้ง
นางลงมือใช้กรรไกรตัดผ้าออกอย่างรวดเร็ว เมื่อผ้าที่พันแผลเอาไว้เปิดออกกลิ่นเหม็นเน่าโชยมาปะทะจมูกอย่างจัง
‘แย่แล้ว ! แผลเน่า ! นี่มันเร็วกว่าที่คิดไว้มาก’
หลังจากอุทานในใจจบนางก็หยิบมีดสั้นจ่อไปที่เปลวไฟของตะเกียง เมื่อแน่ใจว่าถูกฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว ก็รีบนำผ้าสะอาดจุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดที่มือของตัวเอง
จากนั้นใช้ผ้าอีกผืนจุ่มน้ำยาเช็ดจนชุ่มเช็ดที่บาดแผล นางสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะจรดมีดลงครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อตัดเอาเนื้อที่เน่าออกไป
ระหว่างที่เยี่ยหลันกำลังจดจ่ออยู่กับบาดแผล ยายโจว มั่วอี มั่วเหวิน ทั้งสามก็ช่วยกันยกน้ำร้อนเข้ามา
ฉากตรงหน้าที่ทั้งสามเห็นคือ เยี่ยหลันกำลังใช้มีดกรีดเข้าซ้ำรอยบาดแผลที่หน้าอกของนายท่านอยู่ซ้ำๆ
“นั่นเจ้าทำอะไรเจ้ากำลังจะฆ่านายท่านนะ” มั่วเหวินตะโกนเสียงดัง และเดินตรงปรี่เข้ามาหานางทันทีหวังจะกระชากนางให้ออกไป
แต่แล้วยายโจวก็วิ่งเข้ามาขวางหน้าของเขาไว้ “ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น เสี่ยวเหนียงกำลังช่วยชีวิตนายท่าน นางกำลังตัดเอาเนื้อตายออกข้าเคยเห็นตาเฒ่าช่วยรักษาคนแบบนี้มาก่อน”
“ไหนท่านบอกว่านางเป็นคนที่นายท่านช่วยมา ท่านเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางรู้วิธีช่วยคนจริงหรือไม่ แล้วหากนายท่านเกิดเป็นอะไรขึ้นใครจะรับผิดชอบ !” มั่วเหวินยังคงไม่ยอมถอยเขาพยายามจะเดินเข้าไปใกล้เตียงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คนที่เข้ามาขวางกลับเป็นมั่วอี “มั่วอีเจ้าอาศัยอะไรมาขวางทางข้า”
“ออกไปเฝ้าข้างนอกอย่ารบกวนนางช่วยนายท่าน นี่เป็นคำสั่ง!” มั่วอีออกคำสั่งด้วยท่าทางเด็ดขาดเขาตั้งท่าขวางเอาไว้ตรงหน้าเตียง
มั่วเหวินมีสีหน้าไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่มั่วอีก็เป็นหัวหน้าของพวกเขาคำสั่งของหัวหน้าเขาจะขัดได้หรือ หลังจากทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจอยู่ชั่วครู่เขาก็หันหลังเดินออกไปยืนตระหง่านหลังตรงอยู่ที่หน้าเรือน
เรื่องที่พวกเขามีปากเสียงกันเพราะเยี่ยหลันบุ่มบ่ามลงมือรักษาชายคนนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อนางเลยสักนิด เยี่ยหลันยังคงค่อยๆ ใช้มีดกรีดลงไปที่รอยแผลทีละมีดๆ จนแน่ใจว่าเนื้อสีน้ำตาลเน่าทั้งหมดถูกจัดการจนเห็นกล้ามเนื้อสีแดงและเลือดไหลออกมาแล้ว
นางจึงหยุดมือลงยกตะเกียงขึ้นส่องให้ชัดอีกครั้งจากนั้นยังใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำยาฆ่าเชื้อ ครั้งนี้นางชุบจนชุ่มจากนั้นบีบน้ำยาให้ไหลผ่านบาดแผลโดยตรง
ยังมีเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น
ทันทีที่ปลายนิ้วของเยี่ยหลันกดลงบนบาดแผล โลกทั้งใบ…เหมือนหยุดนิ่งลงชั่วขณะ
ภาพตรงหน้าดูเหมือนจะเลือนหาย แล้วแทนที่ด้วยภาพอีกแบบหนึ่ง…เป็นภาพโครงสร้างภายในร่างกายของเขาปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เส้นเลือดนับไม่ถ้วนเชื่อมโยงกันราวกับเครือข่ายซับซ้อน
หัวใจเต้นเป็นจังหวะหนักแน่น ตุบ…ตุบ…ตุบ… เลือดไหลผ่านกล้ามเนื้อ ผ่านซี่โครง ผ่านปอดอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างชัดเจนเกินจริง ชัดราวกับนางกำลังจ้องมองผ่านเครื่องสแกน
“นี่มัน…” เยี่ยหลันสะดุ้ง
นางรีบดึงมือออกทันทีปลายนิ้วสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
‘ไม่จริง…’ นางกัดฟันแน่น
ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นนิ้วกลับไปกดที่เดิมอีกครั้ง คราวนี้นางมองด้วยความตั้งใจ ภาพเดิมปรากฏขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้เยี่ยหลันมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพหลอน ไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือความจริง
‘นี่มันไม่ใช่แค่เอกซเรย์…’ ดวงตาของนางสั่นไหว ‘นี่มันเหมือน… M.R.I…’ นางกลืนน้ำลายลมหายใจเริ่มไม่สม่ำเสมอ
‘ถ้าไม่แตะตัวเขาจะเห็นไหมนะ’
ขณะกำลังจดจ่อนางก็สังเกตเห็นบางอย่าง บางอย่างที่ไม่ควรมี ภายในเส้นเลือดนั้น มีกระแสแสงสีขาวอ่อน ๆ ไหลผ่านมันเคลื่อนที่ไปตามกระแสเลือด แทรกซึมผ่านเส้นเลือดทุกเส้นเหมือนสิ่งมีชีวิต
เยี่ยหลันหรี่ตาสายตาไล่ตามมันไปและในวินาทีนั้นเองหัวใจของนางกระตุกแรง
‘เดี๋ยวนะ!” แสงนั้นไม่ได้มาจากร่างของเขา แต่มาจาก…ข้า?’
นางรีบดึงมือออกสายตาจ้องปลายนิ้วของตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วนางก็ได้เห็นมันด้วยตาเนื้อ แสงสีขาวจาง ๆ ไหลวนอยู่ที่ปลายนิ้วเหมือนพลังบางอย่างที่กำลังตื่นขึ้น
นางสูดลมหายใจลึกก่อนจะวางฝ่ามือลงบนหน้าอกของเขาอีกครั้ง คราวนี้นางตั้งใจวางตรงที่ไม่มีบาดแผล ช่วงแรก
ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ไม่นานเสียงก็ดังขึ้นในหูของนาง ตุบ…ตุบ…ตุบ จังหวะการเต้นของหัวใจดังชัดเจนเหมือการใช้เครื่องช่วยฟัง ไม่สิ ต้องบอกว่ามันดีกว่ามาก
เยี่ยหลันเพ่งมองอีกครั้ง ภาพภายในร่างกาย ซี่โครง กล้ามเนื้อ ปอดและ ‘เจอแล้ว…’ กระดูกซี่โครงมีรอยร้าวเล็ก ๆ ใกล้ปอดมีเส้นเลือดที่ผิดปกติ และที่สำคัญ‘ก้อนพิษ’มันอุดตันอยู่ในหลอดเลือด
ในจังหวะที่ค้นพบก้อนพิษอุดตันนั่นเอง แสงสีขาวจากนิ้วมือของนาง ก็เริ่มเคลื่อนไหว มันไหลเข้าไปในหลอดเลือด
ค่อย ๆ ล้อมรอบก้อนพิษนั้น ก้อนสีดำคล้ำค่อย ๆ ลดขนาดลงเยี่ยหลันเบิกตากว้าง ‘มันกำลังกำจัดพิษ !’
ก้อนสีคล้ำค่อย ๆ จางลง แตกสลายและหายไปทีละนิด
โอ้พระเจ้า โอ้พระโพธิสัตว์ นี่มันนิ้วทองคำชัดๆ’
มั่วอีที่เฝ้ามองอยู่ตลอดเห็นว่าเยี่ยหลันนิ่งงันไปเขาจึงเรียกขึ้น “แม่นางเกิดอะไรขึ้น”
เยี่ยหลันสูดหายใจเข้าออกหลายครั้งกว่าจะกล่อมให้ตนเองสงบลงได้ ‘เยี่ยหลันสติๆ ๆ’ นางอดไม่ได้ที่จะใช้มือตบลงที่ใบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติไม่ได้ โดยที่ลืมไปว่ามือนางเปื้อนเลือดของเขาอยู่
“อื้อ ๆ”
เยี่ยหลันส่ายหน้าโดยไม่หันไปมอง สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่บาดแผลของคนเจ็บอยู่
‘กลิ่นแปลกๆ แหะ’
เลือดของเขาที่ไหลออกมานั้นไม่ได้เป็นสีแดงสด แต่มันกลับเป็นเลือดสีคล้ำทั้งยังส่งกลิ่นแปลกๆ ออกมาอีกด้วย เยี่ยหลันหยุดมือลงจากนั้นยกมือที่เปื้อนเลือดขึ้นมาขยี้และดมกลิ่น
‘คล้ายกับไข่เน่า กำมะถัน แต่มีกลิ่นหอมประหลาดเจือจางอยู่ด้วย’
นางค่อยๆ ค้นลงลึกในคลังความรู้ใหม่ที่ได้มา ความทรงจำหนึ่งซึ่งไม่ใช่ของนางก็ผุดขึ้น แต่ในความทรงจำนั้นเป็นนางที่กำลังอยู่ในร่างนั้น ภาพที่ฉายชัดราวกับว่านี่เป็นความทรงจำของนางเอง
“ปะ…ปา…” ตงเทียนพูดเสียงอ้อแอ้เสี่ยวหลิวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้าง “อาจารย์เจ้าคะ! เขาเรียกพ่อ!”ตงเทียนเกาะแขนแม่แล้วพยายามพูดอีกครั้ง “ปา…ปะ…”ตงจีรีบพูดตามอย่างไม่ยอมแพ้ “มะ…มา…”เสี่ยวหลิวหัวเราะทันที“ดูเหมือนพวกเขาจะแข่งกันพูดแล้วเจ้าค่ะ”ตงเทียนยังคงพยายามเรียกพ่อ“ปะ…ปา…”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “หากท่านพ่อของพวกเจ้าได้ยินคงดีใจมากแน่”ยังพูดไม่ทันขาดคำเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางระเบียงเสี่ยวหลิวหันไปมองก่อนจะยิ้ม “พูดถึงก็มาเลยเจ้าค่ะ”เปาหยวนเฟิงเดินเข้ามาในลาน ชุดแม่ทัพสีเข้มของเขายังมีฝุ่นจากสนามฝึกติดอยู่เล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า สีหน้าคมเข้มของเขาก็อ่อนลงทันที“ท่านพี่” เยี่ยหลันเรียกเบาๆตงเทียนที่ยืนอยู่ใกล้แม่ที่สุดหันไปมองชายร่างสูง จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วเล็กๆ ไปทางเปาหยวนเฟิง“ปะ!”ทั้งลานเงียบไปครู่หนึ่งเปาหยวนเฟิงชะงักอยู่กับที่ เหมือนแม่ทัพผู้เคยเผชิญสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกลับไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรตงเทียนดูเหมือนจะมั่นใจขึ้น เขาก้าวเดินสองสามก้าวไปทางบิดาแล้วพูดอีกครั้ง“ปะ…ปะ…”คราวนี้เปาหยวนเฟิงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงต่ำ เขาก้าวเข้าไปอ
ห้องเงียบลงครู่หนึ่งเสี่ยวหลิวมองเขาด้วยความลังเล เพราะชื่อของหุบเขาหมื่นพิษในยุทธภพไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไว้ใจง่ายๆเยี่ยหลันจึงถามขึ้น “แล้วเหตุใดต้องเป็นที่นี่”ซ่งจิ่วมองตรงไปที่นาง “เพราะเจ้าที่นี่กำลังตั้งสำนักแพทย์ และเพราะเจ้าคือคนเดียวที่ถอนพิษเลือดดำของข้าได้”จากนั้นเขาก็พูดตรงๆ “ข้ารู้พิษมากกว่าหมอทั่วไปพิษหลายชนิดในยุทธภพไม่มีใครรู้วิธีแก้ หากข้าสอนที่นี่ศิษย์ของเจ้าจะรับมือกับมันได้”ซ่งจิ่วหยุดเล็กน้อยก่อนพูดประโยคสุดท้าย “ถือเสียว่าข้าชดใช้บาปที่เคยวางยาพิษเปาหยวนเฟิงก็แล้วกัน”เสี่ยวหลิวถึงกับอ้าปากค้างความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วครู่ เยี่ยหลันจ้องเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย“ซ่งจิ่วเจ้ารู้หรือไม่ว่าหากคนรู้ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่สำนักข้าจะวุ่นวายแค่ไหน”ซ่งจิ่วตอบทันที “รู้ ... แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าคุมมันได้”เยี่ยหลันมองเขาอีกครู่หนึ่งก่อนจะพูดเรียบๆ “ได้”เสี่ยวหลิวสะดุ้ง “อาจารย์!”เยี่ยหลันยกมือห้ามจากนั้นจึงพูดต่อ “แต่มีเงื่อนไข”ซ่งจิ่วหรี่ตาเล็กน้อย “อะไร”“ที่นี่คือสำนักแพทย์ฉิน ไม่ใช่หุบเขาหมื่นพิษสิ่งที่เจ้าสอนต้องเป็นการรักษาคนไม่ใช
แต่เดิมทีสนมทั้งสองนางเคยคิดจะลงมือกับองค์ชายใหญ่ ช่วงที่เขาล้มป่วย ข่าวลือเรื่องพิษแพร่สะพัด วังหลวงเต็มไปด้วยความระแวง นั่นคือโอกาสที่เหมาะสมที่สุดเพียง ‘ซ้ำเติม’ อีกเล็กน้อย องค์ชายใหญ่ก็คงไม่มีวันลืมตาขึ้นมาได้อีกทว่า…ฮ่องเต้กลับแสดงออกชัดเจนว่าทรงให้ความสำคัญกับโอรสผู้นี้มากเพียงใด พระองค์เสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ทรงเรียกหมอหลวงระดับสูงสุดเข้ามารักษา และยังมีรับสั่งให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สนมทั้งสองไม่กล้าเสี่ยงเพราะหากพลาดเพียงก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่การเสียความโปรดปรานแต่คือ…ความตายสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตระกูลของฮองเฮาถูกลดอำนาจ คนของนางในราชสำนักถูกโยกย้ายออกไปแทบหมด อำนาจที่เคยแผ่คลุมวังหลังเริ่มมีรอยร้าวและรอยร้าวนั้นคือโอกาสตำหนักฝั่งตะวันตกสนมเจียงลูบท้องของตนเองเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน“น้องซุนเจ้ายังคิดจะรออีกหรือ องค์ชายใหญ่ฟื้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ยิ่งโปรดปรานเขา หากปล่อยไว้…พวกเราจะไม่มีวันได้โอกาสอีก”สนมเจียงนางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรอยยิ้มนั้น…แฝงด้วยความดูแคลนเอาไว้ในแววตา นางลูบท
เปาหยวนเฟิงโน้มตัวลงจุมพิตนางอย่างไม่อาจหักห้าม ริมฝีปากของเขาร้อนและหนักแน่น ราวกับคำสัตย์ที่เพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่เยี่ยหลันสะดุ้งเล็กน้อยในตอนแรก แต่ไม่นานนางก็ยกมือขึ้นจับแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ลมหายใจของทั้งสองค่อยๆ ประสานกันเปาหยวนเฟิงค่อยๆ ผละออกเล็กน้อยสายตาคมของเขามองนางลึกลงไป “หลันเอ๋อร์…”เยี่ยหลันยิ้มบางแก้มของนางแดงระเรื่อจากความใกล้ชิด“ท่านพี่…ไม่ไปดื่มกับแขกแล้วหรือเจ้าคะ”เปาหยวนเฟิงหัวเราะเบาๆ “คืนนี้ต่อให้ฝ่าบาทเรียกข้าก็ไม่ไป”คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้เยี่ยหลันอดหัวเราะไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะนั้นค่อยๆ เงียบลงเมื่อเขาเอื้อมมือมาลูบผมของนางอย่างแผ่วเบา เขาค่อยๆ ถอดปิ่นทองออกจากมวยผมของนาง เส้นผมยาวดำสลวยจึงคลี่ลงมาบนบ่าขาวเปาหยวนเฟิงอุ้มนางขึ้นอย่างง่ายดาย ก้าวเท้ายาวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงเตียงที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแพร ดอกไม้สีแดงอันเป็นมงคลหลังม่านแพรสีชาด แสงไฟสลัวอาบไล้ไปทั่วห้องหอ กลิ่นสุรามงคลและกำยานหอมอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศเปาหยวนเฟิงประคองเยี่ยหลันอย่างทะนุถนอม เพราะสำหรับเขาแล้วนางเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาไม่กล้าใช้แรงมากเกินไป มือใหญ่ของเขารองรับแผ่นหลังของนางไ
ขบวนเจ้าสาวออกจากจวนฉินตั้งแต่สายแต่กว่าจะเดินทางถึงจวนแม่ทัพเปา กลับใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคาดคิด สาเหตุไม่ใช่เพราะระยะทางไกล แต่เพราะขบวนสินสอดที่ยาวเหยียดหีบแดงถูกหามต่อกันเป็นแถว ทหารและบ่าวรับใช้เดินเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ผ้าแพรแดงที่คลุมหีบสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ผู้คนสองข้างทางพากันมุงดูอย่างตื่นเต้น บางคนถึงกับนั่งลงริมถนนแล้วเริ่มนับหีบสินสอดทีละใบเสียงคุยกันดังเป็นระยะ“สิบห้า…สิบหก…สิบเจ็ด…”“ยังไม่หมดอีกหรือ”“นี่มันขบวนสินสอดหรือกองทัพกันแน่”ในที่สุดชายชราคนหนึ่งที่นั่งนับมาตลอดก็พูดขึ้นอย่างตกตะลึง“หนึ่งร้อย…เจ็ด…หนึ่งร้อยแปด!”เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที“หนึ่งร้อยแปดหีบ!”เสียงซุบซิบยังไม่ทันเงียบขบวนเกี้ยวเจ้าสาวก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพประตูใหญ่ถูกเปิดกว้าง โคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตามกำแพง ผ้าแพรแดงปูยาวไปถึงลานพิธีด้านในทันทีที่เกี้ยวหยุดลงเปาหยวนเฟิงก็กระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาเดินตรงไปที่เกี้ยวโดยไม่รอให้ใครนำทางมือใหญ่เปิดม่านเกี้ยวออก ก่อนจะยื่นมือเข้าไปหาเจ้าสาว แต่คราวนี้เขาไม่ได้เพียงช่วยพยุง เขาอุ้มเยี่ยหลันขึ้นมาด้วยตนเองเสียงอุทานดังขึ
เช้าวันพิธีมงคลของแม่ทัพใหญ่กับฮูหยิน เมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แต่สถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดไม่ได้มีเพียงจวนแม่ทัพ ยังมีจวนเก่าตระกูลฉินที่เพิ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ไม่นานวันนี้เยี่ยหลันไม่ได้แต่งตัวที่จวนแม่ทัพ นางกลับมายังจวนตระกูลฉินเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เพราะตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้คืนบรรดาศักดิ์ให้ตระกูลฉิน นางก็ไม่ใช่เพียงฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลฉินเพียงคนเดียว การแต่งงานครั้งนี้จึงต้องให้เจ้าบ่าวยกขบวนมารับเจ้าสาวจากจวนฉินอย่างถูกต้องตามประเพณีภายในเรือนหลักผ้าแพรแดงถูกแขวนเรียงราย โคมแดงสว่างไสวไปทั่วลาน สาวใช้และแม่นมเดินขวักไขว่เตรียมงานกันตั้งแต่เช้ามืดเยี่ยหลันนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดงชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองวางอยู่บนตัวนางช่างสง่างามยิ่ง ผมยาวถูกเกล้าอย่างประณีต มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกถูกวางลงบนศีรษะอย่างระมัดระวังเสี่ยวหลิวยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นตาเป็นประกาย“อาจารย์เจ้าคะ วันนี้ท่านงดงามจนข้าแทบจำไม่ได้แล้ว”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “พูดเกินไปแล้ว”“ไม่เกินเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหลิวรีบพูด “ข้







