Se connecter“รอพรุ่งนี้เถอะนะ รอพรุ่งนี้เถอะนะหนูจะหายไป”
น้ำตาเต็มสองตา
“ซวี่หลิน ซวี่หลิน”
มีมี่สะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังเขย่าตัว
ยกมือขึ้นปาดน้ำตา ที่เปรอะแก้ม
“เกี้ยวหยุดพักกินอาหารเที่ยงกันที่นี่เจ้าควรลงมาเดินเสียบ้างจะได้ไม่ปวดเมื่อย” น้ำเสียงเรียบเฉย มีมี่ได้แค่พยักหน้า อ๋องหรงสังเกตเห็นหยาดน้ำตาและแววตาเศร้าสร้อยของมีมี่ชัดเจน
“ไปกันเถอะ”
ข้างล่างนั่น เหล่าทหารกำลังหุงหา ซูเอ่อรีบนำเอาซาลาเปามายื่นให้อย่างเอาใจ
“มีไส้เค็มที่ทำจากเนื้อหมูน้ำค้างเจ้าค่ะแล้วนี่ไส้หวานจากถั่วแดง ซู่เอ่อรู้ว่าองค์หญิงไม่นิยมกินเนื้อแพะภูเขา”
มีมี่ยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ร่าเริงเพราะความฝันที่ฉุดให้จมดิ่งลงกว่าเดิม โรคซึมเศร้ามันร้ายกว่าที่คิดมันจะโจมตีคุณทุกครั้งที่คุณดิ่งลงให้ยิ่งดิ่งลึกลงไปลึกสุดลึกจนในที่สุดคุณก็ไม่อยากจะขึ้นมา
อ๋องหรงเดินมาทรุดกายลงนั่งข้างๆ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม
“เจ้าควรจะหัดกินเนื้อสัตว์อื่นบ้าง การเดินทางต้องใช้เวลาจึงไม่มีการเตรียมเสบียงมามากพออาศัยล่าสัตว์ตามป่าเขาพอได้ประทังหากเจ้ากินยากอยู่ยากแบบนี้จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ”
“ไม่ต้องมายุ่ง ข้าไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ป่า แล้วข้าอ่อนแอก็เรื่องของข้า”
“เนื้อสัตว์ป่ามีให้เลือกกินได้หลายอย่างเชียวนะ”
“ไม่กินก็คือไม่กิน ไม่ว่าเนื้ออะไรทั้งนั้น” อ๋องหรงถอนหายใจ
“พ่อบุญธรรม” ยกถาดไก่ป่าย่างหอมฉุยมาแต่ไกล มีมี่อ้าปากค้างวางซาลาเปาลงตรงหน้าตัก
“เนื้อไก่ป่าเจ้าก็ไม่กินใช่ไหมเช่นนั้นนับว่าข้ากำไรแล้ว”
ลู่เหวินวางถาดไก่ป่าลงตรงหน้า
“ไก่ย่างๆๆๆๆ” เสียงระบบดังข้างๆ หู
“ทหารไปยิงไก่ป่าจากเชิงเขาล่วงหน้ามาก่อไฟแล้วอบไว้รอ พ่อบุญธรรมกับองค์หญิงใส่เครื่องเทศที่นำมาจากเผ่าเอ่อถัวเถิด จะทำให้ไก่หอมมากแล้วไก่ตัวนี้เป็นตัวเมียที่กำลังไข่ ตัวอ้วนพีย่างไฟอ่อนๆ มันหยดเชียวขอรับ” ลู่เหวินบรรยายอย่างภาคภูมิใจ
โฆษณาสรรพคุณ มีมี่กลืนน้ำลายลงคอ
“องค์หญิง นางไม่กินเนื้อสัตว์ป่า” หันไปมองมีมี่ที่นั่งนิ่ง
“แย่เลยทหารพวหนั้นได้ยินว่าองค์หญิงหยั่งรู้อนาคตพวกเขาต้องการฝากตัวสั่งให้ข้านำมาให้กับองค์หญิงเสียด้วยเช่นนั้นท่านพ่อบุญธรรมท่านกิน….อะ”
มีมี่รับเอาถาดไก่ย่างไว้ในมืออย่างรวดเร็วตัดหน้าอ๋องหรง
“เกรงใจจริงๆ ข้าจะรับไว้เป็นน้ำใจแล้วกันไก่หอมๆ แบบนี้ไม่กินถือว่าผิดต่อสวรรค์”
อ๋องหรงส่ายหน้าไปมา มีมีรับเอาไก่มาสูดกลิ่นหอมๆ อย่างอารมณ์ดี ไก่ย่างเยียวยาทุกอย่าง
“ดีแล้วขอรับ พวกเขาตั้งใจทำเพื่อองค์หญิงจริงๆ หวังแค่เพียงคืนนี้และคืนต่อๆ ไปพวกเขาจะเข้าคิวรอให้องค์หญิงทำนายทายทักดวงชะตาให้กับพวกเขา ก็เท่านั้น เพราะระหว่างนี้มีเวลาเข้าใกล้องค์หญิงหากว่าองค์หญิงเข้าวังแล้วคงไม่มีโอกาส”
มีมี่ยิ้มหวาน
“ได้ซี้ ข้าไม่ได้หวังอะไรกับพวกเจ้าเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่าคลายเหงาระหว่างเดินทาง”
ความจริงกับคนพวกนี้ไม่มีบทอย่างที่ว่าแค่เพียงพูดสิ่งที่พวกเขาอยากฟังปลอบใจพวกเขากับอดีตที่ล้มเหลว แล้วก็จุดคประกายความฝันให้พวกเขาก็เท่านั้น
ส่วนตัวละครสำคัญเหล่านั้นก็ค่อยกอบโกยเอาทีหลังระหว่างนี้ถือว่าเป็นการฝึกพูดให้คนเชื่อถือไปในตัว
อ๋องหรงลอบมองใบหน้างามสดใสยามที่เจรจาของมีมี่ พลางถอนหายใจยาว
เห็นความจริงใจของมีมี่แล้วไม่อยากขัด เห็นว่าอย่างน้อยนางก็มีน้ำใจ
หงส์ไม่กินข้าวกับกาหรอก
“เคลื่อนเกี้ยวววววว”
ขบวนเดินทางที่เคลื่อนผ่านทุ่งโล่งในยามบ่ายมุ่งหน้าทางทิศใต้เพื่อเข้าสู่วังหลวงหากคะเนระยะทางคงเดินทางมาได้สักสิบกิโลหรือน้อยกว่านั้น มีมี่ปิดปากหาวเมื่อท้องอิ่มก็ควรจะพัก ไก่ย่างเมื่อกี้รสชาติดีสุดๆ หลังจากที่ไม่ได้กินอะไรแบบนี้มาตั้งหลายวันกินแต่หมั่นโถวกับซาลาเปา
“เราต้องเดินทางกี่วัน”
อ๋องหรงเปิดเปลือกตามองมีมี่หลังจากที่นั่งนิ่งหลับตาตั้งแต่ขึ้นมาบนเกี้ยว
“ราวๆ ครึ่งดวงจันทร์เสี้ยวไม่เต็มครึ่งดวงหรือเกือบจะครึ่งดวง”
“แล้วจะนับแบบไหน มันหมายถึงกี่วัน” อ๋องหรงขยับหน้ากาก
“อะ”
“เฮ๊ยเจ้ากำลังจะทำอะไรของเจ้า” มีมี่ถลาเข้าหาคร่อมร่างอ๋องหรงไว้เมื่อมองเห็นจิ้งจกตัวหนึ่งเกาะที่หน้ากาก
อีกคนดันร่างบางให้ถอยห่างมือข้างหนึ่งที่เหนียวเหมือนกาวคว้าหน้ากากไว้แน่น ทำให้เชือกที่ผูกหน้ากากไว้หลุด หน้ากากติดมือเมื่อมีมี่ถูกผลักอย่างแรง ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพสร้าง ดวงตางดงามทว่าเศร้าสร้อยเผยออกมาให้เห็น รอยแผลเป็นจากของมีคมกรีดไปบนใบหน้าขาวแม้จะไม่น่าเกลียดแต่ก็สะดุดตา มีมี่อ้าปากค้างปล่อยหน้ากากร่วงลงกับพื้นเกี้ยว
“บังอาจ” อ๋องหรงยกมือขึ้นกุมใบหน้าไว้
“มันมีจิ้งจก ขะขะข้าก็แค่เคยตัวต้องจับจิ้งจกให้เจ้าขาวส้มที่บ้านเป็นประจำพอเห็นจิ้งจกเลยอดใจไม่ได้”
“เจ้าเป็นแมวหรือไรจึงต้องจับจิ้งจก ลงไปจากตัวข้าเดี๋ยวนี้”
จับเอวบางไว้แล้วผลักให้ล้มลงไปกองกับพื้นเกี้ยว ออกลูกโมโห
“ใจร้ายที่สุด” ลูบก้นปรอยๆ
อ๋องหรงยืนอยู่หน้าจวน ตรวจดูแผนที่ เสบียง อาวุธ และม้าศึก ลู่เหวินกำลังนับหีบสัมภาระ"ท่านพ่อบุญธรรม ทุกอย่างพร้อมแล้วขอรับ"อ๋องหรงพยักหน้า"อีกไม่กี่วันเราจะออกเดินทาง"สายตาของเขาเหลือบมองไปทางเรือนด้านใน มุมปากยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว...ส่วนมีมี่...นางนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ในสวน มือหนึ่งถือผลท้อ อีกมือโบกพัดไปมาระบบนอนพุงกางอยู่บนโต๊ะข้างๆ มีมี่กัดผลท้อคำหนึ่งแล้วถอนหายใจ"ในที่สุดก็สงบสักที"ระบบหัวเราะคิกคัก"นายหญิงเจ้าคะ""หือ""ข้าน้อยมีข่าวดี"มีมี่ลุกพรวด"อะไร"ระบบยิ้มกว้างจนตาหยี"ภารกิจหลักจบแล้ว แต่..."มีมี่หรี่ตา"แต่อะไร"ระบบยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว"การเดินทางของท่านกับอ๋องหรง...เพิ่งเริ่มต้นเจ้าค่ะ"มีมี่ถึงกับเอาพัดตีหน้าผากตัวเอง"ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันต้องมีต่อ"อ๋องหรงยืนอยู่ข้างม้าศึก พลางตรวจดูอานม้าเป็นครั้งสุดท้าย ลู่เหวินกำลังขนเสบียงขึ้นรถม้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบหลังศึกใหญ่ผ่านพ้นมีมี่เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายเขา นางเงยหน้ามองร่างสูง ก่อนเอ่ยถามเบาๆ"ท่านจะไปจริงหรือ"อ๋องหรงหันมายิ้มอ่อน"อืม"มีมี่เม้มปาก"แล้วข้าเล่า"อ๋องหรงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน
เสียงเหล็กปะทะเหล็กดังกังวานไปทั่วลานตำหนักฉีก้านในสภาพคลุ้มคลั่งเหวี่ยงกระบี่เข้าใส่อ๋องหรงอย่างดุดันเคร้งอ๋องหรงรับกระบี่ไว้ได้เพียงครู่เดียว แต่บาดแผลจากการศึกก่อนหน้านี้ทำให้แรงเริ่มถดถอย ฉีก้านฉวยจังหวะนั้นฟันกระบี่ลงมาเต็มแรงฉัวะคมกระบี่เฉือนเข้าที่สีข้างของอ๋องหรงอย่างจัง"อึก"ร่างสูงเสียหลัก ล้มลงกระแทกพื้นหิน เลือดค่อยๆไหลซึมเปื้อนอาภรณ์สีเข้ม"ท่านอ๋อง"ใต้เท้าหวังร้องลั่น ฉีก้านหอบหายใจหนัก ดวงตาแดงก่ำ ยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ"ตายเสีย"ในเสี้ยวอึดใจนั้น กระบี่อีกเล่มพุ่งเข้าปะทะอย่างรุนแรงอ๋องเฉวียนควบม้ามาถึงพอดี กระโดดลงจากหลังม้าแล้วแทงกระบี่สวนเข้าใส่ฉีก้านทันที"พอได้แล้ว"ฉีก้านหันกลับมาแทบไม่ทันแต่แล้ว...ร่างหนึ่งกลับวิ่งพรวดเข้ามาขวางระหว่างทั้งสองคน"เสด็จพ่อ"เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกันกับคมกระบี่ฉึกปลายกระบี่ของอ๋องเฉวียนแทงทะลุเกราะทหารตรงหน้า อ๋องเฉวียนเบิกตากว้างสัมผัสได้ว่ากระบี่ของตนแทงถูกใครบางคนร่างในชุดทหารค่อยๆทรุดลงหมวกเหล็กกลิ้งตกกับพื้น เส้นผมยาวสีดำสยายออกมา"อ...อวีหนิง"อ๋องเฉวียนหน้าเปลี่ยนสีทันทีฉีก้านตัวแข็งทื่อ"หนิงเอ๋อร์"เลือดสีแดงสดไ
"ของมันแน่อยู่แล้วเสด็จพ่อมอบบัลลังก์ให้ข้าทุกอย่างมีราชโองการและตราประทับชัดเจนใต้เท้าหวังคือพยาน"น้ำเสียงเขาสงบนิ่งจนน่ากลัวเขาหันมองใต้เท้าหวังใต้เท้าหวังพยักหน้าช้าๆ ฉีก้านกัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นชัด"พยานหรือ หึ แล้วที่ข้ามอบตำแหน่งกรมคลังให้เจ้าเล่า หวังหยวน"“ก็แค่เศษเสี้ยวของทั้งหมดที่ฝ่าบาทมี คืนบัลลังก์มาเสีย ท่านก็รู้ว่าฮ่องเต้องค์ก่อนมอบบัลลังก์ให้ท่านอ๋องเหตุใดต้องแย่งชิง”ฉีก้านหัวเราะเย็นยะเยือกก่อนตวาดออกมาด้วยความคับแค้นทั้งหมดในชีวิต"ก็เพราะอ๋องหรงอย่างเจ้ามันอ่อนแอ ปลวกเปียกไร้น้ำยาบัลลังก์นี้จึงควรเป็นของข้าตั้งแต่แรก"ดวงตาของฉีก้านเต็มไปด้วยความเคียดแค้น"เสด็จพ่อเลือกคนผิด คนอย่างเจ้าจะปกครองใต้หล้าได้อย่างไร"อ๋องหรงนิ่งเงียบไม่มีแม้แต่ความโกรธท่าทีสงบนั้นยิ่งทำให้ฉีก้านแทบคลั่ง"เจ้ารู้หรือไม่ ข้าต้องดิ้นรนแค่ไหนต้องเหยียบคนมากมายเท่าใด ทุ่มเทแค่ไหนที่ผ่านมาเพื่อซื้อใจเหล่าขุนนาง แต่เสด็จพ่อกลับมองไม่เห็นมัน เพราะไม่มีใครเคยมองเห็นข้า"ฉีก้านหัวเราะเสียงแหบอ๋องหรงมองเขานิ่งก่อนจะพูดออกมาช้าๆ"แต่เจ้ากลับเลือกกลายเป็นคนแบบที่ตัวเองเกลียด"ฉีก้านชะงักอ๋องหรง
อ๋องเฉวียนชะงักสายตามองอวีหนิงที่หายไปไกลแล้วด้วยความหงุดหงิดใจ"หวังว่าเจ้าจะไม่สร้างเรื่อง และปลอดภัย"แล้วหันกลับไปนำทัพต่อทันทีส่วนอีกด้าน อวีหนิงยังคงควบม้าตามอ๋องหรงไปสุดแรงใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแม้ ภายในตำหนักฮองเฮาเต็มไปด้วยความโกลาหล ขันทีและนางกำนัลต่างวิ่งวุ่นเก็บทรัพย์สินล้ำค่าใส่หีบไม้ เสียงตะโกนสั่งการดังระงมไปทั่วด้านนอก เสียงกลองศึกใกล้เข้ามาเรื่อยๆฉีก้านในชุดมังกรสีดำก้าวเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"เร็วเข้า"เขาตวาดใส่เหล่าขันที"เตรียมรถม้าเดี๋ยวนี้"ฮองเฮาฟางซินที่กำลังรื้อหีบเครื่องประดับด้วยความร้อนรน รีบหันกลับมา"ฝ่าบาท"ฉีก้านเดินเข้ามาจับมือนางทันที"เราต้องออกจากวังตอนนี้"แต่เพราะความรีบร้อน ฟางซินกลับทำปิ่นปักผมเล่มหนึ่งตกลงบนพื้นเสียงดังกรุ๊งฉีก้านชะงักสายตามองปิ่นนั้นนิ่งปิ่นหยกสีครามสลักอักษรคำว่า จวิ้นสีหน้าของฉีก้านเปลี่ยนไปทันที“ปิ่นอันนี้” ปิ่นที่มีมี่เคยบอกว่าเก็บไว้ห่างๆ ตัวดวงตาค่อยๆ เย็นเยียบ"นี่คือของใคร บอกข้ามา "ฟางซินหน้าเปลี่ยนสี รีบคว้าปิ่นมากำไว้แน่น“บอกข้ามา ของสิ่งนี้เป็นของใคร”ยังไม่ทันตอบ เสียง
มีมี่แทบอยากเขกหัวมัน"ข้าก็เห็นอยู่ว่านางหายไปแล้วจะมาพูดทำไมหึ"นางรีบเดินออกจากกระโจมทันที สายตามองไปรอบค่ายทหารที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทหารเดินสวนกันไปมา เสียงฝีเท้ากับเสียงอาวุธดังระงมมีมี่คว้าแขนทหารคนหนึ่งไว้"เห็นองค์หญิงสามหรือไม่"ทหารรีบส่ายหน้า"ไม่ขอรับ"นางปล่อยมือทันที ก่อนจะเริ่มใจไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ"หรือว่านางจะโดนจับ หรือว่านางจะ ซ่อนตัว หรือว่า…."ระบบรีบส่ายหน้ารัว"ไม่น่าใช่เจ้าค่ะ แล้วจะไปไหน"มีมี่กัดปากแน่นก่อนจะชะงักเมื่อเหลือบเห็นบางอย่างใต้เตียงนอนของอวีหนิง มีผ้าเส้นหนึ่งโผล่ออกมานางรีบเดินกลับเข้าไป ดึงมันออกมาทันทีเป็นผ้าคาดเอวของทหารมีมี่นิ่งระบบค่อยๆ เบิกตากว้าง"หรือว่า แน่แล้วเจ้าค่ะ"ทั้งสองหันมองหน้ากันพร้อมกันมีมี่ร้องลั่น"นางแอบปลอมตัวออกไปแล้วแน่ๆ"ระบบยกมือกุมหัว"แย่แล้วเจ้าค่ะบทนางรองของนางออาจส่งบทให้นางตาย"มีมี่รีบหันตัวออกจากกระโจมทันที"ม้าอยู่ไหน"สีหน้านางเริ่มร้อนใจจริงๆ"อวี่หนิงองค์หญิงสามคนนั้นไม่เคยอยู่เฉยๆ ได้เลยจริงๆ"มีมี่ยืนกอดอกอยู่หน้ากระโจม สีหน้าปวดหัวอย่างที่สุด ระบบลอยวนรอบตัวนางพลางหัวเราะคิกคัก"เจ้าค่ะ ตามบทแล้วองค์
อ๋องหรงขมวดคิ้วนิดๆ"นิยายอะไรอีก"มีมี่หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเงยหน้ามองเขาดวงตาที่เคยขี้เล่นกลับจริงจังขึ้นเล็กน้อย"ชนะหรือแพ้ก็ช่างเถอะ ขอแค่กลับมาอย่างปลอดภัยอย่าให้ข้ารอเก้ออย่าให้ข้าต้องอยู่คนเดียว"มีมี่พูดช้าๆ"ท่านต้องกลับมา"อ๋องหรงชะงักไปเล็กน้อยมีมี่เม้มปาก ก่อนจะพูดต่อ"ข้าไม่ชอบรอใครนะ แล้วก็ไม่ชอบที่ต้องอยู่คนเดียวนานๆ"ดวงตาคมของอ๋องหรงอ่อนลงทันทีเขายกมือขึ้นลูบศีรษะของมีมี่อย่างแผ่วเบา"ได้ข้าจะกลับมา"เสียงนั้นนุ่มลงกว่าทุกครั้งมีมี่พยายามยิ้มแม้ในใจจะหวั่นอย่างบอกไม่ถูก อ๋องหรงโน้มตัวลงช้าๆ ก่อนจะแตะจูบเบาๆ ที่หน้าผากนางสัมผัสนั้นอ่อนโยนจนหัวใจสั่นไหว"รอข้าคนดี"พูดจบ เขาก็ดึงบังเหียนม้า หันกลับเข้าสู่แนวทัพทันทีมีมี่ยืนนิ่งมองแผ่นหลังของเขาจนร่างสูงค่อยๆ หายไปท่ามกลางกองทัพและเสียงศึกระบบที่ลอยอยู่ข้างๆ ยกมือปาดน้ำตาปลอมๆ"โอ๊ย บทพระเอกออกศึกนี่มันดีจริงๆ เจ้าค่ะ"มีมี่สูดจมูกเบาๆ ก่อนจะพึมพำ"ท่าน ต้องกลับมาจริงๆ นะ" อวีหนิงนั่งยองๆ อยู่หลังกองลังไม้ภายในค่ายทหาร มือเล็กรีบจับหมวกเหล็กใบใหญ่ครอบลงบนศีรษะจนแทบปิดตา เกราะเหล็กหนักอึ้งถูกสวมทับบนร่างบางอย่างทุลักทุเล
“ไม่ได้” เสียงของฮูหยินเจียที่ก้าวเข้ามาข้างในอีกคนดังกังวานไปทั่วห้องลับ เมื่อน้ำเสียงแข็งกร้าวขัดจังหวะทุกคน ลู่เหวินรีบก้มหน้า อ๋องหรงถอนหายใจยาว“ได้ยินไหมว่าเจ้าไม่ควรเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อหญิงโง่งมเพียงคนเดียว นางไม่คู่ควรกับเจ้า”“ฮูหยินขอรับนางเป็นองค์หญิงสามมีแค่ข้าที่ไม่คู่ควรกับนาง” ฮูหยิ
เมื่ออยู่ในห้องสองลับต่อสอง"เจ้าจะทำอย่างไร?"อ๋องหรงเอ้่ยปากถาม มีมี่แหบเบาจนแทบไม่ได้ยิน ขณะที่มีมี่กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ มองไปที่อ๋องหรงด้วยความรู้สึกหลากหลายที่เริ่มแสดงออกมาอย่างชัดเจน "ทำอะไร?" มีมี่พูดขึ้นเสียงราบเรียบ"ก็ไหนเจ้าบอกว่ามีแผน" มีมี่พูดขึ้นพร้อมกับยิ้มฝืนๆ แต่คำพูดนั้นกลับสะท้อน
พู่กันตวัดลงจบประโยคมีมี่เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่ปิดไว้ด้วยหน้ากากอีกซีก เขากำลังพูดถึงอะไรหรือเขากำลัง…จีบมีมี่ บทกลอนบทนี้ทำให้ใจสั่น“พะพะพอแล้ว”มีมี่ดึงมือออกจากมืออุ่นนึกเสียดายความรู้สึกอบอุ่นนั้น นี่มันแค่ตัวละครอย่างไรมันทั้งอุ่นทั้งรู้สึกได้ความใกล้ชิดยิ่งมองว่าอีกคนหล่อเหลา“เจ้า…
ซูเอ่อถอนใจยาว“สาวใช้ของเจ้านี่ช่างกระไร แม้กระทั่งข้ายังกล้าขวาง” เหลือบตามองไปทั่งแท่นนอน“ซูเอ่อยังไม่รีบคุกเข่าอีกหรือ”มีมี่เอ่ยปากเตือนซูเอ่อที่ทรุดกายลงคุกเข่าตรงหน้า“พอๆ แล้วไม่ต้องมากพิธีข้าไม่ถือสาแค่สาวใช้โง่งมคนหนึ่ง ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้าให้นางออกไป” มีมี่ก้มหน้าซ่อนยิ้มความร้อนรนบน







