LOGINเมื่อเริ่มตั้งสติได้แล้ว กวนเยวี่ยหลันก็ถอนหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก ความสัมพันธ์ของนางกับคนในครอบครัวแต่ไหนแต่ไรล้วนไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าใดนัก เจอหน้ากันเป็นต้องด่าทอทุบตีกันจนตายไปข้างหนึ่ง การที่อยู่ดีๆ นางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนและทำดีกับพวกเขาทั้งหมดเช่นนี้ แน่นอนว่าอาจจะสร้างความเคลือบแคลงให้กับทุกคนไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว
แต่ถึงอย่างไรนางก็ต้องทำให้ได้
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้วนางจึงออกมาพบกับทุกคนที่กำลังนั่งรออยู่โถงด้านนอก
เรือนที่นางอยู่คือเรือนเก่าของท่านแม่ที่ตายจากไป เดิมทีนางซูควรจะพักอยู่ที่เรือนนี้เพราะนางคือฮูหยินใหญ่ แต่เพราะกวนเยวี่ยหลันไม่ชอบหน้านางซูและคิดว่านางซูจะมาแย่งชิงทุกอย่างของมารดาไป นางจึงยึดเรือนนี้เอาไว้เสียเอง นางซูเองก็ไม่คัดค้าน อีกทั้งยังยอมทำตามโดยง่าย ในยามนั้นนางคิดว่าเพราะนางซูอยากเอาใจท่านพ่อจึงยอมนางเช่นนี้ แต่เมื่อได้เห็นเรื่องราวหลังจากพบเจอกับความตายมาแล้ว นางจึงได้รู้ว่านางซูดีกับนางด้วยใจจริง
แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับกวนเยวี่ยหลัน คนเราเกลียดชังกันมาตั้งนาน อยู่ดีๆ จะให้มาทำดีต่อกันก็ทำใจยากอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างไรนางก็จะพยายามทำให้ได้
แม่ทัพใหญ่กวนเผิงที่เห็นว่าบุตรสาวออกมาแล้วจึงเอ่ยขึ้นมา
“เยวี่ยเอ๋อร์ หากเจ้าไม่ค่อยสบายเช่นนั้นก็งดการไปเรียนที่สำนักศึกษาสักวันหนึ่งก็แล้วกัน พ่อจะส่งคนไปแจ้งกับท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษาของเจ้าเอง”
“นั่นสิ น้าซูจะให้คนไปแจ้งเดี๋ยวนี้ ส่วนถิงถิง วันนี้เจ้าก็ไปเรียนคนเดียวแล้วกันนะ เรียนเสร็จแล้วก็รีบกลับจวน ห้ามออกไปเถลไถลที่ไหนเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
กวนเสี่ยวถิงพยักหน้ารับคำ พลางหันมามองพี่สาวปราดหนึ่ง ดีเหมือนกัน กวนเยวี่ยหลันไปเรียนก็ใช่ว่าจะตั้งใจเรียน นางชอบหาเรื่องบุตรที่เกิดจากอนุและคนที่ต่ำต้อยกว่านาง ไม่เพียงเท่านั้นสตรีที่นางคบหาแต่ละคนล้วนนิสัยไม่ดีทั้งนั้น ถือว่าตนเองมีฐานะสูงศักดิ์ ชาติตระกูลสูงจึงคิดจะทำเช่นไรกับใครก็ได้ ช่างนิสัยเสียโดยแท้!
ส่วนนางแม้ยามนี้มารดาจะเป็นถึงฮูหยินใหญ่จวนท่านโหว แต่เพราะท่านแม่เกิดจากบุตรอนุ จึงไม่เป็นที่ยอมรับของวงสังคมชั้นสูง ที่ผู้คนไม่กล้านินทาต่อหน้าก็เพราะเกรงบารมีของท่านพ่อ
ส่วนนางนั้นก็ไม่ยอมใคร หากผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาจาบจ้วงมารดา นางก็พร้อมโต้กลับ
มีเพียงคนเดียวที่นางไม่อาจจะตัดใจทำร้ายได้ก็คือกวนเยวี่ยหลัน
“ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ป่วย ข้าไปเรียนได้ อาจู ช่วยข้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เถอะ”
กล่าวจบนางก็เดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที อย่างไรเสียนิสัยเดิมของกวนเยวี่ยหลันก็ใช่ว่าจะแก้กันได้โดยง่าย ก่อนหน้านี้ยามนางทำสิ่งใดไม่เคยรอให้ใครอนุญาต เมื่อย้อนเวลากลับมาจึงยังแก้ไม่หายอยู่บ้าง
แม่ทัพใหญ่กวนเผิงและนางซูมองเรื่องนี้เป็นความเคยชินไปเสียแล้ว เมื่อเห็นว่าบุตรสาวปลอดภัยดีจึงกลับไปที่เรือนใหญ่และสั่งให้คนยกสำรับเข้ามาใหม่เพราะสำรับเดิมนั้นเย็นชืดไปเสียแล้ว รออยู่ไม่นานกวนเยวี่ยหลันก็เดินมาที่เรือนใหญ่เพื่อร่วมมื้อเช้าด้วยกัน
ทุกคนค่อนข้างแปลกใจอยู่ไม่น้อย ทุกครั้งแม้นางจะมาร่วมมื้อเช้า แต่ทุกคนไม่เคยได้กินข้าวดีๆ เลยสักที นางมักจะเอ่ยวาจาเหน็บแนมคนนู้นทีคนนี้ที กวนเยวี่ยหลันถือคติว่า นางไม่ได้กิน คนอื่นก็ต้องอดตายไปด้วยกัน!
แต่วันนี้กวนเยวี่ยหลันคนดีกลับกินอาหารอย่างมีความสุข นางถึงกับยกขาหมูขึ้นมาแทะอย่างเอร็ดอร่อย กวนเสี่ยวถิงจ้องมองพี่สาวของตนราวกับมองคนแปลกหน้า แต่ไหนแต่ไรนางก็เป็นคนที่ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว จึงพูดออกมาตรงๆ
“พี่หญิง ท่านไปหิวโหยมาจากที่ใดกัน แต่ก่อนข้าเห็นท่านกินแต่ผัก เนื้อแทบไม่แตะ แต่วันนี้กลับกินเยอะเช่นนี้ ท่านยังสบายดีอยู่หรือไม่?”
กวนเสี่ยวถิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางจำได้ว่าพี่สาวคนงามแต่ก่อนกินแต่ผัก เดิมทีนางคิดว่ากวนเยวี่ยหลันกินผักเพราะอยากถือศีลกินเจอุทิศบุญให้กับแม่ใหญ่ แต่ที่ไหนได้นางทำเพราะเซียวลู่เฟยต่างหาก
เมื่อพูดถึงเซียวลู่เฟยนางก็อดรู้สึกเจ็บแปลบในใจขึ้นมาไม่ได้ นางหลงรักเขามาตั้งแต่วัยเยาว์เช่นเดียวกัน แต่เพราะท่านแม่พร่ำบอกอยู่เสมอว่าเซียวลู่เฟยคือบุรุษที่พี่หญิงของนางหมายตา นางจึงเจียมเนื้อเจียมตัวมาโดยตลอด
เมื่อคิดว่าเซียวลู่เฟยคนหล่อจะต้องมาแต่งงานกับกวนเยวี่ยหลันที่แทะขาหมูเช่นนี้ นางก็รู้สึกเวทนาเขาขึ้นมาเลยทีเดียว
ด้านนางซูเมื่อได้ยินบุตรสาวของตนถามกวนเยวี่ยหลันเช่นนี้นางก็มีสีหน้าซีดเผือด แม่ทัพใหญ่กวนเผิงเผลอทำตะเกียบหลุดมือพลางอุทานในใจว่า
ฉิบหาย! ไม่ได้กินข้าวดีๆ อีกแล้วกระมัง ครานี้เทพธิดากวนเยวี่ยหลันน่าจะพังโต๊ะอาหารอีกเป็นแน่!
แต่ทุกอย่างกลับผิดคาด ไม่มีการลุกคว่ำโต๊ะอาหาร ไม่มีเสียงด่าทอเหมือนเช่นทุกวัน มีแต่เสียงเรอของกวนเยวี่ยหลันที่ดังออกมาติดๆกันถึงสามครั้ง
นางเอนกายพิงเก้าอี้พลางยกมือขึ้นมาลูบท้องตนเองป้อยๆ ชาติที่แล้วเพราะเกรงว่าจะไม่งามในสายตาของเซียวลู่เฟยนางจึงไม่กล้ากินอะไรมากนัก แต่ยามนี้นางเปลี่ยนความคิดแล้ว ของกินต่างหากที่อิ่มกว่าผู้ชาย
หญิงสาวเรอออกมาอีกครั้งก่อนจะหันไปบอกกับกวนเสี่ยวถิง
“ข้าเบื่อผักแล้ว อยากกินเนื้อ เจ้าจะทำไม?”
“ก็ไม่ทำไมหรอก แค่เพียงถามดูเพราะเป็นห่วงเท่านั้น”
กวนเยวี่ยหลันได้ฟังก็พลันรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา แต่ก่อนหากกวนเสี่ยวถิงเอ่ยเช่นนี้นางจะต้องคิดว่าน้องสาวเสแสร้งแกล้งทำอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ กินอิ่มแล้ว ถิงถิงไปเรียนกันเถอะ”
กวนเสี่ยวถิงถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินพี่สาวเรียกตนว่าถิงถิง ทุกครั้งนางมักจะถูกเรียกว่า สายเลือดชั้นต่ำ นางกาฝากบ้างล่ะ แต่วันนี้พี่สาวสุดประเสริฐของนางกลับเรียกชื่อนางอย่างอ่อนโยน
กำลังวางแผนอันใดอยู่หรือไม่?
กวนเยวี่ยหลันมีหรือจะมองไม่เห็นสายตาหวาดระแวงของน้องสาวตนเอง แต่นางไม่ได้ถือสา กลับเดินตรงเข้ามากอดไหล่กวนเสี่ยวถิงทันที
“ถิงถิง ต่อไปข้าจะไม่ด่าเจ้าแล้วดีหรือไม่ พวกเราเป็นพี่น้องกันต้องรักกันเข้าไว้”
“พี่หญิง ข้าว่าท่านดื่มสุราอีกสักจอกเถอะ”
“บัดซบจริงๆ ถิงถิงเจ้าน้องเฮงซวย พวกเรารีบไปเรียนกันเถอะ”
“ต้องแบบนี้สิ ข้าค่อยชินขึ้นมาหน่อย!”
แม่ทัพใหญ่กวนเผิงและนางซูหันมามองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นบุตรสาวสองคนสมานฉันท์กันเช่นนี้ นางซูนั้นอึ้งงันไปนานแล้ว แต่แม่ทัพใหญ่กวนเผิงที่ตั้งสติได้จึงร้องเรียกบุตรสาวทั้งสองเอาไว้
“เยวี่ยเอ๋อร์ ถิงถิง ช้าก่อนลูก”
กล่าวจบเขาก็รีบตรงไปหาบุตรสาวทั้งสอง ก่อนจะยัดตั๋วเงินใส่มือพวกนาง
“ถิงถิง เงินนี่เจ้าเอาไว้กินขนมนะ ส่วนเยวี่ยเอ๋อร์ เงินนี่เจ้าเก็บเอาไว้ ห้ามทำหายเด็ดขาด เผื่อเจอร้านสุราข้างทางจะได้แวะซื้อมาดื่ม อย่าให้ตนเองต้องลงแดง เข้าใจหรือไม่?”
กวนเยวี่ยหลัน “......”
ให้ตายเถอะ! นี่นางมีพ่อที่แสนประเสริฐถึงเพียงนี้เชียวหรือ ชาติที่แล้วนางช่างตาบอดยิ่งนักที่ไม่เห็นถึงความดีของท่านพ่อ ดวงตาของหญิงสาวเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ก่อนจะตอบรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกจะแวะดื่มสุราทุกร้านไม่ให้ท่านพ่อต้องผิดหวังอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”
หลังจากที่เซียวอวี้ฉีและกวนเยวี่ยหลันแต่งงานกันได้เพียงไม่กี่เดือน กวนเยวี่ยหลันก็ตั้งครรภ์อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้สร้างความยินดีให้แก่ทุกคนในจวนอ๋อง รวมไปถึงตระกูลกวนอย่างมาก แม้แต่หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วก็ยังรู้สึกดีใจไม่ต่างกัน นางซูถึงกับแวะเวียนมาที่จวนอ๋องทุกวันเพื่อดูแลกวนเยวี่ยหลันด้วยตนเอง อีกทั้งยังกำชับนางหนักหนาว่าจะต้องดื่มยาบำรุงให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ กวนเยวี่ยหลันฟังนางซูบ่นจนรู้สึกปวดหูไปหมด แต่เพราะนางเข้าใจว่านางซูทำไปเพราะหวังดีกับนาง นางจึงไม่คิดจะขัดมารดาเลี้ยงของตนต่อมากวนเสี่ยวถิงได้เข้าพิธีปักปิ่น นางเติบโตเป็นสตรีงดงามอย่างสมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว เซียวลู่เฟยที่รอคอยเวลานี้มานานจึงทุลขอพระราชทานสมรสจากบิดาตน หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วไม่ได้คัดค้านเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังตกปากรับคำด้วยความเต็มใจแสงรุ่งอรุณของวันมงคลสาดส่องกระทบผิวน้ำในสระบัวของจวนตระกูลกวน เสียงมโหรีประโคมดังกังวานก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของไม้กฤษณาและดอกโบตั๋น กวนเสี่ยวถิง นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองในชุดเจ้าสาวสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายหงส์ร่อนอันวิจิตรงดงาม เรือนผมดำขลับถูกรวบขึ
แสงแรกของอรุณรุ่งยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงระฆังแก้วกังวานและกลิ่นหอมอบอวลของไม้หอมก็ปลุกให้ กวนเยวี่ยหลัน ต้องลืมตาขึ้นจากความฝัน ท้องฟ้าด้านนอกยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม ทว่าภายในเรือนนอนของนางกลับสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนมงคลนับร้อยดวง“คุณหนูใหญ่ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ วันนี้เป็นวันมงคลของท่านนะเจ้าคะ”แม่นมและเหล่าสาวใช้ประจำตระกูลกวนต่างกรูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มปิติ เครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับที่แสนหรูหราถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ ในอ่างน้ำมีกลีบบุปผานับรอยกลีบลอยอยู่เหนือผิวน้ำ นี่คือน้ำสะอาดที่เตรียมเอาไว้เพื่อให้นางใช้ชำระล้างร่างกาย กวนเยวี่ยหลันมองดูเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตเลือนหายไปจนสิ้น บัดนี้เหลือเพียงความอบอุ่นใจอันแสนหวานเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่จะมารับนางในวันนี้เซียวอวี้ฉี ชายผู้เป็นที่รักของนางการแต่งกายของเจ้าสาวดำเนินไปอย่างพิถีพิถัน ละเอียดลออในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสระผมด้วยน้ำคั้นจากผลมะกรูดสด ชโลมด้วยน้ำมันดอกไม้หอมบริสุทธิ์ การถักเปียและรวบผมขึ้นสูงตามมงคลพิธีของหญิงสาวที่กำลังจะออกเรือน เสียงหัวเราะหยอกเย้าของเหล่าสาวใช้ทำให้ก
ยามนี้เหลือเขาเพียงคนเดียวแล้ว อีกทั้งเหล่าทหารก็ล้มตายไปจนหมด ด้านราชครูฉีก็หายเงียบ คงจะถูกจับตัวไปแล้ว แผนการล้มเหลวไม่เป็นท่าทั้งหมด เช่นนั้นเขาก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียอีกต่อไปแล้ว มิสู้ลากกวนเยวี่ยหลันไปตายด้วยกันก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว“ปล่อยนาง!”เซียวอวี้ฉีเอ่ยเสียงเข้มแต่ฉีเฟินกลับส่งเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยกับเขา“ท่านอ๋อง ท่านนี่เก่งจริงๆ เลยนะ ถึงขนาดทำลายแผนการที่พวกข้าวางเอาไว้มาเป็นปีๆ ได้ขนาดนี้”เซียวอวี้ฉีไม่ตอบ เขาจ้องฉีเฟินเขม็งราวกับอยากจะฆ่าคนตรงหน้าให้ตายอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรวันนี้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด เขาก็จะต้องพาตัวกวนเยวี่ยหลันกลับมาอย่างปลอดภัยให้จงได้ฉีเฟินละสายตาจากเซียวอวี้ฉี ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้กวนเยี่ยหลัน พลางเอ่ยกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของนาง“เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว่าเพราะเหตุใดข้าถึงทำเช่นนี้ ข้าถูกกดขี่มาตั้งแต่เด็ก บิดากักขังข้าไม่รักข้า ข้าต้องทำเพื่อความอยู่รอด ข้ามีเหตุผลของข้า หากข้าไม่ทำ ข้าก็ไม่มีชีวิตรอด”“คนชั่วล้วนหาคำแก้ตัวให้ตนเองได้อย่างหน้าไม่อาย”กวนเยวี่ยหลันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่รอให้ฉีเฟินได้เอ่ยสิ่งใดต่อ นางก็ถื
ก่อนหน้านี้เขาได้สั่งให้คนของตนไปตามสืบเสาะหาเบาะแสของทหารเดนตายเหล่านั้นอย่างละเอียด จนค้นพบต้นตอและสาเหตุทั้งหมดแท้จริงแล้วทหารเดนตายเหล่านั้นเป็นคนของราชครูฉี แน่นอนว่าครั้งนี้เซียวฉงจวินย่อมต้องบงการอยู่เบื้องหลังด้วยอย่างแน่นอน พวกมันชั่วช้าอย่างยิ่ง ถึงขนาดไปบังคับจับตัวเด็กชายในหมู่บ้านต่าง ๆ มาฝึกฝนเป็นทหารเดนตาย มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจจะต้านทานการฝึกที่แสนโหดร้ายได้จึงขาดใจตาย บ้างก็ล้มป่วยตายไปหลายร้อยคนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น หากพ่อแม่ของเด็กชายเหล่านั้นขัดขืนและไม่ให้ความร่วมมือก็จะถูกฆ่าปิดปากทั้งหมด ส่วนเด็กผู้หญิงที่ถูกจับตัวมาได้นั้นก็จะถูกนำไปขายที่หอนางโลมต่างแคว้นเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในการฝึกฝนของทหารในค่ายอีกต่อหนึ่ง ความชั่วร้ายนี้ช่างเลวทรามและชั่วร้ายเป็นอย่างมาก นอกจากจะทำร้ายคนในแคว้นกันเองแล้ว ยังลอบค้าขายกับต่างแคว้นอย่างผิดกฎหมายอีกด้วยทหารที่ถูกจับตัวมาได้ถูกเขาทรมานจนยอมสารภาพความจริงออกมาส่วนหนึ่ง ประจวบเหมาะกับทหารเดนตายบางส่วนที่ถูกจับตัวมาทรมานตั้งแต่ยังเด็กเหล่านั้นก็มีความแค้นไม่น้อยเลย พวกเขาถูกคนตระกูลฉีทำร้าย สูญเสียครอบครัวและต้องยอมทำตามคำสั
กวนเยวี่ยหลันตัดสินใจทิ้งรถม้าคันนั้นและไม่สนใจมันอีก ก่อนจะมุ่งหน้ากลับจวนตระกูลกวนในทันที ด้านฉีเฟินนั้นเมื่อเห็นว่าระหว่างนางและเขาคงไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้วก็รู้สึกปวดใจไม่น้อยเลย เขาไม่คิดจะตามรังควานนางอีก และยังสั่งให้คนของตนนำรถม้าคนนั้นกลับไปส่งยังจวนตระกูลกวนอีกด้วยวันเวลาก็ผ่านไปเช่นนี้จนกระทั่งล่วงเข้าสู่วันที่ฮ่องเต้จะต้องเสด็จไปทำพิธีล่าสัตว์ที่นอกเมืองหลวง งานเทศกาลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ครั้งนี้นอกจากฮองเฮาและเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่จะต้องติดตามออกประพาสในครานี้แล้ว ยังมีเหล่าข้ารับใช้ชั้นสูงและเหล่าฮูหยิน คุณหนู คุณชายต่างร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกด้วยกวนเยวี่ยหลันนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกับกวนเสี่ยวถิง สีหน้าของนางมีแววครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา จนกวนเสี่ยวถิงต้องเอ่ยถามพี่สาวด้วยความเป็นห่วง“พี่ใหญ่ ท่านคิดสิ่งใดอยู่หรือ?”กวนเยวี่ยหลันหันมามองน้องสาวของตนเองปราดหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ“ไม่รู้สิ ข้าเพียงรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างไรบอกไม่ถูก ถิงถิง จำไว้นะว่าเจ้าจะต้องพกอาวุธติดกายเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัย”กวนเสี่ยวถิงได้ฟังก็พยักหน้ารับเล็กน้อย นางไม่ได้ติดใจสงสัยหรือซัก
กวนเยวี่ยหลันพาเด็กๆที่ได้รับบาดเจ็บกลับมายังหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย บรรดาชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นต่างร้องไห้โฮแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาบุตรหลานของตนเองด้วยความดีใจ พวกเขามีท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดจนกวนเยวี่ยหลันต้องเอ่ยปลอบโยนว่าต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำร้ายพวกเขาได้อีก ชาวบ้านเหล่านี้จึงพอจะวางใจลงไปได้มากท่าทีหวาดกลัวก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน นางรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก ใบหน้างามยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนอย่างเห็นได้ชัด นางล้างออกไปอย่างลวกๆ ส่วนกวนเสี่ยวถิงและเซียวลู่เฟยก็ช่วยกันดูแลเด็กเหล่านั้น เซียวลู่เฟยสั่งให้คนหุงหาอาหารและต้มน้ำแกงร้อนๆ มาให้เด็กๆ ได้ดื่ม อีกทั้งยังคิดว่าจะต้องสั่งให้คนคุ้มกันหมู่บ้านแห่งนี้ ให้มากขึ้นสักหน่อยหลังจากจัดการเรื่องภัยพิบัติครั้งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วกวนเยวี่ยหลันเพิ่งจะล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด นางกำลังยกมือขึ้นเช็ดหน้าตน แต่กลับพบว่าเซียวอวี้ฉีกำลังยื่นผ้าเช็ดหน้ามาตรงหน้านาง ไม่เพียงเท่านั้นเขายังใช้มันเช็ดใบหน้าให้นางอย่างอ่อนโยนและเบามืออีกด้วย กวนเยวี่ยหลันพลันยิ้มออกมาเล็กน้อย“ท่านมาแล้วหรือ คนพวกนั้นเล่า?”







