Masukเพราะสวรรค์ยังมีเมตตา สตรีชั่วช้าอย่างนางถึงได้ย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีต คนไหนที่ทำชั่วไว้กับนาง นางจะเอาคืนมันให้สาสม ส่วนคนไหนที่นางทำผิด นางจะขอชดใช้คืนจนกว่าชีวิตจะหาไม่
Lihat lebih banyakชีวิตนี้ของ ‘ลู่ฟางหนิง’ ล้วนอุทิศให้บุรุษเพียงผู้เดียวนั่นคือรุ่ยอ๋องหรือ ‘โจวหยางเทียน’ องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นโจว พวกเขาทั้งสองพบกันครั้งแรกตอนที่ลู่ฟางหนิงอายุสิบห้า
ในเทศกาลล่าสัตว์ปีนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังเข้าป่าล่าสัตว์ จู่ๆ ม้าของลู่ฟางหนิงก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา จนทำให้นางพลัดตกจากหลังม้า เมื่อลืมตาตื่นอีกครั้งจึงพบว่าเป็นรุ่ยอ๋องที่เข้ามาช่วยนางเอาไว้ นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทั้งสองได้รู้จักกัน
ต่อมาขณะที่ลู่ฟางหนิงกำลังนั่งรถม้าออกจากจวนเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงในพระราชวังกลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อรถม้าของนางถูกโจรดักซุ่มทำร้าย ในขณะที่คิดว่าตนเองจะต้องตายภายใต้น้ำมือของโจรชั่ว ชายหนุ่มผู้นั้นก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือนางให้รอดพ้นจากอันตราย
ลู่ฟางหนิงไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ความซาบซึ้งใจของนางที่มีต่อรุ่ยอ๋องแปรเปลี่ยนเป็นความรัก กว่าจะรู้ตัวอีกที มือทั้งสองข้างของนางก็แปดเปื้อนไปด้วยเลือดเนื้อของผู้คนมากมายตามความต้องการของเขาแล้ว
แม้นางจะเป็นเพียงสตรี ทว่ากลับมีฝีมือที่เก่งกาจไม่เป็นสองรองใคร ตอนนางอายุครบยี่สิบสอง นางถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพหญิงคนแรกของแคว้นโจว และยังได้รับสมญานามว่า ‘ไร้เงา’ อีกทั้งสกุลลู่ของนางยังกุมอำนาจทางการทหารทั้งหมดเอาไว้ในมือ
หลายปีมานี้ลู่ฟางหนิงเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ล้มตายไปมากมาย เพียงเพราะคนเหล่านั้นมีความเห็นต่างจากโจวหยางเทียน แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองจะมิได้เปิดเผยให้ผู้ใดรู้ แต่ลู่ฟางหนิงก็หาได้สนใจนัก นางยินดีเป็นเงาที่อยู่เบื้องหลังคอยกำจัดผู้คนตามคำสั่งของโจวหยางเทียน อีกทั้งยังหลงมัวเมากับคำว่ารักที่เขาพร่ำบอกนางอยู่ทุกวัน
“ฟางหนิง เจ้าทำเพื่อข้าเป็นครั้งสุดท้ายได้หรือไม่ หากทุกอย่างสิ้นสุดลง ข้าสัญญาว่าจะแต่งงานกับเจ้า พวกเราจะครองรักกันอย่างมีความสุข”
น้ำเสียงอ่อนโยนที่โจวหยางเทียนเอื้อนเอ่ยออกมา ทำให้ลู่ฟางหนิงรู้สึกว่าร่างกายอันแข็งแกร่งของตนกำลังอ่อนระทวยลงเรื่อยๆ ภาพคืนวันอันหวานชื่นที่นางวาดฝันเอาไว้ ในที่สุดก็ใกล้จะเป็นจริงแล้ว ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเขา ต่อให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดมากสักเพียงใด นางก็ล้วนยินดีทำเพื่อเขา
“เพื่อท่านอ๋องแล้ว หม่อมฉันทำได้ทุกอย่างเพคะ”
“ฟางหนิง หากพวกเราทำสำเร็จ ตำแหน่งฮองเฮาข้าจะมอบให้เจ้าเพียงผู้เดียว”
“ท่านอ๋องวางใจเถิดเพคะ ภารกิจในครั้งนี้จะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน บัลลังก์นี้จะเป็นของท่านในอีกไม่ช้า”
“ฟางหนิง ข้ารักเจ้ายิ่งนัก”
“หม่อมฉันก็รักท่านอ๋องเช่นกัน”
โจวหยางเทียนเข้าไปโอบกอดร่างของลู่ฟางหนิงเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ปากก็เอ่ยคำหวานให้นางได้ยินไม่หยุดหย่อน การกระทำเช่นนี้ของเขา ทำให้นางยิ่งหลงรักเขามากจนยากจะถอนตัว
เพื่ออนาคตของโจวหยางเทียน ต่อให้นางต้องสังหารฮ่องเต้แล้วชิงบัลลังก์มา นางก็ล้วนยินดีทำเพื่อเขา ยามนี้ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือของนางไปแล้ว จึงเหลือเพียงบุรุษคนเดียวเท่านั้นที่นางจะต้องกำจัด นั่นคือ ‘โจวหยางอวี้’ องค์รัชทายาทแห่งแคว้นโจว ผู้เป็นน้องชายของโจวหยางเทียน
“นะ...นางมาแล้ว พวกเรารีบหนีเร็ว!”
เสียงกรีดร้องของเหล่าขันทีและนางกำนัลดังระงมไปทั่วทั้งวังหลวง ยามที่เห็นร่างของลู่ฟางหนิงในชุดเกราะสีดำทมิฬปรากฏตัวขึ้น
หญิงสาวในชุดเกราะสีดำทมิฬผู้นั้นลากกระบี่เปื้อนโลหิตไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อนตรงไปยังตำหนักรัชทายาทอย่างใจเย็น ท่าทางของนางในยามนี้ราวกับพญามัจจุราชที่พร้อมจะพรากลมหายใจของผู้คนไปได้ทุกเมื่อ การปรากฏตัวของนางทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญผวาไม่น้อย ทุกเยื้องย่างที่นางก้าวไป ล้วนเต็มไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
ยามนี้วังหลวงตกอยู่ในกำมือของนางแล้ว ขอเพียงนางสังหารองค์รัชทายาทได้ ชายคนรักของนางจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ทันที
“องค์รัชทายาท รีบเสด็จหนีเถิดพ่ะย่ะค่ะ นางกำลังตรงมาที่นี่แล้ว” องครักษ์ข้างกายของโจวหยางอวี้รีบเอ่ยบอกด้วยท่าทางร้อนรน เมื่อพบว่าลู่ฟางหนิงกับทหารของนางกำลังตรงมาที่นี่ เพื่อสังหารองค์รัชทายาท
แม้จะรู้ว่านางกำลังมาสังหารตน ทว่าโจวหยางอวี้กลับไม่คิดหลบหนี อีกทั้งยังรอเผชิญหน้ากับนาง โดยหาได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ฟางหนิง เจ้ามาที่นี่เพื่อสังหารข้าตามคำสั่งของเสด็จพี่ใช่หรือไม่” แม้สีหน้าของโจวหยางอวี้จะนิ่งเรียบยามที่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นออกมา หากแต่ลู่ฟางหนิงที่เพิ่งสังหารองครักษ์ข้างกายของเขาไปกลับเห็นว่าแววตาคู่นั้นวูบไหวไปมาด้วยความรู้สึกบางอย่าง
มิใช่แววตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกโกรธแค้นหรือความรู้สึกหวาดกลัว หากแต่เป็นแววตาเหมือนที่นางมองโจวหยางเทียนไม่มีผิดเพี้ยน
หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความฉงน เมื่อพบสีหน้าเช่นนั้นขององค์รัชทายาท ในมือของนางถือกระบี่ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต แน่นอนว่านางมาที่นี่เพื่อสังหารเขา
“องค์รัชทายาท แม้หม่อมฉันกับพระองค์มิเคยมีความแค้นต่อกัน แต่เพื่อท่านอ๋องแล้ว ต่อให้มือของหม่อมฉันต้องแปดเปื้อนเลือดสักกี่พันกี่หมื่นหยด หม่อมฉันก็ล้วนยินดีทำเพื่อเขา พระองค์เข้าใจหม่อมฉันใช่หรือไม่”
“ไม่เป็นไร ข้าล้วนเข้าใจเจตนาของเจ้าดี หลังจากที่ข้าตายไปแล้ว เจ้าจะยินดีใช่หรือไม่”
ลู่ฟางหนิงไม่เข้าใจคำพูดของโจวหยางอวี้เลยสักนิด ในเมื่อเขารู้อยู่แล้วว่านางมาที่นี่เพื่อสังหารเขา ทว่าเขากลับไม่คิดหาทางป้องกันหรือว่าหลบหนีไปจากที่นี่
เขายอมให้นางสังหารง่ายๆ เช่นนี้เลยหรือ...
“แน่นอนว่าหลังจากที่พระองค์ตายไปแล้ว หม่อมฉันย่อมรู้สึกยินดี เพราะบัลลังก์นี้จะตกเป็นของท่านอ๋อง บุรุษที่หม่อมฉันรักทันที”
“เจ้ารักเขามากขนาดนั้นเลยหรือ...”
“ในใจของหม่อมฉัน มีเพียงท่านอ๋องผู้เดียวเท่านั้น”
เมื่อได้ยินคำพูดอันหนักแน่นของสตรีตรงหน้า โจวหยางอวี้จึงเผยสีหน้าราวกับเจ็บปวดออกมาครู่หนึ่ง ทว่าไม่นานก็จางหายไป
ลู่ฟางหนิงแม้จะมีความสงสัยกับท่าทางและคำพูดขององค์รัชทายาทมากเพียงใด แต่เพื่อภารกิจสุดท้าย นางจำต้องถือกระบี่เข้าไปใกล้กับเขาเพื่อสังหารเขาตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมา
ทว่าก่อนที่นางจะทันได้ใช้ปลายแหลมคมของกระบี่เชือดเฉือนลงไปเพื่อตัดศีรษะของโจวหยางอวี้ เขากลับเอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้าไม่จำเป็นต้องให้มือของเจ้าแปดเปื้อนเลือดของข้าหรอก เพราะข้ายินดีจะมอบชีวิตนี้ให้กับเจ้า แต่ข้าขอร้องเจ้าเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น หลังจากที่ข้าตายไปแล้ว เจ้าอย่าได้สังหารผู้คนเพื่อพี่ชายของข้าอีกเลย เพราะข้าไม่อยากเห็นคนที่ข้ารักต้องกลายเป็นคนชั่วช้าในสายตาของคนอื่น”
คนที่เขารักอย่างนั้นหรือ?
ลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้นก็รู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ องค์รัชทายาทกำลังจะบอกอะไรกับนางกันแน่ ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถามอันใดออกไป เขาก็เอ่ยขึ้นมาอีกประโยค
“ฟางหนิง...ข้ารักเจ้ายิ่งนัก แม้ชาตินี้จะไร้วาสนาได้ครองคู่ แต่ถ้าหากชาติหน้ามีจริง ข้าขอให้พวกเราเกิดมาคู่กันสักคราเถิด”
หลังสิ้นคำพูดนั้น โจวหยางอวี้จึงยกมีดสั้นขึ้นมาปลิดชีพตนเองทันที แม้ลำคอจะถูกเชือดเฉือนไปแล้ว ทว่าสายตาของเขากลับไม่เคยละไปจากดวงหน้าของนางแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ หากชาติหน้ามีจริง คนที่ลู่ฟางหนิงรัก ขอเป็นเขาได้หรือไม่...
“ทะ...ทำไม?”
ลู่ฟางหนิงได้แต่นิ่งอึ้งกับการกระทำขององค์รัชทายาท ในหัวของนางเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แม้นางจะทำภารกิจครั้งสุดท้ายสำเร็จ แต่เป็นเพราะเหตุใดในใจของนางถึงไม่รู้สึกยินดีเลยสักนิด
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที





