LOGIN“เจ้าค่ะ”
ซีซวนไม่ถามอะไรต่อ นอกจากเดินออกไปข้างนอกปล่อยให้หญิงสาวนั่งคิดทบทวนกับเรื่องราวที่เพิ่งเกิดกับตนเอง ทำอะไรผิดพลาดไปอย่างนั้นหรือทำไมถึงยังย้อนกลับมา แถมการย้อนกลับมาในช่วงเวลานี้อีกต่างหาก ช่วงเวลาที่นางไม่ต้องเหนื่อยตามตอแยเขาและขอร้องให้ท่านพ่อเร่งรัดงานแต่งระหว่างนางกับหยางเหวินไถ ทั้งที่ตั้งใจแล้วแท้ ๆ ว่าไม่อยากขอยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก จะเพราะอะไร หนิงลี่จูก็ขอไม่สนแล้วล่ะ รักคนที่เขาไม่รักเขา เหนื่อยอยู่วันยังค่ำ หญิงสาวนั่งยิ้มเย้ยหยันตนเอง ไม่นานซีซวนก็เตรียมน้ำมาให้นางเช็ดหน้าเช็ดตา “ฮูหยินดูกังวลนะเจ้าค่ะ ท่านกังวลเรื่องท่านหยางเหวินไถหรือเจ้าคะ” ซีซวนเอ่ยปากถามเจ้านายคนสวย “ข้าจะกังวลเรื่องของใครได้ล่ะ นอกจากเขา หลังจากนี้ข้าคงไม่อยากคิดเรื่องของเขาแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงข้า” หนิงลี่จูระบายยิ้มเบา ๆ พลางครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่เพิ่งเกิดขึ้น การย้อนกลับมาคราวนี้ ขอไม่เลือกตามแนวทางหนิงลี่จูคนเก่าอย่างแน่นอน นางขอเป็นคนใหม่ “ฮูหยินจะรับอาหารเลยไหมเจ้าคะ ข้าจะสั่งให้เด็กเตรียมเอาไว้” ซีซวนเอ่ยถามด้วยความห่วงใย สองสามวันมานี้ หนิงลี่จูแทบไม่รับข้าวปลาอาหาร ร่างกายสูบผอมกว่าแต่ก่อนมากจนน่าใจหาย “ซีซวนเจ้าเรียกข้าว่า คุณหนูหนิงลี่จูเช่นเดิมเถอะ เรียกข้าว่าฮูหยินมันช่างไม่เหมาะสมกับข้านัก ข้าเป็นฮูหยินของสกุลหยางแท้ ๆ แม้แต่สามีก็ยังไม่เคยมาร่วมหอกับข้า” คำพูดของนางช่างดูตัดพ้อเสียเหลือเกิน “ท่านน้อยใจที่ท่านหยางเหวินไถไม่ยอมมาหาท่านหรือเจ้าคะ ปกติคุณหนูไม่เคยน้อยใจเรื่องนี้เลยสักนิด ท่านยังบอกอีกว่าถ้าเขาไม่มาหาท่าน ท่านจะไปให้เขาเห็นหน้าเอง” เรื่องราวของคุณหนูหนิงลี่จูเป็นมาอย่างไร ไยซีซวนจะไม่รู้ไม่เห็นเล่า แม้คุณหนูจะเคยบอกนางไม่ต้องมาส่งสายตาเวทนาอันน่าหดหู่มาให้นางยามที่หยางเหวินไถไม่เคยเหลียวแล หลายคราที่ซีซวนเองนึกสงสารคุณหนูที่ต้องอยู่กับคนที่ไม่เคยรักตนเอง แต่ทำอย่างไรได้ล่ะในเมื่อคุณหนูผู้นี้ดูรักชายใจร้ายคนนั้นเสียเหลือเกิน “เปล่า ข้าแค่คิดว่าอะไรบางอย่างได้เท่านั้น จู่ ๆ ข้าก็อยากตัดใจจากเขาขึ้นมา ข้าควรหันกลับมารักคนที่เขารักมากกว่า เจ้ารีบสั่งให้คนเตรียมรถม้าให้ข้า ข้าอยากไปหาท่านพ่อ” “เจ้าค่ะ” ซีซวนได้แต่รับคำเพียงเท่านั้น ก่อนรีบทำตามที่หนิงลี่จูสั่งสกุลหนิง “จูเอ๋อร์ เจ้ามาที่นี่ทำไมไม่บอกพ่อก่อนล่ะเจ้าเด็กดื้อ มาไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้ แล้วนี่เจ้าดูซูบผอมไปแล้วนะ หยางเหวินไถดูแลลูกพ่อไม่ดีใช่ไหม” พอมาถึงหนิงเจียวมิ่ง ผู้เป็นบิดาของหนิงลี่จูก็ตรงปรี่เข้ากอดลูกสาวที่สภาพผอมกว่าแต่ก่อน ไม่อยากนึกถึงชีวิตการแต่งงานจะขมขื่นขนเพียงใด
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านพ่อล่ะ...” “หรือว่าหยางเหวินไถ แต่งฮูหยินเข้ามาเพิ่มหรืออย่างไรกัน บุรุษสกุลนี้ไว้ใจไม่ได้สักคน รับปากข้าแล้วแท้ ๆ จะไม่แต่งงานกับใครมาหยามน้ำใจลูกพ่อ” “ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าสบายดี ข้ามาท่านวันนี้ ข้าตัดสินใจได้แล้วเจ้าค่ะ” หนิงลี่จูไม่ยอมให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์รีบเอ่ยทันที แค่นางร้องขอ ท่านพ่อก็รีบทำให้บุตรสาวคนนี้อย่างเร่งด่วน “เจ้าตัดสินใจอะไรหรือจูเอ๋อร์” หนิงเจียวมิ่งจับแขนทั้งสองของบุตรสาว แววตาเต็มไปด้วยเป็นห่วง คนเป็นบิดาเห็นลูกสาวในสภาพนี้ใจหล่นไปทันที นึกโกรธสกุลหยางเป็นสกุลใหญ่โตแต่กลับปฏิบัติกับสตรีเยี่ยงนี้ ช่างดูไร้เกียรติยิ่งนัก ถ้าเขาไม่ค้าขายร่ำรวยอย่างเช่นถูกวันนี้คงไม่มีโอกาสยืนยันอยู่ในสังคมได้ ชายสูงวัยจดจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตของบุตรสาวอย่างตรงไปตรงมา แววตามั่นคงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แบบนี้สิถึงเป็นบุตรสาวของเขา “ข้าจะหย่ากับหยางเหวินไถ”“ตะ มาย.....ของเจินมี ผาก....” (ทำไมของเจินมีผัก) เสียงประท้วงดังลั่นของเด็กน้อย ใบหน้าอ้วนกลมอมข้าวไว้ในปาก มองหน้าผู้เป็นพ่ออยู่แบบนั้น โกรธที่เจ้าเฉินลวกยอดผักกาดขาวกับฟักทองแล้วนำวางบนจานเต็มไปด้วยสีสันของลูกชาย ซิ่วอิงขำกับท่าทางลูกชาย คิ้วของเจ้าอ้วนเข้มแต่เด็ก แล้วนั่นกำลังแลบลิ้นแล้วเป่าลมล้อผู้เป็นพ่อ ใครสอนกันเนี่ย...... “ไม่เอานะเจ้าเจิน กินผักเยอะ ๆ หนูจะได้โตเร็วอย่างไงล่ะ” ปลายนิ้วของซิ่วอิงเช็ดปากเด็กแสบ เจ้าเจินติดพ่อตั้งแต่เด็ก ทำอะไรก็เรียกหาแต่พ่อ แม้บางครั้งจะทะเลาะกันบ้างโดยเฉพาะเวลาทำอาหาร.... “หึ” “โกรธอะไรป๊าเหรอ” ฝ่ามือลูบศีรษะของเด็กน้อยที่งอนผู้เป็นพ่อตุ๊บป่อง เลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนแก้มป่อง ก่อนยอมหยิบดอกผัดกาดมากินทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบ แล้วเก็บของโปรดเอาไว้กินอย่างสุดท้าย.... ซิ่วอิงนั้นเป็นแม่ก็จริง ๆ แต่มักใจอ่อนกับลูกชายเสมอ หญิงสาวอาศัยจังหวะที่สามีเผลอ หยิบไก่ของตนวางจานลูก เด็กน้อยถึงกลับหัวเราะคิกคักออกมา เจ้าเฉินสวมใส่เสื้อยืดกับกางเกงทับด้วยผ้ากันเปื้อน พ่อบ้านสุ
ซิ่วอิงร้องเรียกลูกชายปากสั่น จำได้แล้ว เธอคือซิ่วอิง คุณแม่วัยสาวอายุยี่สิบเจ็ดปี แต่งงานตอนอายุเพียงยี่สิบห้า พบรักกับนักธุรกิจหนุ่มที่ครอบครัวพามาแนะนำ เริ่มแรกเธอไม่ชอบหน้าของผู้ชายคนนั้นเป็นอย่างมาก ทั้งขี้เก๊กแล้วเอาแต่ใจ ชอบบังคับ เขาจีบเธอเหมือนไม่จีบ แต่พาไปไหนไม่เคยเกี่ยง คนปากแข็งคนนั้นพาเธอไปทุกที่ที่อยากไป ไปกินของอร่อย...... ถึงเขาจะบอกว่าครอบครัวบังคับ แต่สุดท้ายก็คุกเข่าของเธอแต่งงานกลางห้างดัง เรียกเสียงฮือฮา จนกลายเป็นไวรัลดังในอินเทอร์เน็ต งานแต่งงานของพวกเขาจัดอย่างเรียบง่ายในธีมสีขาว.....ญาติแค่จากสองฝั่งครอบครัว กลับมีแต่คนดังทั้งนั้น เสียงฝีเท้าของเด็กน้อยวิ่งตึกตัก สภาพเด็กเปลือยเปล่าล่อนจ้อนตามประสาโผล่หน้าอ้วนป้อม ฉีกยิ้มโชว์ฟันกระต่ายสองซี่ออกมา วิ่งตัวปลิ่วออกมาจากห้องน้ำ “ม่าม้า.....ตื่นแง้วหย๋อ” (ม่าม้า ตื่นแล้วเหรอ) เด็กน้อยรีบวิ่งมาผู้เป็นแม่ที่กำลังย่อตัวอ้าแขนรอรับ “เฮ้ อาเจิน อย่าวิ่งออกไปแบบนั้น” เจ้าเฉินผู้เป็นพ่อตะโกนเรียกลูกชาย ก่อนรีบคว้าผ้าขนหนูมาพ้นรอบเอว ก่อนโผล่หน้าออกม
ซิ่วอิงนอนหลับบนเตียงนอนสีขาวขนาดคิงไซซ์ ความฝันของเธอช่างแปลกประหลาดมากทีเดียว จนซิ่วอิงเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองอ่านนิยายจนอินแล้วเก็บไปฝัน “อะ อ้า อาเจิน อย่าทำแบบนั้นสิ โดนปะป๊าแล้ว...” เสียงเอะอะโวยวายในห้องน้ำ เสียงน้ำกระเซ็นออกจากอ่างน้ำอาบขนาดใหญ่ ชายหนุ่มวัยสามสิบร่างกายเปลือยเปล่าพยายามจับเด็กชายตัวโล้นเปลือยเปล่าเช่นกัน เด็กชายตัวขาว อ้วนท้วนสมบูรณ์ในวัยย่างเข้าสองขวบ นอกจากซนแล้วยังดื้ออีกต่างหาก หญิงสาวที่เพิ่งรู้ตัวลืมตาเมื่อได้ยินเสียงรบกวนจากห้องน้ำ สายตามองรอบกายอย่างประหลาดใจ ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เธอฝัน ที่เจอนี่ ไม่ใช่เมืองโบราณอะไรนั้น....... แต่เป็นยุคปัจจุบัน เธอพยายามนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่กรูเข้ามาในสมองเวลานี้ คิดแล้วก็ปวดหัว เธอคือหนิงลี่จูไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ เธอคือซิ่วอิง ที่ตายไปแล้วเข้าไปอยู่ในนิยายที่กลายเป็นหนิงลี่จู ใช้ชีวิตตามครรลองของนิยาย จบลงด้วยการที่หนิงลี่จูตายแล้วก็ย้อนกลับมาใหม่..... ครั้งนี้หนิงลี่จูสมหวังในความรัก ทุกอย่างผลิบานและสดใส.... “ปะป๊า....อาเจินอยา
“ไม่ผิดอย่างแน่นอน” หยางเหวินไถดีใจจนเนื้อเต้น จนไม่อาจพรรณนาออกมาเป็นคำพูด หยางเหวินไถรีบตรงปรี่เข้าไปหานางที่นั่งอึ้งอยู่ไม่น้อย มือทั้งสองข้างของหนิงลี่จูถูกรวบขึ้นมาไว้ “ข้าดีใจเหลือเกิน เจ้าดีใจหรือไม่” น้ำเสียงดีอกดีใจ ไม่ต้องบอกกล่าวว่าหยางเหวินไถนั้นดีใจแค่ไหนที่มีลูกกับนางก็พลอยสร้างรอยยิ้มหวานหยาดหยดบนดวงหน้าแสนสดใส หนิงลี่จูดีใจไม่น้อยที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยกับคนที่นางรัก ..... “อือ” “ข้าก็ดีใจมากเช่นกัน” “เออ...” หนิงลี่จูจู่ ๆ อยากเกิดผุดคำถามขึ้นมาในใจขึ้นมา เขาจะดีใจหรือเปล่าถ้าหากว่าบุตรที่เกิดมานั้นไม่ใช่บุตรชาย “ท่านชอบเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงมากกว่ากัน” หนิงลี่จูเอ่ยปากถามเขาด้วยความไหวหวั่น ลังเลใจกว่าถ้าลูกสาวเกิดมาเขาอาจจะไม่ชอบใจก็เป็นได้ “ถ้ามีลูกกับเจ้าจะชายหรือหญิง ข้านั้นก็ดีใจอย่างที่สุด” หยางเหวินไถกล่าวเช่นนั้นอีกตามเคย นางค่อนข้างชินชากับคำพูดแสนหวานชวนให้หัวใจเต้นรัวของเขาเสียแล้ว ลำแขนแกร่งของเขาคว้าร่างเล็กมาสวมกอด หนิงลี่จูถลาตามแรงของเขาก่อนจะ
ผ่านมาร่วมเดือนหลังจากแม่ทัพจ้าวหูเซินมาเยี่ยมนางในครานั้น ทุกอย่างดูเรียบง่ายและง่ายดายไปเสียหมดทุกอย่าง หยางเหวินไถดีกับนางทุกอย่างจนหัวใจที่ตั้งมั่นเอาไว้ว่านางจะไม่ยอมให้อภัยเขาง่าย ๆ กลับใจอ่อนลงมากโข นับว่าเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของคนเสียจริง หยางเหวินไถปฏิบัติกับนาง ทำราวกับนางเป็นนางฟ้า หนิงลี่จูไม่อยากได้ใจไปมากกว่านี้ ความหวั่นไหวกลัวว่าวันหนึ่งเข้าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นางจะทำเช่นไร ยิ่งนานวันความรักของนางก็ยิ่งถลำลึกมากกว่านี้.....ร่างกายของนางเปลี่ยนไปจนน่าประหลาด นางเองก็แอบสังเกตตนเองเหมือนกัน ถ้าถามหาความใส่ใจนางก็คงไม่ได้ใส่ใจเรื่องราวสภาพของตนเองมากนัก คิดถึงเรื่องของหยางเหวินไถอยู่ทุกวัน เวลานี้ก็อีกเช่นกัน..... วันนี้มีแขกของหยางเหวินไถที่พามาที่จวน เสียงฝีเท้าทำให้หนิงลี่จูที่นั่งเอาใบหน้าแนบกับราวไม้ของศาลาริมสระ ต้องเงยหน้ามองผู้มาใหม่.... มาพร้อมกับสามีของนางที่กำลังยิ้มแป้น ไม่ต่างเด็กน้อย.... เขาพาหมอมาทำไมกัน เป็นสิ่งที่นางสงสัยนัก “ท่านหมอ ฮูหยินของข้า ท่านช่วยตรวจดูอาก
“ท่านอย่าได้กังวล เรื่องราวของท่านอาจดูคล้ายความจริงจนทำให้ท่านหวาดหวั่นในความฝัน ทว่าบนโลกใบนี้นั้นมีเรื่องราวอัศจรรย์มากมาย ถึงในความฝันท่านจะทำร้ายข้ามากเพียงใด ความฝันอย่างไรก็คือความฝัน ไม่อาจนำมาปะปนกับความเป็นจริง ความจริงเวลานี้ ข้าคือสหายของท่าน เป็นเกียรติของข้านักที่มีท่านเป็นสหาย ท่านอย่าได้กังวลไปเลย ถึงมันจะเกิดขึ้นข้าปล่อยวางเรื่องเล่านั้นได้แล้ว เราทั้งสองต่างก็ไร้สิ่งติดค้างต่อกัน แม่ทัพผู้โหดร้ายผู้นั้นต่างจากท่านในยามนี้นัก ท่านยามนี้ช่าง สุขุม น่าค้นหา” น้ำเสียงของนางดูจริงจังไม่น้อย แววตาของนางช่างดูมั่นคง จ้าวหูเซินมองเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น ก่อนจะระบายยิ้มจนเห็นฟันขาวสะอาด ไม่นานเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสุขใจ “ฮะ ฮ่า ฮ่า เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ” “อือ สิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความสัตย์จริง ท่านอย่าได้กังวลเรื่องระหว่างเรา ข้านั้นปล่อยวางหมดสิ้นแล้ว” หนิงลี่จูพูดออกมาด้วยความจริงใจ นางเองไม่ได้เครียดแค้นในตัวของแม่ทัพจ้าวหูเซินแม้ว่าในอดีตจะถูกเขาทำร้าย เรื่องราวในอดีตก็ควรปล่อยให้มันเป็นเพียงในอดีตแล้วจบสิ้นกั
“ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปเด็ดขาด” หยางเหวินไถพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมาดมั่น ก่อนจุมพิตริมฝีปากของนางอีกครั้ง ความรู้สึกวาบหวามเกิดขึ้นไม่อาจจะปฏิเสธได้สักครา ฝ่ามือแสนใจร้อนของเขาร้อนผ่าวกอบกุมทรวงอกคู่งามของนาง เขาก้มมองยอดถันคู่งามด้วยแววตาวาบวับเปล่งประกายด้วยความปรารถนา จากนั้นบุรุษผู้มีใบห
“ปล่อยข้า หยางเหวินไถ ท่านจะหน้าด้านเกินไปแล้วนะ ข้าไม่รักท่านอีกแล้ว ท่านจะไปแต่งงานกับใครข้าก็ไม่สนใจท่านอีกแล้ว ข้าพอแล้ว” “หยุดพูดเดี๋ยวนี้ เจ้าไม่รักข้าแล้วหรือหนิงลี่จู เจ้ารักข้ามาตลอด ข้าคือผู้เดียวเท่านั้นที่อยู่ในใจเจ้าไม่หรือ ไยตอนนี้เจ้าถึงผลักไสข้านักล่ะ ข้าผิดไ
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วยามจวบเข้ายามโหย่ว(17.00-19.00น.) หยางเหวินไถรู้สึกที่แขนเล็กกำลังโอบกอดแผ่นอกของตนเอง อาการปวดหัวเนื่องจากต้องนั่งอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นจัดนาน ๆ ทุเลาลงมาก จนแทบเป็นปกติ ลืมตาขึ้นมาเห็นเสี้ยวหน้าของหนิงลี่จูผมดกดำของนางปกปิดแก้มแดงระเรื่อของนาง แล้วไหนนางจะชอบทำท
“ไม่ ซีซวนทำตามที่ข้าสั่ง” หนิงลี่จูพยายามสั่งอีกครั้ง ยื้อแย่งร่มจากมีของบ่าวรับใช้มาแทน “ไม่ต้อง ข้าลุกเองได้” หยางเหวินไถรับมา สั่งห้ามเสียงเข้ม ก่อนพยายามลุกเดินตามหนิงลี่จู ในเมื่อนางใจอ่อน เขาก็ถือโอกาสนี้เดินตามนางเข้ามาในห้อง กว่าจะรู้ตัวหนิงลี่จูก็ร้องกรีดออกมา







