LOGIN“เซวียนหลง” …พระอนุชาแห่งแคว้นหลี่ ในฐานะองค์ชายโดยสายเลือดผู้มีรูปลักษณ์งามดุจเทพสะกด ส่วนนาง… “เฉินเถาฮวา” จากเด็กหญิงใจเด็ด พื้นเพเร่ร่อนข้างถนน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งองค์หญิงแห่งแคว้นเอี้ยน ปลอมตัวเป็นรองแม่ทัพผู้ประพฤติตนแสบสันเสียจนองค์ชายแห่งแคว้นหลี่อยากจะจับตัวมากระทืบ แต่ทันทีที่เขาจับกุมตัวได้ คู่แค้นอย่างนางกลับกลายเป็นหญิงงามดุจเทพธิดา ความขัดแย้งระหว่างแว่นแคว้นชักนำให้องค์หญิงแสนสวยตกอยู่ในฐานะเชลยสงคราม ร่วงลงกลายเป็นคณิกาไร้ค่า นางสลดบ้างหรือไม่…ก็ไม่ เดือดร้อนให้เขาต้องออกหน้า ซื้อตัวนางมาชำระความ ทบต้นทบดอกเสียให้สาสม แต่สวรรค์ช่างแกล้ง! หัวใจของเขาไม่เคยเกลียดนาง ไม่ว่าจะฐานันดรใด เขาก็ยอมใช้ชีวิตของตนเองเข้าเสี่ยงเป็นเดิมพัน ไขว่คว้านางมาเป็นคู่ใจ!
View Moreชายามังกร เป็นนิยายแนวจีนสมมติ วางโครงเรื่องค่อนข้างหวือหวาตรงที่นางเอกของเรื่องต้องกลายเป็นชางจี้ หรือคณิกาผู้ขายเสียงดนตรี ซึ่งชีวิตของนางเอกในเรื่องรันทดไม่เบาตั้งแต่วัยเด็ก แม้ว่าจะเป็นบุตรีของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเอี้ยน แต่ชีวิตระหกระเหินกลายเป็นเด็กกำพร้าเร่ร่อน ความลำบากหล่อหลอมให้นางเอกทรหด ก่อนจะเปิดโอกาสด้วยมือตนเองจนได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของเอี้ยนอ๋อง มีพี่ชายผู้สูงศักดิ์ทั้งสามชุบเลี้ยงดูแลอย่างอบอุ่น
ชะตาชีวิตของนางเอกผูกพันอยู่กับสนามรบ ดังนั้นจึงปลอมตัวกระโจนเข้าสู่วังวนสงครามเพื่อเป้าหมายเดียวที่นางต้องการ นั่นคือพระเอกผู้ซึ่งเป็นองค์ชายแคว้นศัตรู กว่าจะลงเอยได้ด้วยดี ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะประจักษ์ถึงความรักทรงพลังที่สุดของพวกเขา และมีความสุขที่ได้อ่านนิยายของตันเหมยนะคะ
ตันเหมย (มณีริน)
กันยายน 2560
ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ https://www.f******k.com/maneerin.novel/
--------------------
ลานสมรภูมิ ชายแดนแคว้นเอี้ยน
เสียงกลองศึกดังระทึกขึ้นทันทีที่รุ่งอรุณไขแสง เร่งเร้าให้บรรยากาศฮึกเหิม เลือดร้อนระอุแล่นพล่านไปทั่วปฐพี แคว้นเอี้ยนทำศึกสงครามกับคู่แค้นอย่างแคว้นหลี่มาเนิ่นนานนับร้อยปี ต่างฝ่ายต่างรบพุ่งยึดครองดินแดนอย่างดุเดือด เลือดชโลมแผ่นดิน บัดนี้เป็นศึกครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างเลิกสนใจจดจำ
“ทัพของเสด็จพี่จะมาถึงเมื่อใด”
“อย่างช้าสี่วัน อย่างเร็ววันมะรืนพ่ะย่ะค่ะ”
“ช้าเกินไป”
บุรุษองอาจผึ่งผายผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดผาเหนือสนามรบ ดูทรงพลังราวกับเทพที่จ้องมองลงมาจากเบื้องบน ร่างสูงกำยำสะพายเกาทัณฑ์คู่ใจ ข้างเอวเหน็บกระบี่คมกริบพร้อมพิฆาตศัตรู ริ้วธงทัพหลี่พัดปลิวไสวตามแรงลมโหมอยู่เบื้องหลัง
หลี่เซวียนหลง องค์ชายแห่งแคว้นหลี่กำลังเผชิญศึกหนัก
ท่ามกลางนายทหารร่างกำยำ รูปร่างขององค์ชายสง่างามโดดเด่นกว่าใคร ผิวกายคล้ำแดดบ่งบอกการฝึกฝนฝีมือการรบอย่างหนักหน่วง เสี้ยวพักตร์คมเข้มมีบาดแผลสดใหม่ซึ่งทำการรักษาอย่างลวกๆ แม้ว่าอากาศจะเย็นจับขั้วกระดูก ซึมแทรกผ่านเสื้อเกราะ แต่หัวใจแห่งชายชาตินักรบกำลังสูบฉีดเปลวเพลิงไปยังเส้นเลือดทุกเส้น บัดนี้ทั่วสี่ทิศเต็มไปด้วยซากศพทหารและศัตรูเกลื่อนกลาด บนเนินเขาจุดต่างๆ ไหม้เกรียม ยังมีควันไฟคละคลุ้งเหลือเป็นร่องรอยว่าการศึกของวันก่อนรุนแรงเพียงใด
ร่างสูงสง่าหรุบสายตาจ้องมองทัพเอี้ยนซึ่งตั้งพลอยู่ที่ราบเบื้องล่าง ห้อมล้อมเนินเขาแห่งนี้ไว้ในกรงเล็บ ฝ่ายทหารหลี่ของเขามีกำลังพลน้อยกว่า เสบียงกรังที่พี่ชายกำลังส่งมาถูกตัดขาดและอาจจะถูกทัพเอี้ยนจุดไฟเผาป้อมปราการธรรมชาติแห่งนี้ได้ทุกเมื่อ แต่แววตาของบุรุษหนุ่มก็หาได้หวั่นกลัว มีแต่จะยิ่งพึงพอใจที่จะได้แสดงฝีมือให้เป็นที่ยอมรับ
“พวกมันจะไม่เผาเนินเขานี้หรอก มันต้องการจับเป็นข้า”
องค์ชายหลี่เซวียนหลงประเดิมศึกแรกอย่างเต็มตัวโดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกอง นำทหารฝีมือดีภายใต้สังกัดหน่วยเฟยหลงจำนวนห้าพัน เป้าหมายจู่โจมยึดเมืองยุทธภูมิสำคัญเพื่อชิงความได้เปรียบ แต่ตอนนี้เขากลับถูกซ้อนแผนตลบหลัง ไล่ต้อนให้มาตั้งหลักที่เนินเขาห่างจากเมืองเป้าหมายประมาณสามลี้ เสียกำลังพลไปเกือบครึ่ง เหลือทหารอยู่เพียงสามพันซึ่งล้วนอ่อนแรง
“กราบทูลองค์ชาย ทัพเอี้ยนมีการเปลี่ยนแปลง จู่ๆ ก็แบ่งกำลังพลถอยออกไปจากสนามรบ อาจจะเป็นกลศึก”
รองหัวหน้าหน่วยนามจู้จื่อมีสีหน้าไม่สู้ดีนักขณะรายงาน ทัพหลี่สามพันคนกำลังถูกกำลังพลสามหมื่นล้อม ศัตรูมีมากมายมองไปสุดลูกหูลูกตา ซึ่งนี่เป็นศึกแรกขององค์ชายหลี่เซวียนหลงในวัยสิบห้าชันษา ที่ผ่านมาเขาติดตามทำศึกร่วมกับพี่ชายมาตั้งแต่สิบสองชันษา ดังนั้นเมื่อได้รับมอบหมายให้เคลื่อนทัพด้วยตนเองเป็นครั้งแรก องค์ชายหนุ่มรูปงามจึงลำพองใจในตนเอง หุนหันปรับเปลี่ยนแผนการเคลื่อนทัพจนถูกฝ่ายเอี้ยนไล่รุก จู้จื่อจึงมีสีหน้ากังวลตลอดเวลา ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับองค์ชาย พวกตนย่อมไม่พ้นโทษทัณฑ์สาหัสจากหลี่อ๋อง
หลังจากประชุมวางแผนกันแล้ว ทัพของหลี่อ๋องคงไม่สามารถมาช่วยพระอนุชาได้ทันแน่ การตั้งหลักยืดเยื้อก็จะเร่งให้กำลังของทหารทั้งสามพันอ่อนล้าลงเรื่อยๆ พวกเขายังไม่รู้หนทางแก้ไขสถานการณ์นี้เลย ขวัญกำลังใจเริ่มถดถอย
“เราจะตีฝ่า”
หลี่เซวียนหลงพูดเรียบๆ เสี้ยวพักตร์กระด้างนิ่งเฉยราวกับว่าต่อให้อีกฝ่ายแห่แหนเข้ามาตอนนี้ แววตาคมกร้าวก็ไม่สะทกสะท้าน เขาอาจจะเป็นผู้นำมือใหม่ก็จริง แต่สำหรับฝีมือการรบนั้นไม่แพ้ใครแน่ จู้จื่อกับนายทหารทั้งหมดจึงต่างหันมาประหนึ่งพร้อมใจกันตะโกนถามว่าจะเอาจริงหรือ สามหมื่นกับสามพัน สิบต่อหนึ่ง ตายแน่ๆ
“พวกเจ้าเป็นทหารมือหนึ่งของหลี่ มีอะไรต้องเกรงกลัว พวกเจ้าแค่ฆ่าทหารเอี้ยนให้ได้อย่างต่ำสิบคน แค่นี้ก็ไม่มีปัญหา วันนี้ใครเป็นผู้นำทัพ”
“ทัพเอี้ยนชูธงอสูรร้าย... เอี้ยนซ่านฉีพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี เมื่อวานนี้มีแต่พวกรองแม่ทัพน่าเบื่อ” เรียวปากหยักได้รูปหยัดยิ้ม แววตามุทะลุยิ่งขึ้นมิได้ครั่นคร้าม “ข้าต้องการเด็ดหัวคนผู้นั้น”
ถึงแม้ว่าเอี้ยนอ๋องจะเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในวัง แต่พระองค์ก็เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่ง เพราะเอี้ยนอ๋องมีพระโอรสที่เป็นดั่งกระบี่ทรงพลานุภาพถึงสามคน หนึ่งคือเอี้ยนเซิน สองคือเอี้ยนซ่านฉีและสามเอี้ยนซื่อจิ้น รวมเป็นสามขุนพลสวรรค์แห่งแคว้นเอี้ยน องค์ชายรองเอี้ยนซ่านฉีเป็นผู้มีฝีมือรบเอกอุอยู่ในชั้นแนวหน้า เกิดในสนามรบ ฟันน้ำนมขึ้นครบในสมรภูมิ แม้จะอายุเพียงยี่สิบต้นๆ แต่ทว่าฝีมือทวนมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกทิศจนได้รับฉายาว่า ‘ทวนมังกร’
หลี่เซวียนหลงเหยียดยิ้ม นับว่าสวรรค์ส่งของขวัญวันเกิดครบรอบอายุสิบห้าปีได้ถูกใจเขายิ่งนัก กระหายอยากทดสอบนักว่าศรเกาทัณฑ์สายฟ้าฟาดกับทวนมังกร อย่างไหนจะเร็วกว่ากัน!
“เตรียมตัวพร้อมปะทะ เราจะบุกฝ่าออกไป จัดกระบวนทัพลิ่มทะลวง”
หลี่เซวียนหลงต้องการประลองฝีมือดั่งเด็กร้อนวิชา พร้อมจะดาหน้าเข้าประจัน ถ้าคิดจะฝ่าแนวล้อมออกไปต้องเจาะทะลวงให้ได้ในครั้งเดียว พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะถ้าเสียจังหวะไปนิดเดียว ทัพสามหมื่นก็จะหนุนเนื่องเข้ามาเรื่อยๆ คนของเขาก็จะหมดแรงสู้และถูกรุมฆ่าในที่สุด
บรรยากาศทวีความเขม็งตึงตามจังหวะเสียงกลองศึก ทหารเกราะหนักเปลี่ยนรูปแบบแบ่งออกเป็นกองย่อย องค์ชายหนุ่มหมุนกายกลับมาเพื่อปลุกระดมขุนศึกทั้งหลายให้ฮึกเหิม ดวงตาสีดำจัดจ้าเป็นประกายราวกับมีดวงดารานับพัน แต่ทว่ามีอะไรบางอย่างลอยละลิ่วมากระแทกใบหน้าคมสันเข้าเต็มๆ ดังป้าบ
สิ่งนั้นคือรองเท้าแพรไหมเล็กๆ ข้างหนึ่ง ปักลวดลายงดงาม รองเท้าข้างนั้นซัดใส่หน้าเขาก่อนจะหล่นตุบลงมาที่พื้น เหล่านายทหารต่างพากันอึ้ง คนที่อึ้งกว่าก็คือคนที่มีรอยรองเท้าทาบบนหน้า
เด็กหน้าตาหมดจด แต่งกายอย่างบุตรขุนนางผู้หนึ่งยืนโดดเด่นท่ามกลางวงล้อมศัตรู ดวงตากลมโตฉายแววเอาเรื่อง มือซ้ายถือรองเท้าอีกข้าง ที่เอวเหน็บมีดเล็กๆ ขนาดพอดีตัว ดูจากสภาพเนื้อตัวมอมแมมชุ่มน้ำค้างแล้วน่าจะบุกป่าปีนเขาขึ้นมาตั้งแต่กลางดึก มุดซอกแซกไปมาจนเข้าประชิดถึงตัวนายกองผู้นำทัพได้เช่นนี้ มันน่านัก!
“เจ้าเรียนกลยุทธ์จากใคร”“ไม่ได้เรียนหรอก อาศัยว่าครูพักลักจำจากพวกพี่ชาย”เขาหัวเราะ อัจฉริยะตัวเป็นๆ กำลังนั่งตาแป๋วอยู่ตรงนี้นี่เอง เฉินเถาฮวาจิบยาขมๆ อยู่นานแล้วแต่ไม่พร่องลงสักนิด ชายหนุ่มจึงกำหนดเวลาไว้ในใจ ถ้าอาหมวยยังไม่ยอมดื่มยาให้หมด เขาจะจัดการในแบบของเขาเอง ดวงตาคมกริบมองโซ่ที่ล่ามข้อมือของเขากับนางไว้ นึกฝันอยากให้ถึงวันที่โซ่เส้นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อีก อยากให้มีพันธะผูกพันลึกซึ้งมากพอที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวและอยู่ด้วยกันอย่างสงบเงียบเช่นนี้ตลอดไป“รู้หรือไม่ว่าทำไมเจ้าถึงแพ้ศึกนี้”“เพราะเหยี่ยวของท่าน”“ผิดแล้ว นั่นเป็นแค่ปัจจัยการศึกที่ข้าใช้ชิงความได้เปรียบ แต่ในเงื่อนไขนั้นทดแทนด้วยชัยภูมิของเจ้าแล้ว” หลี่เซวียนหลงใช้กิ่งไม้เล็กๆ วาดบนพื้น กึ่งๆ สอน ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจว่านางจะลักจำแล้วนำกลับมาเชือดคอเขาหรือไม่ “หน่วยทหารที่เจ้าได้รับแบ่งมาจากเอี้ยนซ่านฉีเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเจ้า”เฉินเถาฮวานิ่งฟัง คิดสักครู่ก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง“ข้าย
“เชิญขึ้นม้าได้แล้ว นอกเสียจากว่าเจ้าต้องการให้ข้าอุ้ม”“ไม่ต้อง ข้าเดินเองได้เพคะ”“เชิญองค์หญิงเสด็จ”หลี่เซวียนหลงกลั้นยิ้มจนปวดแก้ม ดวงตาของเจ้าฮวาเอ๋อร์งดงามเสมอแม้ว่านางมักจะทำสีหน้าบึ้งตึงก็ตาม และพวงแก้มที่เริ่มซับแดงระเรื่อขึ้นก็ทำให้ดวงตาของเขาเจิดจ้าขึ้นเช่นกัน บุรุษหนุ่มถอยไปอย่างไว้เชิงและผายมือเชิญร่างน้อยให้เดินนำไปก่อน แต่พอเฉินเถาฮวาสอดเท้าเข้าโกลนม้า เหวี่ยงขาไปได้ครึ่งทาง ถึงได้รู้ตัวว่าเขายืนอยู่ที่เดิมและมองสะโพกของนางอยู่คนต่ำช้า! ร่างบอบบางกระแทกตัวลงนั่งบนอานม้าอย่างขัดเคือง ส่วนเขากลั้วหัวเราะอยู่ด้านล่างและทำท่าจะเหวี่ยงตัวขึ้นม้าบ้าง“เอ๊ะ! ท่านไปขึ้นม้าตัวอื่นสิเพคะ”“ไม่ได้ ม้าไม่พอ”เชื่อก็โง่แล้ว เฉินเถาฮวาถีบใส่ไม่ยั้งเพื่อกันไม่ให้เขาขึ้นม้า แต่คนผี! เขานอกจากจะไม่หลบแล้ว ยังคว้าข้อเท้าเล็กๆ ของนางแล้วลูบสูงขึ้นไปตามเรียวน่องจนนางขนลุกอีกต่างหาก “ถ้าเจ้าดื้อกับข้าอีกครั้งเดียว”“แล้วจะทำไม?!”“ข้าจะ
ทันทีที่หวูอิงได้รับอนุญาตปล่อยตัว มันจึงตรงไปยังกลุ่มเชลยเพื่อชำระแค้นซูเจี้ยนทันที นางอยู่ในกรงขังร่วมกับเชลยสาวคนอื่นๆ จำนวนเสบียงที่ร่อยหรอและการทำศึกในฤดูหนาวเป็นเหตุให้ความเป็นอยู่ของเชลยย่ำแย่มากเพราะแทบไม่ได้ปันอาหารจากพวกทหาร แต่ละคนจึงนั่งกอดกันร้องไห้สะอึกสะอื้น บางคนก็นอนป่วย ส่วนซูเจี้ยนนั่งคุกเข่า หันจ้องไปทางกระโจมผู้บัญชาการทัพตาเขม็ง “ว่าไงจ๊ะเมียข้า โทรมลงไปเยอะเลยนะ ข้านอนหนาวตากหิมะมาสองคืน อยากได้ไออุ่นจากเจ้ามาชดใช้เป็นที่สุด รับรองเลยว่าข้าจะเอาคืนเจ้าให้สาสม นังสารเลว”หวูอิงเดินวนเวียนรอบกรงขัง ปากร้องข่มขู่หยาบคายไม่หยุดจนพวกผู้หญิงในกรงหวาดกลัว แต่ซูเจี้ยนสงบนิ่ง ไม่ได้เห็นไอ้หมูสกปรกอยู่ในสายตา หวูอิงจึงกระตุกโกรธ ร้องสั่งทหารยามให้ไขกุญแจกรง “ไม่ได้ขอรับท่านรองแม่ทัพ เรื่องนี้ข้าทำไม่ได้”&
“ฮวาเอ๋อร์... เจ้าจะไม่เรียกชื่อข้าหน่อยหรือ”“ซะ...หลี่เซวียนหลง...”“ไม่ใช่ ข้าเปลี่ยนชื่อแล้วนะ ชื่อใหม่นี้ข้าให้เจ้าเรียกได้ผู้เดียว”นางอึกอักอยู่แทบริมฝีปากของเขา ก่อนจะร้องออกมาเบาๆ และสะดุ้งไหล่ไหวตามแต่ปลายนิ้วของชายหนุ่มจะพร่างพรม ชั่วชีวิตของเขาไม่เคยสะทกสะท้านต่อศาสตราวุธใดๆ แต่เสียงหวานๆ ของเจ้าฮวาเอ๋อร์กลับทำให้เขาสะดุ้งเหมือนถูกแส้เพลิงฟาดใส่ ร่างกายเครียดจัดราวกับกำลังจะแตกดับในเวลาอันใกล้นี้แล้ว“ยังจำคำพูดของข้าเมื่อสิบปีก่อนได้หรือไม่” ชายหนุ่มเกลี่ยปอยผมเงางามให้พ้นวงหน้าสวย “มีเรื่องเดียวที่ข้าเสียใจก็คือ วันนั้นข้าไม่น่ายอมคืนเจ้าให้เอี้ยนซ่านฉีเลย”ชื่อของพี่ชายทำให้นางได้สติ เฉินเถาฮวาผลักเขาออกไปได้สำเร็จ เรียกว่าถีบกระเด็นจนร่างสูงใหญ่หล่นตุบจากฟูกขนสัตว์เลยก็ว่าได้ นางอยากจะชี้หน้าด่า แต่ว่าเอาแต่หอบกระชั้น ร้อนวูบวาบไปหมดทั้งตัว ไอ้คนโรคจิต“ถ้า... ถ้าท่านกล้ารังแกข้าอีกล่ะก็... ก็ไม่ต้องมาพูดกันอีก”ร่างบอบบางจะขยับตัวลุกขึ้นก็ต้องนิ่ว
“องค์หญิงน้อย...ข้ายอมรับว่าเจ้ากล้าหาญ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเจ้า รีบส่งขามาให้ข้า หากไม่รีบรักษาเจ้าอาจจะพิการไปตลอดชีวิต”เมื่อนางยอมสบตาเขาอีกครั้งและยอมยื่นขาข้างที่บาดเจ็บออกมาให้ทั้งที่ตัวเปียกปอนหนาวสั่น แม้ว่ากิริยาอาการยังเงอะงะแต่ก็แสดงถึงความไว้ใจ แค่ได้ยินเขาพูดว่า &
นับจากนั้นมาเฉินเถาฮวาก็ขึ้นเป็นองค์หญิงหย่งอาน พระธิดาบุญธรรมของเอี้ยนอ๋อง ทรงมิได้ตามใจเด็กหญิงแต่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด มีเอี้ยนเซินเป็นผู้สอนน้องสาวให้เขียนอ่าน สอนประวัติศาสตร์และระเบียบแบบแผนของราชสำนัก เอี้ยนซ่านฉีสอนขี่ม้า ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นไม่สอนอะไรทั้งนั้น เน้นใช้แรงงานอย่างเดียว
“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม“ฮวาเอ๋อร์คำนับท่านอ๋อง”ร่างน้อยคุกเข่าลง พูดจาฉาดฉาน ผิวพรรณของนางใสกระจ่างดุจหยกเนื้องามแ
บทที่ 2 ไปอยู่กับข้าชาติกำเนิดที่แท้จริงของเฉินเถาฮวานั้นเกิดในตระกูลใหญ่ และทุกคนต่างรู้ดีว่าครอบครัวเฉินมีศักดิ์ศรีเป็นขุนศึกมาทุกรุ่น สายเลือดอันเข้มข้นถ่ายทอดความสามารถมาถึงทายาทคนสุดท้าย บิดาของนางคือเฉินไท่เหวิน แม่ทัพคู่พระทัยของเอี้ยนอ๋อง เฉินเถาฮวาไม่เคยพบหน้าเพราะบิดาสิ้นชีพในสนามรบตั้งแ