LOGINการเรียนของซินหยานเป็นไปได้ด้วยดี ชีวิตช่วงนี้ก็แสนจะเรียบง่ายทั้งยังสงบสุข และนี่ก็เป็นวันที่ครบกำหนดที่อวี้หลางคนสนิทของท่านปู่จะต้องเดินทางมาที่นี่อีกครั้ง
“สบายดีนะขอรับคุณหนู” อวี้หลางทักทายพลางลอบสังเกตซินหยาน
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ รบกวนให้ใต้เท้าต้องเป็นห่วงแล้ว” ซินหยานระบายยิ้ม
อวี้หลางพอจะทราบรายละเอียดการเป็นอยู่และการเคลื่อนไหวของเฉินซินหยานอยู่ไม่น้อย และสารนั้นก็มาจากอาจารย์ที่ส่งมาให้นางนั่นเอง
“อาจารย์ที่นายท่านส่งมาให้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ เขาปฏิบัติต่อคุณหนูอย่างดีหรือไม่”
“ดีมาก ท่านอาจารย์ดีกับข้ามาก”
“เช่นนั้นก็ดีขอรับ ข้ามีคำถามอีกสักคำถามอยากจะถามคุณหนูแต่ไม่แน่ใจว่าควรถามหรือไม่”
“ว่ามาเถิดเจ้าค่ะ ระหว่างเราสองคนมีสิ่งใดให้ต้องมาเกรงใจกันอีก”
การที่ได้สนิทสนมกับผู้ช่วยของท่านปู่ล้วนแต่ส่งผลดีต่อตัวนางเอง เพราะอวี้หลางเป็นคนที่ท่านปู่ไว้ใจที่สุดมากกว่าลูกทั้งสี่คนของท่านปู่เสียอีก
“ข้าได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ที่ไหมราคาต่ำคุณหนูไปกว้านซื้อมันเอาไว้” เขาค่อยๆพูดน้ำเสียงปกติ แต่ภายในกลับแฝงความอยากรู้อยู่เต็มอก
“ทำไมหรือเจ้าคะ” ซินหยานเอียงคอด้วยความสงสัย
ซินหยานรู้อยู่เต็มอกว่าเขาถามเรื่องนี้ทำไมแต่ก็ต้องแกล้งเสแสร้งทำเป็นไม่รู้ไปก่อน
“คุณหนูตั้งใจขอรับเงินเบี้ยเลี้ยงมาเพื่อสิ่งนั้นหรือ”
ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไรทุกอย่างก็ดูลงตัวเกินไป คุณหนูหกที่โดนนำมาทิ้งในที่ห่างไกลอยู่ดีๆก็เขียนจดหมายหาท่านปู่ของนาง แถมไม่ได้เขียนให้คนอื่นเลยด้วยแม้แต่บิดาและมารดาของนาง
เมื่อได้เงินมาแล้วนางยังทุ่มเงินเกือบหมดก้อนเพื่อซื้อไหมที่ไม่รู้ว่าจะสามารถขายออกได้หรือเปล่าอีก ราวกับว่านางรู้อยู่แล้วว่าราคาของไหมจะต้องพุ่งสูงขึ้นแน่นอน
“ถ้าบอกว่าไม่ใช่ก็คงจะเป็นการแก้ตัวจนเกินไป” ซินหยานยอมรับตามตรง
“คุณหนูทราบหรือขอรับว่ามันจะราคาขึ้นถึงขนาดนั้น” เขาจ้องตาเด็กน้อยตรงหน้าด้วยความคาดหวัง
“ข้าแค่คาดเดาเท่านั้นเจ้าค่ะ” นางสามารถตอบเขาได้อย่างลื่นไหลไม่เผยพิรุธแม้แต่น้อย
“คาดเดางั้นหรือ” อวี้หลางพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ข้าไม่ได้คิดซับซ้อนเหมือนที่ใต้เท้าจินตนาการหรอกนะเจ้าคะ” นางระบายยิ้มสดใส สองมือประสานเข้าหากัน
“แล้วคุณหนูเดาได้อย่างไรขอรับ”
“ข้าแค่คิดง่ายๆว่าสกุลเหยาเป็นพ่อค้าที่มีอิทธิพลที่สุดในเมืองนี้ เขาขายไหมในราคาที่ต่ำมากเพราะต้องการกดดันให้เจ้าอื่นขายไม่ได้และต้องยอมแพ้ไป” ซินหยานค่อยๆเล่าตามความคิดของตัวเอง
“นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย”
“และพอกำจัดคนอื่นไปได้แล้วเขาก็จะทำการขึ้นราคาพวกมันจนสูงลิ่ว”
ผู้คนต่างก็รู้ว่าเมืองนี้และเมืองบริเวณรอบๆไม่มีผู้เลี้ยงไหมเลย การจะนำมันเข้ามาจำหน่ายต้องใช้เวลาพอสมควร
“หืม” อวี้หลางส่งเสียงในลำคอ
เด็กคนหนึ่งจะคิดได้มากขนาดนี้เลยหรือ ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่ค่อยได้รับการศึกษาอีกด้วย ช่างเป็นเด็กที่ยากจะคาดเดา
“ข้าก็เลยคิดว่าพอถึงตอนนั้นข้าก็จะขายไหมพวกนั้นออกไปเช่นเดียวกัน ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้เองเจ้าค่ะ”
เฉินซินหยานวางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะคล้ายกับการบอกว่าสิ่งที่นางคิดนั้นก็ได้พูดออกไปหมดแล้ว
“แล้วคุณหนูทำอย่างไรให้พ่อค้าพวกนั้นยอมมอบสินค้าให้ในราคาที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกหรือขอรับ” หากเป็นคนอื่นก็คงถูกเอาเปรียบโดยการขึ้นราคาไปแล้ว ทุกคนย่อมต้องหาผลประโยชน์เข้าตัว
“สัญญาซื้อขายเจ้าค่ะ ข้ารู้ดีว่าไม่ควรไว้ใจคนอื่นเกินไปถ้าอนาคตไหมมีราคาสูงขึ้นพวกเขาก็อาจจะตุกติกขอขึ้นราคาได้ และข้าก็จ่ายเงินแค่ครึ่งเดียวเป็นค่ามัดจำเอาไว้ก่อน”
“รอบคอบมาก ถึงคุณหนูจะฉลาดแค่ไหนแต่ก็อย่าชะล่าใจนะขอรับ” เขาพูดน้ำเสียงจริงจังด้วยความเป็นห่วง
สำหรับอวี้หลางแล้วตอนนี้เฉินซินหยานมีน้ำหนักในใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าพวกคุณหนูและคุณชายที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีที่จวนเสียอีก
“ใต้เท้าไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะพยายามให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
อวี้หลางได้แต่นึกภูมิใจอยู่ในใจ ตระกูลเฉินที่เขารักยิ่งกว่าชีวิตเหมือนจะมีความหวังขึ้นมาแล้วจริงๆสินะ นายท่านจะต้องดีใจแน่ถ้าได้รู้แบบนี้
“แต่ที่ข้าแปลกใจอีกอย่างคือเหตุการณ์ไฟไหม้” เขาไม่ได้พูดต่อให้จบ
ในความคิดของอวี้หลางนั้นการเฉลียวฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยมถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เขาก็ไม่อยากให้ซินหยานทำสิ่งที่ไม่ถูกศีลธรรมตั้งแต่ยังเด็ก
“ท่านคิดอะไรอยู่เจ้าคะ ไม่ใช่ฝีมือข้าเสียหน่อย” ซินหยานหลุดหัวเราะยกใหญ่กับสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเขา
นี่เขาคิดว่านางร้ายกาจถึงขนาดจะวางเพลิงโกดังเก็บสินค้าคนอื่นเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเลยหรือไงกัน คิดมากเกินไปแล้ว
“เฮ้อออ” อวี้หลางถอนหายใจจนสุดลมด้วยความโล่งใจ
“มันแค่เป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น เพลิงไหม้เกิดจากคนงานเก่าที่โดนไล่ออกโดยไม่ยอมจ่ายค่าแรงให้จนเกิดความแค้นก็เท่านั้นเอง คิดไปถึงไหนกันเจ้าคะ”
“ข้าก็แค่ถามดูเท่านั้นเอง เผื่อนายท่านจะถามไงขอรับ”
อวี้หลางนึกขอโทษขอโพยเจ้านายของเขาในใจที่ต้องใช้อีกฝ่ายมาเป็นข้ออ้าง
“ไหนๆวันนี้ท่านก็ไม่น่าจะมีธุระที่อื่นแล้วช่วยออกไปข้างนอกเป็นเพื่อนข้าหน่อยได้หรือไม่” ซินหยานทำหน้าตาน่าเอ็นดูจนอวี้หลางใจอ่อน
ท่าทางสดใสน่าเอ็นดูนั่นมีหรือจะทำให้เขาใจแข็งได้ลง อวี้หลางมีบุตรชายอยู่สองคนทั้งคู่ก็มีอายุถึงวัยที่จะแต่งงานได้แล้วแต่มิมีใครยอมแต่งกันสักคน
ได้มาเห็นคุณหนูหกแบบนี้แล้วเขาก็คิดว่าถ้าได้ลูกสาวหรือหลานสาวสักคนก็คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว
ทำไมตอนยังหนุ่มๆเขาถึงยอมแพ้ที่จะมีลูกอีกสักคนกันนะ
“บอกให้คนไปเตรียมรถม้า” อวี้หลางครุ่นคิดไม่นานก็หันไปสั่งการ
รถม้าตระกูลเฉินวิ่งไปตามเส้นทาง เรียกสายตาของผู้คนได้เป็นอย่างดี ที่ห่างไกลแบบนี้ใช่ว่าจะมีรถม้าที่หรูหราเช่นนี้ผ่านมาบ่อยๆเสียเมื่อไหร่
“พวกเราจะไปที่ใดกันขอรับ”
“ไปภัตตาคารต้าหว่าน” ซินหยานบอกและชี้นิ้วไปด้านหน้าอย่างร่าเริง
ต่อให้ข้างในจะเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ด้วยร่างกายของเด็กบางครั้งก็ทำให้ควบคุมการกระทำได้ยาก และซินหยานก็ไม่คิดที่จะฝืนจนมากเกินไป
เมื่อมาถึงซินหยานก็รีบวิ่งลงจากรถม้าด้วยความตื่นเต้นราวกับเด็กๆที่ได้ออกจากบ้านครั้งแรก
ถ้าดูตามความเป็นจริงแล้วซินหยานแทบไม่เคยได้ออกจากจวนเลยตั้งแต่ย้ายไปอยู่เมืองหลวง ไม่ว่าจะขอร้องหรือทำตัวดื้อรั้นแค่ไหนท่านแม่ของนางก็ไม่อนุญาต
“ท่านสั่งได้เต็มที่เลยนะข้าเลี้ยงเอง” ซินหยานบอกอย่างภูมิอกภูมิใจ
นอกจากซือเจียแล้วอวี้หลางเป็นคนที่สองที่นางได้เลี้ยงอาหารเช่นนี้ ถ้าจะให้สนิทกันก็ต้องกินข้าวด้วยกันนางคิดแบบนั้น
“ฮ่าๆๆ รบกวนคุณหนูแล้ว” อวี้หลางหัวเราะอย่างพึงพอใจ
จะมีเด็กแปดขวบที่ไหนกันที่อยากเลี้ยงข้าวชายวัยสี่สิบกว่าอย่างเขา คุณหนูหกนี่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ หรือเขาจะมีลูกสาวอีกสักคนดีไหมนะสงสัยต้องกลับไปปรึกษากับที่บ้านเสียแล้ว
ซินหยานสั่งอาหารจนเต็มโต๊ะ และไม่ลืมที่จะเรียกซือเจียมานั่งกินด้วยกันแม้แต่บ่าวที่ติดตามอวี้หลางนางก็ยังไม่รังเกียจที่จะนั่งร่วมโต๊ะอาหาร ความจริงแล้วอวี้หลางไม่ใช่บ่าว เขาคือลูกของชาวบ้านธรรมดาที่โตมากับเฉินรุ่ยเซียว
เสียงพูดคุยหัวเราะของพวกเขาดังไม่ขาดสาย สายตาทุกคู่บนโต๊ะอาหารมักจะหันไปมองที่ทางเดียวกันคือเด็กน้อยวัยแปดขวบที่พูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุด แต่สิ่งที่นางพูดล้วนเป็นสิ่งที่น่าฟังและน่าสนใจทั้งนั้น
“ฝากให้ท่านปู่ด้วยนะเจ้าคะ” ซินหยานยื่นของกินและของใช้มากมายที่นางเดินซื้อหลังจากทานอาหารเสร็จให้เขา
“คุณหนูไม่ได้ซื้อให้ตัวเองหรือขอรับ” เขาเห็นว่านางเดินซื้อตั้งนานก็นึกว่าจะซื้อให้ตัวเองเสียอีก
“ของพวกนี้ล้วนเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ทั้งนั้นข้าอยากให้ท่านปู่ได้ลองกินดู ส่วนอันนี้ของท่าน” ซินหยานหยิบของอีกจำนวนหนึ่งจากซือเจียให้เขา
“น้ำใจนี้ข้ารับไว้แล้ว ไว้ข้าจะมาเยี่ยมใหม่นะขอรับ”
การได้มาเจอคุณหนูหกทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมามากจริงๆ หากนายท่านได้เจอได้พูดคุยกับนางคงจะทำให้เขามีรอยยิ้มกับคนอื่นเขาบ้าง
บทส่งท้าย เป็นระยะเวลากว่าสี่ปีที่ซินหยานแต่งงานกับสามีอันเป็นที่รัก เขายังคงดีต่อนางสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปร ยิ่งทวีความรักมากขึ้นเมื่อนางได้ให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยทั้งสองคน “เจ้าก็รักแต่เจ้าใหญ่ยัยหนูรองน้อยใจแย่” คนเป็นพ่ออุ้มลูกสาวคนเล็กเอาไว้ในอ้อมอกและตระกองกอดไว้ด้วยความรักแสนทะนุถนอม “แอ้” เจ้าตัวน้อยที่อายุได้เพียงหกเดือนร้องอ้อแอ้และแย้มยิ้มให้พ่อจนเห็นเหงือกสีชมพู ดวงตากลมโตราวกับถอดแบบมารดาออกมาจ้องมองใบหน้าคมของบิดาด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ท่านก็เอาแต่เล่นกับยัยหนูรองจนลืมเจ้าใหญ่เหมือนกันนั่นแหละ” ซินหยานหันไปมองค้อนสามีที่ชอบเข้มงวดกับบุตรชาย แต่กับบุตรสาวเขาทะนุถนอมและตามใจยิ่งกว่าพวกองค์หญิงในวังหลวงเสียอีก พอได้มาเป็นแม่คนครั้งแรกซินหยานก็คิดอะไรได้หลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของท่านแม่ นางเคยคิดว่าที่ท่านแม่ทำไปเพราะรักแต่นั่นเป็นความคิดเพ้อฝันเข้าข้างตัวเองของนาง ความรักที่ซินหยานมีให้ลูกนั้นแตกต่างจากที่เคยได้รับจากมารดาโดยสิ้นเชิง ตอ
บทที่ 177 ครอบครัวสุขสันต์ วันนี้ถือเป็นวันพิเศษต้นวสันตฤดูแสงแดดอ่อนๆทอผ่านกิ่งไม้ ใบไม้เขียวขจีพัดไหวเบาๆตามแรงลมที่พัดโชย กลิ่นดอกไม้ที่บานสะพรั่งอบอวลในอากาศ เสียงนกร้องคลอเบา ๆ เป็นทำนองแห่งธรรมชาติ ยามเช้าหลังจากที่เรื่องเลวร้ายทั้งหมดทั้งมวลถูกกาลเวลาพัดพาออกไป ครอบครัวสกุลเฉินนั่งทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา เสียงพูดคุยหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ ซินหยานเฝ้ามองทุกคนด้วยใจที่รู้สึกอบอุ่นและอิ่มเอมกว่าครั้งไหนๆ นางได้ย้อนกลับมาแก้ไขทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ช่วยแคว้นไว้ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนางสามารถช่วยทุกคนในครอบครัวเอาไว้ได้ ไม่มีใครล้มหายตายจากถึงแม้ระหว่างทางจะมีเรื่องให้ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยครั้ง เพี๊ยะ ! ร่างบางตีมือของพี่ชายคนโตของบ้านที่กำนั่งแย่งน่องไก่ชิ้นสุดท้ายไป เขามองนางตาขวาง แต่เมื่อเห็นสายตาคู่คมที่จ้องมองเขาราวกับศัตรูของคนที่อยู่ข้างกายนางเจียเผิงก็ยอมปล่อยน่องไก่ชิ้นนั้นไป “หึ ถือว่ามีคนปกป้องแล้วจะรังแกข้ายังไงก็ได้หรือไง” เจียเผิงบ่นเสียงเบาไม่กล้าพูดให้อีกฝั่งได้ยิน
บทที่ 176 ไม่มีทางเอาชนะได้ “พาเสด็จพ่อของเจ้าไปที่ห้องทรงพระอักษร” ท่านน้าขององค์ชายรองกล่าวและเดินไปรอที่ห้องนั้นตามคำของตน สารสละราชสมบัติถูกวางเอาไว้พร้อมกับแต่งตั้งองค์ชายรองขึ้นแทนฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระองค์มองสิ่งเหล่านั้นด้วยความทอดถอนใจมิได้เกรงกลัวต่อการข่มขู่ของคนทั้งสอง คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายจะมาหวาดกลัวกับเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร และทุกอย่างก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องมีจุดจบเช่นไร เขาไม่ใช่กษัตริย์ที่หลงมัวเมาในอำนาจห่วงก็แต่เพียงคนที่ขึ้นมาแทนที่คนต่อไปจะรักแคว้นและทำเพื่อแคว้นได้ไม่เท่าที่เขาทำ พระองค์ทรงประทับตามที่พระโอรสบอก มือก็คว้าตราประทับมาจับเอาไว้มั่น ในพระทัยก็ได้แต่ภาวนาว่าโอรสจะเปลี่ยนใจ “เจ้ามั่นใจแล้วนะว่าต้องการเช่นนี้” พระองค์ทรงใช้วาจาธรรมดากับโอรสองค์รอง ในที่นี้มีเพียงแค่พ่อกับลูกมิใช่กษัตริย์และพระโอรสผู้ยิ่งใหญ่ “ลูก...กระหม่อม” องค์ชายรองตัวสั่นและไม่กล้ากล่าวสิ่งใด “เจ้าอย่ามาพูดให้มากความ หน้าที่ของเจ้าตอนนี้คือต้องประทับสารสละราชสมบัติ
บทที่ 175 คำสารภาพใต้แสงจันทร์ ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงครึ่ง ทุกอย่างรอบกายสงบนิ่งมีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมที่ปะทะกับต้นไม้ด้านนอก อากาศเย็นเฉียบราวกับจงใจให้ร่างบางต้องขยับตัวเข้าหาอ้อมกอดแสนอบอุ่นของเขา มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากข้างเตียงที่ทำให้นางมองเห็นใบหน้าคมที่กำลังทำหน้าจริงจัง คำพูดที่เหมือนกับหยุดทุกสิ่งรอบกายของเขาทำให้ซินหยานแทบจะวิญญาณหลุดจากร่าง แค่เขาถามนางว่าอยากอยู่กับเขาไปทั้งชีวิตหรือไม่ในใจมันก็กู่ร้องกังวาน “ข้าพูดจริงๆนะซินหยาน” เขาเน้นย้ำคำพูดของตนเมื่อนางนิ่งเงียบไป จุดประสงค์แรกที่มาหานางนั้นไม่ได้มาเพื่อทำเรื่องนี้ แต่เมื่อได้สวมกอดนางเอาไว้เขาก็รู้ตัวทันทีว่าชีวิตเขาขาดนางไปไม่ได้อีกแล้ว หากไม่รีบก็อาจจะช้าเกินไป เขาจะปล่อยให้นางหลุดมือไปไม่ได้ “ท่านชอบข้าหรือ” ซินหยานถามด้วยสีหน้าสับสน นางรู้ตัวว่าชอบเขามาก แต่ไม่เคยนึกถึงอีกฝ่ายเลยว่าจะชอบนางเหมือนกันหรือไม่ เพราะความไม่ประสาในเรื่องความรักทำให้ซินหยานไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร คำถามง่ายๆสั้นๆแต่ทำให้เข
บทที่ 174 เบื้องหลังฝันร้าย ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เฉินซินหยานยืนอยู่ท่ามกลางห้วงแห่งภวังค์ที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่คุ้นเคย เสียงกระซิบคลอดังระงมรอบตัว นางหันมองไปรอบๆ แต่เห็นเพียงหมอกหนาและแสงสีจางๆ ที่ลอยล่องอย่างไม่มีทิศทาง ภาพด้านซ้ายคือข้างในของจวนสกุลเฉิน และด้านอื่นๆมีทั้งในวังและในห้องมืดๆอับชื้น เสียงกระซิบดังระงมจนซินหยานปวดหัวต้องยกมือขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้าง เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ร่างบางจึงเริ่มก้าวเท้าเดินหนีไปยังสถานที่ที่นางรู้สึกว่าปลอดภัยที่สุดนั่นก็คือจวนสกุลเฉิน แม้จะรู้ตัวว่าเป็นความฝันแต่ก็มิอาจปลุกตัวเองให้ตื่นได้ ทำได้เพียงหาทางออกจากห้วงแห่งนี้ให้เร็วที่สุด ด้านในจวนมีสภาพคล้ายกับในชีวิตจริง เว้นแต่ในความฝันมันดูทรุดโทรมกว่ามากหากจะให้เปรียบเทียบมันเหมือนกับจวนสกุลเฉินในตอนที่ท่านปู่เริ่มล้มป่วยในกาลก่อน “เจ้าจงนำพิษนี้ไปให้ตาแก่นั่นกินแล้วข้าจะยกหนี้พนันให้เจ้าทั้งหมด” เสียงเย็นเยียบชวนขนลุกทำให้ซินหยานเดินเข้าไปใกล้ทางนั้นมากขึ้น คนสองคนยืนพ
บทที่ 173 รักที่ไม่ต้องหลบซ่อน ข่าวเรื่องการล้มป่วยหนักของท่านอัครมหาเสนาบดีถูกแพร่กระจายเป็นวงกว้าง แทบจะไม่มีใครในเมืองหลวงที่จะไม่รู้เรื่องนี้ ข่าวลือนั้นลุกลามอย่างรวดเร็ว จวนสกุลเฉินปิดประตูแน่นไม่ให้ใครเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ลูกหลานแต่ละคนถูกสั่งห้ามพบปะพูดคุยกับบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด มีเพียงแม่ทัพโจวที่สามารถเข้านอกออกในจวนนี้ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ซินหยานแปลกใจคือคนสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนาง คนสองคนที่เคยบอกว่าไม่ได้มีความรู้สึกต่อกัน และดูเหมือนคนที่ไม่ถูกกันมากกว่า ทั้งสองกำลังยืนจับมือกันอยู่ตรงหน้าร่างบาง พี่ชายของนางดูสายตาแน่วแน่จริงจังกว่าครั้งไหนๆ ริมฝีปากบางกดยิ้มด้วยความเอ็นดูทั้งคู่ “ซินซิน” เสียงเข้มเรียกน้องสาว เฉินจงอิ้นบีบมือคนข้างกายแน่นขึ้นเมื่อกำลังจะพูดความลับของทั้งสองออกไป เขาเก็บความลับนี้ไว้มานานเป็นปีและวันนี้มันก็ถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว “ว่าอย่างไรเจ้าคะพี่รอง” ซินหยานแสดงสีหน้าที่เป็นปกติ คนที่ควรตกใจอย่างซินหยานกลับสงบนิ่งกว่าคนที่กำล
บทที่ 145 แมวน้อย ช่วงยามเซินของวันถัดมาแสงแดดเริ่มลาลับ ซินหยานมาที่สนามแข่งม้าอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยหลังจากที่การแข่งขันเมื่อวานจบลง พวกคนงานทำความสะอาดรอบบริเวณได้เป็นอย่างดี อาจจะมีบางอย่างเสียหายหรือแตกหักไปบ้างซินหยานก็สั่งให้คนนำมาเปลี่ยน “เรื่อ
บทที่ 112 หาทางรักษา โจวหานเฟิงใช้เวลาในการพูดคุยกับท่านอัครมหาเสนาบดีไม่นานมากนักก็ออกมาพบกับซินหยานอีกครั้ง “ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนท่านแม่ทัพอีกสักเรื่อง” ซินหยานเรียกเขาไว้ก่อนที่โจวหานเฟิงจะจากไป “คุณหนูหกเชิญกล่าว” ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนลดลงเรื
บทที่ 94 หน้าที่ใหม่ รถม้าวิ่งออกมาจากจวนสกุลเฉินใช้เวลาไปนานพอสมควรจนมาถึงทางทิศใต้ของตลาดก็หยุดลง “มาปู่ช่วย” เฉินรุ่ยเซียวช่วยประคองหลานสาวลงจากรถม้า รอบด้านทั้งสี่ทิศถูกเหล่าผู้คุ้มกันนับสิบรอบไว้จนหมด เขาไม่เปิดโอกาสให้คนนอกได้เห็นหลานสาวสุดหวงของเขา
บทที่ 92 เจ้าลูกสุนัข โจวหานเฟิงก้มมองใบหน้าของสตรีที่สูงแค่ช่วงไหล่ของเขาเพื่อที่จะได้เห็นชัดๆ เวลาที่นางเบะปากมันทำให้เขาอยากจะดึงมันสักทีให้หายมันเขี้ยว “เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเป็นลูกหลานสกุลใด” เขาจ้องมองปากที่เชิดรั้นขึ้นจนเกือบชิดจมูกของนางละสายตาไม่ได้







