Se connecterเช้าวันรุ่งขึ้น หานฉงหรงจึงเข้าวังพร้อมกับอวิ๋นรุ่นไปเข้าเฝ้าหวงไทโฮ่ว เมื่อมาถึงหญิงสาวก็คุกเข่าฟุบหมอบลงกับพื้นเบื้องหน้าหวงไทโฮ่วและองค์หญิงใหญ่เผิงเฉิง ท่าทางสำนึกผิดสุดแสน “หม่อมฉันมาขอรับโทษที่ทำให้งานแต่งงานที่พระนางไทโฮ่วประทานให้ต้องเป็นโมฆะเพคะ”หวงไทโฮ่วให้นางกำนัลเด็กประคองหานฉงหรงให้ลุกขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ “เหตุใดต้องมารับโทษ ในเมื่อเจ้าล้มป่วยกะทันหัน เป็นเหตุสุดวิสัยที่มิมีผู้ใดอยากให้เกิดขึ้น ไว้หาฤกษ์ใหม่ได้แล้วค่อยจัดงานอีกครั้งก็ไม่สาย”“ขอบพระทัยเพคะ” หานฉงหรงยิ้มรับ ขณะที่รู้สึกถึงมืออุ่นร้อนของอวิ๋นรุ่นที่นั่งอยู่ข้างนางกำลังบีบมือนางเบาๆ อย่างต้องการปลอบประโลม“ว่าแต่การที่จู่ๆ ก็ล้มป่วยเช่นนี้ เจ้าไปใช้หรือกินอันใดที่ผิดสำแดงมาหรือไม่” องค์หญิงใหญ่เผิงเฉิงถามด้วยยังมิคลายกังวลหานฉงหรงยิ้มตอบอย่างไหลลื่นด้วยคำตอบที่ตระเตรียมมา “กราบทูลองค์หญิงใหญ่ เมื่อวานหม่อมฉันรับโจ๊กไก่ตุ๋นโสม กับเมล็ดแปะก๊วยต้มน้ำตาลกรวดไปจานหนึ่ง ผู้ใดจะรู้ว่าแปะก๊วยถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไปจะมีพิษอ่อนๆ จึงทำให้ปวดท้องและวิงเวียนศีรษะเพคะ”องค์หญิงใหญ่เผิงเฉิงหันไปสบตากับหวงไทโฮ่ว ก็รับรู
เนื่องจากองค์หญิงเวินอี๋มาร่วมงานแต่งงานของเป่ยหนานอ๋องที่อยู่นอกวัง ฮ่องเต้จึงจัดเรือนนอกวังให้นางเรือนหนึ่ง แม้จะใหญ่โตไม่เท่าจวนองค์หญิงที่อยู่นอกเมืองหลวง แต่ข้าวของเครื่องล้วนเป็นของชั้นเลิศเทียบเท่ากับที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงใช้กัน ทำให้นางไม่รู้สึกอึดอัดมาก เพียงแค่ยอมกล้ำกลืนฝืนทนอยู่ อีกเพียงแค่คืนเดียว พอเช้าวันรุ่งขึ้นนางไปถวายบังคมลากับฮ่องเต้และไท่โฮ่วนางก็จะกลับจวนองค์หญิงที่สะดวกสบายและไร้กฎระเบียบเคร่งครัดให้รำคาญใจเสียทีและด้วยเพราะมีเรื่องครึ้มอกครึ้มใจ หลังจากกลับมาจากจวนเป่ยหนานแล้วก็ให้เหล่าข้ารับใช้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้น ระหว่างที่สายตากำลังมองนางรำกลุ่มหนึ่งกำลังร่ายรำระบำแขนเสื้อ พลางใช้ปลายนิ้วเรียวงามไล้วนรอบปากจอกสุราเล่นก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เวลาล่วงป่านนี้แล้ว มิรู้ว่าเสด็จอาจะตามหาอาสะใภ้เจอหรือยัง”ซีเยวี่ยอมยิ้มน้อยๆ ขณะรินสุราลงในจอกเพิ่ม “ฉงหรงจวินเปี่ยมวาสนา ไม่ช้าท่านอ๋องก็จะได้พบนาง เพียงแต่ว่าท่านอ๋องจะรับสภาพของนางได้หรือไม่เท่านั้น”องค์หญิงเวินอี๋อมยิ้ม “ตัวข้าอำนวยความสะดวกให้ถึงขนาดนั้น ฉางซื่อหลางผู้นั้นก็ดูกระตือรือร้นทำตามดี ข้าไม่เชื่อห
ไม่ช้าไม่นานเพียงชั่วเวลาลัดนิ้วมือก็ถึงตรอกหย่งเชี่ยน อาศัยกำลังแยกย้ายดูบรรยากาศในบ้านทีละหลัง ไม่นานเหวินซิ่วก็พบบ้านหลังหนึ่งที่ประดับโคมแดงภายใน มีทหารราชองครักษ์ระดับต่ำจำนวนหนึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือน เหวินซิ่วหันมาทำสัญญาณ ทหารที่ติดตามจึงเร่งรุดบุกเข้ามา ทั้งรวดเร็วและเงียบกริบ ไม่ช้าประตูเรือนหลังนั้นก็เปิดออก ปล่อยให้อวิ๋นรุ่นเดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย ส่วนองครักษ์ชั้นต่ำที่เฝ้าอยู่หน้าเรือนหลักนั้นล้วนถูกเหวินซิ่วกับคนของจวนเป่ยหนานอีกคนสังหารอย่างรวดเร็วฉับไว อวิ๋นรุ่นมีสีหน้ามืดครึ้มเมื่อได้ยินเสียงครวญคร่ำสลับกับเสียงร้องโหยหวนของบุรุษและสตรีภายในห้อง เขาไม่รอให้เหวินซิ่วปลดดาลประตูให้ ขายาวๆ ของเขาก็ถีบประตูอย่างแรงจนบานประตูไม้หนาหนักถึงกับหักเป็นสองซีก เอียงกะเท่เร่ไม่เป็นท่าเชาก้มมองบนพื้น เสื้อตัวนอกและตัวกลางของบุรุษกองอยู่ที่ปลายเตียง ม่านไหมโปร่งสีแดงสดที่สื่อความหมายมิ่งมงคลฉีกขาดห้อยย้อยลงบนพื้น ก่อนที่ภาพตรงหน้าของเขาจะทำให้เขาตกตะลึงพรึงเพริดอย่างมิอาจหักห้ามหัวใจได้อยู่ฉางซื่อหลางนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียง มือเท้าถูกมัดตรึงติดกับเสาเตียงอย่างน่าสังเวชโดยมีว่าที่เจ
ร่างงามถูกกดลงกับฟูกนอน ใบหน้าคมที่โน้มลงมายังฝีปากนุ่ม หานฉงหรงรีบเม้มปาก มิยอมให้ลิ้นอุ่นของอีกฝ่ายซอกซอนเข้ามาในโพรงปากของตน ยามที่ดิ้นรนขัดขืน ฉางซื่อหลางเพียงใช้เรี่ยวแรงเล็กน้อยก็กดตรึงนางให้อยู่กับที่ได้อย่างง่ายดาย นางมิรู้สึกพิศวาสใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ความรู้สึกรังเกียจขยะแขยงเป็นทวีคูณ สมองพยายามเค้นเอาความรู้ความสามารถเพื่อจะได้หาทางเอาตัวรอดเป็นพัลวันด้วยเพศ ด้วยกำลัง ด้วยสรีระ ไม่ว่าจะมองอย่างไรนางก็เสียเปรียบฉางซื่อหลางในทุกๆ ทาง จะทำเช่นไรนางถึงจะเอาตัวรอดได้จะทำเช่นไร...ฉางซื่อหลางขมวดคิ้วเมื่อหานฉงหรงเลิกดิ้นรน ซ้ำยังนอนนิ่งตัวแข็งดังท่อนไม้ สำหรับบุรุษที่โปรดปรานการบังคับผู้อื่นให้เป็นของตนเช่นเขาขัดใจไม่น้อย เมื่อผละออกเพื่อมองนางให้ชัด ก็พบเพียงดวงตาใสกระจ่างวาววามด้วยหยาดน้ำตา กระนั้นก็ยังมีท่าทีที่ดูตื่นเต้นเหมือนได้รู้เรื่องแปลกใหม่ ฉางซื่อหลางขมวดคิ้ว หรือว่าเขาทำรุนแรงไป ทำให้นางตกใจจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว “เจ้ายิ้มทำอันใด”มือนุ่มไล้ไปตามใบหน้าคร้ามคมของเขา ดวงตาฉายแววเคลิบเคลิ้มหลงใหล “ข้าเพียงนึกไม่ถึงว่าเจ้ามีรสนิยมเช่นนี้ นับว่าเปิดหูเปิดตาอย่างยิ่ง”ฉางซื่อ
เวลาในตอนนี้เป็นช่วงดึกและใกล้ถึงช่วงเวลาที่ห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาลตามที่ทางการได้กำหนดเอาไว้ เนื่องจากมีทหารและเจ้าหน้าที่ทางการออกลาดตระเวนหลายสิบคนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ชาวบ้านที่พอจะหูตาไวต่างทยอยกลับบ้านและปิดร้านรวงบางส่วน ทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด แม้กระทั่งเสียงรองเท้าและอาภรณ์ที่เสียดสีกันยังดังก้องในห้วงรัตติกาล อวิ๋นรุ่นในอาภรณ์เจ้าบ่าวถือกระบี่พร้อมเหวินซิ่วและทหารในจวนจำนวนหนึ่งออกค้นหาในเมืองหลวงโดยพยายามตีกรอบถึงความเป็นไปได้ของที่ที่หานฉงหรงน่าจะถูกจับเอาไว้จากเมืองหลวงที่กว้างใหญ่และมีอยู่หลายหมื่นครัวเรือน ทั้งระยะทางจากวังหลวงถึงจวนเป่ยหนานอ๋องไม่ใช่ระยะทางไกล กินระยะเวลาไม่นาน ทั้งรอยเลือดที่ติดอยู่บนหุ่นไม้ในเกี้ยวเจ้าสาวก็ยังไม่แห้งคล้ำ จึงทำให้มั่นใจหลายส่วนว่าหานฉงหรงยังไม่ถูกพาออกนอกเขตวังหลวงแต่ถึงจะตีกรอบจนแคบลงมาถึงเพียงนี้แล้ว ก็ยังเหลือถนนและตรอกซอกซอยอีกหลายร้อยที่ที่พวกเขาจะต้องค้นหา ทว่าคำรายงานที่ลูกน้องของเขารายงานแต่ละอย่างล้วนพาทำให้คนสิ้นหวังจนอ๋องหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด หว่างคิ้วขมวดมุ่นดั่งปมไหมที่ยุ่งเหยิงยากจะแกะออกเป่ยหนานอ๋องเช่นเ
หานฉงหรงตื่นขึ้นมาในห้องที่จัดอย่างวิจิตรห้องหนึ่ง อักษรมงคลคู่สีแดงสดอยู่ที่บานประตู เทียนมงคลสีชาดที่กำลังถูกเปลวไฟลามเลียอย่างแช่มช้า ส่องแสงสว่างนวลตาไปทั้งห้อง ม่านโปร่งสีแดงประดับลายทับทิมและนกขมิ้นที่สื่อถึงช่วงเวลามงคลและการมีบุตรมาก เมื่อฝ่ามือแตะที่เตียงปักดิ้นทองและไข่มุกลวดลายยวนยางคลอเคลียเล่นน้ำ ก็เห็นว่ามีถุงแพรบรรจุธัญพืชมงคลห้าอย่าง และเม็ดลำไยอบแห้ง ไม่ว่าจะมองในด้านใดก็เห็นว่าที่นี่คือห้องหออย่างไม่ต้องสงสัย ทว่า ที่นี่มิใช่จวนอ๋องเป่ยหนาน...เมื่ออยู่ในสถานที่ที่ตนเองไม่รู้จักทำให้รู้สึกว่าร่างกายของตนเองชาวาบตั้งแต่หนังศีรษะจรดปลายเท้า แม้เป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมายว่าอาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ทว่าความหวาดกลัวรุนแรงกลับพุ่งเข้าถาโถมจิตใจของหานฉงหรงอย่างมิอาจหยุดยั้ง ม่านไหมงามวิจิตรไม่ต่างอันใดกับม่านโลหิตที่น่าสะพรึง แม้กระทั่งเตียงที่บุฟูกหนานุ่มไม่ต่างจากเตาเหล็กย่าเนื้ออันอุ่นระอุ อักษรมงคลคู่ที่ตัดอย่างประณีไม่ต่างกับกระบี่แหลมคมที่พร้อมจะคว้านควักนัยน์ตาของนางให้มืดบอด เจ็บปวดทรมานชั่วกัปชั่วกัลป์ ทุกอย่างระบุชัดว่านางไม่สมควรอยู่ที่นี่อีกต่อไป หนีไปตาเอาดา







![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [ตัวประกอบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)