LOGINเยี่ยหลันหันซ้ายหันขวาจนได้พบกับกระดาษและแท่นหมึกของท่านตา นางรีบหยดน้ำลงไปบนแท่นฝนหมึก และใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึอย่างรวดเร็ว จากนั้นหยิบพู่กันตวัดเขียนอักษรลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว หวังว่าใครสักคนในนี้จะอ่านออก
“มีดที่เล็กและคมใช้ตัดเนื้อเน่าออก” มั่วอีที่ยังอยู่ในห้องอ่านออกเสียง
ยายโจวได้ยินก็ตอบทันที “ไม่มีที่บ้านนี้มีเพียงแต่กรรไกรและมีดสำหรับทำอาหารเท่านั้น”
มั่วอีที่เหมือนจะนึกอะไรออก เขาวิ่งออกไปด้านนอก และวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับยื่นมีดสั้นที่มีขนาดประมาณฝ่ามือยื่นมาตรงหน้าของนาง
มีดมีขนาดเล็กปลายแหลมและดูเหมือนว่ามันจะคมมาก เยี่ยหลันเดาว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นอาวุธลับของพวกเขา
เยี่ยหลันตาเปล่งประกายและคว้าเอามีดนั้นมาถือไว้ทันที ลงมือทดลองใช้มันตัดกระดาษพี่นางใช้เขียนอักษรไปก่อนหน้า
‘เยี่ยมยอดมีดนี้ใช้ได้พอดี’
“เสี่ยวเหนียงเจ้ามั่นใจใช่ไหม เจ้าสามารถจัดการแผลนั้นได้ใช่หรือไม่” ยายโจวเบิกตาโตเข้ามาประชิดตัว ถามขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เยี่ยหลันพยักหน้าพร้อมกับส่งสายตาจริงจังเพื่อบอกให้ยายโจวเชื่อใจนาง
“ได้ ! ข้าจะไปต้มยาเดี๋ยวนี้” พูดจบยายโจวก็จ้ำอ้าวออกไปทางห้องครัวทันที
มั่วอีคิดว่าหญิงสาวที่อยู่กับหมอโจวคงจะเป็นลูกศิษย์ของพวกเขา เมื่อครู่นี้เขาเห็นนางหยิบสมุนไพรออกมาอย่างคล่องแคล่ว แสดงว่านางน่าจะรักษาได้จริงๆ เขาจึงไม่ได้ขัดขวางนาง
เยี่ยหลันเดินไปที่หน้าเตียงเพื่อความสะดวก นางนั่งลงที่ขอบเตียงข้างตัวคนเจ็บ แม้ว่าจะมีสายตาของมั่วอีคอยจับจ้องอยู่ไม่วางตา แต่นางก็หาได้รับผลกระทบไม่
นางยื่นมือออกไปเปิดเปลือกตาของเขาขึ้นเล็กน้อย เพ่งมองปฏิกิริยาของรูม่านตา จากนั้นจึงยกมือขึ้นดีดนิ้วเบาๆ ข้างหูทั้งสองข้างเพื่อทดสอบการรับรู้ของเขา
ชายบนเตียงยังคงนิ่งสนิท ไม่มีการตอบสนองแม้แต่น้อย
หลังจากตรวจดูอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยหลันก็สรุปได้ว่าเขาหมดสติไปแล้วจริงๆ ดังนั้น ต่อให้ไม่มียาชา การเฉือนเอาเนื้อตายออกแบบสดๆ ก็คงไม่ทำให้เขาทรมานมากนัก
นางลุกขึ้นอีกครั้งหันมองไปรอบห้องก็พบตะเกียงไฟหยิบมันและยื่นให้
มั่วอี
“ท่านต้องการให้ข้าจุดมันหรือ” มั่วอีถาม
เยี่ยหลันพยักหน้าให้เขาเสร็จ ก็ไม่สนใจเขาอีก นางเดินวนไปมาในห้องเห็นว่าที่ห้องนี้แสงไม่เพียงพอจึงได้เปิดหน้าต่างออกแต่แสงก็ยังน้อยไปอยู่ดี
มั่วอีจุดตะเกียงเรียบร้อยก็เดินมาหานางอีกครั้ง พร้อมกับที่ยายโจวและอีกสองคนก็ยกน้ำร้อนและถ้วยยาตามเข้ามา
“เสี่ยวเหนียงยาพร้อมแล้ว”
“เหตุใดท่านหมอโจวยังไม่มาอีกนะเจ้ามั่วซานไปตามถึงที่ไหนกัน” มั่วเหวินเดินกลับเข้ามาเอ่ยปากขึ้น
คำพูดของเขาทำให้ยายโจวนึกออกเช่นกัน หากตาโจวมาทันคงไม่ต้องให้เสี่ยวเหนียงลงมือ เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเสี่ยวเหนียงจะทำได้ นางไม่อยากเอาชีวิตของนายท่านมาเดิมพันจริงๆ
“หรือว่าตาเฒ่าจะข้ามเข้าไปในเขาลึก”
ยายโจวดูเหมือนจะเพิ่งนึกออก ถึงคำพูดของตาโจวก่อนที่จะออกไปหาสมุนไพร ว่าหากตีนเขาด้านโน้นไม่พบเขาก็จะต้องเดินลึกเข้าไปอาจจะสองสามวันจึงจะกลับมา
“ถ้าเช่นนั้น ...นายท่านจะทำเช่นไรขอรับ”
มั่วเหวินถามขึ้นด้วยอาการร้อนรน เขาเริ่มเดินไปมาในห้อง
“ท่านยายมิใช่ว่าแม่นางคนนี้จะช่วยรักษาหรือ” มั่วอีถามขึ้น พลางมองไปมาระหว่างยายโจวและเยี่ยหลัน “หรือว่าต้องรอหมอโจวหากว่ารอนานกว่านี้นายท่านคง …”
เสียงของเขาขาดห้วงไป แต่ถึงเขาไม่พูดต่อทุกคนในนี้ก็เข้าใจ
ยายโจวมองหน้าของเสี่ยวเหนียงจากนั้นก็ตัดสินใจลุกขึ้นหยิบเอาขวดกระเบื้องเล็กๆ เทเม็ดยาออกมาสองเม็ด “เอายานี่ละลายน้ำร้อนให้นายท่านกินก่อน ตาเฒ่าบอกว่ามันเป็นยาช่วยชีวิต มันน่าจะช่วยยื้อเวลาได้อีกสักระยะ”
มั่วเหวินเดินมารับเอายาไปละลายน้ำร้อนทันที หลังจากนั้นจึงเดินมาที่ข้างเตียงใช้ช้อนค่อยๆ ตักยาหยอดลงปากของคนเจ็บ ใช้เวลาอยู่นานกว่ายาในถ้วยจะหมดไป
เยี่ยหลันยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้ามาจนถึงตอนนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ไว้ใจให้นางรักษาชายผู้นั้น ดูจากท่าทีและคำเรียกขาน ‘นายท่าน’ แล้ว เขาคงไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นบุคคลสำคัญที่มีสถานะสูงพอจะทำให้ทุกคนรอบกายระแวดระวังถึงเพียงนี้ นางไม่ใช่คนโง่ ย่อมรู้ดีว่าความระแวงเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล
กฎข้อหนึ่งของการเป็นหมอนางยึดถือมาตลอด แม้ว่าจะมีความสามารถรักษาคนไข้ได้เพียงใด แต่หากญาติหรือผู้ติดตามของคนไข้ไม่ยินยอม หมอก็ไม่มีสิทธิ์บังคับฝืนใจ การช่วยชีวิตที่ไม่ได้รับอนุญาต ในสายตาของคนบางกลุ่มอาจไม่ต่างจากการล่วงล้ำ
เยี่ยหลันหลุบตาลงเล็กน้อย ภาพอาการบาดเจ็บของชายผู้นั้นยังคงชัดเจนในความคิด จากที่นางตรวจคร่าว ๆ แผลภายนอกแม้จะสาหัส แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือภายใน หากปล่อยไว้โดยไม่จัดการให้ดี เลือดที่คั่งและพิษที่แทรกอยู่ในร่างกายจะค่อย ๆ ลุกลาม
นางประเมินอย่างรวดเร็ว ‘หนึ่งคืน…’ อย่างมากที่สุด เขาน่าจะทนได้อีกเพียงหนึ่งคืน
หลังจากนั้น หากแผลยังไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อในกระแสเลือดจะสูงขึ้นอย่างมาก และเมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้เป็นนางก็อาจช่วยได้ยาก
เยี่ยหลันถอนหายใจเบา ๆ
“เฮ้อ…”
สุดท้ายแล้ว ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนเหล่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็ไม่คิดจะฝืนอีกต่อไป เยี่ยหลันหันหลังเดินออกจากห้องอย่างเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว บรรยากาศภายในยังคงตึงเครียด แต่ไม่มีใครรั้งนางเอาไว้
ไม่นานนางก็เดินเข้าไปยังครัวเล็กด้านหลัง กลิ่นควันไฟอ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เสียงน้ำเดือดในหม้อดังเบา ๆ ชวนให้ความรู้สึกภายในใจที่ตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย
ในเมื่อช่วยชีวิตไม่ได้อย่างน้อยนางก็ยังสามารถทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด
เยี่ยหลันจึงเริ่มลงมือเตรียมอาหารให้ทุกคน ราวกับว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดไว้ในใจนางเลยแม้แต่น้อย
นางเดินเข้าห้องเก็บของหยิบไหแป้ง ไข่ทั้งหมดที่มีน่าจะสิบฟองได้ น้ำมัน เนื้อหมูตากแห้งและผักดองออกมา หลังจากนั้นก็ตรงไปที่แปลงผักถอนเอาต้นหอมและขิงสดใหม่ออกมา
เดินกลับไปยังห้องครัวอีกครั้งเพื่อนวดแป้งผสมไข่และน้ำมันหมูพักไว้ให้แป้งได้ที่ จากนั้นลงมือตั้งกระทะเติมน้ำนำไข่ไก่ลงไปต้มไว้ทั้งหมดห้าฟอง
‘ยังขาดเครื่องหอม อืม ... ในห้องปรุงยาเมื่อกี้มีครบเลยนี่นา หยิบมาใช้หน่อยคงไม่เป็นไร’
คิดได้ดังนั้นเยี่ยหลันจึงเปลี่ยนใจ นางหมุนตัวกลับและก้าวเดินไปอย่างเงียบงัน มุ่งตรงไปยังห้องปรุงยาอีกครั้ง เมื่อไปถึงก็เห็นชายฉกรรจ์สองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู สีหน้าระแวดระวังไม่ต่างจากเดิม
ภายในห้องยายโจวยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง กำลังใช้ผ้าสะอาดผืนใหม่พันแผลของชายผู้นั้นอย่างระมัดระวัง
เยี่ยหลันหยุดยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของนางหม่นลงเล็กน้อย นางอยากจะเอ่ยเตือนเหลือเกินว่าการพันแผลแน่นเช่นนี้จะยิ่งทำให้ความชื้นสะสม เลือดคั่ง และเร่งให้แผลเน่าเร็วขึ้น แผลลักษณะนี้ควรเปิดระบายให้แห้งและทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอจึงจะถูกต้อง แต่ติดที่นางไม่อาจพูดได้ สิ่งที่อยู่ในหัวแม้จะชัดเจนเพียงใด ก็ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น
นางเม้มริมฝีปากแน่น ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ความรู้สึกอึดอัดแล่นผ่านอก แต่สุดท้ายก็เลือกจะไม่ฝืนอีก
เยี่ยหลันก้าวเข้าไปด้านในอย่างเงียบงัน หยุดอยู่ที่ชั้นวางสมุนไพร ก่อนจะยื่นมือหยิบสมุนไพรหอมหลายชนิดที่ใช้ปรุงน้ำซุปบะหมี่ กลิ่นหอมจาง ๆ ของสมุนไพรลอยขึ้นมาปะทะจมูก ทำให้จิตใจที่ขุ่นมัวสงบลงเล็กน้อย นางจัดการเลือกอย่างชำนาญ
สมุนไพรหอมเรียกง่ายๆ คือสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมชวนให้อยากอาหารนั่นเอง มีทั้งหญ้าหอม รากเร่วแห้ง ใบกระวาน และชะเอมเทศ หลังจากหยิบครบทั้งหมดแล้วนางก็หันหน้ามาหายายโจวที่เตียง
“เสี่ยวเหนียงจะทำอะไร” ยายโจวเห็นนางหยิบเอาสมุนไพรไปหลายอย่างจึงได้ถามขึ้น
ได้ยินดังนั้นเยี่ยหลันจึงเดินเข้ามาหายายโจวแบมือออกให้นางได้เห็นว่าสิ่งที่หยิบมานั้นมีอะไรบ้าง
“เจ้าจะทำเครื่องหอมอย่างนั้นหรือ”
เยี่ยหลันส่ายหน้าจากนั้นจึงทำท่าทางกินให้ยายโจวดู
“เจ้าจะเอาของพวกนี้ไปทำอาหารอย่างนั้นหรือ”
เยี่ยหลันพยักหน้าให้นาง
“ไปเถิดๆ ” ท่าทางของยายโจวดูเหนื่อยอ่อนและดูคร้านจะสนใจว่าเยี่ยหลันจะทำอะไร
เห็นดังนั้นเยี่ยหลันก็มองไปทางเตียงแวบหนึ่งส่ายหน้าน้อยๆ แล้วเดินออกไป
เมื่อกลับเข้าห้องครัวอีกครั้งไข่ไก่ก็สุกได้ที่พอดี นางจึงตักมาพักไว้รอให้เย็นค่อยแกะเปลือกออก ล้างน้ำต้มไข่ออกทิ้งเติมน้ำลงไปใหม่นำสมุนไพรหอมลงไป เติมเกลือน้ำตาล ซอสถั่วเหลืองหมักและกระดูกไก่ที่เก็บไว้เมื่อเช้าลงไปตุ๋น ไม่นานน้ำก็เดือดส่งกลิ่นหอมโชยออกไปทั่วลานบ้าน
“หอมเหลือเกินกลิ่นน่าจะมาจากห้องครัว…เร่งวันเร่งคืนเดินทางมาถึงที่นี่พวกเราได้ดื่มเพียงน้ำไม่กี่อึก” ชายที่กำลังให้หญ้าและน้ำแก่ม้าของพวกเขาเอ่ยกับสหายที่ทำหน้าที่ด้วยกันอยู่
“หลังจากให้น้ำม้าเสร็จข้ากำลังคิดว่าจะเข้าป่าล่าไก่ป่าไม่ก็กระต่ายป่ามาย่างให้พวกเรากิน ตอนนี้ดีนักมีกลิ่นอาหาร แสดงว่าแม่นางที่อยู่กับยายโจวกำลังทำอาหารแน่นอน” ชายอีกคนก็ทำท่าดมอากาศอยู่สักพักก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
ไม่เพียงแค่ชายสองคนนี้เท่านั้นคนอื่นๆ ก็ทำท่าทางลูบท้องที่ว่างเปล่าและกลืนน้ำลายเช่นเดียวกัน
เยี่ยหลันเห็นว่าจะต้องต้มน้ำอีกหม้อเพื่อใช้ลวกเส้นบะหมี่ แต่กระทะอีกใบมีขนาดใหญ่และน้ำที่ตักเอาไว้ในห้องครัวก็หมดแล้ว ครั้นจะยกมาเองก็กลัวจะกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องที่ยังไม่มั่นคงของนาง จึงตัดสินใจเดินออกมากวักมือเรียกชายที่ชื่อว่ามั่วอีให้มาหานาง
มั่วอีกำลังเช็ดดาบอยู่หน้าห้องปรุงยาเห็นนางกวักมือเรียกก็เดินไปหาแต่โดยดี ไม่รู้เพราะอะไรแต่ใจของเขาบอกให้ทำตามที่นางร้องขอ
“หัวหน้ามั่วอีนั่นท่านจะไปไหนขอรับให้ข้าไปทำให้เถิด” ชายอีกคนเห็นเขาลุกเดินก็มาขวางไว้
“ไม่เป็นไรนางคือคนที่นายท่านช่วยมาตอนที่ออกจากเมืองหลวง ยายโจวบอกว่านางเป็นใบ้แต่ทำอาหารรสชาติเยี่ยมมากนางคงต้องการความช่วยเหลือ เจ้าเฝ้าตรงนี้แหละข้าจะไปดูนางสักหน่อย” พูดจบมั่วอีก็เดินเบี่ยงตัวออกไปหาเยี่ยหลัน
มั่วอีสามารถเข้าใจความต้องการของนางได้ทันที จึงเดินไปตักน้ำและช่วยนางเติมฟืน ระหว่างนี้เยี่ยหลันก็นวดแป้งและเริ่มดึงให้ก้อนแป้งเปลี่ยนเป็นเส้นบะหมี่สีเหลืองไข่ไก่
สถานการณ์ในครัวเป็นไปด้วยความเงียบเชียบ ผิดกับด้านนอกที่กำลังซุบซิบบางอย่างอยู่
“หรือว่าหัวหน้ามั่วอีจะถูกใจนางเข้าให้แล้ว พวกเจ้าดูสิแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเห็นเขาจุดไฟตักน้ำแต่วันนี้กลับ …”
ป๊าบ ! เสียงตบดังขึ้นทันทีหลังจากที่มั่วฉางพูดจบ
“นินทาหัวหน้าระวังจะโดนดี”
“มั่วเฉิงเจ้าตบข้าทำไม”
มั่วฉางหันไปผลักเพื่อนออกไป
“ที่ข้าพูดไปเพราะหวังดี… เสี่ยวเหนียงนางเป็นคนที่นายท่านช่วยมาตอนที่ล่องเรือออกจากเมืองหลวง ตอนนั้นพี่มั่วซานกับพี่มั่วเหวินติดตามไป ยังบอกอีกว่านายท่านช่วยถ่ายลมปราณเพื่อช่วยนางด้วยซ้ำ เจ้าคิดหรือไม่ว่าเหตุใดนายท่านที่ไม่เคยช่วยใครมั่วๆ หรือแม้แต่คนรู้จักนายท่านยังเมินเฉย แต่กลับช่วยนางบางที…นายท่านอาจจะถูกใจนางก็เป็นได้” มั่วฉางพูดยาวเหยียด
เมื่อฟังจบมั่วเฉิงก็ไม่ได้ตอบคำเขาแต่กลับมองไปยังห้องครัวแทน “อย่าคิดให้มันมากนักเห็นได้ชัดว่านางกำลังทำอาหารให้พวกเราอยู่มีคนไปช่วยนางก็สมควรแล้ว”
“ปะ…ปา…” ตงเทียนพูดเสียงอ้อแอ้เสี่ยวหลิวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้าง “อาจารย์เจ้าคะ! เขาเรียกพ่อ!”ตงเทียนเกาะแขนแม่แล้วพยายามพูดอีกครั้ง “ปา…ปะ…”ตงจีรีบพูดตามอย่างไม่ยอมแพ้ “มะ…มา…”เสี่ยวหลิวหัวเราะทันที“ดูเหมือนพวกเขาจะแข่งกันพูดแล้วเจ้าค่ะ”ตงเทียนยังคงพยายามเรียกพ่อ“ปะ…ปา…”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “หากท่านพ่อของพวกเจ้าได้ยินคงดีใจมากแน่”ยังพูดไม่ทันขาดคำเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางระเบียงเสี่ยวหลิวหันไปมองก่อนจะยิ้ม “พูดถึงก็มาเลยเจ้าค่ะ”เปาหยวนเฟิงเดินเข้ามาในลาน ชุดแม่ทัพสีเข้มของเขายังมีฝุ่นจากสนามฝึกติดอยู่เล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า สีหน้าคมเข้มของเขาก็อ่อนลงทันที“ท่านพี่” เยี่ยหลันเรียกเบาๆตงเทียนที่ยืนอยู่ใกล้แม่ที่สุดหันไปมองชายร่างสูง จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วเล็กๆ ไปทางเปาหยวนเฟิง“ปะ!”ทั้งลานเงียบไปครู่หนึ่งเปาหยวนเฟิงชะงักอยู่กับที่ เหมือนแม่ทัพผู้เคยเผชิญสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกลับไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรตงเทียนดูเหมือนจะมั่นใจขึ้น เขาก้าวเดินสองสามก้าวไปทางบิดาแล้วพูดอีกครั้ง“ปะ…ปะ…”คราวนี้เปาหยวนเฟิงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงต่ำ เขาก้าวเข้าไปอ
ห้องเงียบลงครู่หนึ่งเสี่ยวหลิวมองเขาด้วยความลังเล เพราะชื่อของหุบเขาหมื่นพิษในยุทธภพไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไว้ใจง่ายๆเยี่ยหลันจึงถามขึ้น “แล้วเหตุใดต้องเป็นที่นี่”ซ่งจิ่วมองตรงไปที่นาง “เพราะเจ้าที่นี่กำลังตั้งสำนักแพทย์ และเพราะเจ้าคือคนเดียวที่ถอนพิษเลือดดำของข้าได้”จากนั้นเขาก็พูดตรงๆ “ข้ารู้พิษมากกว่าหมอทั่วไปพิษหลายชนิดในยุทธภพไม่มีใครรู้วิธีแก้ หากข้าสอนที่นี่ศิษย์ของเจ้าจะรับมือกับมันได้”ซ่งจิ่วหยุดเล็กน้อยก่อนพูดประโยคสุดท้าย “ถือเสียว่าข้าชดใช้บาปที่เคยวางยาพิษเปาหยวนเฟิงก็แล้วกัน”เสี่ยวหลิวถึงกับอ้าปากค้างความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วครู่ เยี่ยหลันจ้องเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย“ซ่งจิ่วเจ้ารู้หรือไม่ว่าหากคนรู้ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่สำนักข้าจะวุ่นวายแค่ไหน”ซ่งจิ่วตอบทันที “รู้ ... แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าคุมมันได้”เยี่ยหลันมองเขาอีกครู่หนึ่งก่อนจะพูดเรียบๆ “ได้”เสี่ยวหลิวสะดุ้ง “อาจารย์!”เยี่ยหลันยกมือห้ามจากนั้นจึงพูดต่อ “แต่มีเงื่อนไข”ซ่งจิ่วหรี่ตาเล็กน้อย “อะไร”“ที่นี่คือสำนักแพทย์ฉิน ไม่ใช่หุบเขาหมื่นพิษสิ่งที่เจ้าสอนต้องเป็นการรักษาคนไม่ใช
แต่เดิมทีสนมทั้งสองนางเคยคิดจะลงมือกับองค์ชายใหญ่ ช่วงที่เขาล้มป่วย ข่าวลือเรื่องพิษแพร่สะพัด วังหลวงเต็มไปด้วยความระแวง นั่นคือโอกาสที่เหมาะสมที่สุดเพียง ‘ซ้ำเติม’ อีกเล็กน้อย องค์ชายใหญ่ก็คงไม่มีวันลืมตาขึ้นมาได้อีกทว่า…ฮ่องเต้กลับแสดงออกชัดเจนว่าทรงให้ความสำคัญกับโอรสผู้นี้มากเพียงใด พระองค์เสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ทรงเรียกหมอหลวงระดับสูงสุดเข้ามารักษา และยังมีรับสั่งให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สนมทั้งสองไม่กล้าเสี่ยงเพราะหากพลาดเพียงก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่การเสียความโปรดปรานแต่คือ…ความตายสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตระกูลของฮองเฮาถูกลดอำนาจ คนของนางในราชสำนักถูกโยกย้ายออกไปแทบหมด อำนาจที่เคยแผ่คลุมวังหลังเริ่มมีรอยร้าวและรอยร้าวนั้นคือโอกาสตำหนักฝั่งตะวันตกสนมเจียงลูบท้องของตนเองเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน“น้องซุนเจ้ายังคิดจะรออีกหรือ องค์ชายใหญ่ฟื้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ยิ่งโปรดปรานเขา หากปล่อยไว้…พวกเราจะไม่มีวันได้โอกาสอีก”สนมเจียงนางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรอยยิ้มนั้น…แฝงด้วยความดูแคลนเอาไว้ในแววตา นางลูบท
เปาหยวนเฟิงโน้มตัวลงจุมพิตนางอย่างไม่อาจหักห้าม ริมฝีปากของเขาร้อนและหนักแน่น ราวกับคำสัตย์ที่เพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่เยี่ยหลันสะดุ้งเล็กน้อยในตอนแรก แต่ไม่นานนางก็ยกมือขึ้นจับแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ลมหายใจของทั้งสองค่อยๆ ประสานกันเปาหยวนเฟิงค่อยๆ ผละออกเล็กน้อยสายตาคมของเขามองนางลึกลงไป “หลันเอ๋อร์…”เยี่ยหลันยิ้มบางแก้มของนางแดงระเรื่อจากความใกล้ชิด“ท่านพี่…ไม่ไปดื่มกับแขกแล้วหรือเจ้าคะ”เปาหยวนเฟิงหัวเราะเบาๆ “คืนนี้ต่อให้ฝ่าบาทเรียกข้าก็ไม่ไป”คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้เยี่ยหลันอดหัวเราะไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะนั้นค่อยๆ เงียบลงเมื่อเขาเอื้อมมือมาลูบผมของนางอย่างแผ่วเบา เขาค่อยๆ ถอดปิ่นทองออกจากมวยผมของนาง เส้นผมยาวดำสลวยจึงคลี่ลงมาบนบ่าขาวเปาหยวนเฟิงอุ้มนางขึ้นอย่างง่ายดาย ก้าวเท้ายาวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงเตียงที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแพร ดอกไม้สีแดงอันเป็นมงคลหลังม่านแพรสีชาด แสงไฟสลัวอาบไล้ไปทั่วห้องหอ กลิ่นสุรามงคลและกำยานหอมอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศเปาหยวนเฟิงประคองเยี่ยหลันอย่างทะนุถนอม เพราะสำหรับเขาแล้วนางเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาไม่กล้าใช้แรงมากเกินไป มือใหญ่ของเขารองรับแผ่นหลังของนางไ
ขบวนเจ้าสาวออกจากจวนฉินตั้งแต่สายแต่กว่าจะเดินทางถึงจวนแม่ทัพเปา กลับใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคาดคิด สาเหตุไม่ใช่เพราะระยะทางไกล แต่เพราะขบวนสินสอดที่ยาวเหยียดหีบแดงถูกหามต่อกันเป็นแถว ทหารและบ่าวรับใช้เดินเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ผ้าแพรแดงที่คลุมหีบสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ผู้คนสองข้างทางพากันมุงดูอย่างตื่นเต้น บางคนถึงกับนั่งลงริมถนนแล้วเริ่มนับหีบสินสอดทีละใบเสียงคุยกันดังเป็นระยะ“สิบห้า…สิบหก…สิบเจ็ด…”“ยังไม่หมดอีกหรือ”“นี่มันขบวนสินสอดหรือกองทัพกันแน่”ในที่สุดชายชราคนหนึ่งที่นั่งนับมาตลอดก็พูดขึ้นอย่างตกตะลึง“หนึ่งร้อย…เจ็ด…หนึ่งร้อยแปด!”เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที“หนึ่งร้อยแปดหีบ!”เสียงซุบซิบยังไม่ทันเงียบขบวนเกี้ยวเจ้าสาวก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพประตูใหญ่ถูกเปิดกว้าง โคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตามกำแพง ผ้าแพรแดงปูยาวไปถึงลานพิธีด้านในทันทีที่เกี้ยวหยุดลงเปาหยวนเฟิงก็กระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาเดินตรงไปที่เกี้ยวโดยไม่รอให้ใครนำทางมือใหญ่เปิดม่านเกี้ยวออก ก่อนจะยื่นมือเข้าไปหาเจ้าสาว แต่คราวนี้เขาไม่ได้เพียงช่วยพยุง เขาอุ้มเยี่ยหลันขึ้นมาด้วยตนเองเสียงอุทานดังขึ
เช้าวันพิธีมงคลของแม่ทัพใหญ่กับฮูหยิน เมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แต่สถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดไม่ได้มีเพียงจวนแม่ทัพ ยังมีจวนเก่าตระกูลฉินที่เพิ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ไม่นานวันนี้เยี่ยหลันไม่ได้แต่งตัวที่จวนแม่ทัพ นางกลับมายังจวนตระกูลฉินเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เพราะตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้คืนบรรดาศักดิ์ให้ตระกูลฉิน นางก็ไม่ใช่เพียงฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลฉินเพียงคนเดียว การแต่งงานครั้งนี้จึงต้องให้เจ้าบ่าวยกขบวนมารับเจ้าสาวจากจวนฉินอย่างถูกต้องตามประเพณีภายในเรือนหลักผ้าแพรแดงถูกแขวนเรียงราย โคมแดงสว่างไสวไปทั่วลาน สาวใช้และแม่นมเดินขวักไขว่เตรียมงานกันตั้งแต่เช้ามืดเยี่ยหลันนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดงชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองวางอยู่บนตัวนางช่างสง่างามยิ่ง ผมยาวถูกเกล้าอย่างประณีต มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกถูกวางลงบนศีรษะอย่างระมัดระวังเสี่ยวหลิวยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นตาเป็นประกาย“อาจารย์เจ้าคะ วันนี้ท่านงดงามจนข้าแทบจำไม่ได้แล้ว”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “พูดเกินไปแล้ว”“ไม่เกินเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหลิวรีบพูด “ข้







