Masukการเรียนของซินหยานเป็นไปได้ด้วยดี ชีวิตช่วงนี้ก็แสนจะเรียบง่ายทั้งยังสงบสุข และนี่ก็เป็นวันที่ครบกำหนดที่อวี้หลางคนสนิทของท่านปู่จะต้องเดินทางมาที่นี่อีกครั้ง
“สบายดีนะขอรับคุณหนู” อวี้หลางทักทายพลางลอบสังเกตซินหยาน
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ รบกวนให้ใต้เท้าต้องเป็นห่วงแล้ว” ซินหยานระบายยิ้ม
อวี้หลางพอจะทราบรายละเอียดการเป็นอยู่และการเคลื่อนไหวของเฉินซินหยานอยู่ไม่น้อย และสารนั้นก็มาจากอาจารย์ที่ส่งมาให้นางนั่นเอง
“อาจารย์ที่นายท่านส่งมาให้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ เขาปฏิบัติต่อคุณหนูอย่างดีหรือไม่”
“ดีมาก ท่านอาจารย์ดีกับข้ามาก”
“เช่นนั้นก็ดีขอรับ ข้ามีคำถามอีกสักคำถามอยากจะถามคุณหนูแต่ไม่แน่ใจว่าควรถามหรือไม่”
“ว่ามาเถิดเจ้าค่ะ ระหว่างเราสองคนมีสิ่งใดให้ต้องมาเกรงใจกันอีก”
การที่ได้สนิทสนมกับผู้ช่วยของท่านปู่ล้วนแต่ส่งผลดีต่อตัวนางเอง เพราะอวี้หลางเป็นคนที่ท่านปู่ไว้ใจที่สุดมากกว่าลูกทั้งสี่คนของท่านปู่เสียอีก
“ข้าได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ที่ไหมราคาต่ำคุณหนูไปกว้านซื้อมันเอาไว้” เขาค่อยๆพูดน้ำเสียงปกติ แต่ภายในกลับแฝงความอยากรู้อยู่เต็มอก
“ทำไมหรือเจ้าคะ” ซินหยานเอียงคอด้วยความสงสัย
ซินหยานรู้อยู่เต็มอกว่าเขาถามเรื่องนี้ทำไมแต่ก็ต้องแกล้งเสแสร้งทำเป็นไม่รู้ไปก่อน
“คุณหนูตั้งใจขอรับเงินเบี้ยเลี้ยงมาเพื่อสิ่งนั้นหรือ”
ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไรทุกอย่างก็ดูลงตัวเกินไป คุณหนูหกที่โดนนำมาทิ้งในที่ห่างไกลอยู่ดีๆก็เขียนจดหมายหาท่านปู่ของนาง แถมไม่ได้เขียนให้คนอื่นเลยด้วยแม้แต่บิดาและมารดาของนาง
เมื่อได้เงินมาแล้วนางยังทุ่มเงินเกือบหมดก้อนเพื่อซื้อไหมที่ไม่รู้ว่าจะสามารถขายออกได้หรือเปล่าอีก ราวกับว่านางรู้อยู่แล้วว่าราคาของไหมจะต้องพุ่งสูงขึ้นแน่นอน
“ถ้าบอกว่าไม่ใช่ก็คงจะเป็นการแก้ตัวจนเกินไป” ซินหยานยอมรับตามตรง
“คุณหนูทราบหรือขอรับว่ามันจะราคาขึ้นถึงขนาดนั้น” เขาจ้องตาเด็กน้อยตรงหน้าด้วยความคาดหวัง
“ข้าแค่คาดเดาเท่านั้นเจ้าค่ะ” นางสามารถตอบเขาได้อย่างลื่นไหลไม่เผยพิรุธแม้แต่น้อย
“คาดเดางั้นหรือ” อวี้หลางพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ข้าไม่ได้คิดซับซ้อนเหมือนที่ใต้เท้าจินตนาการหรอกนะเจ้าคะ” นางระบายยิ้มสดใส สองมือประสานเข้าหากัน
“แล้วคุณหนูเดาได้อย่างไรขอรับ”
“ข้าแค่คิดง่ายๆว่าสกุลเหยาเป็นพ่อค้าที่มีอิทธิพลที่สุดในเมืองนี้ เขาขายไหมในราคาที่ต่ำมากเพราะต้องการกดดันให้เจ้าอื่นขายไม่ได้และต้องยอมแพ้ไป” ซินหยานค่อยๆเล่าตามความคิดของตัวเอง
“นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย”
“และพอกำจัดคนอื่นไปได้แล้วเขาก็จะทำการขึ้นราคาพวกมันจนสูงลิ่ว”
ผู้คนต่างก็รู้ว่าเมืองนี้และเมืองบริเวณรอบๆไม่มีผู้เลี้ยงไหมเลย การจะนำมันเข้ามาจำหน่ายต้องใช้เวลาพอสมควร
“หืม” อวี้หลางส่งเสียงในลำคอ
เด็กคนหนึ่งจะคิดได้มากขนาดนี้เลยหรือ ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่ค่อยได้รับการศึกษาอีกด้วย ช่างเป็นเด็กที่ยากจะคาดเดา
“ข้าก็เลยคิดว่าพอถึงตอนนั้นข้าก็จะขายไหมพวกนั้นออกไปเช่นเดียวกัน ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้เองเจ้าค่ะ”
เฉินซินหยานวางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะคล้ายกับการบอกว่าสิ่งที่นางคิดนั้นก็ได้พูดออกไปหมดแล้ว
“แล้วคุณหนูทำอย่างไรให้พ่อค้าพวกนั้นยอมมอบสินค้าให้ในราคาที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกหรือขอรับ” หากเป็นคนอื่นก็คงถูกเอาเปรียบโดยการขึ้นราคาไปแล้ว ทุกคนย่อมต้องหาผลประโยชน์เข้าตัว
“สัญญาซื้อขายเจ้าค่ะ ข้ารู้ดีว่าไม่ควรไว้ใจคนอื่นเกินไปถ้าอนาคตไหมมีราคาสูงขึ้นพวกเขาก็อาจจะตุกติกขอขึ้นราคาได้ และข้าก็จ่ายเงินแค่ครึ่งเดียวเป็นค่ามัดจำเอาไว้ก่อน”
“รอบคอบมาก ถึงคุณหนูจะฉลาดแค่ไหนแต่ก็อย่าชะล่าใจนะขอรับ” เขาพูดน้ำเสียงจริงจังด้วยความเป็นห่วง
สำหรับอวี้หลางแล้วตอนนี้เฉินซินหยานมีน้ำหนักในใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าพวกคุณหนูและคุณชายที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีที่จวนเสียอีก
“ใต้เท้าไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะพยายามให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
อวี้หลางได้แต่นึกภูมิใจอยู่ในใจ ตระกูลเฉินที่เขารักยิ่งกว่าชีวิตเหมือนจะมีความหวังขึ้นมาแล้วจริงๆสินะ นายท่านจะต้องดีใจแน่ถ้าได้รู้แบบนี้
“แต่ที่ข้าแปลกใจอีกอย่างคือเหตุการณ์ไฟไหม้” เขาไม่ได้พูดต่อให้จบ
ในความคิดของอวี้หลางนั้นการเฉลียวฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยมถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เขาก็ไม่อยากให้ซินหยานทำสิ่งที่ไม่ถูกศีลธรรมตั้งแต่ยังเด็ก
“ท่านคิดอะไรอยู่เจ้าคะ ไม่ใช่ฝีมือข้าเสียหน่อย” ซินหยานหลุดหัวเราะยกใหญ่กับสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเขา
นี่เขาคิดว่านางร้ายกาจถึงขนาดจะวางเพลิงโกดังเก็บสินค้าคนอื่นเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเลยหรือไงกัน คิดมากเกินไปแล้ว
“เฮ้อออ” อวี้หลางถอนหายใจจนสุดลมด้วยความโล่งใจ
“มันแค่เป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น เพลิงไหม้เกิดจากคนงานเก่าที่โดนไล่ออกโดยไม่ยอมจ่ายค่าแรงให้จนเกิดความแค้นก็เท่านั้นเอง คิดไปถึงไหนกันเจ้าคะ”
“ข้าก็แค่ถามดูเท่านั้นเอง เผื่อนายท่านจะถามไงขอรับ”
อวี้หลางนึกขอโทษขอโพยเจ้านายของเขาในใจที่ต้องใช้อีกฝ่ายมาเป็นข้ออ้าง
“ไหนๆวันนี้ท่านก็ไม่น่าจะมีธุระที่อื่นแล้วช่วยออกไปข้างนอกเป็นเพื่อนข้าหน่อยได้หรือไม่” ซินหยานทำหน้าตาน่าเอ็นดูจนอวี้หลางใจอ่อน
ท่าทางสดใสน่าเอ็นดูนั่นมีหรือจะทำให้เขาใจแข็งได้ลง อวี้หลางมีบุตรชายอยู่สองคนทั้งคู่ก็มีอายุถึงวัยที่จะแต่งงานได้แล้วแต่มิมีใครยอมแต่งกันสักคน
ได้มาเห็นคุณหนูหกแบบนี้แล้วเขาก็คิดว่าถ้าได้ลูกสาวหรือหลานสาวสักคนก็คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว
ทำไมตอนยังหนุ่มๆเขาถึงยอมแพ้ที่จะมีลูกอีกสักคนกันนะ
“บอกให้คนไปเตรียมรถม้า” อวี้หลางครุ่นคิดไม่นานก็หันไปสั่งการ
รถม้าตระกูลเฉินวิ่งไปตามเส้นทาง เรียกสายตาของผู้คนได้เป็นอย่างดี ที่ห่างไกลแบบนี้ใช่ว่าจะมีรถม้าที่หรูหราเช่นนี้ผ่านมาบ่อยๆเสียเมื่อไหร่
“พวกเราจะไปที่ใดกันขอรับ”
“ไปภัตตาคารต้าหว่าน” ซินหยานบอกและชี้นิ้วไปด้านหน้าอย่างร่าเริง
ต่อให้ข้างในจะเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ด้วยร่างกายของเด็กบางครั้งก็ทำให้ควบคุมการกระทำได้ยาก และซินหยานก็ไม่คิดที่จะฝืนจนมากเกินไป
เมื่อมาถึงซินหยานก็รีบวิ่งลงจากรถม้าด้วยความตื่นเต้นราวกับเด็กๆที่ได้ออกจากบ้านครั้งแรก
ถ้าดูตามความเป็นจริงแล้วซินหยานแทบไม่เคยได้ออกจากจวนเลยตั้งแต่ย้ายไปอยู่เมืองหลวง ไม่ว่าจะขอร้องหรือทำตัวดื้อรั้นแค่ไหนท่านแม่ของนางก็ไม่อนุญาต
“ท่านสั่งได้เต็มที่เลยนะข้าเลี้ยงเอง” ซินหยานบอกอย่างภูมิอกภูมิใจ
นอกจากซือเจียแล้วอวี้หลางเป็นคนที่สองที่นางได้เลี้ยงอาหารเช่นนี้ ถ้าจะให้สนิทกันก็ต้องกินข้าวด้วยกันนางคิดแบบนั้น
“ฮ่าๆๆ รบกวนคุณหนูแล้ว” อวี้หลางหัวเราะอย่างพึงพอใจ
จะมีเด็กแปดขวบที่ไหนกันที่อยากเลี้ยงข้าวชายวัยสี่สิบกว่าอย่างเขา คุณหนูหกนี่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ หรือเขาจะมีลูกสาวอีกสักคนดีไหมนะสงสัยต้องกลับไปปรึกษากับที่บ้านเสียแล้ว
ซินหยานสั่งอาหารจนเต็มโต๊ะ และไม่ลืมที่จะเรียกซือเจียมานั่งกินด้วยกันแม้แต่บ่าวที่ติดตามอวี้หลางนางก็ยังไม่รังเกียจที่จะนั่งร่วมโต๊ะอาหาร ความจริงแล้วอวี้หลางไม่ใช่บ่าว เขาคือลูกของชาวบ้านธรรมดาที่โตมากับเฉินรุ่ยเซียว
เสียงพูดคุยหัวเราะของพวกเขาดังไม่ขาดสาย สายตาทุกคู่บนโต๊ะอาหารมักจะหันไปมองที่ทางเดียวกันคือเด็กน้อยวัยแปดขวบที่พูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุด แต่สิ่งที่นางพูดล้วนเป็นสิ่งที่น่าฟังและน่าสนใจทั้งนั้น
“ฝากให้ท่านปู่ด้วยนะเจ้าคะ” ซินหยานยื่นของกินและของใช้มากมายที่นางเดินซื้อหลังจากทานอาหารเสร็จให้เขา
“คุณหนูไม่ได้ซื้อให้ตัวเองหรือขอรับ” เขาเห็นว่านางเดินซื้อตั้งนานก็นึกว่าจะซื้อให้ตัวเองเสียอีก
“ของพวกนี้ล้วนเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ทั้งนั้นข้าอยากให้ท่านปู่ได้ลองกินดู ส่วนอันนี้ของท่าน” ซินหยานหยิบของอีกจำนวนหนึ่งจากซือเจียให้เขา
“น้ำใจนี้ข้ารับไว้แล้ว ไว้ข้าจะมาเยี่ยมใหม่นะขอรับ”
การได้มาเจอคุณหนูหกทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมามากจริงๆ หากนายท่านได้เจอได้พูดคุยกับนางคงจะทำให้เขามีรอยยิ้มกับคนอื่นเขาบ้าง
บทที่ 19 ท่านไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ผ้าไหมกองพะเนินถูกนำมาวางไว้บนเตียงของซินหยาน โดยมีซือเจียคอยจัดแยกตามสีของพวกมัน “ท่านมหาเสนาบดีคงเอ็นดูคุณหนูมากเลยนะเจ้าคะ” ซือเจียยิ้มดีอกดีใจที่คุณหนูได้รับความรักจากคนในครอบครัว “คงทั้งเอ็นดูและสงสารนั่นแหละ” ซินหยานเหยียดยิ้มแต่มันกลับดูเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ซินหยานลูบสัมผัสเนื้อผ้าไหมแต่ละผืนในหัวก็คิดถึงสิ่งที่พึ่งเห็น ไม่ว่านางจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหนก็ไม่สามารถลดความเกลียดชังที่ท่านแม่มีต่อนางได้ “คุณหนู” ซือเจียเรียกเสียงละห้อย “ช่างมันเถอะ ฝากเจ้าจัดการผ้าพวกนี้ทีนะข้าจะนอนแล้ว” ซินหยานบอกเสียงเรียบ เมื่อซือเจียนำผ้าทั้งหมดไปเก็บแล้วพวกนางก็เข้านอนตามปกติ ซินหยานนอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนไม่สบายตัว กว่าจะหลับจริงๆก็เกือบเช้า เช้าวันถัดมาซินหยานยังไม่ทันได้ล้างหน้าก็มีบ่าวมาแจ้งว่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางให้ไปพบในอีกครึ่งชั่วยาม เมื่อซินหยานเดินมาถึงห้องรับรองในเรือนของบิดาก็พบว่ามีคนหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งป้าสะใภ้ ท่านแม่ ท่านป้ารอ
บทที่ 18 ความสุขเพียงชั่วครู่ ซินหยานและพี่ชายพากันเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนของเต็มมือ และมาถึงร้านที่ให้ทายปริศนาโคมไฟ “ข้าเข้าไปเล่นได้ไหมเจ้าคะท่านปู่” ซินหยานเขย่ามือท่านปู่ของนางเพื่อขออนุญาต ถึงโคมไฟเหล่านี้จะไม่ได้วิเศษกว่าโคมไฟทั่วไป แต่วิธีการที่ได้มันมาต่างหากที่ทำให้มันมีคุณค่า คนหลายสิบคนที่แย่งกันตอบปริศนายิ่งทำให้มันน่าเข้าร่วมการแข่ง “ไปสิ” “พี่รอง ไปกันเจ้าค่ะ” ซินหยานปล่อยมือจากท่านปู่ของนางและลากพี่ชายของนางเข้าไปในหมู่ผู้คน ชายชรายืนรอหลานๆของเขาอยู่ด้านนอก ดวงตาทอดมองความร่าเริงของหลานสาวแล้วก็พลอยทำให้เรื่องเครียดที่สะสมไว้เหมือนจะเบาลง “รางวัลปริศนาอันต่อไปคือโคมไฟอันนี้ ทุกท่านพร้อมหรือยังขอรับ” เจ้าของร้านกำลังถือโคมไฟที่จะเป็นรางวัลอันต่อไปอยู่ในมือ “พร้อม ! ” เสียงคนเกือบร้อยคนพูดพร้อมกัน “พี่รอง ท่านต้องแย่งมาให้ได้นะเจ้าคะ” ซินหยานหันไปบอกกับพี่ชายน้ำเสียงจริงจัง “อยากได้ขนาดนั้นเลยหรือ ให้ท่านปู่ซื้อให้ก็ได้นี่” “มันไม่เหมื
บทที่ 17 ไปเทศกาลโคมไฟกันเถอะ เฉินซินหยานไปชวนพี่ชายของนางไปเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวด้วยกัน พี่ชายก็ชวนท่านพ่อกับท่านแม่ และก็ชวนกันต่อไปเป็นทอดๆทำให้ตอนนี้รถม้าของสกุลเฉินถูกนำออกมาใช้ครบทุกคัน ท่านปู่ของนางมีบุตรทั้งหมดสี่คนประกอบด้วยลุงใหญ่ ป้ารอง ท่านพ่อ และท่านอา ท่านอามีอายุต่างจากพี่น้องคนอื่นเกินสิบปีเป็นคนที่ซินหยานสนิทใจด้วยที่สุดในบรรดาพี่น้องของพ่อ ลุงใหญ่มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ป้ารองมีฝาแฝดชายหญิง และท่านอาของนางนั้นยังไม่มีบุตร โชคยังเข้าข้างซินหยานที่ท่านปู่ของนางให้นั่งรถม้าคันเดียวกัน เด็กสาวจึงลากพี่ชายของตัวเองมานั่งด้วยกัน “ท่านพี่ไม่สบายหรือเปล่าเจ้าคะ” ซินหยานถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยความกังวลซินหยานจึงเอามือทาบหน้าผากพี่ชายเพราะเขามีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่ขึ้นรถม้าก็ก้มหน้าตลอดทาง และสีหน้าก็ไม่ค่อยดี “ปะ...เปล่า” จงอิ้นตอบตะกุกตะกัก แต่ก็ยังไม่ยอมสบตาใคร “แล้วทำไมสีหน้าของท่าน” ซินหยานยังคงไม่วางใจ “พี่ไม่ได้เป็นอะไร แค่นอนไม่หลับเลยเพลียๆ” เขาบ่ายเบี่ยงเพราะอ
บทที่ 16 รางวัลของหลานสาว ระหว่างการประชุมมีขุนนางบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งก้มหน้าอ่านตำราเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่หลวงเอาไว้ สิ่งที่น่าขันคือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในห้องอย่างอัครมหาเสนาบดียอมเชื่อและทำตามคำของเด็กตัวแค่นี้ เขารีบสั่งการส่งม้าเร็วไปสำรวจพื้นที่นั้นทันที “กว่าจะได้คำตอบคงเป็นพรุ่งนี้เช้า พวกเราก็แยกย้ายกันก่อน” เสียงทรงอำนาจออกคำสั่ง “แต่นี่คือเรื่องเร่งด่วนนะขอรับใต้เท้าเฉิน ถ้าพวกเราไม่รีบเคลื่อนทัพตอนนี้จะกลายเป็นพวกเราที่เสียเปรียบ” อัครมหาเสนาบดีเฉินตวัดสายตามองคนพูดทันควัน เหมือนคนพวกนี้จะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นใคร “แล้วถ้าทหารนับพันนับหมื่นต้องล้มป่วยเพราะความใจร้อนของเจ้า เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร” เฉินรุ่ยเซียวถามเสียงเย็น ท่าทางน่าเกรงขามของเขาทำให้คนอื่นๆในห้องต้องปิดปากเงียบไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก ซินหยานกำลังรื้อฟื้นความทรงจำที่เคยเรียนในบทเรียนเมื่อชาติที่แล้ว นางอาจจะไม่เคยรับรู้ตอนที่เกิดสงครามแต่ได้มาเรียนประวัติของแคว้นในตอนโต
บทที่ 15 คุณหนูหกเฉิน คุณหนูหกสกุลเฉินยืนถือถ้วยยารออยู่หน้าห้องทำงานของผู้เป็นปู่อย่างท่านอัครมหาเสนาบดีเฉินมาได้สักพักจนรู้สึกได้ว่ามือกำลังสั่นเล็กๆ “คุณหนู มาทำอะไรขอรับ” อวี้หลางที่ได้รับการแจ้งว่ามีคนขอเข้าพบนายท่านของเขาเปิดประตูออกมาก็เจอซินหยานยืนรออยู่ “ข้าเอายาบำรุงมาให้ท่านปู่เจ้าค่ะ” ซินหยานบอกเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้ม “เอ่อ นายท่านกำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่ขอรับ” อวี้หลางมีสีหน้าลำบากใจ ตามปกติแล้วในเวลาแบบนี้จะไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าไปเด็ดขาดเพราะเรื่องที่พูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สายตาวิบวับของเด็กน้อยตรงหน้าก็ทำให้เขาเหมือนจะใจอ่อน “ข้าต้มยามาให้ท่านปู่ ถ้านานกว่านี้ยาก็จะเย็น ทำยังไงดีอวี้หลาง” เฉินซินหยานทำหน้าสลด ดวงตาที่เคยวาววับก็หม่นลง “คุณหนูรอสักครู่นะขอรับ” ท้ายที่สุดอวี้หลางก็ยอมใจอ่อน เขาเข้าไปในห้องนั้นได้ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม “เชิญขอรับคุณหนู” อวี้หลางผายมือให้ซินหยานเข้าไปด้านในและเดินตามหลังนางเข้าไป ซินหยานก้มหัวให้คนอื่นๆที่นั่ง
บทที่ 14 ลืมสนิท หลังจากมื้ออาหารที่ไม่มีใครได้แตะแม้แต่ตะเกียบจบลงทุกคนก็แยกย้ายกลับเรือนของตนเองโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว “คุณหนูไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ” ซือเจียรีบปรี่เข้าหาคุณหนูของนางด้วยความเป็นห่วง “ไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี” นางโกหก เจอเรื่องแบบนี้มาคงไม่มีใครสบายใจได้หรอก ถึงภายในจะบอบช้ำแค่ไหนแต่การแสดงความอ่อนแอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน น้ำตาไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจ “คุณหนู” ซือเจียพึมพำเสียงอ่อน แววตาทอความเวทนา “เดิมทีข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรียกร้องความรักจากใครอยู่แล้ว เป้าหมายของข้าใหญ่กว่านั้นมาก” ซินหยานบอกน้ำเสียงจริงจัง ต่อให้พยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหนแต่ตัวนางก็รู้ดี แม้แต่ร่างกายของนางยังประท้วงกับสิ่งที่นางพูด ในอกมีความรู้สึกหน่วงจนเจ็บ “คุณหนูอยากทำอะไรเจ้าคะบอกซือเจียได้หรือไม่ ซือเจียอยากช่วยคุณหนูจริงๆ ทุกเรื่องที่คุณหนูแบกไว้ให้ซือเจียช่วยดีไหมเจ้าคะ” ซือเจียเอื้อมมือไปกอบกุมมือเล็กๆของเจ้านายไว้ ในความคิดของซือเจียนั้นซินหยานก็เหมือนน้อ







