LOGINนางเคยตายอย่างไร้ค่า กระทั่งได้ตระหนักความจริงจากระบบได้รู้ว่าตนที่แท้ถูกแย่งชิงวาสนาให้กลับกลายตัวประกอบที่ใช้แล้วทิ้ง! ครานี้นางจะไม่ยอมจำนนอีกต่อไป นางได้โอกาสใหม่ที่ชื่อว่า “ระบบเพิ่มพูนวาสนา”
View More「何か知ってることはないのか? 一番弟子だろ!」
ミレイユの師匠であり、親代わりでもあった錬金術師アリエルと、この国の総司令官ダリウスが国の金を横領して駆け落ちした。 「そういえば、昨夜は帰って来なかったけど......まさか?」 そんな話を聞いたのは、事件が起きた昼のことだった。 街で評判の錬金術師の店『月影亭』は、何でも揃う錬金雑貨屋で、アリエルはそのお店のオーナー兼商品作成、その弟子であるミレイユがお店の実質的な経営や中の商品の管理を行っていた。 石造りの古い建物だったが、お店は清潔感にあふれ、明るく、老若男女問わず訪れやすいお店である。 そこには、師匠アリエルの錬金術の高度で他に引けを取らない技術と適正な価格で届けたいという商売の心が詰まっていた。 だから、このお店は街で知らない人はいないほどに有名になっていたのである。 だが、国の役人が店に押しかけた瞬間、客は慌てて退散し、店員たちの小さな叫び声が響く。 「師匠が総司令官と駆け落ち……?」 ミレイユは思わず立ち上がった。 「国の金を横領?そんなはずない!ここには何もありません。絶対何かの間違いよ!」 でも、私のその声を役人たちは聞こうともしない。私は、証拠隠滅を図らないようにと後ろ手に縛られる。 役人たちは、店の大切な商品が入った扉を乱暴に開け、平気で床に落としていく。 「や、やめてください!大切な商品なんです。中には貴重な素材で作られたものもあるんですから!」 一つの商品を作るのに、時には一ヶ月以上かかるものだってあるのだ。 だが、役人に捕まった自分は叫ぶ以外身動きが取れない。 やがて、店の帳簿な商品、レジのお金も全部、彼らに没収されていった。 「全部没収だ。事情を知ってる奴は吐かせろ」 震える店員たちを前に、ミレイユは必死で叫ぶ。 「大丈夫、みんな。きっと何かの間違いよ!」 でも、ミレイユ自身も何が起こっているのか分からなかった。 ◇ 師匠アリエルは国一の錬金術師。 総司令官ダリウスは国一の剣士。 二人で、ひそかに愛し合っていることは知っていた。 ミレイユを拾い育ててくれた師匠は、まだ28才と若いが、国からも信頼されている錬金術師である。 総司令官だって、立場はもちろんいうまでもなく高い人だ。 年齢は、40代に入る前で、実力もまだまだ現役。 周りから信頼されていて、トラブルなんて起こさない。 二人は、いつも仲が良さそうに見えた。 ダリウスさんは、師匠と結婚を考えていると言っていた。 そんな二人が、やっと掴んだ幸せを壊すなんて、ありえない。 なのに、どうして誰も信じてくれないんだろう? ◇ 「何か知ってることはないのか、一番弟子だろ!」 何度も何度もそう聞かれたけど、本当に知らない。 ミレイユはアリエルにとって、唯一の弟子な上に娘だった。 そのため、国の役人たちにそのまま連行され、まるでリンチのような取り調べを何日も受け続けた。 「知らない!何のことか分からない!私だって知りたい!」 体はボロボロ、心も折れそうだった。 そして、取り調べのあと店に戻ると―― かつて師匠と一緒に築いた『月影亭』は、無惨に荒れ果てていた。 割れた窓。 散らばる薬品。 混ざり合った臭い。 誰もいない、静まり返った店内。 その光景を見て、ミレイユは小さく呟いた。 「……師匠……」 涙がこぼれた。 どうしよう。 取り調べは、異常と思われる怒号が飛び交うもので、拷問みたいだった。 体中が痛い。 でも、私から何も聞き出せないことを焦っているように見えた。 「ここにいるのも危ないわよね。まだ誰かに見られている気がする」 セキュリティなんてないに等しい。 お店はボロボロに壊され、自慢の大きなガラスも割れて、外との行き来が普通にできてしまう状態だ。 「あっ!」 そんな時、部屋の隅にあった割れた薬品の中に、一つだけ無事なポーションが目に入った。 「のど......乾いちゃった」 喉に含むと、甘くてほっとした。 何日も飲み物を口にしていなかったから。 ミレイユは、鞄に錬金道具を詰め込み、木の床に血を垂らす。 「もしもの時に使え」って師匠が言ってたのを思い出したのだ。 もしかしたら、今がその時なのかもしれない。 すると床に隠されていた魔法陣が、私の血に反応して淡く光りだした。 赤い血はだんだん白く輝いて、ミレイユを包み込み、消えていく。 兵士たちがその光に気づき、慌てて駆けつけたときには―― そこには少女の姿も、魔法陣も、何も残っていなかった。 「あの弟子、何か知ってやがった!急げ、報告しろ!」 その役人たちの声が響く頃には、ミレイユはもう安全な場所にいた。 だが、これで終わりじゃない。 むしろ、私の物語は、ここからが本当の始まりだった――。เหมยลี่อิงตื่นขึ้นมาอีกคราก็มองเห็นแต่เพดานไม้ รอบๆ กาย กลิ่นสมุนไพรฉุนกึกพวยพุ่งเข้าสู่โสตประสาทจนสมองนางแทบจะมึนเบลอ- “เจ้าฟื้นแล้วเหรอ” เป็นเสียงแหบห้าวของเด็กสาวนามว่าจินเกอ เหมยลี่อิงหันหน้าไปมองพบว่านางนอนอยู่เตียงข้างๆ กันนี่เอง เหมยลี่อิงค่อยยันตัวขึ้นกล้ามเนื้อทั่วร่างนางเหมือนถูกป่นจนแหลกแหละ แขนที่ค้ำยันกับเตียงเจ็บร้าวจนต้องสูดลมหายใจลึก ใช้เวลาปรับร่างกายสักพักนางจึงค่อยตั้งสติมองไปรอบๆ ได้ ในเรือนขนาดใหญ่เต็มไปด้วยเตียงมากมายวางเรียงราย บางมีสหายร่วมสอบที่คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง “ที่นี่คือ ?” “เรือนเหมยจรุง เป็นเรือนพยาบาลผู้ป่วย เจ้าถึงกับสลบไปสามวันเลยนะ นับว่าสุดยอดยิ่งนัก ” เหมยลี่อิงได้ยินดังนั้นก็ทำตัวไม่ถูกหมดสติไปนานขนาดนี้นับว่าดีอย่างไร จินเกอเห็นนางทำสีหน้างงงวยก็อธิบายให้อย่างมีน้ำใจ สุ้มเสียงของนางเต็มไปด้วยความยอมรับนับถือ “เจ้าฝืนขึ้นไปยังขั้นสูงสุดที่ไม่มีผู้ใดเคยไปถึงมาก่อนตั้งแต่สำนักก่อตั้ง แม้แต่ศิษย์พี่หญิงผู้คุ้มสอบยังถูกลงโทษเพื่อเจ้า เจ้าไม่เรียกว่าสุดยอดได้อย่างไร เจ้าไม่ลองดูว่าเจ้าได้ผลประโยชน์
บันไดศิลาดำทอดยาวเป็นวงเวียนจรดฟ้า กลางนภาสีครามสว่างเจิดจ้า ฟ้าเหนือศีรษะเป็นหมู่เมฆและดวงตะวัน หันหน้าลงมาเพียงเงาลานหินสีดำและผู้คุ้มสอบที่สีหน้าเย็นชา“ผู้เข้าสอบซ่งหลิงหลิงตกรอบ” ฟ่งปิงเยว่ประกาศ ศิษย์สายนอกสวมเครื่องแบบสีเขียวมรกตดิ้นเงินขึ้นไปรับตัวเด็กหญิงที่ไร้เรี่ยวแรงลงมาด้วยความเร็วแทบเป็นภาพติดตานี่สามารถพิสูจน์ได้ว่าแม้แต่ศิษย์สายนอกของสำนักแพทย์เขาปุบผาก็ยังมีพลังจิตสำนึกในระดับน่าตระหนกผู้รอบการทดสอบเห็นดังนั้นก็พยายามรุดหน้าต่อไป เพราะขอเพียงพวกหยุดช้าเพียงยี่สิบลมหายใจ สายตาอันแหลมคมของผู้คุมสอบก็จะจับจ้องไปยังพวกเขาในทันใด หากมีวี่แววว่าเจ้าจะไปต่อไม่ไหว สุ้มเสียงไร้น้ำใจไมตรีก็ประกาศว่าเจ้าตกรอบทันทีเด็กชายที่อยู่ข้างคนที่เพิ่งประกาศตกรอบไปถึงกับเสียวสันหลังวาบ ขนหัวลุกชี้ชัน กัดฟันเดินต่อแทบไม่คิดชีวิตเสียงสายลมกระพือพัดชายผ้าดุจท้องฟ้าคำรามหวีดวิวอยู่ข้างหู เหมยลี่อิงยังคงก้าวขึ้นบันไดดำอย่างใจเย็น สีดำทะมึนใต้ฟ้าเท้าราวกับมีชีวิตชีวายื่นมือออกมาดึงรั้งขายิ่งกว่าตะกั่วหนัก ช่างเป็นจิตสำนึกนึกอันทรงพลังอะไรเช่นนี้ขั้นที่ห้าสิบ เด็กหญิงยังเดินรุดหน้าด้วยท่าทาง
“เหอะ หากข้าไม่ขอโทษแล้วอย่างไร พวกเจ้าจะทำอะไรข้าได้” สวี่อวี้หลันยังคงเย่อหยิ่ง เรื่องอันใดต้องให้นางไปขอโทษคนไม่หัวนอนปลายเท้าจินเกอพ่นลมหายใจคราหนึ่ง เดินผ่านนางเข้าห้องไปเลือกเตียงที่อยู่หัวมุม“พวกเราก็จะได้รู้เช่นเห็นชาติสันดานเจ้ากระมัง”“เจ้า !!”“อวี้หลัน!! เจ้าพอได้แล้ว ที่นี่ไม่ใช่ที่บ้าน”สุดท้ายแล้วกลับเป็นสวี่ฟางเฟยที่เกลี้ยกล่อมน้องสาวอย่างอดทนพลางขอโทษสหายร่วมห้องแทน คนอื่นๆ ไม่พูดอะไร แม้แต่หลินรั่วอีก็ไม่รับคำขอโทษนั้น มีเพียงเหมยลี่อิงที่มองพวกนางสองพี่น้องอย่างมีความหมายสวี่ฟางเฟยได้แต่ยิ้มเจื่อน นางเองก็อับจนปัญญากระทั่งเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนมาถึงบรรยากาศที่อึดอัดระหว่างพวกเขาถึงได้ผ่อนคลายลงรุ่งสางอาทิตยายังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า รัตติกาลกำลังจะจางหาย แสงรำไรเพียงมองเห็นปลายฝ่ามือได้รางๆ ปรางแก้มสีชมพูอิ่มนิ่มนวลคลอเคลียเกศางาม อารามสาวน้อยกอดจิ้งจอกสีขาวขนฟูหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อคืนนางวางค่ายกลป้องกันไว้รอบเตียง จึงสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจจินเกอที่นอนอยู่เตียงข้างกันพลันลืมตาโผล่ เอื้อมมือคว้ามีดพกในอกเสื้อทันใด ประตูไม้ในเรือนนอนพวกนางเปิดออกโดยไร้ผ
แสงตะวันพลบค่ำอัสดงสีส้มนวลสว่างฉาบย้อมท้องฟ้าจนกลายเป็นผ้าไหมทองเข้มผืนหนึ่ง เหมยลี่อิงไม่ได้มีเวลาในรำพึงในใจนานนัก รองเท้าปักเดินก้าวตามขบวนคุ้มกันเข้าสู้สำนักในที่สุดพวกนางเดินตามสันเขาชมเมฆา ม่านหมอกเมฆหนาทึบลอยเอื่อยอ้อยอิ่ง กิ่งพัดใบไม่ไหวตามสายลมดังเคล้า เหล่าภมรปราณเริงร่าชมแนวผกาทอดทิวเขา ราวเหล่าภูติกระซิบสำเนียงแห่งพงไพร หัวใจที่เต้นกระหน่ำของเด็กหญิงก็ค่อยๆ เบาลง “เจ้าเป็นอะไรไป” จิงซิงเฉินถามเมื่อเห็นนางเหม่อลอย เหมยลี่อิงส่ายหน้าหยิบองหญิงจิ้งจอกหน่อยสีขาวฟูออกมาจากถุงเลี้ยงสัตว์ โม่เสวี่ยงัวเงียอยู่ในอ้อมแขนนางพลางหาวหวาดแม้แต่ตายังไม่ลืม “นั่นสัตว์สัญญาของเจ้าหรือ สายเลือดไม่เลวเลย แต่เจ้าต้องระวังการทดสอบไม่อนุญาติให้ใช้สัตว์ปราณช่วยเหลือเจ้าสามารฝากไว้ที่โถงสำนักระหว่างการสอบได้” ศิษย์หญิงที่เป็นผู้นำขบวนมากล่าวกับนางเล็กน้อยด้วยใบหน้าเรียบเฉยผู้ไม่สนิทย่อมฟังไม่ออกถึงความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใน แต่ชาติที่แล้วนางคบหากับศิษย์พี่หญิงจางผิงจูมาหลายปีไหนเลยจะไม่ออก เหมยลี่อิงคลี่ยิ้มจนตาปิด เด็กหญิงนัยน์ตาดอกท้อใสกระจ่าง เรื่องหน้าจิ้มลิ้มม
เด็กหญิงยิ้มหวานอย่างไม่คิดอะไรให้พี่รองและเซียวอวิ๋นหังที่ห่วงกังวล แล้วพาพวกเขาออกไปจากตรงนั้น“แล้วเราจะไปที่ใด” เซียวสือรุ่นไพล่ตามเปี่ยนบรรยากาศ“ท่านเคยสำรวจที่ใดมาแล้วบ้าง”เซียวสือรุ่ยพออกทำท่าทางภาคภูมิใจ “ใคร่ควรถามว่าที่ใดที่พวกข้ายังไม่ได้ไปบ้างจะดีกว่า”“แต่ท่านก็ไม่เจอสิ่งใดไม่ใช่หรือ
“เขาที่ว่านั่นคือผู้ใดกันเจ้าคะ การเลือกทำกับผู้อื่นเช่นนั้นเพราะความเชื่อที่ไร้ที่มาที่ไปนั่นนั่นคร่ำครึยิ่ง”เหมยลี่อิงยิ่งคิดยิ่งไม่พอใจ นางอยู่ในโลกจำลองมานานรับเอาค่านิยมเรื่องความเท่าเทียมและความขัดแย้งทางเผ่าพันธุ์มามาก ทั้งยังมองว่าอคติของพี่รองของนางนั้นไม่ดีต่อตัวเขาเท่าไรไม่ว่าในอตีดชาติ
เนื่องจากเรือนศึกษาประกอบด้วยเด็กเล็กจำนวนมากจึงมีเพียงชั้นเรียนในช่วงเช้า หลังจากเที่ยงเหล่าคุณหนูนายน้อยล้วนสามารถกลับบ้านหรือเลือกพักผ่อนในห้องพักศิษย์ได้ตามอัธยาสัย เด็กส่วนใหญ่จะใช้เวลาเล่นกับสหายหรือทำความรู้จักกันในโถงกลาง มีบ้างที่กลับบ้านไปพักผ่อนหรือเรียนต่อกับครูที่ทางบ้านหามาเป็นการส่ว
ในความเห็นของนางสถานศึกษามักพร่ำบอกถึงความเที่ยงธรรมแม้จะเพียงฉากหน้าอย่างน้อยเรื่องนี้ก็ไม่ควรถูกผ่อนปรนง่ายๆ เพื่อทำลายภาพลักษณ์ที่ตระกูลเซียวสายหลักเป็นผู้สร้าง คำถามนี้เป็นกับดักที่บิดานางกำชับไว้อย่างแยบคาย นางไหนเลยจะปล่อยผ่านไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ ในความเห็นของนาง เด็กหญิงคนหนึ่งย่อมสะท้
reviews