“นี่! ปล่อยฉันนะ ทำแบบนี้มันล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะรู้ไหม?! เป็นใครก็ไม่รู้ แถมยังมาเอาแต่ลากกันอยู่ได้! ปล่อยสิ ปล่อย!”
เสียงโหวกเหวกดังลั่นตลอดทางเดินที่ถูกพาไป แม้ก่อนหน้าผู้เป็นแม่จะเข้ามากันไว้ หากแต่แรงของคนที่เข้ามาเอาตัวเธอนั้นมีมากกว่า นอกจากจะช่วยกันลูกสาวเพียงคนเดียวไว้ไม่ได้ คนพวกนี้ก็ยังลงมือกับแม่ของเธออีก
“แม่ แม่ช่วยวาดด้วย!”
“ฮือ พี่มิ่งอย่าทำมันเลยนะ ฉันกราบล่ะพี่!”
คนเป็นแม่วิ่งตามหลังมาติด ๆ ใช้แรงเฮือกสุดท้ายวิ่งแซงทุกคนมากั้นขบวนอยู่ตรงหน้า ก่อนทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น แม้ว่ามุมปากจะยังมีเลือดซิบ หัวหางยุ่งกระเจิง แต่เธอก็ไม่มีแม้แต่เสี้ยววินาทีที่นึกเป็นห่วงตนมากกว่าลูกในไส้ การไปของบัวครานี้ คงจะเป็นคราสุดท้ายที่แม่และลูกจะได้ปะหน้ากันกระมัง
“อีปามึงอย่ามาขวาง มึงก็รู้มิใช่รือว่านี่คือคำสั่งของท่านขุน อยากตายห่าด้วยอีกคนรึมึง!”
ถึงจะถูกพูดตัดความหวัง แต่สองมือเล็กก็ยังพนมกราบไหว้คนตรงหน้าไม่ต่างจากเจ้าของชีวิต แน่นอนว่าสิ่งที่วาดจันทร์เห็น มันไม่ควรเกิดขึ้นเลยเสียน้อย ไอ้คนพวกนี้มันเป็นใครกันแน่ แม่ของเธอถึงได้เกรงกลัวนักหนา อย่าให้หลุดไปได้ จะฟ้องให้เข็ด!
“ปล่อยสิวะ! อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ ถ้าฉันหลุดไปได้ พวกแกได้ตายคามือฉันแน่! ไอ้พวกบ้า”
“มึงหมายว่ากระไร เหตุใดจึงได้พูดจาผิดแผกนัก?”
“ท่านขุน!”
ทันทีที่เสียงของบุคคลหนึ่งปรากฏดัง ทุกถ้อยคำที่สนทนากันก่อนหน้าก็เงียบสงัดไปคล้ายว่ามีคนปิดสวิตช์ ก่อนที่ทุกคนจะพร้อมใจกันนั่งลงกับพื้นดิน รวมถึงวาดจันทร์เองก็ด้วยที่ถูกกระชากตัวลงมานั่งด้วยกัน
โอ๊ย! แผลก็เจ็บ ยังต้องมาถูกลากไปลากมาอย่างกับสัตว์เลี้ยง
“ท่านขุน ฮือ อย่าทำอะไรมันเลยนะเจ้าคะ เท่านี้นังบัวก็เจ็บเจียนตายแล้วเจ้าค่ะ ฮึก”
“ท่านขุนงั้นเหรอ...คนนี้สินะไอ้ท่านขุนที่ว่า”
ถึงจะเห็นครั้งแรกแล้วสะดุดตา ด้วยหน้าตา และท่าทางที่ดูดีมีภูมิฐาน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าคนที่พวกนี้เอ่ยถึงมาตั้งแต่แรกก็คือท่านขุนคนนี้ อยู่ ๆ ก็นึกหงุดหงิดขึ้นมา
“ไม่ได้ยินที่กูถามกระนั้นรือ”
“คิดว่าอยู่ในหนังพีเรียดกันเหรอ ถึงต้องพูดจาโบราณขนาดนี้อะหรือว่าแสดงหนังกันอยู่?! ฉันไม่ได้อยากมาแสดงด้วยนะ จะจับฉันมาทำไม ค่าตัวอะไรก็ไม่เห็นมีพูดคุยกันก่อน! เฮอะ รู้จักวาดจันทร์เจ้าของรางวัลเชฟอาหารไทยประจำภาคกลางน้อยไปซะแล้ว ฉันจะฟ้องให้หมดเลยคอยดู!”
“.....”
หลังจากที่ได้ระบายความในใจเสียยาวเหยียด วาดจันทร์ก็พอจะจับใจความได้ เธอคิดว่าทุกคนกำลังแสดงหนังกันจริงตามที่พูดไปก่อนหน้า แต่หากลับได้คิดว่าตัวเองนั้นย้อนเวลากลับมาในยุคอดีตกาล
แต่พาคนที่กำลังป่วยมาถ่ายหนังด้วยเนี่ยนะ คิดอะไรอยู่...
นอกจากจะไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ทุกคนก็เอาแต่มองหน้าเธอไม่ให้คาด หรือแม้แต่เสียงหายใจของคนคนเดียวก็ยังไม่มีเล็ดลอด เห็นทีเสียงกาเท่านั้นที่เป็นผู้กล้าในยามนี้
“ท่านขุนอย่าไปถือเอาความกับมันเลยนะเจ้าคะ ตั้งแต่มันฟื้นมาก็สติฟั่นเฟืองไปเลยเจ้าค่ะ ฮือ”
คนเป็นแม่ที่เห็นอาการของลูกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งร้องไห้เสียใจออกมา ท่านขุนอะไรนั่นก็ดูจะเชื่อในคำที่จำปาบอก ด้วยท่าทีของเมียทาสที่เขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน หากไม่มีสติวิปลาสจริงตามว่าก็คงจะไม่มีใครกล้าทำเยื่อง
“คุณพี่อย่าไปหลงกลอุบายของมันกับแม่มันนะเจ้าคะ มึงริอ่านพูดปดท่านขุนเลยกระนั้นรึ”
“หาได้เจ้าค่ะ บ่าวไม่อาจเจ้าค่ะคุณแก้ว ฮือ” คนเป็นแม่ยังคงอ้อนวอนขอความเมตตา เธอไม่ได้ปดว่าลูกสาวนั้นเสียสติไปแล้วจริง ๆ ทุกคู่สายตา ณ ที่ตรงนี้ก็เห็นชัดแจ้ง
วาดจันทร์สาดสายตาไปมองเจ้าของคำพูดเมื่อครู่ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครอีก แต่งตัวต่างออกไป คงจะกำลังแสดงเป็นเจ้านายอยู่ หน้าตาก็สะสวยเอาเรื่อง แต่คำพูดคำจานี่มันตัวร้ายชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือไงกัน
“ฉันไม่ได้บ้า พวกคุณนั่นแหละที่บ้าไปกันหมด!”
“เห็นไหมเจ้าคะคุณพี่ มันไม่ได้วิปลาสตามคำของแม่มันเจ้าค่ะ”
เป็นผัวเมียกันสินะ...
“งั้นก็ดี ลากตัวมันขึ้นมา กูจะโบยมันกงนี้”
“ดะ เดี๋ยวสิ! ก็บอกแล้วไงว่าไม่รับงานแสดงน่ะ นี่...ฟังกันหน่อยสิ”
“ฮือ ฮึก ท่านขุนเจ้าคะ ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ ฮึก”
ท่ามกลางสนามอารมณ์ ที่มีไม่รู้กี่ความรู้สึกตรงนี้ วาดจันทร์ก็ยังคงสับสนไปไม่ต่างจากนาทีก่อนหน้าเลยสักนิดเดียว พูดภาษาคนกันไม่รู้เรื่องหรือไง...รู้ตัวอีกที ตัวของเธอก็ถูกพยุงลากไปมัดหันหน้าเข้าหาต้นไม้ใหญ่แล้ว
!!!
“ไอ้บ้า! คิดจะทำอะไรฮะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนไปมากกว่านี้!”
ผลัวะ!
“กรี๊ดดดดด!!!” เสียงกรีดร้องดังขึ้นเร็วพลัน ยามที่ปลายหวายฟาดลงกลางเรียวหลังอย่างตั้งใจ...นะ นี่มันไม่ใช่การตีกันแบบปลอม ๆ หรอกเหรอ?
เจ้าของร่างเล็กแทบทรุดไปกองกับพื้น หากไม่ได้ต้นไม้ที่ถูกมัดค้ำเป็นตัวพยุงก็คงจะเป็นอย่างนั้นไปแล้ว ขุนเอกไม่รอทิ้งจังหวะให้พูดพร่ำสาดหวายลงที่หลังไร้ที่ว่างอีกครั้งในทันที
ผลัวะ!
“ไอ้บ้า!! ฉันไม่เอาด้วยแล้วนะ ปล่อยสิเว้ย แม่ง...บอกให้ปล่อยไง! พวกแกคิดว่าทำอะไรกันอยู่ฮะ?!”
วาดจันทร์พ่นคำหยาบให้สาดเซ ไม่เพียงทำลายบรรยากาศเงียบ เพราะทุกคนที่อยู่ในที่ตรงนี้ก็ดูจะตกใจกับสิ่งที่เธอพล่ามออกมาเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าท่านขุนจะโทสะจัดมากเพียงใด ไร้เงาหัวแน่แท้แล้วนังบัว!
“มึงกล้าว่าท่านขุนรึ?!”
“ท่านขงท่านขุนอะไรก็ช่างเถอะ ตีลงมาได้ยังไง เจ็บเป็นนะเว้ย!”
แน่นอนว่าเพราะถ้อยคำที่เปล่งออกนั้นชวนให้ฉงน ทำเอาฝีหวายหยุดชะงักลงตาม ๆ ขุนเอกก็พอจะจับใจความได้ด้วยความที่เขานั้นหาใช่คนโง่เขลา หากแต่ก็ไม่สามารถฟังออกได้ทุกถ้อยคำ
“กริยาเลวนัก! พูดกับท่านขุนอย่างนี้ได้กระไร”
“ก็ทำไม ทีเขายังตีฉันได้เลย!”
เพราะร่างกายที่เพิ่งฟื้นจากการบาดเจ็บได้ไม่นานเป็นแน่ ถึงได้อ่อนแอได้มากขนาดนี้ อีกทั้งหวายที่ท่านขุนอะไรนั่นฟาดลงมาก็ไม่ใช่เบา ๆ เลยสักนิด ถึงจะเป็นคำถามซ้ำ ๆ ตั้งแต่ตื่น แต่วาดจันทร์ก็จะตั้งคำถามนี้อยู่เหมือนเดิม ว่าแท้จริงแล้ว มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับเธอกันแน่
“พอเถิดแม่แก้ว เถียงกันไปก็เห็นจะไร้ประโยชน์เสียเปล่า!” เพราะไม่ให้ต้องเสียเวลามากเกินควร ขุนเอกจึงเร่งการลงโทษเมียทาสที่เลี้ยงไว้ ข้อหาที่มันไม่รักดี นอกจากจะทำเมียเล็กตกลูก มันยังริอ่านมาฆ่าตัวตายให้เป็นเสนียดเรือนของเขา สมควรแล้วที่จะโดนเยื่องนี้
ผลัวะ!
“กรี๊ดดด!!” ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเริ่มรับความเจ็บปวดนี้ไม่ไหว นัยน์ตาเกิดภาพซ้อน ทั้งยังสิ่งที่เห็นตอนนี้ก็พร้อมเพรียงพากันหนุมติ้ว ๆ จนวาดจันทร์เวียนหัว และทุกอย่างก็ค่อย ๆ มืดดับลงหายไปต่อหน้าต่อตา
“นังบัว!!” ก่อนที่เสียงของแม่ เป็นเสียงสุดท้ายที่เธอได้ยินในตอนนั้น
ตกเย็นของวันเดียวกัน ลูกตากลมไหวติงระริก แม้นเปลือกตาสวยจะยังคงปิดสนิท หากแต่ก็ดูออกได้ทันทีว่าเจ้าของร่างตอนนี้ได้ตื่นฟื้นคืนสติอีกครั้งแล้ว จำปายังคงเฝ้าดูลูกสาวไม่ห่าง
ด้วยความเมตตาจากคุณหญิงแสที่ได้กล่าวบอกไว้ตั้งแต่สองวันที่แล้ว ให้หยุดงานบ้านเรือนและดูแลบัวไปก่อนจนกว่าบัวจะหายดี ครั้งนี้จำปาจะไม่มีวันลืมคุณท่าน แม้คุณที่มีจะท่วมหัวอยู่แล้วก็ตามที
“บัว เอ็งเป็นเยื่องไรบ้าง”
น้ำเสียงสะอื้นไห้เอ่ยถามลูกสาว แม้นัยน์ตาตอนนี้จะไม่มีน้ำใสแต่ก็รู้ได้อยู่ดี ว่าเพิ่งเสร็จจากการร้องไห้มาไม่นาน วาดจันทร์เริ่มไม่มั่นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอเอง เพราะถึงเวลานี้คนเป็นแม่ก็ยังเรียกขานเธอว่าบัวอยู่เลย
“แม่”
“ใช่ ข้าเป็นแม่ของเอ็ง แล้วเอ็งก็เป็นลูกของข้า”
จำปาพยุงร่างของลูกสาวให้ลุกขึ้นตามความต้องการ นั่งคิดอยู่ตลอดหลายวันว่าหากบัวไม่เกิดเป็นลูกของเธอ ก็คงจักไม่เจอเรื่องแบบนี้ ลูกเจ็บมากเท่าไหร่ คนเป็นแม่ก็เจ็บมากกว่าเป็นล้านเป็นพันเท่า
วาดจันทร์เริ่มประมวลผลในสมอง ห้องที่อยู่ สภาพแวดล้อม แม่ หรือแม้แต่การแต่งกายของเราทั้งสองคน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม จะบอกว่าแสดงหนังอีกก็ดูจะเกินไปหน่อย หรือความจริงแล้ว เรื่องเหนือธรรมชาติได้เกิดขึ้นกับเธอแล้วจริง ๆ
“แต่ฉันไม่ได้ชื่อบัวนะจ๊ะ”
“จะไม่ได้ชื่อบัวได้กระไร เอ็งชื่อบัว คุณหญิงแสท่านเป็นคนตั้งให้เชียวนะเอ็ง เฮ้อ แต่สติของเอ็งก็ฟั่นเฟืองอยู่ หาได้แปลกไม่ที่จะจำชื่อตัวเองไม่ได้”
นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่จำปาหนักใจ บัวพยายามผูกคอตัวเองในเรือนหลังนี้ แต่ตายไปแล้วไม่รู้กี่นาที หนสุดท้ายก็ฟื้นคืนมา จะเรียกว่าตายแล้วฟื้นก็คงไม่ผิด เพราะแบบนี้มันถึงมีสติฟั่นเฟืองเยื่องที่เห็น
“ฉันงงไปหมดแล้ว หรือว่าฉันย้อนเวลามาจริง ๆ งั้นเหรอ?” เป็นการพูดคุยกับตัวเองเสียมากกว่า แน่นอนว่าสิ่งที่วาดจันทร์เปล่งออกจากปากทำเอาจำปาไม่เข้าใจมากนัก
“แล้วถ้าย้อนเวลาจริง ๆ แล้วหน้าตาของฉันล่ะ?”
ยังคงเป็นการพึมพำกับตัวเองอย่างที่ไม่ต้องการคำตอบ ดูหนังพีเรียดมาก็เยอะ เห็นเพียงว่าจะชอบมาเข้าร่างคนนู้นคนนี้ หรือไม่ก็มาทั้งตัวเหมือนหลาย ๆ เรื่อง แล้วเธอล่ะเป็นแบบไหน
“เอ็งพูดกระไรนังบัว”
“เอ่อ..ที่นี่มี...จะใช้คำเหมือนกันไหมนะ? ...ที่นี่มีคันฉ่องไหมจ๊ะ?”
พูดเสียงเบาบ้างดังบ้าง เพราะวาดจันทร์ไม่แน่ใจว่ายุคที่ตนย้อนเวลามาเป็นยุคไหนกันแน่ พูดคำใหม่ ๆ มากเกินก็กลัวจะพาให้ไม่เข้าใจกันไปเสียหมด แต่พูดไปแบบนั้นก็คงจะเข้าใจดีหรอกนะ
“คันฉ่องงั้นรึ? ...อ้อ เอ็งหมายจะว่ากระจกน่ะหรือ”
วาดจันทร์หน้าเสียเล็กน้อยที่คิดมากเกินไป หนึ่งอย่างที่มั่นใจ คือเธอคงจะย้อนเวลามาแน่ ๆ แถมยุคที่ย้อนมาก็คงจะไม่ไกลถึงรุ่นคันฉ่อง เปลี่ยนมาใช้กระจกกันแล้วสินะ
“เอาไปสิ เพราะเป็นเมียของท่านขุนหรอกนะถึงได้มีของพวกนี้ใช้ ถ้าเป็นทาสธรรมดาก็คงจะไม่ได้จับต้อง”
!!!
วาดจันทร์ไม่รู้จะตกใจเรื่องไหนก่อนดี ระหว่างคำที่คนเป็นแม่บอกว่าเป็นเมียของท่านขุนที่เพิ่งเฆี่ยนตีตัวเองมาหรือเพราะว่าใบหน้าที่ดูเยาว์วัยลง ใครก็ได้ให้คำตอบหน่อยเถอะ!
“เมีย! ฉันน่ะเหรอเป็นเมียไอ้ท่านขุนบ้าอำนาจคนนั้น?”