วาดจันทร์เดินพาตัวเองออกมาที่รถ ก่อนขึ้นไปนั่งเงียบ ๆ บนนั้นอยู่นาน พร้อมกับคิดทบทวนเรื่องที่ได้ยินมาเมื่อครู่ ไม่คิดไม่ฝันว่าเรื่องน้ำเน่าขนาดนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง แถมคนที่คิดทรยศหักหลังกันก็ไม่ใช่ใครอื่น กลับเป็นเพื่อนสนิทที่ไว้เนื้อเชื่อใจกับแฟนหนุ่มที่เพิ่งขอแต่งงานยังไม่พ้นสัปดาห์ด้วยซ้ำ
“ฮึก ฮืออ”
สมองตื้อตันเริ่มกลับมามีความรู้สึก หากแต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้นอกเสียจากหยดน้ำตาที่กำลังหลั่งไหลออกมาอย่างพรั่งพรู ไม่รู้ว่าชาติก่อนไปทำอะไรให้ใครไว้ ตลอดชีวิตของเธอกับเรื่องความรัก ถึงไม่เคยสมหวังเลยสักครั้งเดียว คบกับใครก็ไม่เคยเกินปี คนล่าสุดที่คิดว่าจะดี วางใจไว้ขั้นกำลังแต่งงานกันแล้ว แต่กลับมาโดนหักหลังแบบนี้
ดวงหน้าสวยมากไปด้วยคราบน้ำตาที่อาบเต็มสองข้างแก้ม ซบหน้าลงกับพวงมาลัยรถคล้ายคนหมดหนทาง มันเจ็บไปทั้งใจจวนร่างกายขึ้นชาไปพร้อม ๆ กัน ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อแล้วจริง ๆ
“ทำไม ฮึก ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ฮือ”
ความจุกไหลขึ้นมากองรวมกันอยู่ที่อก หยดน้ำตายังคงไหลพรากไม่ต่างจากนาทีก่อนหน้า วาดจันทร์ร้องไห้ออกมาจวนจะขาดใจให้ได้ ถึงอย่างไรชีวิตของเธอก็ยังต้องเดินต่อไปอยู่ดี แต่จะให้เป็นเร็ว ๆ นี้คงไม่ง่ายนัก
RRRRR
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกสติ เป็นแฟนหนุ่มที่โทรเข้ามา คงไม่เห็นหน้ากันเลยตั้งใจจะโทรตามอีกครั้ง แต่เวลานี้วาดจันทร์ก็ไม่พร้อมที่จะคุยกับเขาอยู่ดี เรื่องที่เกิดขึ้นมันสะเทือนใจของเธอมาก ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะสามารถเจอหน้ากันได้อีกหรือเปล่า เพราะไม่ได้ตั้งใจจะรับสาย เธอจึงตัดสินใจขับรถออกจากลานจอดของร้านแทน ดวงตากลมคลอเอ่อเต็มไปด้วยน้ำใสมองไปเบื้องหน้าด้วยความว่างเปล่า
“ฮึก ฮือ” เจ้าของร่างเล็กยังคงสะอื้นไห้ไปตลอดทาง แม้จะยังไม่รู้จุดหมายในครั้งนี้ แต่เธอก็เลือกที่จะขับรถส่วนตัวไปเรื่อย ๆ ก่อน จนกว่าจะคิดอะไรออก ทุกครั้งที่มีสัญญาณไฟแดงก็พอมีเวลาให้ได้จัดการกับหยดน้ำตาที่เอ่อเปื้อนหน้า
เสียงร่ำไห้ท่ามกลางความเงียบสงัดเริ่มปกคลุมรอบตัวเจ้าของรถ และเพราะเอาแต่ร้องไห้อย่างหนัก ทำให้วาดจันทร์ไม่ทันได้สังเกตบรรยากาศรอบตัว ด้านนอกเปลี่ยนไปจากเมื่อหนึ่งนาทีก่อนราวฟ้ากับเหว
“วาดผิดอะไรเหรอ ทำไมทุกคนต้องทำกับวาดแบบนี้ ฮึก”
จากการจราจรที่มีรถพลุ่งพล่านเต็มเส้นถนนยาวของเมืองหลวง ต่างจากตอนนี้ที่เพียงแค่คนหนึ่งคนก็ไม่มีออกมาเดินให้เห็น ทุกอย่างรอบตัวเริ่มเข้าสู่ความมืด มีหมอกหนาตลอดเส้นทางให้ฉงน แต่คนในรถกลับไม่ทันได้นึกถึง เนื่องด้วยนัยน์ตาทั้งสองเต็มมากไปด้วยม่านน้ำที่เคลือบคลุม จนกระทั่ง...
“กรี๊ดดดดด!!!!”
เสียงกรีดร้องลากยาวตลอดทางระยะร้อยเมตรเห็นจะได้ ภาพบุคคลหนึ่งปรากฏขึ้นอยู่หน้ารถที่แสงส่องผ่าน แต่กลับไม่เห็นแน่ชัดว่าเป็นชายหรือหญิง ด้วยความตกใจทำให้วาดจันทร์ที่ขับรถมาหมุนพวงมาลัยหนีอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่รู้เลยว่าทางที่เธอหักหมุนไปเป็นต้นไม้ใหญ่สูงอยู่เบื้องหน้า
โครมมม!!!
รถยนต์ที่ขับมาไถลชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ ห้องเครื่องพังเสียหายยับเยินด้วยความแรงที่ใช้ขับมาตลอดเส้นทางตรง เพราะไม่คิดว่าจะเกิดปัญหา ทำให้อุบัติเหตุครั้งนี้เจ้าของร่างเล็กในรถจำต้องติดหงักอยู่ด้านใน
“ชะ ช่วยด้วย...ช่วยด้วยค่ะ”
เสียงแผ่วเปล่งออกมาด้วยความยากลำบาก เมื่อครู่ศีรษะกระแทกเข้ากับพวงมาลัยอย่างจัง ทำให้วาดจันทร์รู้สึกมึนและหนักอึ้งอยู่ในหัว เธอไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย เพราะแบบนี้ถุงลมนิรภัยเลยไม่ทำงานตาม!
“หะ หายใจไม่ออก ฮึก” ไม่รู้ว่าคนที่เธอหักหลบมาก่อนหน้านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง จะถูกชนหรือเปล่า...แต่ใด ๆ ตอนนี้เธอกำลังหายใจไม่ออกแล้วล่ะ
“ชะ ช่วยด้วย” รับรู้ได้ทันทีว่าการอกหักที่เพิ่งเจอ นั้นเจ็บน้อยกว่าตอนนี้เสียอีก ขาของเธอกำลังไร้ความรู้สึกตั้งแต่เมื่อครู่ อาการแน่นอกก็กำลังแทรกเข้ามาอีกอย่าง เธอกำลังจะตายจริง ๆ ใช่ไหม
เปลือกตาสวยปิดลงอย่างเชื่องช้า ไม่อยากหลับเลย...เธอกลัวว่าหากหลับไปครั้งนี้ จะไม่สามารถตื่นฟื้นคืนมาได้อีก แต่สุดท้ายเธอจะฝืนทุกอย่างไปได้อีกนานแค่ไหนกัน
“♪ฮึม เจ้าอยู่หนใด~ ใจพี่คะนึงหา ฮึม นางเอ่ย♪”
วาดจันทร์ฝืนแรงเฮือกสุดท้ายของตัวเองมองภาพเลือนรางเบื้องหน้า แม้จะมองเห็นเพียงเงา แต่ก็แลดูได้ว่าคนผู้นี้สง่างามมากเพียงใด เขามองมาทางเธอที่กำลังได้รับความเจ็บปวด พร้อมกับเสียงฮัมเพลงที่เคยได้ยินจนคุ้นหูอยู่ทุกค่ำคืน เป็นเขาจริง ๆ
“ฮึก ฮือ”
บรรเลงเพลงคราวนี้ต่างออกไป เพราะเสียงเอื้อนเอ่ยของเขามันชัด และดังจับใจความได้มากกว่าทุกครั้ง เห็นทีปาฏิหาริย์สำหรับเธอจะไม่มีจริงเสียแล้ว วาดจันทร์พยายามฝืนตัวเองฟังเพลงนั้นให้จบ หากแต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นดั่งใจ เมื่อดวงตาสวยกำลังปิดลงอย่างช้า ๆ จนมืดดับไปในที่สุด
เจ้าของเงาเริ่มเปิดเผยตัวอยู่ในชุดราชปะแตนสีขาวนวลตา ท่อนล่างนุ่งห่มด้วยผ้าม่วงโจงกระเบนตามยุคสมัยนั้น ความภูมิฐานของเขาทำให้เดาออกได้ไม่ยากว่าคงจะเป็นขุนนางรับราชการอยู่ในวังหลวง
นัยน์ตาคมใคร่คิดถึงมองยังดวงหน้าสวยของคนข้างกาย แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยคราบเลือดสีสด หากแต่ก็ไม่สามารถปิดบังความงดงามของนางผู้นี้ได้เสียน้อย
“พี่คะนึงหาเจ้านัก แม่บัวจ๋า แม่บัวของพี่”
ถ้อยคำเย็นยะเยือกเปล่งบอกยังคนที่กำลังหมดสติ เขาจะไม่มีทางปล่อยให้นางอันเป็นที่รักต้องเป็นอะไร หากแต่เวลานี้อยากจะทำให้หวนคืนกลับมาให้คลายคิดถึง ตลอด 127 ปีที่รอคอย วันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว
ผ่านไปร่วมห้านาทีที่ดวงตาคมของความรักใคร่มองยังเธอไม่ให้คาด กระทั่งความหมายของคู่สายตานั้นเปลี่ยนไป ความเคียดแค้นเผยออกมาจากลูกตาของชายหนุ่มจนเห็นชัด ก่อนหันหน้าไปมองสิ่งที่กำลังเข้ามาปองร้าย
“นางเป็นของข้า!”
“นางเป็นคนของข้า ถ้าอยากจะลองดีก็เข้ามา!”
แสงแดดอ่อนส่องเข้าตามร่องเรือนคาหลังเก่า ที่นับวันก็ยิ่งทรุดโทรมไปตามกาลเวลา วาดจันทร์นอนแน่นิ่งมาตลอดหลายวัน บาดแผลตามร่างกายที่ได้รับจากอุบัติเหตุยังคงหนักอึ้งจนยกแขนขาไม่ขึ้น รอดชีวิตมาได้หนนี้ แต่เห็นทีจะสาหัสเอาการ
“แค่ก ๆ” ไม่รู้ว่านอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนี้นานเท่าไหร่แล้ว ตื่นได้สติคืนมาอีกทีก็คอแห้งผาก
“นังบัว! เอ็งฟื้นแล้วรึ?”
อย่าบอกนะว่ายังไม่มีใครรู้ว่าเธอประสบอุบัติเหตุ จนทำให้ต้องมานอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องรวม ตื่นมาก็ได้ยินเสียงคร่ำครวญของเตียงข้าง ๆ เลยงั้นเหรอ? แถมอากาศที่นี่ก็ยังร้อนอบอ้าว และเตียงที่แข็งอย่างกับอะไร สงสัยถ้าฟื้นตัวอีกหน่อยคงต้องทำเรื่องย้ายไปอยู่ห้องพิเศษเสียแล้ว
เรียวตาสวยหลับตาพริ้มไม่รับรู้เสียงรอบข้าง หากแต่เสียงคนพูดคุยกันก็ยังไม่หยุดลง ทั้งยังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
!!!
“อ๊ะ! มะ มีอะไรเหรอคะ?”
วาดจันทร์สะดุ้งตัวโยน หากแต่บาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บก็ไม่สามารถขยับหนีตัวไปไหนได้ไกล มีมือของใครไม่รู้สัมผัสเข้าที่แขนของเธอ พอลืมตาตื่นพรวดพราดแบบนี้ก็ทำเอามึนหัวขึ้นมาได้เหมือนกัน
“.....”
“จะมีกระไรได้อีก แม่ใจจะขาดอยู่แล้วรู้หรือไม่ ฮึก คราหน้าเอ็งอย่าทำแบบนี้อีกหนานังบัว ฮือ” นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมคนคนนี้ถึงมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับแม่ของวาดไม่มีผิด เห็นทีจะต่างกันด้วยสีผิว ทรงผม และการแต่งตัวเท่านั้น! อีกทั้งคนข้าง ๆ ยังเอาแต่เรียกเธอว่าบัวอีก เธอไม่ได้ชื่อบัวเสียหน่อย
แต่เดี๋ยวสิ นอกจากคนข้างกายที่ดูแปลกไป รอบตัวเธอเองก็ดูจะมีอะไรแปลก ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง วาดสาดสายตาไปรอบ ๆ ที่นี่หาใช่โรงพยาบาลอย่างที่เข้าใจ แม้สภาพจะเก่าโทรมแต่ห้องนี้ก็สะอาดสะอ้านอยู่มาก
“ทำไมเรามาอยู่ที่นี่กันล่ะคะ วาดไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลเหรอ แล้วทำไมแม่ถึงแต่งตัวแบบนี้ล่ะ แล้ว...”
ทุกอย่างที่เจอกำลังทำให้เธอสับสน จนแยกไม่ออกว่าสรุปแล้ว เธอยังมีชีวิตอยู่รอดบนโลกหรือเปล่า บางทีนี่อาจจะเป็นโลกที่วาดจันทร์นิมิตขึ้นมาเองก็ได้ ถ้าแบบนั้นนี่คือจิตสุดท้ายอย่างนั้นเหรอ!?
“เอ็งพูดกระไรของเอ็ง ฮือ สติของเอ็งมันฟันเฟืองไปแล้วหรือนี่นังบัว”
หญิงวัยกลางคนที่วาดเรียกว่าแม่กำลังร่ำไห้อยู่ข้าง ๆ จวนใจจะขาด ไม่คิดว่าลูกจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะตรอมตรมให้กับเรื่องที่ถูกชายที่รักเข้าใจผิดในเรื่องที่ตนไม่ได้กระทำ ตื่นฟื้นมาอีกคราครั้งนี้ก็ไร้สติไปเสียแล้ว
“แม่ผิดเองบัว ฮือ แม่ผิดเองที่ทำให้เอ็งต้องเจอเรื่องแบบนี้ ฮึก แต่ตอนนี้เอ็งได้สติแล้วก็เร่งหนีไปเถิด อีกไม่นานท่านขุนคงจะพาคนมาลากเอ็งไปโบยอีกเป็นแน่ ฮือ”
นี่...มันเรื่องอะไรกันแน่!!! ไม่ทันได้จับใจความเรื่องก่อนหน้า ก็มีเรื่องใหม่เข้ามาอีกแล้ว ท่านขุนอะไรนั่นเป็นใคร ทำไมต้องเอาตัวเธอไปโบย แล้วโบยเพื่ออะไร นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว แล้วทำไมเธอต้องหนี โอ้ย!!
“ฉันไม่หนีจ้ะ อีกอย่างฉันไม่ได้ชื่อบัว”
“...ฮึก ฮือออ”
คิดว่าลูกสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขั้นว่าจำตัวเองไม่ได้ คนเป็นแม่ก็คร่ำครวญออกมาอย่างหนักเสียยิ่งกว่าเดิม วาดจันทร์เห็นท่าไม่ดีเลยพยุงตัวเข้าไปโอบกอดเอาไว้ ไม่เคยเห็นแม่ต้องมาร้องไห้ต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ก็ทำเอาใจหวิว
โครมม!!!
“ข้ามาลากตัวอีบัวไปให้ท่านขุน ส่งตัวมันมาเสียแต่โดยดี” วาดจันทร์ยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์นี้ มีเพียงแม่ที่กำลังผละตัวออกจากกอด ก่อนขยับตัวเข้ามาบังกายของลูกสาวเอาไว้
“อย่าเอาตัวมันไปเลยนะจ๊ะ ฮือ ฉันขอล่ะ ช่วยมันสักครั้งนะจ๊ะ ฮึก”
ท่ามกลางความวุ่นวาย วาดจันทร์ยังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างงงงวย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เธอต้องตื่นมาอีกครั้งแล้วเจอเข้ากับสถานการณ์แบบนี้กัน?
“ท่านขุนคงจะปล่อยลูกมึงไปล่ะนะ คิดทำเรื่องจังไรในเรือนของท่านถึงเพียงนี้!พวกเอ็งไปลากตัวมันมา”