Partager

บทที่ 9

“เจ้านี่ช่างคิดเสียจริง สำนักชิงหยวนกวานนั้นเป็นสำนักเต๋าที่มีประวัติค่อนข้างยาวนาน สอนหลักคำภีร์หลายอย่าง” หลิว อวี้เฟยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความภูมิใจในความรู้ที่มี

หยุนจิงเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความสนใจ “สำนักชิงหยวนกวานมีสอนอะไรบ้างหรือเจ้าคะท่านแม่?”

“หลัก ๆ แล้ว สำนักนี้มุ่งเน้นสอนศาสตร์แห่งเต๋า วิถีแห่งความสงบสุขและสมดุลในชีวิต แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะเยว่ฮวา สำนักนี้ยังมีสอนการคำนวณ การแพทย์ ดาราศาสตร์ และดนตรี” หลิวอวี้เฟยยิ้มอ่อนเอ่ยเสียงนุ่มก่อนจะพูดเสริมออกมาอีกเมื่อเห็นว่าลูกน้อยยังคงสนใจฟัง

“ว่ากันว่าในอดีต ฮ่องเต้หลายพระองค์ก็โปรดการศึกษาของสำนักนี้เพราะช่วยพัฒนาความรู้ให้กับราชสำนัก แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเองก็ด้วย”

“แล้วลูกผู้หญิงเข้าเรียนได้ด้วยหรือไม่เจ้าคะ” หยุนจิง ถามอย่างสงสัย พลางนึกถึงโลกเดิมของตนที่การศึกษาสำหรับหญิงชายเท่าเทียมกัน

“ในส่วนของการศึกษาหลัก ไม่ค่อยเปิดกว้างสำหรับสตรีนัก” หลิวอวี้เฟยถอนหายใจเล็กน้อย

“แต่สำนักใหญ่บางแห่ง เช่น ชิงหยวนกวานจะมีสาขาสำหรับสตรีโดยเฉพาะ เช่น การเรียนดนตรี วรรณคดี หรือการเย็บปัก ซึ่งถูกมองว่าเหมาะสมกับสตรีที่พร้อมจะเป็นศรีภรรยาซึ่งจะได้เข้าศึกษา”

“ถ้าเช่นนั้น ผู้หญิงที่อยากเรียนวิชาความรู้เหมือนผู้ชายล่ะเจ้าคะท่านแม่?” หยุนจิงเอียงคอถาม

หลิวอวี้เฟยเผยรอยยิ้มเล็กน้อยอย่างเอ็นดูบุตรสาว

“อาจจะต้องเรียนที่บ้านโดยว่าจ้างอาจารย์มาสอน และหากว่าสตรีคนใดที่มีความสามารถจริง ๆ บางครั้งก็อาจจะได้รับโอกาส เช่น ได้เป็นอาจารย์สอนในพระราชวัง หรือเป็นที่ปรึกษาแก่ฮ่องเต้ หากพิสูจน์ได้ว่าเก่งกาจจริงนะเจ้า แต่ทว่ามันช่างเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง”

หยุนจิงเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววครุ่นคิด “ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ... ดูเหมือนว่าหากข้าต้องการช่วยท่านแม่หรือครอบครัว เราต้องหาหนทางให้ได้รับการศึกษาให้มากที่สุด”

หลิวอวี้เฟยมองบุตรสาวอย่างเอ็นดู “เจ้านี่ช่างคิดการณ์ไกลเกินอายุจริง ๆ แต่แม่ก็หวังว่าเจ้าจะได้พบเส้นทางที่ตนต้องการ”

ท่ามกลางการสนทนา บริเวณรอบตัวแม่ลูกนั้นเต็มไปด้วยความสงบ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วอยู่ไม่ไกล ลมเย็นยามเช้าพัดพากลิ่นหอมจากดอกเหมยมาแตะปลายจมูก

หยุนจิงมองไปยังท้องฟ้าด้านนอกนึกถึงเป้าหมายใหม่ในใจ แม้ยุคนี้จะมีข้อจำกัดมากมายสำหรับสตรีแต่เธอตั้งใจว่าจะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

“ข้าจะต้องหาทางเปลี่ยนแปลงให้ได้” หยุนจิงพึมพำกับตัวเองเสียงเบา แต่หลิวอวี้เฟยก็ยังได้ยินและเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมกับยกมือลูบศีรษะของบุตรด้วยความรัก

“เจ้าทำได้แน่ เยว่ฮวาของแม่”

เวลาผ่านไปจนกระทั่งเข้าต้นยามซือ[1] ชายรูปร่างกำยำทั้งสี่วางเกี้ยวลงเบา ๆ ตรงหน้าประตูวังใหญ่ที่ประดับประดาอย่างวิจิตรตระการตา

เสียงสนทนาของบ่าวไพร่และเสียงฝีเท้าที่เดินผ่านไปมาแว่วดังในบรรยากาศ หยุนจิงก้าวลงจากเกี้ยวตามแม่ของตนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นกอปรกับความอยากรู้อยากเห็น

“หลังจากนี้พวกเราต้องเดินเข้าไปเองนะเจ้าคะ คุณหนูต้องเดินอย่างระมัดระวังนะเจ้าคะ” ไป่ซินพูดพลางจัดเสื้อผ้าของหยุนจิงให้เรียบร้อย ดวงตาของนางมองดูบุตรีเจ้านายอย่างห่วงใย

“เจ้าค่ะ ท่านป้าไป่” เด็กหญิงรับคำเสียงใสก่อนที่เธอจะเดินเคียงข้างไปกับมารดาโดยในมือของเจ้าตัวไม่ลืมที่จะพกเตาอุ่นติดมือมาด้วย

“ท่านแม่ ดูเหมือนวังหลวงแห่งนี้จะกว้างใหญ่มากจริง ๆ” หยุนจิงแกล้งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงใสซื่อขณะมองไปรอบ ๆ อย่างสำรวจ

“นี่เพียงแค่บริเวณหน้าประตูเท่านั้น ข้างในยิ่งใหญ่กว่านี้มากนัก แต่เจ้าจงอย่าลืมมารยาทเล่า เจ้าเป็นลูกหญิงภรรยาเอก แม่จะพาเข้าไปในฐานะบุตรีของตระกูลหลี่สายหลักเพื่อให้คนได้รู้จัก ด้านนอกจะได้ไม่มีข่าวลือผิด ๆ ออกมา” หลิวอวี้เฟยกล่าวพลางจับมือบุตรสาวไว้แน่น น้ำเสียงของนางอ่อนโยนแต่แฝงความเข้มงวด

“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว” เด็กหญิงตอบรับอย่างเชื่อฟังทั้งนี้เป็นเพราะนางเข้าใจดีถึงเจตนาของมารดา

เมื่อสองแม่ลูกกับไป่ซินเดินผ่านประตูชั้นนอกเข้ามาจนกระทั่งถึงด้านใน หยุนจิงรู้สึกเหมือนก้าวเข้าสู่โลกอีกใบ ทั้งทางเดินหินสีเทา เสาสีแดงชาดสูงตระหง่าน และลวดลายมังกรที่ประดับประดาอย่างอลังการ

ดวงตาของนางกวาดมองไปทั่วก่อนจะสะดุดกับกลุ่มนักดนตรีและบ่าวไพร่ที่กำลังเร่งรีบจัดสถานที่ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ผู้คนเริ่มเบาบางลงหยุนจิงพลันพบว่าตัวเองพลัดหลงจากแม่และพี่เลี้ยงเสียแล้วโดยที่เธอไม่รู้ตัว

สองตาของนางกวาดตามองรอบ ๆ ก่อนจะพบว่าตนเองเดินมาถึงเขตพื้นที่ที่ดูแตกต่างออกไป สถานที่แห่งนี้มีเครื่องมือการเกษตรหลากหลายแบบวางอยู่ในอาคารไม้ค่อนข้างเก่า บางชิ้นมีรอยแตกหักและดูเหมือนจะไม่ได้ใช้งานมานาน

“ที่นี่คือที่ไหน” หยุนจิงพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปใกล้คราดที่วางพิงอยู่กับผนัง

“เครื่องมือพวกนี้ดูโบราณมาก” เธอพูดขึ้นพร้อมกับใช้มือลูบดูเนื้อไม้ของคราดที่แตกร้าว โดยที่เด็กหญิงไม่ได้รู้เลยว่าทุกการกระทำของตัวเองได้ตกอยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่งพร้อมกับองครักษ์มาโดยตลอด

“เจ้าคิดว่าเครื่องมือพวกนี้เป็นอย่างไร” จู่ ๆ พลันมีเสียงทุ้มลึกดังขึ้นด้านหลัง หยุนจิงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดผ้าฝ้ายธรรมดา

เขาดูเหมือนชาวบ้านแต่ดวงตากลับแฝงไว้ด้วยความเฉียบแหลม อีกอย่างสถานที่แห่งนี้คือที่ไหน จะมีชาวบ้านเข้ามาปะปนได้อย่างไร หยุนจิงมองเขาอย่างพิจารณาก่อนจะสรุปในใจว่าเขาคนนี้คือใคร

“ท่านอา ท่านเป็นใครแล้วมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรหรือเจ้าคะ” หยุนจิงถามกลับพลางแย้มยิ้มน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความนอบน้อม ใบหน้าใส่ซื่อไร้เดียงสา

“ข้ามาดูเครื่องมือพวกนี้ และข้าคิดว่าเป็นข้าที่ควรถามเจ้าถึงจะถูก เมื่อสักครู่หากข้าได้ยินไม่ผิดเจ้าเพิ่งบอกว่าเครื่องมือพวกนี้โบราณมากเกินไปเจ้าหมายความว่าเช่นไรกันเด็กน้อย” ชายผู้นั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

หยุนจิงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูสะอาดบริสุทธิ์ไร้เล่ห์มารยา

“เครื่องมือพวกนี้ดูเหมือนจะใช้งานยากและเปลืองแรงมากเจ้าค่ะ ถ้าหากว่ามีวิธีปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาให้ง่ายขึ้น อาจจะทำให้ชาวบ้านใช้แรงงานน้อยลงและสามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม”

คำพูดนั้นทำให้ชายตรงหน้าถึงกับเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้องครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง องครักษ์ผู้นั้นรีบหยิบแผ่นไม้ที่พกติดตัวขึ้นมาเขียนสิ่งที่เด็กหญิงพูดลงไปทันที

ชายผู้นั้นจ้องมองเครื่องมือที่หยุนจิงเพิ่งอธิบายด้วยความสนใจ ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถามต่อ

“เจ้าคิดว่าควรเปลี่ยนเครื่องมือพวกนี้อย่างไรให้ดีกว่าเดิม”

หยุนจิงพยักหน้าพลางกวาดตามองเครื่องมือที่วางอยู่รอบตัว เธอเดินไปหยิบคราดอันหนึ่งขึ้นมา

“ข้าคิดว่าคราดแบบนี้ถ้าปรับเปลี่ยนให้ฟันคราดมีความยืดหยุ่นมากขึ้นและทำให้เบากว่านี้น่าจะช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้น เจ้าค่ะ”

จากนั้นเธอเดินไปชี้นิ้วลงตัวคันไถที่วางอยู่มุมห้อง “คันไถนี่ก็เช่นกัน ถ้าเราปรับให้ด้ามจับสูงขึ้นเพื่อให้คนที่ใช้งานไม่ต้องก้มมากและเพิ่มส่วนที่เป็นเหล็กตรงปลายใบไถแทนไม้ ซึ่งอาจจะทำให้มันคงทนกว่าเดิมและใช้งานได้นานขึ้น”

หลิวเช่อมองเครื่องมือที่เด็กหญิงบอกด้วยความสนใจ ดวงตาของพระองค์จับจ้องที่ปลายคราดไม้ที่เริ่มมีรอยแตกร้าว พระองค์ทรงใช้ปลายนิ้วสัมผัสอย่างแผ่วเบาก่อนจะหันมามองเด็กหญิงตรงหน้า

“เจ้าบอกว่าควรใช้เหล็กมาแทนส่วนนี้ของไม้…แต่เหล็กเป็นของที่ใช้ทำอาวุธจะเอามาทำเครื่องมือเช่นนี้ได้จริงหรือ?”

หยุนจิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบแท่งไม้ที่เหลือจากเครื่องมือใกล้ ๆ มาประกอบกับคราดอย่างคร่าวๆ เธอใช้ปลายไม้จิ้มพื้นดินแสดงการใช้งานแบบง่ายๆ

“ท่านอาเจ้าคะ เหล็กที่ท่านว่า หากนำมาใช้ในงานเกษตรกรรมก็จะทำให้เครื่องมือเหล่านี้แข็งแรง ทนทาน และไม่ต้องซ่อมแซมบ่อย ๆ เช่นที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ ท่านลองคิดดูสิ หากชาวนาสามารถไถนาได้ไวขึ้น ผลผลิตของพวกเขาก็จะมากขึ้น และท้องพระคลังของแผ่นดินก็จะเต็มไปด้วยธัญพืช”

หลิวเช่อทรงพยักหน้าอย่างช้า ๆ ทรงฟังคำอธิบายของหยุนจิงอย่างตั้งใจ

“แต่เจ้าจะทำเช่นไร? เหล็กนั้นต้องถูกตีจนเป็นแผ่นบิดงอได้ตามรูปทรง ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ”

หยุนจิงยิ้มกว้างขึ้นพร้อมกับเดินไปหาแท่งไม้ไม่เล็กไม่ใหญ่ซึ่งมีขนาดเท่ากับดินสอในโลกก่อน

ก่อนที่จะขีดเขียนบางอย่างลงไปตรงพื้นดินด้านนอกห้องเก็บของบริเวณปลายเท้าเล็ก ๆ ของตน เธอวาดเส้นคร่าว ๆ ของคันไถพร้อมอธิบายอย่างตั้งใจ

“หากเราต้องการเปลี่ยนจากการใช้ฟันคันไถที่ทำจากไม้เป็นเหล็ก สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการตีเหล็กให้มีความแข็งแรงและขึ้นรูปให้เหมาะสม”

เธอชี้ไปที่รอยวาดบนกระดาษ

“ก่อนอื่นเราต้องเตรียมเหล็กดิบ โดยการนำเหล็กมาหลอมด้วยความร้อนสูงในเตาหลอมที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างสม่ำเสมอ ระหว่างนั้นควรใส่คาร์บอน เอ่อ...ข้าหมายถึงทั่งเข้าไปผสมในกระบวนการหลอมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้เหล็ก”

ดวงตาของเด็กหญิงเปล่งประกายก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมแม้ว่าเธอชาติที่แล้วจะไม่เคยหลอมเหล็กมาก่อนก็ตามทว่าเรื่องทฤษฎีนั้นเป็นสิ่งที่เธอเรียนรู้มาไม่น้อย

“จากนั้นนำเหล็กหลอมละลายมาขึ้นรูปเป็นแท่งโดยใช้แม่พิมพ์เบื้องต้นแล้วนำแท่งเหล็กนั้นไปเผาซ้ำอีกครั้ง เมื่อเหล็กเริ่มร้อนจนแดงได้ที่ให้ใช้ค้อนขนาดใหญ่ตีเพื่อขึ้นรูปฟันคันไถให้ได้มุมและความโค้งตามที่เราต้องการ” นิ้วเล็ก ๆ ของเธอเลื่อนนิ้วไปที่ภาพอีกจุดหนึ่ง

“ส่วนปลายฟันคันไถต้องได้รับการตะไบหรือขัดให้คมและเรียบมากพอ เพื่อให้สามารถไถดินได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้ดินติดคันไถ นอกจากนี้เราควรเสริมเหล็กกล้าที่ปลายคันไถเพื่อให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น”

หยุนจิงหยุดหายใจและมองไปยังฟันคันไถไม้ที่ตั้งอยู่ ใกล้ ๆ “ท้ายที่สุด เมื่อฟันคันไถเสร็จสมบูรณ์ เราก็สามารถติดตั้งมันเข้ากับโครงไม้ของคันไถได้ ซึ่งโครงไม้ควรมีความแข็งแรงเพื่อรองรับแรงกระแทกจากการใช้งานในพื้นที่แข็งหรือหิน”

หลิวเช่อมองภาพที่เด็กหญิงวาดด้วยความสนใจ โดยที่เขาไม่ได้เอ่ยขัดคำพูดต่อมาของคนตัวเล็ก

“กระบวนการทั้งหมดนี้อาจดูซับซ้อน แต่หากทำสำเร็จ ฟันคันไถเหล็กจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำเกษตรดีขึ้นอย่างแน่นอน! ข้ารับประกันเจ้าค่ะ” น้ำเสียงใส ๆ ของเด็กหญิงวัยไม่เกินห้าขวบพูดขึ้นอย่างมั่นใจ

[1] 09.00-10.59
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 253

    บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ยุคฮั่นตะวันตกจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ (หลิวเช่อ) ครองราชย์ 141 - 87 ปีก่อนคริสตกาลเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก และเป็นหนึ่งในจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่และครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน (54 ปี)ความสำคัญ: รัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคทองของราชวงศ์ฮั่น มีการขยาย

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 252

    การเดินทางบนเส้นทางสายไหมในครั้งนั้นของคณะหลิวหยุนจิงใช้เวลาหลายปีในการบุกเบิก สำรวจ และสร้างสัมพันธ์ทางการค้า มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานจากที่หลิวหยุนจิงเคยคาดไว้พวกเขาล้วนผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านอันตรายนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งจากธรรมชาติอันโหดร้าย โจรป่า และความขัดแย้งระหว่างชนเผ่า แต่ด้วยความรู้ ความสาม

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 251

    "เจ้ามีเรื่องใดในใจเช่นนั้นหรือ" ฮั่วหยุนถามพลางโอบนางเข้ามาในวงแขนอย่างแผ่วเบา"ท่านจำเรื่องที่ข้าเคยเกริ่นไว้เนิ่นนานมาแล้วถึงเรื่องขององค์รัชทายาทได้หรือไม่เจ้าคะ" คำกล่าวของคนในอ้อมแขนทำให้ฮั่วหยุนมองนางพลางพยักหน้ารับ"จำได้ ว่าแต่เจ้าเอ่ยเรื่องนี้มาเพราะเหตุใดหรือว่ามีข่าวจากทางเมืองหลวงว่าฝ่า

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 250

    ในระหว่างที่พวกเขาเคลื่อนขบวนลึกเข้าไปในดินแดนทางตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นทะเลทรายแสนเวิ้งว้างและแนวเขาหินสีน้ำตาลแดงมากกว่าเดิมอากาศในตอนกลางวันเองก็ร้อนระอุขึ้นแต่ทว่าในตอนกลางคืนกลับหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ พวกเขาต้องเดินทางผ่านเมืองน้อยใหญ่รวมถึงโอเอซิสขนาดเล็กและ

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 249

    ห้าปีผ่านไปไวราวสายลมพัด... ฤดูใบไม้ผลิอีกคราได้เวียนมาเยือน ทุ่งหญ้าชายแดนเริ่มผลิดอกออกใบขับไล่ความแห้งแล้งของฤดูหนาวให้จางหายไปขบวนเดินทางขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ประกอบด้วยทหารคุ้มกันหลายสิบนายและรถม้าขนสัมภาระกำลังเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองนอกด่านของเมืองเตี้ยนหวงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเส้นทางเบื้อ

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 248

    แม้จะมีบางคำถามที่เขาลังเลไปบ้าง ถึงกระนั้นเขาก็ผ่านด่านสุดท้ายไปได้ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีกันถ้วนหน้า"เอาละ ๆ ข้ายอมให้ผ่านก็ได้!" หลิวหานซินกับซูอันหัวเราะร่าเปิดประตูให้เจ้าบ่าวเข้าไปแต่โดยดี ซึ่งฮั่วหยุนไม่ได้เอะใจกับสองพี่น้องที่กำลังยักคิ้วให้แก่กันฮั่วหยุนถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางปา

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 135

    “ยาโถวตัวเหม็น เหตุใดมีของดีเจ้าถึงไม่บอกข้าบ้าง” เสียงที่ดังขึ้นก่อนตัวจะโผล่ออกมานั้นทำให้หลิวหยุนจิงยกมือขึ้นมาตบหน้าผากพลางกลอกตามองบนและเมื่อเขาปรากฏตัวออกมาและเห็นว่าใครอยู่ที่นี่ด้วยเฉิงอี้หลงแทบจะสะดุดเท้าของตนล้มกลางอากาศ ทว่าหลิวเช่อได้ทรงบุ้ยใบ้ให้เขาทำเป็นไม่รู้จักกับพระองค์ซึ่งการกระทำ

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 134

    หลิวหยุนจิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็น“หน้าไม้กลไกที่ข้าได้คิดค้นขึ้นมานั้นมีความพิเศษอยู่ที่กลไกภายในเจ้าค่ะ” นางกล่าว “มันถูกออกแบบมาให้สามารถบรรจุลูกดอกได้จำนวนมากและยิงออกไปได้อย่างต่อเนื่องโดยอาศัยหลักการทำงานของเฟืองและคันโยก”“เฟืองและคันโยก?” ฮัวหยุนเอ่ยทวนก่อนจะถามออกมาเพิ่มเติมอย่

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 133

    “อืม เรื่องนี้ข้าเองก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน แต่ข้ายังไม่ขาย ท่านก็สามารถนำไปฝากคนในครอบครัวได้นะเจ้าคะ” คำตอบของหลิวหยุนจิงทำให้ทุกสายตามองมาทางนางพร้อมกัน“ข้าจะให้น้ำหวานสูตรของข้ากลับไป ส่วนน้ำแข็งพวกท่านก็กลับไปทำกันเอง เรื่องอุปกรณ์นั้นไม่ยากมีแค่สิ่งที่ข้าบอกไปพวกท่านก็ทำกันได้แล้ว” หลิวหยุนจิ

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 132

    “มันเกิดขึ้นเมื่ออะตอมหรือโมเลกุลได้รับหรือสูญเสียอิเล็กตรอน” หลิวหยุนจิงยิ่งพูดพวกเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ สิ่งใดคืออะตอม สิ่งใดคือโมเลกุล ไหนจะอิเล็กตรอนคล้ายกับหลิวหยุนจิงจะรู้ถึงความสงสัยของพวกเขาดังนั้นนางจึงปรับเปลี่ยนวิธีการอธิบายให้ง่ายต่อการเข้าใจมากขึ้น“ทุกท่านลองนึกภาพว่า สสารทุกอย่างในโลกนี้

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status