“ท่านขุนอยากให้บัวนวดกงไหนอีกบอกได้นะเจ้าคะ”
“เอ็งนวดให้ข้าเสียจนหนำใจ ข้าอยากทำอย่างอื่นเสียมากกว่า”
หญิงสาววัยยี่สิบสองก้มหน้าก้มตามองพื้นเรือนด้วยความเขินอายตามประสาสาวแรกแย้มยามที่ถูกอีกฝ่ายเกี้ยวคารมใส่ มือเล็กถูกรั้งเอาไปจับถือ บัวไม่ได้มีท่าทีสงวนกาย เพราะรู้หน้าที่เมียทาสของเธอดี การถูกเรียกตัวมาคืนนี้ก็เพื่อปรนนิบัติท่านขุน ข้อนี้บัวรู้ดีอยู่แก่ใจ
“คืนนี้เอ็งจะได้เป็นเมียข้า รู้ตัวหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” ตอบกลับด้วยท่าทางเหนียมอาย ไม่นานมือหนาของคนบนเตียงก็ยื่นมาจับคางสวยให้เชิดเงยขึ้นมองปะหน้า บัวยังยืนยันว่าท่านขุนนั้นมีใบหน้าและรูปร่างดั่งเทวดาเสก คนอะไรจะรูปงามถึงเพียงนี้
“ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงกับข้า”
เจ้าของร่างเล็กลุกขึ้นขยับไปนั่งบนเตียงเดียวกับเขาอย่างว่าง่าย เตรียมใจมาหลายวัน พรหมจรรย์ที่เฝ้ารักษามาตลอดหลายปีกำลังจะถูกพรากไปโดยชายที่เธอนั้นหวังจะมอบให้แต่แรก
“ทะ ท่านขุนเจ้าคะ”
มือเล็กจับรั้งมือของเขาที่กำลังเปลื้องผ้ากระโจงอกของเธอ พอถึงเวลาเข้าจริง ความกลัวของหญิงสาวก็เริ่มทำงาน รู้อยู่แล้วว่าไม่อาจรั้งท่านได้ แต่สิ่งที่บัวกำลังร้องขอ ก็หวังว่าท่านขุนจะปรานี
“ท่านขุนช่วยเบาแรงกับบัวหน่อยนะเจ้าคะ นี่คราแรกของบัวเจ้าค่ะ...”
ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ เหนียมอายเสียจนไม่กล้าแม้นแต่จะสบสายตาของท่าน ขุนเอกที่ได้ยินถ้อยคำนั้น ก็รู้สึกนึกเอ็นดูเมียทาสคนนี้ไม่หาย แน่นอนว่าเขาจะเบาแรงให้ตามคำขอ หากแต่ถ้าเมียทาสสาวคนนี้ยังทำตัวให้น่ารังแก ก็อาจจะเปลี่ยนใจ
ระหว่างที่วาดจันทร์พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้จะผ่านไปเพียงแป๊บ แต่เวลาก็เลยไปเกินกว่า ๓ วันแล้ว หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น เป็นทุกช่วงที่ความทรงจำของบัวหรือเจ้าของร่างตัวจริงผุดขึ้นมาให้ได้เห็นในหัว จับใจความได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่รู้แน่ ๆ ว่าคนคนนี้ชื่อบัวไม่ผิด แถมยังเป็นเมียทาสของท่านขุนเอกอะไรนั่นตามที่แม่เธอบอกไว้
“เพราะแบบนี้สินะ ความรู้สึกครั้งแรกที่เจอกับหมอนั่น ใจของเราถึงเจ็บหน่วง ๆ มาก แต่ทำไมต้องไปรักคนที่ทำร้ายตัวเองขนาดนั้นด้วยล่ะ”
มันเป็นความรู้สึกรักใคร่ แต่ก็เจ็บหน่วงในเวลาเดียวกัน แน่นอนว่าวาดจันทร์เคยสัมผัสความรู้สึกนี้อยู่บ่อยครั้งในยุคที่จากมา แม้นตอนนั้นจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้สึกแบบนั้นได้ กลับกันตอนนี้เธอเข้าใจมันเป็นอย่างดี
“แล้วเรื่องที่ใครต่างก็บอกว่าเธอไปวางยาให้แม่แก้วตกลูกนี่มันเรื่องจริงหรือเปล่านะ?” วาดจันทร์ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับบัวทั้งหมดในตอนนี้ คนที่มาที่นี่อย่างงง ๆ จะรู้เรื่องอะไรมากมาย ระหว่างนี้ก็ทำได้เพียงให้แม่บัวตัวจริงมาเข้าฝันบอกเรื่องราวทั้งหมด
“โชคดีนักที่คุณหญิงแสของท่านขุนให้ยกโทษครานี้ให้เอ็ง หายดีแล้ว ก็หาโอกาสไปขอบพระคุณท่านล่ะ คุณหญิงแสดีกับครอบครัวเรามาเสมอ อย่าได้ลืมคุณข้อนี้เชียวนะ”
“แต่ว่าวาดถูกห้ามขึ้นเรือนใหญ่ไม่ใช่เหรอคะแม่”
“ก็จริงของเอ็ง แต่อย่างไรเอ็งก็จะได้ปะท่านอยู่ร่ำไรแหละนะ ก็นี่มันบ้านของท่าน...ว่าก็ว่าเถอะนะนังบัว ข้าล่ะไม่เข้าใจเอ็งเลยจริง ๆ เหตุใดเอ็งถึงเรียกตนว่าวาด ๆ อะไรนั่นอยู่ได้ เอ็งยังจำไม่ได้รึ ว่าเอ็งชื่อบัวน่ะ”
วาดจันทร์เงียบไปไม่ได้ตอบกลับ ใครมันจะชินกับการที่อยู่ ๆ ต้องใช้ชื่ออื่นแทนชื่อที่ใช้มาตลอด ๒๕ ปี แต่หลังจากนี้ก็คงจะต้องพยายามให้มากกว่าเดิมเสียแล้ว ไม่รู้ได้เลยว่าจะกลับยุคปัจจุบันได้อย่างไร ขนาดมาที่นี่ยังต้องใช้ร่างของคนอื่น
แต่จะบอกว่าคนอื่นเลยก็ไม่ได้หรอก ดูหน้าดูตาก็รู้แล้วว่านี่น่ะมันคือวาดจันทร์ชัด ๆ แต่เป็นวาดจันทร์ที่อยู่ปี รศ.๑๑๖ น่ะนะ
“บะ บัวน่าจะหลงลืมไปหน่อยน่ะค่ะ”
“ถ้อยคำก็หาใช่คนปกติ ไอ้น่ะค่ะ นะคะของเอ็ง มันหมายว่ากระไรรึ?”
‘ยุคสมัยนี้ยังไม่ใช้นะคะกันอีกเหรอเนี่ย’ เธอเพียงคิดในใจไม่ได้เปล่งออกไป แสดงว่าต่อไปเธอต้องศึกษาถ้อยคำของคนสมัยนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่จะไม่เป็นเป้าสายตา
“แม่อย่าได้ใส่ใจเลยนะ...พ่ะย่ะค่ะ”
“.....” จำปาถึงกับหน้าเหวอ ก็คิดเพียงว่าอาการของลูกสาวจะดีขึ้นในเร็ววัน อย่าให้มันมีท่าทางวิปลาสแบบนี้ตลอดไปเลยเถอะ ไม่ใช่ว่าคนเป็นแม่จะรู้สึกอายที่ลูกเป็นอย่างนี้ แต่เพราะเป็นห่วงเสียมากกว่า
“เอาเถอะ ข้าไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเอ็งแล้ว ไปตลาดกับข้าที เย็นนี้คุณหญิงท่านอยากกินแกงเทโพหมูสามชั้น ผักบุ้งในสวนก็ดันหมดพอดี จะได้รวดไปซื้อหมูด้วยเลย”
แม่จำปานับว่าเป็นแม่ครัวใหญ่อยู่ที่เรือนนี้ ฝีมือดีเป็นที่พึงใจคุณหญิงแสนัก เดิมทีผัวของจำปาหรือพ่อของบัวก็เป็นบ่าวอยู่ในเรือนของท่านเหมือนกัน แต่หลังจากที่บัวเกิดมาได้ไม่นาน ผัวไม่รักดีก็ริอ่านหนีนาย ทั้งยังหอบลูกไปด้วย สุดท้ายไปไหนไม่รอด จำต้องขายลูกให้โรงชำเราได้บ่มเพาะ
พอรู้ถึงหูคุณหญิงแส ท่านก็เมตตาไปซื้อตัวบัวกลับสู่อ้อมกอดของผู้เป็นแม่อย่างเดิม แต่ก็หาได้เป็นบ่าวเหมือนแม่ เพราะตอนนี้บัวที่ถูกไถ่ตัวคืนมาได้เป็นเพียงทาสเท่านั้น และพอได้เป็นเมียทาสของท่านขุน มันถึงได้สบายขึ้นมาหน่อย หากไม่เกิดเรื่องขึ้นก่อน ก็คงจะได้สุขสมมากกว่าที่เป็น
“ดีเหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ ฉันอยู่แต่ที่กระท่อมนี้จนโครงหน้าจะเป็นรูปกระท่อมตามอยู่แล้ว ตอนนี้แผลที่หลังก็หายดีแล้วด้วย”
“เอ็งหยุดพูดจาเยื่องนั้นเสียทีเถอะนังบัว ข้าคล้านจะฟังเต็มทน แล้วพ่ะย่ะคงพ่ะย่ะค่ะอันใดของเอ็ง เงาหัวจะหายไปกันหมด!”
ก่อนหน้านี้ก็ดูแลกันอย่างดี พอลูกสาวหายดีหน่อย กลับทำเอาจำปาปวดหัวขึ้นมาได้ง่าย ๆ ไม่รู้ว่าสติของมันจะคืนมาครบถ้วนเมื่อใด เพียงเท่านี้เธอก็ยากจะรับมือแล้ว
สองแม่ลูกเดินทางเท้ามาถึงตลาดที่ว่า ไกลมากจนอยากจะเอ่ยปากถามว่าทำไมถึงไม่นั่งรถมา แต่ก็มานึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในยุคที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ทั้งยังเป็นเพียงทาสในเรือนของคนอื่นเขา
“แม่ต้องเดินแบบนี้ตลอดเลยเหรอจ๊ะ?”
“ข้ายังมีขาก็ต้องใช้ขาเดินมาน่ะสิ เอ็งก็ถามแปลก” อยากจะเครซี่! เธอไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นเสียหน่อย แต่เอาเถอะ อีกนานแค่ไหนนะที่วาดจะสามารถปรับตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไม่ต้องตั้งคำถามอะไรสักข้อ ตั้งคำถามว่าเหนื่อยแล้ว เจอคำตอบกลับมายิ่งรู้สึกเหนื่อยกว่า
วาดรู้สึกแปลกตากับตลาดในยุคนี้ และยุคที่เธอมา มันต่างกันมากจนหาคำมาอธิบายแทนไม่ได้ ระหว่างที่จำปากำลังเดินจ่ายตลาดอยู่ ตลอดทางเธอก็พร่ำสอนลูกสาวไปด้วย ว่าควรเลือกของอย่างไรให้ได้วัตถุดิบที่ดีที่สุด แต่เรื่องพวกนั้น เชฟภาคกลางอย่างวาดจันทร์ ทำไมจะไม่รู้...นอกจากประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดหลายปีหลังเรียนจบ ตอนเรียนเธอยังเป็นนักศึกษาเกียรตินิยมอันดับ ๑ ด้วยซ้ำไป ของแบบนี้หมู ๆ ไปเลย
“เอาแบบนี้ไหมจ๊ะ เดี๋ยวเย็นนี้ฉันทำกับข้าวให้แม่กินดีไหม?”
“เอ็งน่ะรึ!?”
“ตกใจอะไรขนาดนั้นล่ะจ๊ะแม่ ฉันน่ะทำกับข้าวอร่อยมาก ๆ เลยนะ”
“ฮ่า ๆๆๆ” สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นเสียงขำพรืดใหญ่ของแม่ที่เดินอยู่ข้าง ๆ กัน จวนคนในตลาดต่างก็พากันมองเป็นสายตาเดียว ไม่เห็นว่าเธอจะพูดผิดตรงไหน ทำไมแม่ถึงต้องขำหนักมากขนาดนั้น
“ตั้งแต่ข้าเบ่งเอ็งออกมา เลี้ยงตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยจนเติบใหญ่ รู้หรือไม่เหตุใดข้าถึงยังไม่เคยได้กินฝีมือของเอ็ง เพราะเอ็งเคยทำให้ข้ากินตอนที่ข้าป่วยอยู่คราวหนึ่ง จำตอนนั้นได้หรือไม่เล่า”
“จำไม่ได้จ้ะ” จะจำได้อย่างไร ก็นั่นไม่ใช่เธอเสียหน่อย
“ก็กินไม่ได้น่ะสิ รสมือเอ็งแย่อย่างกับกระไร ลิ้นข้าพังไปเป็นเดือน ๆ”
“....” วาดจันทร์เหวอในสิ่งที่ได้ยิน บัวมีฝีมือการทำอาหารที่ยอดแย่เลยอย่างนั้นเหรอ ในขณะที่เธอในยุคปัจจุบันเป็นถึงเชฟอาหารไทยระดับภาคเลยเนี่ยนะ “งั้นฉันขอแก้ตัวจ้ะ ครั้งนี้แม่จะต้องติดใจมากแน่ ๆ”
‘เอาล่ะบัว ฉันรู้แล้วนะว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในร่างของเธอยังไงต่อดี ฉันจะใช้ความสามารถที่มี ทำให้ทุกคนได้จดจำเธอในรูปแบบใหม่เอง!’ ระหว่างที่หัวสมองกำลังคิด สีหน้าท่าทางของเธอก็แสดงความคิดนั้นออกมาชัดเจน เสียจนคนเป็นแม่ที่เดินมาด้วยกันอดห่วงอาการของลูกสาวไม่ได้
หลังจากซื้อของทุกอย่างเรียบร้อย สองแม่ลูกก็เดินกลับบ้านเหมือนขามา ตลอดทางบัวก็ยังคงพร่ำบ่นอยู่เหมือนเดิม แม้จะผิดนิสัยของลูกที่เธอเลี้ยงมากับมือ แต่เบื้องหน้านั้นคือลูกของเธอจริง ๆ ก็จำต้องยอมรับ
“ทุกครั้งที่เอ็งมาตลาดกับข้าก็หาได้บ่นเช่นนี้ เอ็งนี่เปลี่ยนไปมากโขเลยนะนังบัว เพราะข้าเป็นเพียงบ่าวในเรือนหอยเบี้ยอะไรก็หาได้มีเหมือนคนอื่น เยื่องนั้นข้าก็คงจะพาเอ็งไปโรงหมอดูอาการเสียหน่อย” แต่ก็อดไม่ได้ที่จะไม่พูดอยู่ดี ถ้าเธอไม่ใช่บ่าวทาสของใคร ก็คงจะพอมีเบี้ยเหมือนคนอื่นเขาบ้าง ลูกก็คงจะไม่มาลำบากแบบนี้แต่แรก
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรจ้ะ...ต่อไปฉันจะไม่บ่นแล้วจ้ะแม่” ทนไม่ได้ที่จะเห็นแม่น้อยเนื้อต่ำใจ บัวเลยพูดไปแบบนั้นให้ท่านได้สบายใจขึ้น ก็คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้นี่นา จะว่าไปเรื่องแม่ลูกสองยุคนี่มีจริงสินะ เพราะยุคที่เธอจากมาก็มีแม่หน้าตาแบบนี้เหมือนกัน
“เอ็งปรุงอันใดให้ข้ากินนี่ เหตุใดรสชาติมันถึงอัปลักษณ์นัก?!”
บัวเริ่มหน้าเสียเมื่อกับข้าวที่เธอตั้งใจทำอย่างมุ่งมั่นกำลังถูกกล่าวหาว่ามีรสชาติอัปลักษณ์ จะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไรกัน สูตรนี้เป็นสูตรเฉพาะร้านอาหารของเธอด้วยซ้ำ ไม่ว่าลูกค้าคนไหนมาก็ต้องสั่งไปทานกันอยู่ทุกโต๊ะ หรือว่าแม่คงจะกำลังอำเธออยู่เป็นแน่
เรียวนิ้วยื่นไปจับเอาช้อนตักน้ำแกงในถ้วย ตอนทำก็ไม่ได้ชิมด้วย เพราะปกติแล้วเธอไม่เคยชิมเลยสักครั้งเดียว ด้วยความมั่นใจหนักหนาในจิตวิญญาณคนเป็นเชฟ และทันทีที่ช้อนมากน้ำแกงสัมผัสลงที่ลิ้น ทุกอย่างก็กระจ่าง
โคตรห่วยแตก!!!