Masukฉางซื่อหลางกัดฟันกรืดกรอด ในใจสบถด่าคนทุกผู้ที่ทำให้เขาต้องมีสภาพอย่างทุกวันนี้ ทั้งนางหญิงรับใช้ต่ำต้อยที่ล่อลวงเขาให้ลงไปเกลือกกลั้ว! นางองค์หญิงสารเลวที่โง่เขลา! ตัวบัดซบชั่วชาติสารเลวอวิ๋นรุ่น! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางแพศยาหานฉงหรง พวกมันสมควรตาย สมควรตายให้หมด! ต่อให้เขาตกตายเป็นผีเขาก็จะหาทางกลับมาแก้แค้นให้จงได้!สิ่งเหล่านี้คือห้วงคำนึงสุดท้ายของฉางซื่อหลางก่อนที่สติสัมปชัญญะจะถูกกระชากจนหลุดลอยไปพร้อมกับชั่ววิบตาที่อวิ๋นรุ่นดึงทวนออกจากหัวไหล่ของตนอย่างรุนแรงจนเป็นแผลเหวอะหวะผิดรูปมิอาจจับดาบต่อสู้ได้อีกต่อไปไฟไหม้ที่เรือนบรรทมของพระชายาสกุลหานนั้นรุนแรงยิ่ง ทว่าโชคยังดีที่กรมดับเพลิงมาพร้อมกับเครื่องไม้เครื่องมือครบครัน และได้มังกรพ่นน้ำจากในวังหลวงที่เหวินซิ่วและหลีรั่วเร่งรุดไปทูลขอฝ่าบาท คราแรกฝ่าบาทก็มีท่าทีอิดออด แต่เมื่อทั้งสองรีบทูลตามที่อวิ๋นรุ่นสอนกอปรกับหานลู่ที่เป็นสนมเอกคอยทูลเร่งเร้า จึงทำให้ดับไฟที่เรือนบรรทมได้ทันท่วงทีก่อนที่จะลามไปยังส่วนอื่นของจวนเมื่ออวิ่นรุ่นมาถึงที่จวนเป่ยหนานในยามรุ่งสาง เขาพบเพียงเศษซากเรือนบรรทมที่มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน เหล่าข้ารับใช้ล้อม
“เรียนท่านอ๋อง เรือนบรรทมของพระชายาเกิดเพลิงไหม้พ่ะย่ะค่ะ!” เหวินซิ่วที่ได้รับรายงานจากจวนเป่ยหนานรีบเข้ามารายงานอวิ๋นรุ่นอย่างรวดเร็วกระชับ ขณะที่สองมือน้าวสายธนูปล่อยเกาทัณฑ์ที่เดียวสามดอก ทุกดอกล้วนเข้าทะลวงเกราะทะลุผ่านเนื้อหนังสู่จุดสำคัญของทหารสามนายอย่างไม่พลาดเป้า“หรงเอ๋อร์กับหย่งหรงเล่า” อวิ๋นรุ่นเอ่ยโดยไม่หันมามอง“ท่านชายน้อยมีผู้พบว่าเสี่ยวมี่ช่วยเอาไว้ได้อย่างปลอดภัย ตอนนี้คนของเรากำลังคุ้มกันนางไปที่จวนองค์หญิงใหญ่เผิงเฉิง ส่วนพระชายา...” เขาส่ายหน้าช้าๆ แทนคำตอบว่าอีกฝ่ายไม่ได้ออกมาจากเรือนบรรทมด้วย“ข้ารู้แล้ว”“อ้อ ยังมีอีกเรื่อง มีผู้พบเห็นสตรีผู้หนึ่งเดินเข้าไปในเรือนบรรทมก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ แต่งตัวหรูหรางดงาม คิดว่าน่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์”ทว่าข่าวที่ชวนให้ตระหนกนั้นกลับไม่ทำให้ทวนยาวในมือสั่นคลอน เสือกแทงคราหนึ่งก็ยกนายกองที่อยู่บนหลังม้าลอยสูงข้ามศีรษะตกลงพื้นด้วยกำลังมหาศาล ก่อนจะออกคำสั่งกับคนสนิทของตนเสียงเรียบ “เหวินซิ่ว เจ้าเข้าวังหลวงพร้อมหลีรั่ว กราบทูลฝ่าบาทว่าข้าขอยืมเครื่องมังกรพ่นน้ำของวังหลวงมาช่วยดับไฟที่จวนเป่ยหนานและบ้านเรือนในเมืองหลวง อย่าลืมกำ
ชายแขนเสื้อยาวประณีตของเวินอี๋ไล้ผ่านพวงแก้มขาวเนียนของหานฉงหรงทั้งกึ่งหยอกล้อทั้งเยาะหยัน กระทั่งปลายแขนเสื้อผ่านฝ่ามือของอีกฝ่าย แรงดึงอันมหาศาลของพระชายาเอกแห่งจวนเป่ยหนานก็ทำให้นางหยุดชะงัก เวินอี๋หันไปเพียงแค่นยิ้มหยามเย้ย “โอ ยังมีเรี่ยวแรงรั้งข้าไว้ได้อีกหรือ ข้าขอบอกไว้ว่าไม่มีประโยชน์...”นางกล่าวได้เพียงแค่นั้นใบหน้าของโฉมสะคราญพลันบิดเบี้ยวเมื่อความรู้สึกปวดแปลบบาดลึกจากข้อเท้าแล่นจู่โจมถึงหัวใจ ไม่ถึงชั่วอึดใจร่างนั้นกลับทรุดเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่ง เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าในมือของหานฉงหรงถือเศษกระเบื้องชุ่มเลือดพร้อมสายตาที่จับจ้องเวินอี๋ด้วยสายตาดุดันเราวกับมังกรที่ถูกแตะต้องเกล็ดย้อน และเมื่อมองขึ้นไปอีกก็เห็นว่าข้อเท้าของนางถูกกรีดเฉือนจากนั้นก็ไม่รอให้อีกฝ่ายดิ้นรน ใช้เศษแจกันกรีดซ้ำลงไปยังตำแหน่งเดิม เรียกเสียงหวีดร้องจากเวินอี๋ดังก้องเรือนบรรทมเศษผ้าม่านติดไฟปลิวว่อนตกต้องที่ไหล่ของหานฉงหรงพลันความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนแสนสาหัสจู่โจมมายังที่นางอย่างไม่หยุดหย่อน ทว่าแทนที่จะหวาดกลัวนางกลับยิ่งฮึกเหิมลำพอง มิรู้เอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใดดึงลากอีกฝ่ายมิให้หลบหนี ทั้งยังทิ้งน้ำหน
หานฉงหรงอ้าปากจะอธิบายแต่เมื่อเห็นเวินอี๋กำลังลุกขึ้นมาตั้งหลักได้ก็ให้ใจหายวาบด้วยรู้ว่าไม่มีเวลาแล้ว นางดึงตัวเสี่ยวมี่มาก่อนนำลูกของนางส่งให้เด็กหญิงอุ้ม “ทางกำแพงตรงข้ามกับเรือนบรรทมมีช่องสุนัขลอดอยู่ช่องหนึ่ง เจ้าพาซื่อหวังไปจากที่นี่ เร็วเข้า!”“แต่ว่าท่าน...”“ไป!” นางผลักเสี่ยวมี่ให้ออกหาก เด็กหญิงลนลานวิ่งออกจากห้องจังหวะเดียวกับที่เวินอี๋พุ่งเข้าไปหา หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือ กัดฟันอดกลั้นต่อความเจ็บปวดจากการคลอดบุตรที่ยังไม่หายดีนักรวบกอดเอวอีกฝ่ายไว้จนล้มลงไปด้วยกัน นางคร่อมร่างอีกฝ่ายไว้ สองมือออกแรงบีบที่ลำคอขาวเนียนนั้นด้วยพละกำลังที่มีอยู่ ด้วยอย่างไรเสียก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายแตะต้องตัวบุตรชายจนนางต้องเสียเขาไปเหมือนในชาติก่อนเป็นอันขาด หานฉงหรงเหลือบตามอง เห็นเสี่ยวมี่ที่ตัวเล็กว่องไว้รีบวิ่งผ่านไปยังประตูหน้า จังหวะที่กำลังจะมีคนร้ายกำลังยกดาบขึ้นฟาดฟัน ทหารของจวนก็เข้ามากันได้ทันท่วงที ทำให้เสี่ยวมี่หนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิดจนกระทั่งนางเห็นเสี่ยวมี่ลอดช่องสุนัขนั้นออกไปโดยไร้รอยขีดข่วน นางจึงค่อยเบาใจลงเล็กน้อยทว่าการที่เวินอี๋ถูกนางตอบโต้ไปเช่นนั้นจะไปกระตุ้นโทสะใ
“เวินอี๋ เจ้ามาทำอันใดที่นี่” หานฉงหรงเอ่ยขณะที่สองแขนโอบกอดลูกน้อยไว้แนบอก พลางจับจ้องสายตามุ่งร้ายขององค์หญิงคนงามที่บัดนี้ใบหน้าเริ่มปรากฏรอยยิ้มบิดเบี้ยวไม่น่าดูอย่างยิ่ง“จะอย่างไรกันเล่า อาสะใภ้ของข้าเพิ่งให้กำเนิดบุตรชาย เป็นท่านชายน้อยที่เสด็จอารักดั่งแก้วตาดวงใจ เป็นพระนัดดาที่เสด็จพ่อรักใคร่เอ็นดูจนพระราชทานของขวัญให้มากมาย ข้าที่เป็นหลานสาวของเสด็จอาไฉนจึงจะไม่มาเยี่ยมกันเล่า” เวินอี๋พยายามแย้มยิ้มหยาดเยิ้มให้สมกับที่เป็นสาวงามที่เคยได้รับคำชื่นชมจากใต้หล้า ทว่าเจตนาร้ายที่ปิดไม่มิดขณะที่มือไล้ไปตามม่านไหมโปร่งบางที่อยู่ใกล้กับเชิงเทียนสำริดยิ่งทำให้ใบหน้านั้นชวนสะพรึงยิ่งนัก “อีกทั้งข้าจะแวะมาขอบคุณเจ้า ที่ข้ามีชะตาชีวิตเช่นนี้ได้ ทุกอย่างล้วนเพราะได้เจ้าส่งเสริม”หานฉงหรงแค่นเสียงเหอะ อาจเพราะอากาศในเรือนบรรทมนี้อบอ้าวเกินไปเนื่องจากมีเตียงเตาสำหรับอยู่ไฟ จึงทำให้นางวิงเวียนเล็กน้อยจนต้องเอามือข้างหนึ่งวางลงบนฟูกเพื่อยันตนเองไว้ “เจ้าถูกฝ่าบาทริบราชทินนาม แล้วปลดจากตำแหน่งเป็นองค์หญิงเป็นเสี้ยนจู่ พฤติกรรมที่ทำให้ตนเองตกต่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ ต่อให้ข้าขวัญกล้าเทียมฟ้าเพ
ทว่าใบหน้าขุ่นเคืองที่ไม่อาจปิดมิดของเป่ยหนานอ๋องอีกทั้งน้ำเสียงที่ขุ่นเขียวไม่ต่างกันทำเอาเหวินซิ่วต้องเงียบปาก “อย่าพูดมาก เจ้าแบ่งกำลังพลของเราส่วนหนึ่งไป อารักขาองค์หญิงใหญ่กับเหล่าสตรีบรรดาศักดิ์ ส่วนหนึ่งอารักขาเรือนของพระชายา ส่วนหนึ่งติดตามข้ามา! ข้าอยากรู้นักว่าพวกนั้นกินดีหมีหัวใจเสือจากที่ใด ถึงกล้ามาก่อเรื่องในวันนี้!”เหวินซิ่วพยักหน้ารับ ท่าทางอกสั่นขวัญแขวนไม่น้อย คนพวกนั้นช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าโดยแท้ หมอดูประจำกลุ่มมิได้ดูฤกษ์ยามเคลื่อนกำลังพลหรือ บุกตอนไหนไม่บุก มาบุกในวันที่บุตรชายของท่านอ๋องของเขาครบเดือน!วันคืนชื่นมื่นสุขสันต์เช่นนี้กลับถูกทำลายเสียสิ้น ต่อให้ผู้บงการมีร้อยตัวก็ไม่พอให้เจ้านายของเขาบั่นเพื่อคลายโทสะ!หานฉงหรงที่สะลึมสะลืออยู่บนเตียงเตาร้อนระอุลืมตาขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากที่ไกลๆ อีกทั้งเมื่อมองไปยังหน้าต่างก็พบว่าด้านนอกยังสว่างราวทิวากาล นางรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีว่าด้านนอกกำลังเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนอกเรือนบรรทมที่นางอยู่ตอนนี้ยังเงียบสงบ ทว่าสงบเกิดไปจนน่าวิตก หลานชุ่ยนำแม่นมไปที่ห้องเนื่องจากนางมอบขาหมูต้มไม่ใส่เกลือชามหนึ่งให้นางรับป
เนื่องจากองค์หญิงเวินอี๋เป็นแม่งานในการจัดงานเลี้ยงฉลองพระราชสมภพของฮ่องเต้ ดังนั้นการหารือเกี่ยวกับงานเลี้ยงสังสรรค์ในตอนเย็นวันนั้นจึงจัดขึ้นที่จวนขององค์หญิงเพื่อให้สมเกียรติของตัวแทนจากจวนเป่ยหนานหวังอวิ๋นรุ่น จึงได้ให้หานฉงหรงใช้รถม้าประจำตัวของเขาเดินทางมายังจวนองค์หญิงต่างจากเหลียงเจียนางอื
“พี่สาว ท่านกลับมาแล้ว” เสี่ยวมี่รีบวิ่งมาหาเมื่อเห็นรถม้าของจวนเป่ยหนานมาจอดเทียบหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างของหานฉงหรงที่ก้าวลงมาอย่างระมัดระวัง หญิงสาวเห็นเช่นนั้นก็อ้าแขนรับเด็กหญิงตัวน้อยที่โถมร่างเข้ามากอดนางเต็มรักก่อนเอ่ยถาม“องค์ชายไปอยู่ไหนเสียแล้วเล่า”“ท่านอ๋องเห็นว่าช่วงนี้องค์ชายมีเวลาไ
ไม่ช้าไม่นานเพียงชั่วเวลาลัดนิ้วมือก็ถึงตรอกหย่งเชี่ยน อาศัยกำลังแยกย้ายดูบรรยากาศในบ้านทีละหลัง ไม่นานเหวินซิ่วก็พบบ้านหลังหนึ่งที่ประดับโคมแดงภายใน มีทหารราชองครักษ์ระดับต่ำจำนวนหนึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือน เหวินซิ่วหันมาทำสัญญาณ ทหารที่ติดตามจึงเร่งรุดบุกเข้ามา ทั้งรวดเร็วและเงียบกริบ ไม่ช้าประตูเรือน
หานฉงหรงตื่นขึ้นมาในห้องที่จัดอย่างวิจิตรห้องหนึ่ง อักษรมงคลคู่สีแดงสดอยู่ที่บานประตู เทียนมงคลสีชาดที่กำลังถูกเปลวไฟลามเลียอย่างแช่มช้า ส่องแสงสว่างนวลตาไปทั้งห้อง ม่านโปร่งสีแดงประดับลายทับทิมและนกขมิ้นที่สื่อถึงช่วงเวลามงคลและการมีบุตรมาก เมื่อฝ่ามือแตะที่เตียงปักดิ้นทองและไข่มุกลวดลายยวนยางคลอเ







