LOGINเมื่อออกมาจากจวนแล้ว กวนเยวี่ยหลันและกวนเสี่ยวถิงก็นั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาหลีฟานอย่างรวดเร็ว สำนักศึกษาแห่งนี้เป็นสำนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ผู้ที่ก่อตั้งสำนักศึกษาหลีฟานคือหลงตี้พระองค์ก่อน ที่พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพราะอยากให้คนในแคว้นได้ร่ำเรียนอ่านเขียนเหมือนกัน ภายในสำนักศึกษานั้นจะแบ่งเป็นสองเรือนใหญ่ เรือนหลังแรกสำหรับคุณหนูชนชั้นสูง ส่วนเรือนแห่งที่สองสำหรับคุณหนูบุตรอนุและบุตรสาวพ่อค้าวานิชรวมไปถึงบุตรของชาวบ้านทั่วไป พื้นที่ของสำนึกศึกษายังกว้างขวางและมีหลายหมู่ รอบๆ สำนักศึกษาปลูกต้นไม้และดอกไม้เอาไว้มากมาย ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่นไม่น้อย
นอกจากนี้สำนักศึกษาหลีฟานยังแบ่งเป็นสำนักศึกษาของบุรุษอีกด้วย คนในแคว้นจึงพากันเรียกขานว่าหลีฟานสตรีและหลีฟานบุรุษ สำนักศึกษาทั้งสองแห่งอยู่ใกล้กันมาก อีกทั้งยังเคยมีศิษย์จากทั้งสองสำนักได้แต่งงานกันมาหลายคู่แล้ว
กวนเยวี่ยหลันหวนคิดถึงชาติที่แล้ว เพราะนางมีหน้าตางดงามจึงโดดเด่นสะดุดตาในหมู่บุรุษ แต่เพราะนิสัยนางบัดซบเกินไป ซ้ำยังมักใหญ่ใฝ่สูงมองพวกเขาต่ำต้อยเกินไปไม่คู่ควรกับนาง และนางยังมองว่าตนเองสูงศักดิ์กว่าพวกเขา นานวันเข้าบุรุษเหล่านั้นก็ไม่ชายตาแลนาง ซ้ำยังรังเกียจนางมากขึ้นอีกด้วย
แต่ชาตินี้นางตั้งใจว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ใหม่ นางจะตั้งใจเรียน ปรับปรุงตนเอง กิจการที่บ้านมีมากมาย ต่อให้ไม่ได้แต่งงานกับบุรุษ นางก็พอจะหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองได้
จริงสิ มิสู้นางเปิดหอนายบำเรอสักแห่งก็ดีเหมือนกัน นางจะกว้านซื้อบุรุษหน้าตาดีมาเลี้ยงเอาไว้ในจวนแล้วให้พวกเขาดีดพิณ คัดอักษร เล่นละครให้ชม เพียงเท่านี้ชีวิตของนางก็มีความสุขเหลือจะกล่าว
กวนเสี่ยวถิงที่เห็นว่าพี่สาวของตนเดี๋ยวก็ยิ้มเดี๋ยวก็หัวเราะอยู่คนเดียวก็เริ่มรู้สึกหวาดระแวง ก่อนออกมาจากจวนนางเผลอเทสุราใส่ขวดน้ำใบน้อยเอาไว้ หญิงสาวรีบปลดมันออกจากข้างเอว ก่อนจะลุกขึ้นไปนั่งข้างๆกวนเยวี่ยหลัน พลางส่งขวดสุรานั้นให้กับพี่สาวของตน
กวนเยวี่ยหลันหันมามองน้องสาวตนทันที
“อะไร?”
“ดื่มสุราสักหน่อยเถอะ ข้าว่าอาการลงแดงของท่านกำเริบอีกแล้ว ตั้งแต่นั่งรถม้าออกจากจวนมาท่านยิ้มไม่หยุดหัวเราะไม่พัก ดื่มเถอะเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของท่านและข้า”
กวนเยวี่ยหลันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก น้องสาวบัดซบนี่คิดว่านางป่วยเป็นบ้าอย่างนั้นหรือ
แต่ช่างเถอะ สุราดีต่อสุขภาพอยู่แล้วนี่!
พูดจบนางก็รับสุราจากกวนเสี่ยวถิงขึ้นมาดื่มทันที เมื่อสุราไหลผ่านลำคอ นางก็รู้สึกมีความสุขและอารมณ์ดีขึ้นมา กวนเสี่ยวถิงลอบถอนหายใจออกมา ก่อนจะกำชับพี่สาวอีกทีว่าเข้าเรียนแล้วห้ามทำเช่นนี้อีก คนอื่นจะหวาดกลัวเอาได้
ไม่นานรถม้าก็หยุดลง คนทั้งสองเดินลงมาจากรถม้าและมุ่งหน้าเข้ามาในสำนักศึกษาหลีฟาน เมื่อเข้ามาถึงแล้วสองพี่น้องก็เดินเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกัน เพราะอายุของพวกนางห่างกันปีเดียวจึงสามารถเรียนร่วมกันได้
ยามนี้อาจารย์ยังไม่มา เหล่าสตรีจึงจับกลุ่มพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรื่องเครื่องประทินโฉม บางกลุ่มก็จับเข่านินทาเรื่องชาวบ้านกันอย่างสนุกปาก
กวนเสี่ยวถิงเลือกไปนั่งอีกกลุ่มหนึ่ง สตรีกลุ่มนั้นเรียบร้อยน่ารัก พวกนางเป็นสหายของกวนเสี่ยวถิง ส่วนกวนเยวี่ยหลันเมื่อเข้ามาก็พบกับสตรีที่แต่งหน้าเข้มจัด ท่าทีดูเย่อหยิ่งกำลังเดินเข้าหานางพลางยิ้มแย้ม
“เยวี่ยหลันเจ้ามาแล้วหรือ ตายจริง วันนี้เจ้าพาตัวบัดซบมาเรียนด้วยไม่กลัวไออัปมงคลของนางจะแผ่ใส่ตัวเจ้าหรอกหรือ น้องสาวเจ้ามีมารดาเป็นอนุมาก่อน ช่างต่ำช้ายิ่งนัก หากเจ้าอยากระบายอารมณ์ เช่นนั้นก็ให้พวกเราช่วยเจ้าดีไหม?”
กวนเยวี่ยหลันได้ฟังก็ส่งเสียงเหอะในลำคอ สหายเหล่านี้หากเป็นชาติก่อนนางคงเชื่อคำยุแยงนี้ไปแล้ว พวกนางจริงใจเสียที่ไหน เพียงแค่หวังจะหลอกให้นางเลี้ยงอาหารและน้ำชาพาไปดูละครก็เท่านั้น ลับหลังก็ลอบนินทานาง ชาติก่อนนางชอบที่มีคนคอยยกยอเชิดชูตนเองโดยหารู้ไม่ว่าสตรีบัดซบพวกนี้กำลังหลอกใช้นางทั้งนั้น ยามนางเกิดเรื่องถูกเซียวลู่เฟยไม่ใยดี สตรีพวกนี้ยังพากันจับกลุ่มนินทานางด้วยซ้ำ
บัดซบจริงๆ อยู่ดีๆ ก็คันไม้คันมืออยากตบตีคนขึ้นมา
ใจเย็นก่อนกวนเยวี่ยหลัน ต้องเป็นคนดีท่องไว้คนงาม!
เมื่อสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว กวนเยวี่ยหลันจึงเอ่ยกับสตรีตรงหน้า
“นี่ซีหว่าน เจ้าเอาเวลาที่มัวแต่ยุยงให้พี่น้องตีกันไปเช็ดเครื่องประทินโฉมออกก่อนเถอะ ให้ตายสิ ชาดทาปากนี่เจ้าคงซื้อมาจากร้านขายเครื่องประทินโฉมราคาถูกสินะ ถึงแต่งออกมาได้น่าเวทนาเช่นนี้น่ะ ส่วนเจ้าอาหลัน เอาแต่ตามซีหว่านต้อยๆ เคยมีความคิดเป็นของตนเองบ้างหรือไม่ เพราะเจ้าอยากได้พี่ชายของนางเป็นสามีสินะจึงยอมเป็นวัวเป็นม้าให้นางกดขี่เช่นนี้ น่าสงสารจริงๆ เพื่อบุรุษคนเดียวเจ้าก็ยอมลดศักดิ์ศรีของตนเองถึงเพียงนี้ ส่วนพวกเจ้า เจ้าๆๆ แล้วก็เจ้า หยุดแต่งหน้าประทินโฉมหนาเตอะเช่นนี้สักทีเถอะ ตอนข้าเดินเข้ามาคิดว่ากำลังดูละครลิง!”
สตรีน้อยเหล่านั้นถึงกับอ้าปากค้างโต้ตอบไม่ออก ก่อนหน้านี้กวนเยวี่ยหลันเคยเอ่ยวาจาเช่นนี้กับพวกนางเสียที่ไหน เหตุใดวันนี้จึงกล้าเล่า!
“เจ้าเป็นบ้าอะไร เหตุใดจึงมาด่าพวกเรา เราเป็นสหายกันนะ!”
“แต่ก่อนน่ะใช่ แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว ข้าไม่อยากคบหากับคนที่ชอบดูถูกน้องสาวของข้า”
“อุ้ยตาย วันนี้เจ้าเป็นอะไร เกิดอยากจะมีเมตตาทำบุญกับน้องสาวเจ้าปานนั้น ทั้งที่เจ้าด่าทอรังเกียจนางอย่างกับอะไรดี กวนเยวี่ยหลันเจ้าจะเลิกคบกับพวกเราจริงหรือ เจ้ากล้าหรือ? เจ้าอย่าลืมนะ หากไม่มีพวกเรา เจ้าจะหาขาไพ่จากที่ไหน!”
ซีหว่านเชิดหน้าอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า หากไม่มีพวกนางใครจะคบหากับสตรีเฮงซวยเช่นกวนเยวี่ยหลัน
กวนเยวี่ยหลันส่งเสียงเหอะออกมา พลางตอบอย่างไม่ยี่หระ
“ข้ามีเงิน ขาไพ่กลุ่มใหม่ข้าย่อมหาได้อยู่แล้ว พวกเจ้าน่ะไปหาเครื่องประทินโฉมดีๆ มาใช้เถอะ แต่งหน้าเช่นนี้เหมือนพวกนางเอกงิ้วเลย ไม่สิ! นางเอกงิ้วยังแต่งหน้าสวยกว่าพวกเจ้าเสียอีก!"
“เยวี่ยหลัน!”
“ต่อไปอย่าได้มากล่าววาจาดูถูกถิงถิงน้อยจอมเฮงซวยของข้าอีก น้องสาวข้า ข้าตบข้าตีได้คนเดียว คนอื่นอย่าสอด!”
สตรีน้อยเหล่านั้นแม้จะเจ็บใจแต่กลับไม่กล้าลงไม้ลงมือกับกวนเยวี่ยหลันเพราะรู้ฝีมือของฝ่ายตรงข้ามดี กวนเยวี่ยหลันเป็นคนบ้า ถ้าลองได้ลงไม้ลงมือกับใครเป็นต้องตายกันไปข้างหนึ่งอย่างแน่นอน และคนที่ต้องตายคือพวกนาง ไม่ใช่สตรีบ้านั่น พวกนางจึงทำได้เพียงเดินฟึดฟัดกลับไปนั่งยังที่นั่งของตนเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อจัดการประกาศเลิกคบกับสหายไม่ดีเรียบร้อยแล้ว กวนเยวี่ยหลันก็เดินมาหากวนเสี่ยวถิงที่นั่งอยู่ทันที
“ขยับหน่อยสิ ข้าจะนั่งตรงนี้”
กวนเสี่ยวถิงมองพี่สาวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง วันนี้กวนเยวี่ยหลันออกหน้าปกป้องนางอย่างที่น้อยครั้งนักจะได้เห็น แต่เป็นเช่นนี้ก็ดียิ่งนัก
เมื่อพี่สาวนั่งลงแล้ว นางจึงดึงกวนเยวี่ยหลันเข้ามาใกล้พลางถาม
“พี่หญิง ท่านคิดได้เสียที ข้าพยายามบอกท่านตั้งหลายครั้งแล้วว่าสตรีพวกนั้นน่ะไม่จริงใจ และต้องการหลอกให้ท่านเลี้ยงขนมเลี้ยงน้ำชา ท่านก็ไม่เชื่อ แต่วันนี้ท่านเลิกคบกับพวกนางได้แล้ว ข้าดีใจมาก ท่านหายโง่ได้สักทีนะ”
“นี่เจ้ากำลังหลอกด่าข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าชมต่างหาก มีประโยคไหนที่ด่ากัน เอาอย่างนี้ วันนี้ข้ารับหน้าที่เป็นขาไพ่ที่ขาดไปเอง ตกลงหรือไม่?”
“ก็ดีนะ”
สองพี่น้องมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมา สหายของกวนเสี่ยวถิงนั้นหวาดกลัวกวนเยวี่ยหลันมากจึงไม่ค่อยกล้าสนทนากับนางเท่าใดนัก แต่เมื่อกวนเสี่ยวถิงคอยบอกว่าพี่สาวนางถึงจะบ้าๆ บอๆ ไปบ้างแต่นิสัยไม่ได้เลวร้ายอะไร พวกนางจึงเริ่มกล้าที่จะสนทนากับกวนเยวี่ยหลันขึ้นมาบ้าง
ไม่นานนักท่านอาจารย์ก็เข้ามาในห้องเรียน หลังจากเรียนไปหนึ่งวิชา ท่านอาจารย์ก็แจ้งให้พวกนางทราบว่า วันนี้จะมีอาจารย์ท่านใหม่เข้ามาสอนวิชาแขนงศิลปะและการวาดภาพ กวนเยวี่ยหลันไม่ได้สนใจเท่าใดนัก เพราะแต่ไหนแต่ไรที่สำนักศึกษาหลีฟานก็มีการผลัดเปลี่ยนท่านอาจารย์มาสอนวิชาความรู้เช่นนี้อยู่แล้ว
“โอ๊ะ มาพอดีเลยอาจารย์ท่านใหม่ ทุกคนรีบลุกขึ้นทำความเคารพเซียวชินอ๋องเร็วเข้า!”
เซียวชินอ๋อง!
คำเรียกขานนี้ทำเอากวนเยวี่ยหลันที่กำลังนั่งอยู่ในห้องเรียนชะงักไปทันที นางลืมแม้กระทั่งว่าตนเองต้องลุกขึ้นทำความเคารพจนกวนเสี่ยวถิงต้องยื้อยุดพี่สาวอยู่นาน พลางกระซิบเตือนกวนเยวี่ยหลันว่าห้ามลงแดงต่อหน้าท่านอ๋องเด็ดขาดเชียว
กวนเยวี่ยหลันมือไม้สั่นไปหมด ภาพในชาติที่แล้วหวนกลับมาอีกครั้ง ภาพที่เซียวอวี้ฉีใช้มีดสั้นแทงเข้ามาที่หัวใจของนางจนมิดด้าม!
แม้นางจะเป็นฝ่ายยินยอมให้เขาส่งตนไปปรโลกอย่างเต็มใจ แต่เมื่อได้กลับมาพบกับเขาอีกครั้ง นางก็เกิดความหวาดกลัวอยู่ในใจลึกๆ เดิมทีนางคิดว่าตนเองลืมเรื่องนี้ไปแล้วและคงไม่ได้พบกับเขาอีก เพราะนางกับเขาจะไม่มีทางที่จะพบเจอกันที่นี่ และนางจะไม่สร้างบุญคุณความแค้นกับใครทั้งสิ้น
แต่โชคชะตาเหมือนจะกลับมาแกล้งนางทำให้นางต้องพบเจอกับเขาอีกครั้ง
ไม่สิ! เหตุใดการเจอกันครั้งนี้จึงดูเปลี่ยนไปเล่า ชาติที่แล้วนางพบเจอเขาที่นอกเมืองหลวง แต่ครั้งนี้กลับได้เจอกันที่สำนักศึกษาแห่งนี้แทน ทั้งที่ชาติก่อนเหตุการณ์ไม่ได้เป็นแบบนี้เลยด้วยซ้ำ
ทำไมนางถึงรู้สึกว่าการพบเจอกันครั้งนี้ระหว่างนางและเซียวอวี้ฉี ดูไม่คล้ายความบังเอิญแต่คือการจงใจเลยเล่า!
หลังจากที่เซียวอวี้ฉีและกวนเยวี่ยหลันแต่งงานกันได้เพียงไม่กี่เดือน กวนเยวี่ยหลันก็ตั้งครรภ์อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้สร้างความยินดีให้แก่ทุกคนในจวนอ๋อง รวมไปถึงตระกูลกวนอย่างมาก แม้แต่หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วก็ยังรู้สึกดีใจไม่ต่างกัน นางซูถึงกับแวะเวียนมาที่จวนอ๋องทุกวันเพื่อดูแลกวนเยวี่ยหลันด้วยตนเอง อีกทั้งยังกำชับนางหนักหนาว่าจะต้องดื่มยาบำรุงให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ กวนเยวี่ยหลันฟังนางซูบ่นจนรู้สึกปวดหูไปหมด แต่เพราะนางเข้าใจว่านางซูทำไปเพราะหวังดีกับนาง นางจึงไม่คิดจะขัดมารดาเลี้ยงของตนต่อมากวนเสี่ยวถิงได้เข้าพิธีปักปิ่น นางเติบโตเป็นสตรีงดงามอย่างสมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว เซียวลู่เฟยที่รอคอยเวลานี้มานานจึงทุลขอพระราชทานสมรสจากบิดาตน หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วไม่ได้คัดค้านเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังตกปากรับคำด้วยความเต็มใจแสงรุ่งอรุณของวันมงคลสาดส่องกระทบผิวน้ำในสระบัวของจวนตระกูลกวน เสียงมโหรีประโคมดังกังวานก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของไม้กฤษณาและดอกโบตั๋น กวนเสี่ยวถิง นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองในชุดเจ้าสาวสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายหงส์ร่อนอันวิจิตรงดงาม เรือนผมดำขลับถูกรวบขึ
แสงแรกของอรุณรุ่งยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงระฆังแก้วกังวานและกลิ่นหอมอบอวลของไม้หอมก็ปลุกให้ กวนเยวี่ยหลัน ต้องลืมตาขึ้นจากความฝัน ท้องฟ้าด้านนอกยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม ทว่าภายในเรือนนอนของนางกลับสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนมงคลนับร้อยดวง“คุณหนูใหญ่ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ วันนี้เป็นวันมงคลของท่านนะเจ้าคะ”แม่นมและเหล่าสาวใช้ประจำตระกูลกวนต่างกรูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มปิติ เครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับที่แสนหรูหราถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ ในอ่างน้ำมีกลีบบุปผานับรอยกลีบลอยอยู่เหนือผิวน้ำ นี่คือน้ำสะอาดที่เตรียมเอาไว้เพื่อให้นางใช้ชำระล้างร่างกาย กวนเยวี่ยหลันมองดูเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตเลือนหายไปจนสิ้น บัดนี้เหลือเพียงความอบอุ่นใจอันแสนหวานเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่จะมารับนางในวันนี้เซียวอวี้ฉี ชายผู้เป็นที่รักของนางการแต่งกายของเจ้าสาวดำเนินไปอย่างพิถีพิถัน ละเอียดลออในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสระผมด้วยน้ำคั้นจากผลมะกรูดสด ชโลมด้วยน้ำมันดอกไม้หอมบริสุทธิ์ การถักเปียและรวบผมขึ้นสูงตามมงคลพิธีของหญิงสาวที่กำลังจะออกเรือน เสียงหัวเราะหยอกเย้าของเหล่าสาวใช้ทำให้ก
ยามนี้เหลือเขาเพียงคนเดียวแล้ว อีกทั้งเหล่าทหารก็ล้มตายไปจนหมด ด้านราชครูฉีก็หายเงียบ คงจะถูกจับตัวไปแล้ว แผนการล้มเหลวไม่เป็นท่าทั้งหมด เช่นนั้นเขาก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียอีกต่อไปแล้ว มิสู้ลากกวนเยวี่ยหลันไปตายด้วยกันก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว“ปล่อยนาง!”เซียวอวี้ฉีเอ่ยเสียงเข้มแต่ฉีเฟินกลับส่งเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยกับเขา“ท่านอ๋อง ท่านนี่เก่งจริงๆ เลยนะ ถึงขนาดทำลายแผนการที่พวกข้าวางเอาไว้มาเป็นปีๆ ได้ขนาดนี้”เซียวอวี้ฉีไม่ตอบ เขาจ้องฉีเฟินเขม็งราวกับอยากจะฆ่าคนตรงหน้าให้ตายอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรวันนี้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด เขาก็จะต้องพาตัวกวนเยวี่ยหลันกลับมาอย่างปลอดภัยให้จงได้ฉีเฟินละสายตาจากเซียวอวี้ฉี ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้กวนเยี่ยหลัน พลางเอ่ยกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของนาง“เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว่าเพราะเหตุใดข้าถึงทำเช่นนี้ ข้าถูกกดขี่มาตั้งแต่เด็ก บิดากักขังข้าไม่รักข้า ข้าต้องทำเพื่อความอยู่รอด ข้ามีเหตุผลของข้า หากข้าไม่ทำ ข้าก็ไม่มีชีวิตรอด”“คนชั่วล้วนหาคำแก้ตัวให้ตนเองได้อย่างหน้าไม่อาย”กวนเยวี่ยหลันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่รอให้ฉีเฟินได้เอ่ยสิ่งใดต่อ นางก็ถื
ก่อนหน้านี้เขาได้สั่งให้คนของตนไปตามสืบเสาะหาเบาะแสของทหารเดนตายเหล่านั้นอย่างละเอียด จนค้นพบต้นตอและสาเหตุทั้งหมดแท้จริงแล้วทหารเดนตายเหล่านั้นเป็นคนของราชครูฉี แน่นอนว่าครั้งนี้เซียวฉงจวินย่อมต้องบงการอยู่เบื้องหลังด้วยอย่างแน่นอน พวกมันชั่วช้าอย่างยิ่ง ถึงขนาดไปบังคับจับตัวเด็กชายในหมู่บ้านต่าง ๆ มาฝึกฝนเป็นทหารเดนตาย มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจจะต้านทานการฝึกที่แสนโหดร้ายได้จึงขาดใจตาย บ้างก็ล้มป่วยตายไปหลายร้อยคนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น หากพ่อแม่ของเด็กชายเหล่านั้นขัดขืนและไม่ให้ความร่วมมือก็จะถูกฆ่าปิดปากทั้งหมด ส่วนเด็กผู้หญิงที่ถูกจับตัวมาได้นั้นก็จะถูกนำไปขายที่หอนางโลมต่างแคว้นเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในการฝึกฝนของทหารในค่ายอีกต่อหนึ่ง ความชั่วร้ายนี้ช่างเลวทรามและชั่วร้ายเป็นอย่างมาก นอกจากจะทำร้ายคนในแคว้นกันเองแล้ว ยังลอบค้าขายกับต่างแคว้นอย่างผิดกฎหมายอีกด้วยทหารที่ถูกจับตัวมาได้ถูกเขาทรมานจนยอมสารภาพความจริงออกมาส่วนหนึ่ง ประจวบเหมาะกับทหารเดนตายบางส่วนที่ถูกจับตัวมาทรมานตั้งแต่ยังเด็กเหล่านั้นก็มีความแค้นไม่น้อยเลย พวกเขาถูกคนตระกูลฉีทำร้าย สูญเสียครอบครัวและต้องยอมทำตามคำสั
กวนเยวี่ยหลันตัดสินใจทิ้งรถม้าคันนั้นและไม่สนใจมันอีก ก่อนจะมุ่งหน้ากลับจวนตระกูลกวนในทันที ด้านฉีเฟินนั้นเมื่อเห็นว่าระหว่างนางและเขาคงไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้วก็รู้สึกปวดใจไม่น้อยเลย เขาไม่คิดจะตามรังควานนางอีก และยังสั่งให้คนของตนนำรถม้าคนนั้นกลับไปส่งยังจวนตระกูลกวนอีกด้วยวันเวลาก็ผ่านไปเช่นนี้จนกระทั่งล่วงเข้าสู่วันที่ฮ่องเต้จะต้องเสด็จไปทำพิธีล่าสัตว์ที่นอกเมืองหลวง งานเทศกาลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ครั้งนี้นอกจากฮองเฮาและเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่จะต้องติดตามออกประพาสในครานี้แล้ว ยังมีเหล่าข้ารับใช้ชั้นสูงและเหล่าฮูหยิน คุณหนู คุณชายต่างร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกด้วยกวนเยวี่ยหลันนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกับกวนเสี่ยวถิง สีหน้าของนางมีแววครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา จนกวนเสี่ยวถิงต้องเอ่ยถามพี่สาวด้วยความเป็นห่วง“พี่ใหญ่ ท่านคิดสิ่งใดอยู่หรือ?”กวนเยวี่ยหลันหันมามองน้องสาวของตนเองปราดหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ“ไม่รู้สิ ข้าเพียงรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างไรบอกไม่ถูก ถิงถิง จำไว้นะว่าเจ้าจะต้องพกอาวุธติดกายเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัย”กวนเสี่ยวถิงได้ฟังก็พยักหน้ารับเล็กน้อย นางไม่ได้ติดใจสงสัยหรือซัก
กวนเยวี่ยหลันพาเด็กๆที่ได้รับบาดเจ็บกลับมายังหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย บรรดาชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นต่างร้องไห้โฮแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาบุตรหลานของตนเองด้วยความดีใจ พวกเขามีท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดจนกวนเยวี่ยหลันต้องเอ่ยปลอบโยนว่าต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำร้ายพวกเขาได้อีก ชาวบ้านเหล่านี้จึงพอจะวางใจลงไปได้มากท่าทีหวาดกลัวก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน นางรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก ใบหน้างามยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนอย่างเห็นได้ชัด นางล้างออกไปอย่างลวกๆ ส่วนกวนเสี่ยวถิงและเซียวลู่เฟยก็ช่วยกันดูแลเด็กเหล่านั้น เซียวลู่เฟยสั่งให้คนหุงหาอาหารและต้มน้ำแกงร้อนๆ มาให้เด็กๆ ได้ดื่ม อีกทั้งยังคิดว่าจะต้องสั่งให้คนคุ้มกันหมู่บ้านแห่งนี้ ให้มากขึ้นสักหน่อยหลังจากจัดการเรื่องภัยพิบัติครั้งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วกวนเยวี่ยหลันเพิ่งจะล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด นางกำลังยกมือขึ้นเช็ดหน้าตน แต่กลับพบว่าเซียวอวี้ฉีกำลังยื่นผ้าเช็ดหน้ามาตรงหน้านาง ไม่เพียงเท่านั้นเขายังใช้มันเช็ดใบหน้าให้นางอย่างอ่อนโยนและเบามืออีกด้วย กวนเยวี่ยหลันพลันยิ้มออกมาเล็กน้อย“ท่านมาแล้วหรือ คนพวกนั้นเล่า?”







