Masuk"นั่นมันบ้านฉัน! โกดังเสบียงของฉัน! แกมีสิทธิ์อะไรมายึดฮะ ไอ้แมวอ้วน!" [กฎก็คือกฎครับโฮสต์ อยากกินซาลาเปาในตู้เย็น ก็เอาของป่ามาแลกแต้มซะดีๆ!] เมื่อ 'หลินเยว่' เซลส์สาวมือทองแห่งปี 2026 ทะลุมิติมาอยู่ในร่าง 'ซูอวี้หลัน' ยัยลูกชังที่ถูกครอบครัวรังแกในยุค 70 แถมมิติบ้านเดี่ยวที่อุตส่าห์ผ่อนจนหมด ยังถูก AI แมวส้มหน้าเลือดฮุบไปเป็นของส่วนกลาง! ปฏิบัติการงัดสกิลแม่ค้ามาต่อรองราคากับระบบ เพื่อ 'ซื้อของจากบ้านตัวเอง' จึงเริ่มต้นขึ้น! ท่ามกลางยุคข้าวยากหมากแพง ยัยลูกชังจะขอใช้ความเหลี่ยมฟาดฟันครอบครัวเฮงซวย และผันตัวเป็นเศรษฐีนีตลาดมืด โดยมี 'จ้าวฉือ' อดีตนายทหารหนุ่มหน้าดุ คอยเป็นบอดี้การ์ดและหุ้นส่วนหัวใจ!
Lihat lebih banyakความหนาวเย็นเสียดกระดูกและกลิ่นอับชื้นของดินเหนียวผสมฟางข้าว คือสิ่งแรกที่ปลุก 'หลินเยว่' ให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล
เซลส์สาวมือทองแห่งปี 2026 ขมวดคิ้วมุ่น ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บไปทั่วแผ่นหลังราวกับถูกเฆี่ยนตี เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือขึ้น ภาพแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานคอนโดหรูที่เธอเพิ่งผ่อนหมด แต่เป็นหลังคามุงจากที่เต็มไปด้วยหยากไย่ และตัวเธอกำลังนอนขดอยู่บน 'เตียงเตา' ดินเหนียวที่เย็นเฉียบและแข็งกระด้างราวกับแผ่นหิน นี่ฉันตายคาโต๊ะทำงานตอนปิดยอดขายปลายปีไม่ใช่เหรอ? แล้วที่นี่มันนรกขุมไหนเนี่ย! ยังไม่ทันได้ขยับตัวประมวลผล ความทรงจำสายหนึ่งก็ไหลทะลักเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก! ร่างนี้คือ 'ซูอวี้หลัน' เด็กสาววัยสิบห้าปีในประเทศจีนยุค 1970 ยุคที่ข้าวยากหมากแพง ทุกคนในหมู่บ้านสือหลินต้องทำงานหลังขดหลังแข็งเพื่อแลก 'แต้มแรงงาน' เอาไปเบิกธัญพืชประทังชีวิต แต่ความบัดซบคือ ซูอวี้หลันเกิดมาเป็น 'ยัยลูกชัง' ของบ้าน! ปู่ย่าเห็นหัวแค่หลานชาย พ่อแม่แท้ๆ ก็หัวอ่อนและลำเอียง รักแต่น้องสาวจอมตอแหลอย่าง 'ซูเยว่เล่อ' ที่วันๆ เอาแต่แกล้งป่วยกระเสาะกระแสะเพื่อเลี่ยงงานหนัก ปล่อยให้ซูอวี้หลันรับบทนางทาส ทำงานตั้งแต่ไก่โห่ยันค่ำมืด และสาเหตุที่เธอนอนเจ็บปางตายอยู่ตอนนี้ ก็เพราะเมื่อวานยัยน้องสาวตัวดีแอบขโมยไข่ไก่ไปต้มกิน แล้วโยนความผิดให้เธอ ย่าซูผู้เกรี้ยวกราดจึงคว้าไม้ฟืนฟาดหลังเธอจนสลบเหมือดไปนั่นเอง! "ยัยเด็กขี้เกียจ! มัวแต่นอนกินบ้านกินเมืองอยู่ได้!" ปัง! ประตูไม้ผุพังถูกถีบเปิดออกอย่างแรง 'แม่ซู' หญิงวัยกลางคนหน้าตาอมทุกข์เดินกระแทกเท้าเข้ามา ในมือถือแผ่นแป้งข้าวโพดสีเหลืองหม่นๆ ที่แข็งจนแทบจะปาหัวหมาแตกได้ "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! ถ้าวันนี้แกไม่ไปเกี่ยวข้าว ก็ไม่ต้องซุกหัวนอนที่นี่!" แม่ซูด่ากราด ก่อนจะปรายตามองลูกสาวคนโตที่นอนหน้าซีดด้วยสายตารังเกียจ ซูอวี้หลัน (ในวิญญาณหลินเยว่) หิวจนตาลาย เธอพยายามเอื้อมมือสั่นเทาไปหาแผ่นแป้งข้าวโพดในมือแม่ แม้จะแข็งเป็นหิน แต่นาทีนี้ขอแค่มีอะไรตกถึงท้องก็พอ ทว่า... เพียะ! แม่ซูปัดมือเธอทิ้งอย่างแรง ก่อนจะพูดหน้าตาเฉย "นี่ไม่ใช่ของแก! เยว่เล่อร่างกายอ่อนแอ ป่วยจนลุกไม่ขึ้น ฉันจะเอาแป้งนี่ไปทำน้ำแกงให้น้องกิน ส่วนแก... ไปดื่มน้ำเปล่าในโอ่งซะ แล้วไสหัวไปทำงาน!" พูดจบก็สะบัดก้นเดินออกไป ปล่อยให้ซูอวี้หลันนอนกัดฟันกรอดด้วยความแค้น โอ้โห... อ่อนแอจนลุกไม่ขึ้นพ่อง! เมื่อวานฉันเพิ่งเห็นยัยเด็กนั่นวิ่งไล่จับตั๊กแตนอยู่หน้าบ้าน! ซูอวี้หลันแค่นยิ้มหยันให้กับโชคชะตา สวรรค์ส่งเธอมาเกิดใหม่ทั้งที ทำไมถึงส่งมาในยุคที่แม้แต่แป้งฝุ่นยังหากินยาก แถมยังเจอบ้านนรกแตกแบบนี้อีก! แต่ทว่า... ในจังหวะที่สติกำลังจะหลุดลอยเพราะความหิว จู่ๆ เสียงจักรกลประหลาดก็ดังขึ้นในหัว! [ติ๊ง! ตรวจพบคลื่นสมองเข้ากันได้... ระบบจัดการอสังหาริมทรัพย์ข้ามมิติ ทำการเชื่อมต่อสำเร็จ!] ซูอวี้หลันสะดุ้งเฮือก "เสียงอะไรวะ?" [ยินดีด้วย! โฮสต์ 'หลินเยว่' ได้รับสิทธิ์ครอบครองมิติพิเศษส่วนตัว เนื่องจากพลังงานวิญญาณมีแรงยึดเหนี่ยวสูงมาก ระบบได้ทำการดึง 'บ้านเดี่ยวสองชั้นพร้อมโกดัง' จากยุค 2026 ของโฮสต์ ข้ามมิติมาด้วย!] ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างทะลุความมืด บ้านเหรอ?! บ้านเดี่ยวที่เธอเพิ่งผ่อนงวดสุดท้ายจบเมื่อเดือนที่แล้ว แถมในโกดังยังมีเสบียงที่เธอตุนไว้ช่วงโปรโมชั่น ทั้งมาม่า ปลากระป๋อง หมูหมักแช่แข็ง และน้ำอัดลมเต็มตู้เย็นนั่นน่ะนะ?! ไวเท่าความคิด ซูอวี้หลันเพ่งสมาธิหลับตาลง... วูบ! ร่างกายที่ผอมโซราวกับกิ่งไม้แห้งดำดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าชั่วพริบตา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศอับชื้นยุค 70 ก็หายไป แทนที่ด้วยห้องนั่งเล่นปูพื้นกระเบื้องยางลายไม้สุดหรู โซฟาเบาะนุ่ม และแอร์คอนดิชันเนอร์ที่เย็นฉ่ำ! "ฮ่าๆๆๆ สวรรค์ยังมีตา! บ้านฉัน! ของกินของฉัน! ซี่โครงหมูอบซอสจ๋า แม่มาแล้ววว!" เซลส์สาวพุ่งหลาวสุดตัว หวังจะพุ่งเข้าไปกอดตู้เย็นใบใหญ่สี่ประตูในห้องครัวให้หนำใจ ทว่า... ป้าบ!! "โอ๊ยยย!" ซูอวี้หลันร้องเสียงหลง ร่างของเธอกระเด็นหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า หน้าผากแดงเถือกราวกับวิ่งชนกระจกที่มองไม่เห็น เธอเงยหน้าขึ้นมองตู้เย็นที่อยู่ห่างไปแค่คืบ แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อพบว่ามี 'บาเรียแสงสีฟ้าใส' กางกั้นห้องครัว โกดัง และชั้นสองของบ้านเอาไว้ทั้งหมด! [เตือนภัย! โฮสต์พยายามบุกรุกพื้นที่หวงห้าม!] เสียงกวนประสาทดังขึ้น พร้อมกับภาพโฮโลแกรมสามมิติที่ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ มันคือ 'แมวส้ม' ตัวอ้วนกลม สวมแว่นตากันแดดสีดำ และกำลังนั่งเลียอุ้งเท้าด้วยท่าทางหยิ่งยโสขั้นสุด ซูอวี้หลันชี้หน้าด่าทันที "แกเป็นตัวอะไร! แล้วทำไมฉันถึงเข้าครัวบ้านตัวเองไม่ได้ฮะ!" แมวส้มขยับแว่นตากันแดดลงเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้ม [สวัสดีโฮสต์ ฉันคือ 'อาเป่า' ระบบ AI ผู้ดูแลมิติ เนื่องจากตอนข้ามภพ บ้านหลังนี้ถูกโอนกรรมสิทธิ์เข้าสู่ระบบส่วนกลางแล้ว ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป โฮสต์มีสถานะเป็นเพียง 'ผู้เช่า' เท่านั้น!] "หา!? ผู้เช่า?!" สมองของเซลส์สาวมือทองประมวลผลแทบไม่ทัน "นั่นมันบ้านฉัน! ฉันทำงานงกๆ หาเงินดาวน์มาเลือดตาแทบกระเด็น แกมีสิทธิ์อะไรมายึดฮะ ไอ้อ้วน!" [กฎก็คือกฎครับโฮสต์] อาเป่าลอยเข้ามาใกล้ กระดิกหางอย่างน่าหมั่นไส้ [หากต้องการปลดล็อกตู้เย็นเพื่อเอาอาหาร กรุณาชำระค่าเช่า 50 แต้ม! หากต้องการปลดล็อกห้องน้ำเพื่อใช้น้ำอุ่น ชำระ 500 แต้ม! ปัจจุบันโฮสต์มีแต้มสะสม 0 แต้ม กรุณากลับไปหา 'ของป่า' หรือ 'ของโบราณ' ในยุค 70 มาใส่เครื่องย่อยสลายเพื่อแลกแต้มโดยด่วน!] ซูอวี้หลันกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ มองซาลาเปาแช่แข็งในตู้เย็นที่ถูกบาเรียชั้นกั้นไว้ราวกับของล้ำค่า เอาล่ะ... ในเมื่อใช้กำลังแย่งชิงไม่ได้ ก็ต้องงัดวิชาหากินมาใช้! เซลส์สาวมือทองแห่งปี 2026 สูดหายใจลึก รอยยิ้มการค้าแสนหวานถูกดึงมาประดับบนใบหน้าเปื้อนฝุ่นทันที "อาเป่าเพื่อนรัก..." เสียงของเธออ่อนลงราวกับน้ำผึ้ง "นายดูสารรูปฉันตอนนี้สิ ผอมจนลมพัดก็ปลิวแล้ว ถ้าฉันหิวตายไปซะก่อน นายก็จะสูญเสียโฮสต์ที่มีศักยภาพในการหาของโบราณมาส่วยนายไปตลอดกาลเลยนะ" [...] ระบบแมวส้มชะงักไปเล็กน้อย "เรามาเจอกันครึ่งทางเถอะ ถือซะว่าเป็นการลงทุนระยะยาวไง นายเอาซาลาเปาในตู้เย็นมาให้ฉันกินก่อนลูกนึง แลกกับโสมภูเขาในอนาคตที่ฉันจะหามาให้ ดีลไหม?” [ระบบไม่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อ...] "กฎมีไว้แหกสิโว้ย! ถ้านายไม่ยอมลดให้ ฉันจะนอนตายอืดอยู่ตรงนี้แหละ! ดูซิว่าใครจะซวยกว่ากัน!" ซูอวี้หลันกอดอก ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับพื้นกระเบื้อง ประจันหน้ากับ AI หน้าเลือดอย่างไม่เกรงกลัว สงครามประสาทระหว่างเซลส์สาวจอมเหลี่ยมกับระบบยึดบ้าน ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!ค่ำวันนั้น ลานกว้างหน้าที่ทำการคอมมูนสือหลินอัดแน่นไปด้วยผู้คน ชาวบ้านทุกครัวเรือนต่างพากันมานั่งเรียงแถวบนพื้นดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางแสงจากคบเพลิงและตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ส่องสว่าง บางคนหอบเมล็ดทานตะวันคั่วมาแทะรอดูมหรสพกันอย่างสบายอารมณ์ซูอวี้หลันกับจ้าวฉือนั่งอยู่แถวหน้าสุด ผู้ใหญ่บ้านเฉินเป็นคนจัดที่นั่งให้ด้วยตัวเอง ด้วยเหตุผลว่า 'ผู้เสียหายและครอบครัวของอดีตทหารผ่านศึกควรได้รับการคุ้มครองเกียรติ'บนเวทีดินอัดที่ยกสูงจากพื้นเพียงหนึ่งคืบ สมาชิกตระกูลซูทั้งหกคน... แม่เฒ่าซู ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ พ่อซู แม่ซู และซูเยว่เล่อ ยืนเรียงแถวหน้าตาโรยราเหมือนผักที่ถูกตากแดดมาทั้งวัน ทุกคนก้มหน้างุด หลบสายตาเหยียดหยามของชาวบ้านนับร้อยที่จ้องมองมา"เริ่มการประชุมวิพากษ์ได้!" ผู้ใหญ่บ้านเฉินประกาศเสียงก้อง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้นักบัญชีหวัง "สหายหวัง ในเมื่อพวกบ้านซูมันไม่รู้หนังสือ เอ็งช่วยอ่าน 'รายงานสรุปความผิด' ให้พวกมันฟังหน่อย แล้วให้พวกมันพูดสารภาพความผิดตามเอ็งทีละประโยค! ต้องพูดให้ดังจนกว่าประชาชนทุกคนจะได้ยิน!"แม่เฒ่าซูหน้าซีดเป็นไก่ต้ม การถูกบังคับให้ตะโกนด่าตัวเองต่อหน้าค
สามวันผ่านไปเร็วราวกับโดนใครกดปุ่มเร่งเวลา เช้าวันครบกำหนด ซูอวี้หลันจัดโต๊ะไม้ตัวเล็กหน้าบ้าน ต้มน้ำชาร้อนๆ ไว้ครบชุด ราวกับกำลังเตรียมรับแขกผู้มีเกียรติมากกว่าจะรอรับศึกใหญ่"เธอไม่กลัวเลยหรือ" จ้าวฉือถามเบาๆ ขณะเหลือบมองหล่อนที่นั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์"กลัวสิจ๊ะ" ซูอวี้หลันยิ้มมุมปาก "แต่ตอนนี้ฉันมีไพ่ใบใหญ่ในมือนี่นา แถมยังเป็นไพ่ที่ยายเฒ่ามหาภัยไม่รู้ว่ามีอยู่ด้วย ไม่มีแม่ค้าคนไหนกลัวเวลาที่รู้ว่าตัวเองถือของดีกว่าคู่แข่งหรอกจ้ะ"ในใจของหล่อนลอบต่อประโยคอย่างหยิ่งผยอง 'ระดับเซลส์สาวมือทอง ถ้ามีของดีอยู่ในมือ ย่อมพลิกกระดานตอกหน้าลูกค้าหน้าด้านได้เสมอ!'ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!เสียงไม้เท้าไม้ไผ่ดังขึ้นตรงเวลาเป๊ะ ทว่าคราวนี้ไม่ได้มีแค่ขบวนตระกูลซู ด้านหลังยังมีผู้ใหญ่บ้านเฉินเดินตามมาด้วยสีหน้าอิดโรย พร้อมอาสาสมัครติดอาวุธอีกสองนาย และชาวบ้านกลุ่มใหญ่ที่แห่กันมาดูมหรสพยามเช้า"ท่านหัวหน้าเฉิน!" แม่เฒ่าซูชี้หน้าซูอวี้หลันทันทีที่ก้าวเข้ามาในลานบ้าน โดยมีแม่ซูเดินตามหลัง "นังเด็กนี่กับไอ้จ้าวฉือแอบอ้างชื่อกองทัพหลอกลวงพวกเรา! ทั้งคอมมูนโดนมันตบตามาตั้งหลายเดือนแล้ว ท่านต้องจับ
สามวันหลังจากป้าข้างบ้านแอบมากระซิบเรื่องลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ไปเดินสืบข่าวที่สำนักงานคอมมูน ซูอวี้หลันก็ไม่ต้องรอนานนักให้ 'พายุ' ลูกใหญ่พัดมาถึงหน้าบ้านอิฐแดงก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!เสียงไม้เท้าไม้ไผ่กระแทกพื้นดังเป็นจังหวะคุ้นหู ตามด้วยเสียงแหบพร่าที่หล่อนจำได้แม่นยิ่งกว่าเสียงระฆังเรียกออกงานเสียอีก"นังอวี้หลัน! ออกมาเดี๋ยวนี้! ข้ารู้ทุกอย่างแล้ว!"ซูอวี้หลันที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่างถอนหายใจเฮือก ในความทรงจำของร่างเดิม เสียงนี้เคยทำให้เด็กสาวตัวสั่นงันงกมาตลอดสิบห้าปี แต่ตอนนี้มันแค่ทำให้เซลส์สาวรู้สึกเหมือนโดนลูกค้าที่ชอบขอส่วนลดโทรมาตามหนี้'มาแล้วสินะ กองทัพมหาภัยตระกูลซู หายหัวไปตั้งหลายเดือน นึกว่าถูกส่งไปนอนคอกหมูคอมมูนถาวรเสียแล้ว'หล่อนวางผ้าปัก เดินออกไปเปิดประตูบานใหญ่ ภาพที่เห็นคือขบวนครบชุดเหมือนวันก่อสร้างไม่มีผิด แม่เฒ่าซูยืนเท้าไม้เท้าอยู่หน้าสุด ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ยืนขนาบซ้ายขวาราวกับองครักษ์ แม่ซูยืนหลบอยู่มุมหนึ่งด้วยสีหน้าถมึงทึง มือบิดชายเสื้อตัวเองไปมา ส่วนซูเยว่เล่ออยู่หลังสุด ผมเผ้าหวีเรียบแปล้ ทำหน้าเศร้าสร้อยเหมือนเดินตามขบวนศพ ทั้งที่มุมปาก
หลังจากเรื่องราวกับเฉินเหว่ยคลี่คลายลงด้วยดี ชีวิตของซูอวี้หลันกับจ้าวฉือก็ค่อยๆ กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง ทั้งสองกลับมาส่งของให้ลูกพี่เฮยและป้าอิ๋งตามปกติ พร้อมกับเดินหน้าเตรียมงานแต่งงานที่ใกล้เข้ามาทุกทีเช้าวันหนึ่ง ป้าเหมยก็มาเยี่ยมเยียนตามเคย คราวนี้พร้อมกับข่าวดีที่ทำเอาซูอวี้หลันดีใจจนเกือบกระโดด"ฤกษ์แต่งงานลงตัวแล้วจ้ะ! วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสาม เป็นวันที่ดีที่สุดตามที่คำนวณไว้ทั้งหมด" ป้าเหมยประกาศด้วยความภาคภูมิใจ มือทั้งสองข้างกางแผ่นปฏิทินจีนโบราณออกให้ดูเป็นหลักฐานซูอวี้หลันปรบมือดีใจทันที หันไปมองจ้าวฉือที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้า "ได้ยินไหมจ๊ะพี่ใหญ่จ้าว อีกไม่ถึงเดือนแล้วนะ""อือ" จ้าวฉือพยักหน้า แม้จะพูดสั้นๆ ตามนิสัย แต่แววตาที่เป็นประกายกลับบ่งบอกความตื่นเต้นได้ชัดเจนกว่าคำพูดใดๆป้าเหมยเริ่มไล่รายการสิ่งที่ต้องเตรียมให้ฟังอย่างละเอียด ทั้งการเชิญแขก การจัดโต๊ะอาหาร และพิธีการต่างๆ ที่ต้องทำตามธรรมเนียม ทำเอาทั้งสองต้องจดจ่อฟังอย่างตั้งใจตลอดทั้งเช้า"เรื่องโต๊ะอาหารป้าว่าจัดสัก4-5โต๊ะก็พอนะจ๊ะ ไม่ต้องใหญ่โต" ป้าเหมยนับนิ้วคำนวณ "แขกที่ต้องเชิญก
Ulasan-ulasan