LOGINกัวหยุนเห็นว่าลูกสาวไม่อยากอยู่ตรงนั้นนาน นางจึงไม่รั้งรีบพาเดินตรงไปยังร้านผ้าตามที่ตั้งใจไว้ เมื่อไปถึงก็เลือกผ้าสีแดงสดผืนใหญ่ขึ้นมา สีสันนั้นช่างขับผิวของบุตรสาวให้งามยิ่งนัก นางไม่ลังเลที่จะควักเงินเก็บจ่ายทันที
หลิวซินมองมารดาที่กำลังยิ้มชื่นชมผ้าสีแดง รู้สึกอบอุ่นใจ แต่ก็อดเอ่ยถามไม่ได้ “ท่านแม่… ผ้าผืนนี้ช่างใหญ่ยิ่งนัก ท่านซื้อเกินไปหรือไม่” เพราะด้วยขนาดนี้ นอกจากจะทำชุด ยังพอเย็บผ้าห่มหรือผ้าม่านได้อีกหลายผืนเลยทีเดียว กัวหยุนหัวเราะเบา ๆ พลางลูบผืนผ้าในมือ “ไม่ใหญ่ไปหรอก แม่จะตัดชุดให้เจ้า ทำผ้าห่ม หมอน และยังทำผ้าม่านสีเดียวกันอีกด้วย ลูกสาวเพียงคนเดียวของแม่จะแต่งงานทั้งที ย่อมต้องจัดให้สมเกียรติ อย่าให้ผู้ใดมาดูถูกได้” น้ำเสียงอบอุ่นแฝงความหวังลึก ๆ ว่าอีกไม่นานบ้านหลังนี้คงจะไม่เงียบเหงา หากมีเสียงหัวเราะและเสียงก้าวเดินเล็ก ๆ ของหลาน ๆ เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น ใบหน้าของหลิวซินก็แดงซ่าน ความหมายที่มารดาสื่อออกมา นางเข้าใจดีจนอยากแทรกแผ่นดินหนี กัวหยุนเห็นท่าทีเขินอายของลูกสาวก็พลอยยิ้มเอ็นดู หลังจากเลือกผ้าที่ต้องการเสร็จ ทั้งสองก็แวะไปยังร้านขายหมูต่อ หลิวซินกวาดตามอง เห็นชิ้นส่วนดี ๆ ถูกเลือกไปแทบหมด เหลือเพียงใส้กับกระดูกกองอยู่ นางกลับจ้องสิ่งเหล่านั้นด้วยแววตาเป็นประกาย “ของพวกนี้… ท่านขายเท่าใดหรือ” นางถามด้วยความกระตือรือร้น เจ้าของร้านยิ้มประจบ เมื่อเห็นว่ายังมีคนสนใจ “ไม่แพงหรอก ใกล้ค่ำแล้วด้วย เอาไปเสียเถิด ห้าสิบอีแปะเท่านั้น ถ้าเก็บไว้ต่อก็คงเน่าเปล่า ๆ” “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอซื้อทั้งหมด” หลิวซินเอ่ยทันควัน ของดีเช่นนี้นางไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือ ความคิดถึงรสชาติอาหารในโลกเดิมเอ่อล้นขึ้นมาในใจ กัวหยุนยืนตะลึง มองสิ่งที่ลูกสาวเลือกซื้อด้วยความไม่เข้าใจ “เหตุใดเจ้าจึงซื้อของไร้ค่าเหล่านี้ ใส้ก็เหม็น กระดูกก็แทบไม่มีเนื้อ ไม่รู้หรือว่าไม่มีผู้ใดจะกิน” หลิวซินยิ้มบาง “เชื่อข้าเถิด ท่านแม่ ของสองอย่างนี้ข้าทำให้อร่อยจนท่านวางช้อนไม่ลงแน่” น้ำเสียงหนักแน่นราวกับมั่นใจเต็มเปี่ยม กัวหยุนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เอาเถิด ตามใจเจ้าเถอะ” ตั้งแต่ลูกสาวตกน้ำคราวนั้น หลายสิ่งในตัวนางก็เปลี่ยนไปจนเกินคาดเดา “ในเมื่อซื้อของครบแล้ว เช่นนั้นกลับไปรอตงจวินกันเถิด” นางกล่าวพลางจูงมือลูกสาวไปยังจุดนัดหมาย ที่นั่นตงจวินยืนรออยู่ก่อนแล้ว “เจ้ามารอนานหรือไม่” กัวหยุนถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ เพราะมัวเพลินเลือกของจนล่าช้า “ไม่นานหรอกขอรับ” ตงจวินยิ้มบาง ก่อนก้มมองตะกร้าที่กัวหยุนถือ เห็นชายผ้าสีแดงสดโผล่ออกมาอย่างเด่นชัด เขารีบช่วยรับของไปวางบนเกวียนวัว และเชิญทั้งสองขึ้นนั่ง ก่อนตบเชือกบังคับวัวให้เดินออกจากเมือง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มยามอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เมื่อกลับถึงบ้านก็มืดค่ำพอดี หลังจากช่วยยกของลง ตงจวินทำท่าจะหันหลังกลับ แต่เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง “นี่… ค่ารถเกวียนของท่าน” หลิวซินยื่นเงินให้ด้วยความเกรงใจ ตงจวินก้มมองเงินในมือ ก่อนเลื่อนสายตามองใบหน้าของหญิงสาวท่ามกลางแสงไฟอ่อน ๆ จากคบเพลิงที่ส่องสะท้อน ดวงหน้านั้นงดงามอย่างประหลาด ยิ่งเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับริมฝีปากแดงระเรื่อราวผลเชอรี่ หัวใจเขาก็พลันสั่นไหว “เก็บเงินเอาไว้เถิด ข้าเพียงแค่รับคนนั่งเพิ่ม หาใช่เรื่องใหญ่อันใด” เขาตอบเสียงทุ้มต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความหมายที่ยากจะตีความ เมื่อสบกับแววตาแรงกล้าของเขา แก้มของหลิวซินก็ร้อนผ่าว นางค่อย ๆ ลดมือลงพร้อมกับเก็บเงินกลับมา “ถ้าเช่นนั้น… ข้าจะทำอาหารให้ท่านกินแทนก็แล้วกัน” นางคิดจะใช้ฝีมือครัวตอบแทนไมตรีในครั้งนี้ “เช่นนั้นข้าจะรอชิมอาหารของเจ้า” เขาละสายตาจากริมฝีปากอวบอิ่มของนางด้วยความเสียดาย ก่อนจะกระโดดขึ้นเกวียนแล้วบังคับวัวให้เคลื่อนออกไป หลิวซินเดินเข้าบ้านด้วยอาการเหม่อลอยเล็กน้อย จนได้ยินเสียงของมารดาดังขึ้นจากด้านหลัง “เป็นเช่นไรบ้าง เขารับเงินหรือไม่” กัวหยุนถามอย่างใคร่รู้ “เขาไม่รับ ข้าเลยคิดว่าจะทำอาหารให้แทน” หลิวซินเล่าออกมาตามตรง ยกเว้นเพียงเรื่องสายตาคมคู่นั้นที่กวาดสำรวจนางอยู่เนิ่นนาน กัวหยุนยิ้มบาง “เช่นนั้นก็ทำให้มากหน่อย พรุ่งนี้เอาไปฝากเขา” เมื่อได้คำตอบ นางก็หันไปเก็บข้าวของและเริ่มลงมือทำอาหารทันที หลังจากรับประทานมื้อค่ำ อาบน้ำชำระร่างกายที่เหนื่อยล้าทั้งวัน เสียงกรนเบา ๆ ของมารดาก็ดังลอดมาจากห้องข้าง ๆ หลิวซินยิ้มบาง มารดาคงเหนื่อยกับเรื่องของนางมาทั้งวันแล้ว นางเอนตัวลงนอน มองเพดานไม้เหนือศีรษะ พลางยกมือแตะมุกสีแดงที่ห้อยอยู่บนอก สร้อยเส้นนี้นางนำเชือกมาร้อยไว้คล้องคอแล้ว ความแปลกประหลาดก็คือ เมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นลวดลายอักษรบางอย่างสลักอยู่เลือนราง หรือว่ามันมิใช่มุกธรรมดา? ยิ่งเมื่อนึกถึงเรื่องที่นางสามารถหายใจใต้น้ำได้ หัวใจยิ่งเต้นแรง นางพึมพำเบา ๆ “เจ้ามุก… เจ้าเป็นของวิเศษใช่หรือไม่” ความเหนื่อยล้าทำให้เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลง และในยามหลับใหลนั้นเอง มุกสีแดงก็แผ่วแสงออกมาจาง ๆ สายละอองขาวห่อคลุมร่างของนาง ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไป มุกเม็ดนั้นหายสาบสูญจากสายตาทุกคน เหลือเพียงเจ้าของเท่านั้นที่ยังสามารถมองเห็น รุ่งเช้า หลิวซินลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกสดชื่นแปลกประหลาด แสงอรุณลอดผ่านช่องหน้าต่างกระทบผิวพรรณของนาง ร่างกายดูนวลเนียน เงางามราวกับมีประกายระยิบระยับ นางลองยกแขนขึ้นสำรวจพลางคิด ‘หรือว่าเพราะข้าพักผ่อนเต็มที่ ผิวพรรณจึงดีขึ้นกระมัง’ จึงไม่ได้สนใจต่อ เมื่อออกมาล้างหน้าและนั่งลงรับประทานอาหาร สายตาของกัวหยุนที่จับจ้องไม่วางตาก็ทำให้นางแปลกใจ หลิวซินเอามือโบกบังสายตา “ท่านแม่… มองข้าเช่นนั้นทำไมกัน?” “แม่ก็ไม่รู้สิ รู้สึกเหมือนเจ้ามีแสงออกมาจากร่าง แถมงดงามกว่าก่อนเสียอีก” กัวหยุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังปนประหลาดใจ หลิวซินหัวเราะคิก “ไม่ใช่ว่าข้างามอยู่แล้วหรอกหรือ” นางเอามือแตะไล้แก้มตนเองเล่น ๆ กัวหยุนส่ายหน้า ยิ้มเอ็นดู “เจ้างามที่สุดอยู่แล้ว แม่คงคิดไปเอง กินข้าวเถอะ” แต่ไม่นาน สายตาของมารดาก็เหลือบไปเห็นความผิดสังเกตตรงลำคอที่ว่างเปล่า จึงถามขึ้น “แล้วสร้อยไข่มุกแดงของเจ้าล่ะ? เจ้าเอาไปขายเสียแล้วหรือ?” คำถามนั้นทำให้หลิวซินชะงักทันที นางก้มลงมอง ก็ยังเห็นมุกห้อยอยู่ชัดเจน มือจึงยกขึ้นแตะเบา ๆ “ข้าใส่อยู่จริง ๆ เจ้าค่ะ” กัวหยุนขมวดคิ้ว “เจ้าล้อแม่หรือไร? แม่มองอย่างไรก็ไม่เห็น” “ลองดูใหม่เถิดท่านแม่” หลิวซินโน้มตัวเข้าใกล้มากขึ้นจนแทบชนใบหน้า กัวหยุนผลักหน้าลูกสาวออกไปเบา ๆ “พอเถอะ จะชนแม่อยู่แล้ว แม่บอกว่าไม่เห็นก็คือไม่เห็น อย่ามาโกหก” หัวใจหลิวซินไหววูบ สร้อยยังคงห้อยอยู่กับคอของนางแท้ ๆ แต่เหตุใดมารดาจึงไม่เห็น? หรือว่ามีสิ่งลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่ในมุกเม็ดนี้…“เด็กน้อยของพ่อ… เจ้าช่างน่าเอ็นดูนัก” ตงจวินมองลูกน้อยในอ้อมแขน พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและปลื้มปิติ กัวหยุนซึ่งเพิ่งดูแลลูกสาวเรียบร้อยแล้ว เดินออกมาจากห้องด้านใน พอเห็นภาพสองพ่อลูกอยู่เคียงกัน นางก็อดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ “เป็นอย่างไรเล่า ลูกของเจ้าเหมือนเจ้าหรือไม่” นางเอ่ยถามพลางก้าวเข้ามาใกล้ มองดูหลานชายทั้งสองอย่างพินิจ เด็กน้อยทั้งคู่เป็นเพศชาย แต่กลับมีใบหน้าที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนแฝดทั่วไปเลยสักนิด “ข้าว่าพวกเขาไม่เหมือนกันนัก คนหนึ่งหน้าตาคล้ายข้า ส่วนอีกคนกลับเหมือนหลิวซินอยู่มาก” เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง “แต่ไม่ว่าจะเหมือนใคร ข้าเพียงอยากให้พวกเขาเติบโตเป็นคนเก่งเหมือนภรรยา และแข็งแรงเหมือนข้าเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” กัวหยุนหัวเราะเบา ๆ และมองเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดของตงจวินอย่างเอ็นดู ตงจวินคิดถึงภรรยาที่นอนอยู่ด้านในห้อง ถึงจะรู้ว่านางปลอดภัยแต่ก็อดห่วงไม่ได้ “ตอนนี้ภรรยาข้าหลับแล้วหรือ” เขาหันไปถามแม่ย้ายด้วยสายตาเป็นห่วง “หลับไปแล้ว” กัวหยุนตอบคำถามให้ตงจวินเบาใจลง ตงจวินพยักหน้า ก่อนอุ้มลูกชายทั้งสองเข้าไปในห้องที่ภรรยานอนพักอยู่ ภาพ
หลิวซินที่โผล่ขึ้นจากน้ำ มองเห็นเงาเรือลาง ๆ อยู่ไม่ไกล แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นตงจวิน ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาเขา…ดวงตาคู่นั้นกลับคลอไปด้วยน้ำตาใส“ข้ากลับมาแล้ว” นางกล่าวเบา ๆ ด้วยเสียงสั่นไหว ดวงตาเปี่ยมด้วยความคิดถึงและโหยหาตงจวินรีบดึงร่างหลิวซินขึ้นมาจากน้ำ แล้วโอบกอดนางแนบอกแน่นราวกลัวว่าจะสูญเสียอีกครั้ง ความอบอุ่นจากร่างบางทำให้หัวใจที่แห้งแล้งถูกเติมเต็มในพริบตา เสียงของเขาแผ่วพร่าจากการกลั้นสะอื้น “เจ้าหายไปไหน ข้าคิดถึงเจ้ามาก…จริง ๆ”เขาซบหน้าลงที่ซอกคอของภรรยาแน่น ก่อนเงยหน้ามองใบหน้าอ่อนหวานที่คิดถึงมานานเหลือเกินหลิวซินลูบหลังสามีเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาและใบหน้าที่บวมแดงจากการร้องไห้ไม่รู้กี่คืน นางพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้ามีเรื่องมากมายเหลือเกิน อยากเล่าให้ท่านฟัง” เพียงไม่กี่วัน…ชีวิตของนางกลับผ่านเหตุการณ์มหัศจรรย์เกินจะเอ่ย“เจ้าไปอยู่ที่ใดมา รู้หรือไม่ว่าพี่เป็นห่วงเพียงใด” เขาพูดพรั่งพรูด้วยความรู้สึกที่เก็บกดมานาน ทั้งคิดถึง ทั้งหวาดกลัวจะสูญเสียนางไปอีก“ตอนที่ข้าช่วยท่าน ข้าก็หมดสติไป ไม่รู้เลยว่าร่างของข้าเข้าไปในมิติตั้งแต่เมื่อใ
“นั่นเสียงหวงหานนิ!” ผู้ใหญ่หางเจ๋ยรีบยกคบเพลิงขึ้นส่องไปยังทิศที่ได้ยินเสียงนั้น“ข้าก็ได้ยินเช่นกัน ผู้ใหญ่บ้านเรารีบเข้าไปดูเถิด” ชายผู้หนึ่งที่มาช่วยตามหาเอ่ยเร่งด้วยความร้อนใจกัวหยุนซึ่งกำลังร้องไห้ตามหาลูกสาว ได้ยินดังนั้น นางไม่รอช้า รีบวิ่งตรงไปยังเรือที่เพิ่งเทียบท่าทันที พอเห็นภาพตรงหน้า หวงหานพาตงจวินนอนสลบไม่ได้สติ นางกลับมองไปรอบ ๆ แล้วหัวใจแทบหยุดเต้น เพราะไม่เห็นร่างของลูกตนแม้แต่น้อย“หลิวซินเล่า… เจ้าพบนางหรือไม่?” เสียงนางสั่นพร่า ทั้งกลัวทั้งสิ้นหวัง“ท่านป้า…” หวงหานหลบตา น้ำตาไหลอาบแก้ม“ไม่จริง… เจ้าตอบข้ามาเถิด เจ้าพบนางหรือไม่!” กัวหยุนเอ่ยเสียงสั่น มองอีกฝ่ายที่น้ำตาไหลไม่หยุด“หลิวซิน… นางจมลงไปใต้ทะเลขอรับ” เขาพูดออกมาทั้งน้ำเสียงสั่นเครือ“ไม่จริง… ลูกของข้าว่ายน้ำเป็น นางต้องรอดแน่! นางจมลงไปตรงไหน?” กัวหยุนถามเสียงสั่น สติเริ่มเลือนลาง“นางจมตรงน้ำวนขอรับ… พร้อมกับเจียงหมิง” หวงหานตอบพลางหันไปมองผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งเดินเข้ามา พร้อมกับชาวบ้านอีกหลายคน“เจ้าว่าอย่างไรนะ… น้ำวนหรือ?” หางเจ๋ยถึงกับหน้าถอดสี เพราะใคร ๆ ต่างรู้ดี ว่าผู้ใดตกลงไปในน้ำวนนั้น… ไม่ม
“นั่น พวกเขาอยู่ตรงนั้น” หลิวซินชีกระชับฝีเท้าไปยังด้านหน้าท่าเรือที่มีเรือจอดอยู่หวงหานชะโงกมองไปยังเรือลำหน้า มือสั่นเล็กน้อยในความเป็นห่วงแล้วร้องเรียก “ตงจวิน ใช่เจ้าหรือไม่!”ตงจวินซึ่งพยายามดันเจียงหมินออกจากตัว ได้ยินเสียงคุ้นหูนั้น หัวใจที่เคยแตกสลายกลับเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเสียงเพื่อนชายผสานกับเสียงหวานที่คุ้นเคยดังมาในความมืด “หวงหาน ข้าอยู่ที่นี่ หลิวซิน เจ้าปลอดภัยหรือไม่” เขาตะโกนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราวกับได้ยึดเอาชีวิตคืนมาหลิวซินน้ำตาไหลพรั่ง นางสะอื้นแล้วบอกเสียงสั่น “ตงจวิน ข้าปลอดภัยแล้ว ท่านอย่ากังวล” เสียงร้องของหลิวซินหวานปนสั่นดังขึ้น เพื่อปลอบให้ความกลุ้มของเขาค่อยๆ เบาบางเจียงหมิงได้ยินชื่อหลิวซิน สีหน้าจึงซีดเซียว เขาไม่คิดว่าสตรีคนนั้นจะรอดจากเปลวเพลิงได้ จึงลงแรงมากขึ้นกับคนตรงหน้าก่อนที่หลิวซินจะมาถึง เจียงหมิงได้นั่งเรือมากับตงจวิน จนพบจุดน้ำวน และถามจนออกรู้ความว่ามีถ้ำที่หายใจได้ตรงนั้น ความตื่นเต้นแวบขึ้นในใจเขา เมื่อเห็นจังหวะที่ตงจวินไม่ทันระวัง เขาสาดผงสีขาวตรงหน้าอีกฝ่ายทันที ผงมึนงงที่กลิ่นเพียงเล็กน้อยก็ทำให้สับสนและควบคุมตัวเองได้ยาก“เจ้าทำอะไ
ตงจวินหัวใจกระตุกวูบ ราวกับมีบางสิ่งในอกถูกพรากไป “ทำไมข้าถึงรู้สึกไม่ดีเช่นนี้นะ…” เขาพึมพำเสียงแผ่ว สายตาเหม่อมองยอดเขา เห็นแสงไฟส่องประกายเจิดจ้าลิบ ๆ จึงเพ่งมองด้วยความร้อนรน แต่ยังไม่ทันได้ขยับไปดู เงาร่างหนึ่งเบื้องหน้าก็ดึงความสนใจกลับมา“เจียงหมิง! เจ้าจับภรรยาข้าไปไว้ที่ไหน!”เขาโผเข้ากระชากคอเสื้ออีกฝ่ายแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธและหวาดหวั่นเจียงหมิงมองท่าทางร้อนรนของเขาอย่างพึงใจ “เจ้าอยากรู้หรือ?” น้ำเสียงเยือกเย็นแฝงรอยเยาะ “ข้าจะบอกก็ได้…แต่เจ้าต้องทำบางอย่างให้ข้าเป็นการแลกเปลี่ยน”“ต้องทำอะไร? แล้วภรรยาข้าปลอดภัยหรือไม่!” ตงจวินถามเสียงสั่น ความเป็นห่วงหลิวซินกับลูกในครรภ์แทบกลืนกินสติของเขา“ฮึ ปลอดภัยสิ ทั้งคู่” เจียงหมิงหัวเราะเบา ๆ แววตาเจ้าเล่ห์สะท้อนแสงไฟ ยิ่งทำให้ตงจวินไม่ไว้ใจตงจวินสบตาอีกฝ่าย สายตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง แต่ไม่มีเวลาจะมาไตร่ตรองอีก เขาจำต้องรีบเร่งให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว “เจ้าจะให้ข้าทำสิ่งใด ถึงจะยอมปล่อยภรรยาของข้า?” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขาพร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อให้นางปลอดภัย“ดี…พูดเข้าเรื่องเสียที” เจียงหมิงเอ่ยเรียบ “ข้าไม
“ท่านจะทำอะไร” น้ำเสียงของหลิวซินสั่นระริก ความไม่ไว้วางใจฉายชัดในแววตา วันนี้เจียงหมิงดูแปลกไปจากเดิมราวเป็นคนละคน“จุ ๆ อย่ามองหาใครเลย ที่นี่มีเพียงเจ้ากับข้าเท่านั้น” เขาเอ่ยพลางหัวเราะเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดปกติ ราวกับความสุขอันบิดเบี้ยวซ่อนอยู่ในนั้น“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ จะมาทำสิ่งใดกับข้า!” หลิวซินขยับถอยหลัง ดวงตาสั่นไหวด้วยความตระหนก มองเขาราวคนบ้าที่คาดเดาไม่ได้“ข้าไม่ทำอันตรายเจ้า เพียงอยากให้เจ้าร่วมมือกับข้าสักเล็กน้อยเท่านั้น หวังว่าเจ้าคงไม่ขัดขืนหรอกนะ” เจียงหมิงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตาเต็มไปด้วยเลศนัย“ร่วมมือ… อะไรกัน?” หลิวซินพยายามคงน้ำเสียงให้ราบเรียบ แม้ใจเต้นระส่ำ หวังเพียงถ่วงเวลาให้มีคนผ่านมาเห็น“ฮึ เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้เอง อย่ามัวแต่พูดเพื่อยืดเวลาเลยดีกว่า”ขณะเอ่ย เขาก้าวเข้าหาอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง“ท่านอย่าเข้ามา!” เสียงของหลิวซินสั่น นางถอยร่นทีละก้าว จนแผ่นหลังแทบชิดผนังรั้วเจียงหมิงมองท่าทีหวาดกลัวของหญิงตรงหน้า ดวงตาเขาฉายแววพึงใจ ก่อนจะพุ่งเข้าประชิดตัวพร้อมกับใช้ผ้าผืนหนึ่งปิดที่จมูกของหลิวซินอย่างรวดเร็วนางสะดุ้งสุดตัว สูดเอากลิ่นฉุนบางอย่าง







