Masukนางเคยตายอย่างไร้ค่า กระทั่งได้ตระหนักความจริงจากระบบได้รู้ว่าตนที่แท้ถูกแย่งชิงวาสนาให้กลับกลายตัวประกอบที่ใช้แล้วทิ้ง! ครานี้นางจะไม่ยอมจำนนอีกต่อไป นางได้โอกาสใหม่ที่ชื่อว่า “ระบบเพิ่มพูนวาสนา”
Lihat lebih banyakเหมยลี่อิงตื่นขึ้นมาอีกคราก็มองเห็นแต่เพดานไม้ รอบๆ กาย กลิ่นสมุนไพรฉุนกึกพวยพุ่งเข้าสู่โสตประสาทจนสมองนางแทบจะมึนเบลอ- “เจ้าฟื้นแล้วเหรอ” เป็นเสียงแหบห้าวของเด็กสาวนามว่าจินเกอ เหมยลี่อิงหันหน้าไปมองพบว่านางนอนอยู่เตียงข้างๆ กันนี่เอง เหมยลี่อิงค่อยยันตัวขึ้นกล้ามเนื้อทั่วร่างนางเหมือนถูกป่นจนแหลกแหละ แขนที่ค้ำยันกับเตียงเจ็บร้าวจนต้องสูดลมหายใจลึก ใช้เวลาปรับร่างกายสักพักนางจึงค่อยตั้งสติมองไปรอบๆ ได้ ในเรือนขนาดใหญ่เต็มไปด้วยเตียงมากมายวางเรียงราย บางมีสหายร่วมสอบที่คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง “ที่นี่คือ ?” “เรือนเหมยจรุง เป็นเรือนพยาบาลผู้ป่วย เจ้าถึงกับสลบไปสามวันเลยนะ นับว่าสุดยอดยิ่งนัก ” เหมยลี่อิงได้ยินดังนั้นก็ทำตัวไม่ถูกหมดสติไปนานขนาดนี้นับว่าดีอย่างไร จินเกอเห็นนางทำสีหน้างงงวยก็อธิบายให้อย่างมีน้ำใจ สุ้มเสียงของนางเต็มไปด้วยความยอมรับนับถือ “เจ้าฝืนขึ้นไปยังขั้นสูงสุดที่ไม่มีผู้ใดเคยไปถึงมาก่อนตั้งแต่สำนักก่อตั้ง แม้แต่ศิษย์พี่หญิงผู้คุ้มสอบยังถูกลงโทษเพื่อเจ้า เจ้าไม่เรียกว่าสุดยอดได้อย่างไร เจ้าไม่ลองดูว่าเจ้าได้ผลประโยชน์
บันไดศิลาดำทอดยาวเป็นวงเวียนจรดฟ้า กลางนภาสีครามสว่างเจิดจ้า ฟ้าเหนือศีรษะเป็นหมู่เมฆและดวงตะวัน หันหน้าลงมาเพียงเงาลานหินสีดำและผู้คุ้มสอบที่สีหน้าเย็นชา“ผู้เข้าสอบซ่งหลิงหลิงตกรอบ” ฟ่งปิงเยว่ประกาศ ศิษย์สายนอกสวมเครื่องแบบสีเขียวมรกตดิ้นเงินขึ้นไปรับตัวเด็กหญิงที่ไร้เรี่ยวแรงลงมาด้วยความเร็วแทบเป็นภาพติดตานี่สามารถพิสูจน์ได้ว่าแม้แต่ศิษย์สายนอกของสำนักแพทย์เขาปุบผาก็ยังมีพลังจิตสำนึกในระดับน่าตระหนกผู้รอบการทดสอบเห็นดังนั้นก็พยายามรุดหน้าต่อไป เพราะขอเพียงพวกหยุดช้าเพียงยี่สิบลมหายใจ สายตาอันแหลมคมของผู้คุมสอบก็จะจับจ้องไปยังพวกเขาในทันใด หากมีวี่แววว่าเจ้าจะไปต่อไม่ไหว สุ้มเสียงไร้น้ำใจไมตรีก็ประกาศว่าเจ้าตกรอบทันทีเด็กชายที่อยู่ข้างคนที่เพิ่งประกาศตกรอบไปถึงกับเสียวสันหลังวาบ ขนหัวลุกชี้ชัน กัดฟันเดินต่อแทบไม่คิดชีวิตเสียงสายลมกระพือพัดชายผ้าดุจท้องฟ้าคำรามหวีดวิวอยู่ข้างหู เหมยลี่อิงยังคงก้าวขึ้นบันไดดำอย่างใจเย็น สีดำทะมึนใต้ฟ้าเท้าราวกับมีชีวิตชีวายื่นมือออกมาดึงรั้งขายิ่งกว่าตะกั่วหนัก ช่างเป็นจิตสำนึกนึกอันทรงพลังอะไรเช่นนี้ขั้นที่ห้าสิบ เด็กหญิงยังเดินรุดหน้าด้วยท่าทาง
“เหอะ หากข้าไม่ขอโทษแล้วอย่างไร พวกเจ้าจะทำอะไรข้าได้” สวี่อวี้หลันยังคงเย่อหยิ่ง เรื่องอันใดต้องให้นางไปขอโทษคนไม่หัวนอนปลายเท้าจินเกอพ่นลมหายใจคราหนึ่ง เดินผ่านนางเข้าห้องไปเลือกเตียงที่อยู่หัวมุม“พวกเราก็จะได้รู้เช่นเห็นชาติสันดานเจ้ากระมัง”“เจ้า !!”“อวี้หลัน!! เจ้าพอได้แล้ว ที่นี่ไม่ใช่ที่บ้าน”สุดท้ายแล้วกลับเป็นสวี่ฟางเฟยที่เกลี้ยกล่อมน้องสาวอย่างอดทนพลางขอโทษสหายร่วมห้องแทน คนอื่นๆ ไม่พูดอะไร แม้แต่หลินรั่วอีก็ไม่รับคำขอโทษนั้น มีเพียงเหมยลี่อิงที่มองพวกนางสองพี่น้องอย่างมีความหมายสวี่ฟางเฟยได้แต่ยิ้มเจื่อน นางเองก็อับจนปัญญากระทั่งเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนมาถึงบรรยากาศที่อึดอัดระหว่างพวกเขาถึงได้ผ่อนคลายลงรุ่งสางอาทิตยายังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า รัตติกาลกำลังจะจางหาย แสงรำไรเพียงมองเห็นปลายฝ่ามือได้รางๆ ปรางแก้มสีชมพูอิ่มนิ่มนวลคลอเคลียเกศางาม อารามสาวน้อยกอดจิ้งจอกสีขาวขนฟูหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อคืนนางวางค่ายกลป้องกันไว้รอบเตียง จึงสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจจินเกอที่นอนอยู่เตียงข้างกันพลันลืมตาโผล่ เอื้อมมือคว้ามีดพกในอกเสื้อทันใด ประตูไม้ในเรือนนอนพวกนางเปิดออกโดยไร้ผ
แสงตะวันพลบค่ำอัสดงสีส้มนวลสว่างฉาบย้อมท้องฟ้าจนกลายเป็นผ้าไหมทองเข้มผืนหนึ่ง เหมยลี่อิงไม่ได้มีเวลาในรำพึงในใจนานนัก รองเท้าปักเดินก้าวตามขบวนคุ้มกันเข้าสู้สำนักในที่สุดพวกนางเดินตามสันเขาชมเมฆา ม่านหมอกเมฆหนาทึบลอยเอื่อยอ้อยอิ่ง กิ่งพัดใบไม่ไหวตามสายลมดังเคล้า เหล่าภมรปราณเริงร่าชมแนวผกาทอดทิวเขา ราวเหล่าภูติกระซิบสำเนียงแห่งพงไพร หัวใจที่เต้นกระหน่ำของเด็กหญิงก็ค่อยๆ เบาลง “เจ้าเป็นอะไรไป” จิงซิงเฉินถามเมื่อเห็นนางเหม่อลอย เหมยลี่อิงส่ายหน้าหยิบองหญิงจิ้งจอกหน่อยสีขาวฟูออกมาจากถุงเลี้ยงสัตว์ โม่เสวี่ยงัวเงียอยู่ในอ้อมแขนนางพลางหาวหวาดแม้แต่ตายังไม่ลืม “นั่นสัตว์สัญญาของเจ้าหรือ สายเลือดไม่เลวเลย แต่เจ้าต้องระวังการทดสอบไม่อนุญาติให้ใช้สัตว์ปราณช่วยเหลือเจ้าสามารฝากไว้ที่โถงสำนักระหว่างการสอบได้” ศิษย์หญิงที่เป็นผู้นำขบวนมากล่าวกับนางเล็กน้อยด้วยใบหน้าเรียบเฉยผู้ไม่สนิทย่อมฟังไม่ออกถึงความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใน แต่ชาติที่แล้วนางคบหากับศิษย์พี่หญิงจางผิงจูมาหลายปีไหนเลยจะไม่ออก เหมยลี่อิงคลี่ยิ้มจนตาปิด เด็กหญิงนัยน์ตาดอกท้อใสกระจ่าง เรื่องหน้าจิ้มลิ้มม
ฝ่ายคุณหนูใหญ่ผู้เปี่ยมไปด้วยความลึกลับอันหญิงใหญ่กลับถอนหายใจอยู่ในรถม้ามองท่านตาที่ทำตาอาลัยอาวรอย่างเสียไม่ได้ แบบนี้นางได้มีหวังไปเข้าเรียนสายตั้งแต่วันแรกเป็นแน่แท้ เด็กน้อยฉีกรอยหวานประจบเอาใจผู้เป็นตา พลางเอ่ยปลอยว่า “ท่านตาเจ้าขา เดี๋ยวตอนเย็นพวกเราก็ได้เจอกันแล้วเจ้าคะ” เซียวจงสิงยัง
โลกที่เขารู้จักไม่เคยมีความงดงาม อวิ๋นหังเกิดในจวนตระกูลใหญ่ แต่สถานะของเขากลับต่ำยิ่งกว่าบ่าวไพร่ เนื่องเพราะมารดาของเขาเป็นเผ่ามาร เขาเกิดมาก็ไม่รู้อะไรมากนัก รู้เพียงแต่ฮูหยินใหญ่จวนสี่มักไม่ยินดีในการมีอยู่ของเขา ส่วนผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาเองก็ไม่เคยใส่ใจ ต่างจากความเป็นอยู่ของทายาทตระกูลใ
“หุบปากเสีย” นิ้วเล็กชี้ไปยังสาวใช้ที่คร่ำครวญไม่เลิกผู้นั้น เด็กน้อยวัยห้าขวบตัวกลมป้อม แก้มระเรื่อแดงก่ำจากการเพิ่งตื่นนอน ผมเผ้ารุงรังชี้นิ้วถลึงตา ไม่ว่าดูอย่างไรก็น่ารักน่าเอ็นดู ทว่าเพราะสถานะนางทำให้ผู้คนไม่กล้าเพิกเฉย รวมกับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้นางดูไม่สามัญธรรมดา เหมยลี่อิงชี
เงาน้ำทอดอ่างทองแดงสั่นสะท้อน ผ้าฝ้ายผิวนุ่มถูกจุ่มชุบน้ำอุ่นก่อนบรรจงเช็ดลงบนดวงหน้าเล็กๆ ของเหมยลี่อิงที่กำลังงัวเงีย นางส่งเสียงงึมงำเล็กน้อยขณะสาวใช้กำลังล้างหน้าตนเอง ส่วนแม่นมเดิมที่คอยรับใช้นางนั้นถูกไล่ออกไปแล้วหลังประมาทจนนางตกน้ำ นางครุ่นคิดในใจว่าดีนักที่ตนย้อนมาช่วงนี้พอดี ในชีว


















Ulasan-ulasan