เข้าสู่ระบบ“องค์หญิงเจ้าขาค่อยๆ เดินเจ้าค่ะเดี๋ยวจะล้ม”
ซูเอ่อพยุงมีมี่ขึ้นบนเกี้ยวหลังใหญ่อย่างเอาใจ
“ไม่เป็นไรน่าข้าเดินเองได้”
ชักเริ่มอึดอัดแล้วตั้งแต่เช้ามา ที่เจ้าลู่เหวินนำเนื้อแพะภูเขาย่างมาให้เพื่อเอาใจ อ๋องเฉวียนให้คนนำบิดากับมารดาของซวีหลินมากล่าวลาถึงในห้องมีมี่ก็หวานอมขมกลืน ยอมกินหมั่นโถวที่ทำจากแป้งเปล่าๆ ดีกว่าต้องกินเนื้อแพะภูเขาที่ ไม่เคยกินสักครั้งนั่น ยอมตีหน้าเศร้าพูดจาอำลาบิดากับมารดาของซวีหลินอย่างจำใจดีที่ดูซีรีส์มาเยอะก็พอจะถูไถไปได้
ก็นะคนเป็นแม่ก็ห่วงเหลือเกินกอดลาครั้งแล้วครั้งเล่ามีมี่อึดอัดจะแย่ พอถึงเวลาออกมาข้างนอกนี่ค่อยโล่งหน่อยก็ดันมาถูกซูเอ่อพยุงราวกับคนพิการ
“ข้าเดินเองได้ น่า” ก้าวขาขึ้นไปบนเกี้ยวแต่ทว่าพลาด เหอะ
“โอ๊ย” คนร่างสูงในอาภรณ์สีดำ ดูดุดันและน่าเกรงขาม คนดาร์กๆ รับไว้ได้ทันภายใต้หน้ากากนั่นมีใบหน้าหล่อเหลาที่เย็นชา
จ้องใบหน้างามตาไม่กะพริบตาสบตามีมี่หลบตาเสีย
นี่มันบทล้มทับหรือบทเข้าพระเข้านางชัดๆ หรือว่าเรื่องนี้เปลี่ยนนางร้ายอย่าบอกนะว่ามีมี่ถูกวางตัวเป็นนางร้ายแทนบุตรีขุนนางกรมคลัง เสวียนอี้คนนั้น
“เห็นไหมเจ้าค่ะบอกแล้วว่ามันสูงเกินไปก้าวขาลำบาก”
ซูเอ่อกล่าวดังๆ ทำลาย บทเข้าพระเข้านางได้ทัน หรือเรียกอีกอย่างว่าขัดจังหวะ ลู่เหวินรีบนำแท่นรองพื้นมาวาง วัวหายแล้วล้อมคอก
“องค์หญิงเชิญเหยียบ”
อ๋องหรงส่ายหน้าหลุบตามองพื้น
“ไม่ทันแล้ว” ส่งมีมี่ขึ้นบนเกี้ยวด้วยตัวเอง แล้วพาตัวเองขึ้นไปนั่งตรงกันข้ามจ้องหน้ามีมี่ไม่ให้คาดสายตา ขยับหน้ากากไปมาขึ้นลง แต่ไม่เคยคาดสายตาจริงๆ
“ท่านไม่ขี่ม้าไปหรือ” มีมี่อดถามไม่ได้
“ข้าไม่ชอบขี่ม้าและไม่เคยขี่ม้ามานี่ก็มากับเกี้ยว ไม่เคยต้องลำบากไปขี่ม้า” มิน่าเล่าเกี้ยวถึงหลังใหญ่ขนาดนี้ตอนแรกคิดว่าจะได้นั่งตีพุงให้ซูเอ่อนวดสบายๆ สองคนในเกี้ยวที่ไหนได้ต้องมานั่งเกี้ยวกับคนหน้าเฉย ต้องคอยหลบสายตาพิฆาตของอ๋องหน้านิ่งนี่ไปอีกนานแค่ไหน
“ไกลไหมจากนี่ไปจนถึง วังหลวง”
“200ลี้”
มีมี่อ้าปากค้าง สองร้อยลี้ก็100กิโลเมตร เดินเท้าแล้วแบกเกี้ยวจะต้องใช้เวลาเดินทางกี่วันกัน
“แล้วท่านไม่คิดจะฝึกขี่ม้าบ้างหรือ”
“ไม่นะ ไม่เคยคิดจะขี่ นั่งบนเกี้ยวสบายกว่าเยอะ”
มีมี่ทำสีหน้าว่าไม่อยากจะเชื่อ คนอะไรหล่อก็หล่อ มาดนี่เหมือนกับพระเอกแต่ขี่ม้าไม่เป็น นี่เองกระมังที่เขาบอกว่าไม่ได้เรื่องสักอย่าง
มีมี่ยิ้มเจื่อนๆ
“อืมข้าได้ยินว่าเผ่าเอ่อถัวอาศัยในทุ่งหญ้าเชี่ยวชาญการล่าสัตว์ เจ้าก็คงขี่ม้าเก่งลงไปขี่ม้าก็ได้นะถ้าเจ้าอยากจะไปข้าจะให้ลู่เหวินเตรียมม้าให้เจ้า”
ทำใจดีใครจะไป ขี่มง ขี่ม้าอะไรอย่าว่าแต่ขี่ม้าเลยเข้าใกล้ม้ามีมี่ยังไม่อยากทำ
“ขะข้าไม่เคยขี่ม้า”
“อืมคงจะจริง เจ้าเป็นถึงองค์หญิงเห็นแล้วว่าบิดามารดาของเจ้าเอาใจเจ้าเพียงใดรักราวกับไข่ในหินคงไม่ให้เจ้าไปทำอะไรแบบนี้” ทำไมเข้าใจอะไรง่ายๆ แบบนี้ฟะ
“ใช่ๆๆๆๆ”
เผลอยิ้มสดใส ไม่ต้องหาคำแก้ตัวในเมื่ออีกคนคิดไปเอง
“แล้วมาบอกให้ข้าไปขี่ม้าทำไมหรือว่าเจ้าอยากจะฝึกขี่ม้า”
ส่ายหน้าไปมา จะให้บอกว่าอยากจะไล่ท่านนั่นล่ะไปให้พ้นหูพ้นตาก็ไม่กล้าพูด
“หยุดเกี้ยวววววว”
มีมี่เลิกคิ้วสูงอ๋องหรงเป่ยหลางคว้าข้อมือมีมี่มากำไว้พาเดินลงไปจากเกี้ยวที่หยุดแล้ว
ลู่เหวินรีบวิ่งมา
“นายหญิงของเจ้าอยากจะลองฝึกขี่ม้า”
“พ่อบุญธรรมท่านจะฝึกองค์หญิงขี่ม้าหรือ แหมพ่อบุญธรรมท่านยอมขี่ม้าหลังจากที่ไม่เคยขี่ตั้งนานเพื่อองค์หญิงเลยหรือ”
มีมี่อ้าปากค้างอย่าบอกนะว่า
จินตนาการไปถึงหลังมาสีขาวหรือสีดำที่มีอ๋องหรงนั่งซ้อนท้าย มือกุมมือของมีมี่จับบังเหียนม้า แผ่นหลังแนบอกอุ่น เอวถูกรั้งให้แนบชิดเอวแกร่งของอีกฝ่าย ภาพที่จินตนาการช่างงดงามบนทุ่งหญ้าสีเขียวขจี
“หุบปากไปตรียมม้ามา จะยากอะไรแค่ขี่ม้าง่ายนิดเดียว”
ลู่เหวินยิ้มกว้าง
“ขอรับง่ายนิดเดียว”
“ดีไปนำมาม้าแล้วก็หาใครสักคนที่เก่งเรื่องขี่ม้ามาช่วยฝึกให้นางด้วย”
“ซอเอินเจ้ามานี่ เจ้าหมอนี่ขี่ม้าเก่งที่สุดแล้วขอรับ” ลู่เหวินภูมิใจนำเสนอ
เจ้าซอเอินที่ว่าร่างกายสูงใหญ่ราวกับยักษ์ดวงหน้าสีดำทะมึน ผมเผ้ารุงรัง ตาขวางจนน่ากลัว อ๋องหรงหันไปยิ้มเสียอีกทาง
“ม่ายยยยยไม่เอา ข้าไม่ขี่ ไม่ได้อยากฝึกขี่ม้า พอเสียทีรีบๆ ไปให้ถึงวังหลวงเถอะนี่พวกท่านคิดว่ามาประภาสป่าหรือว่ามาเดินเล่นหรือไง”
มีมี่ก้าวขึ้นไปบนเกี้ยว
ลู่เหวินเกาหัวแกรกๆ
“ตกลงเอาไหมขอรับ”
อ๋องหรงยิ้มน้อยๆ ลู่เหวินเผลอยิ้มตามเพราะนานแค่ไหนแล้วที่ไม่เห็นพ่อบุญธรรมของเขายิ้ม
“ทำให้ตัวร้ายยิ้มได้ได้เพิ่ม1โอกาสพลังพิเศษ
“เตรียมรอไว้ให้ข้าเข้าไปเกลี้ยกล่อมนางก่อนดีไหม” ลู่เหวินพยักหน้าขึ้นลง
“พ่อบุญธรรมท่านนี่สุดยอด ลู่เหวินนับถือชอบรังแกคนไม่มีทางสู้จริงๆ”
อ๋องหรงหุบยิ้ม ใช้มือเบิ๊ดกระโหลกลู่เหวินเบาๆ
“ข้าแค่ทดสอบนาง องค์หญิงเอ่ถัวแต่ขี่ม้าไม่เป็น คิดว่าข้าเชื่อหรือ”
เดินขึ้นนั่งบนเกี้ยวยกมือกอดอกหน้าตานิ่ง มีมี่หันไปมองทิวทัศน์สองข้างทางเสีย
“คนอะไร กวน-ีนเป็นบ้า”
บ่นพึมพำ เกี้ยวยังคงเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ มีมี่เผลอหลับใหลเพราะเกี้ยวโยกไปมาคล้ายเปล
แล้วฝันไป หนังสือนิยายเรื่อง…สยบหัวใจอ๋องวายร้ายหน้านิ่ง… นี่บัดนี้กลับถูกแผดเผาโดยเปลวเพลิงสีแดงลุกโชติช่วง มีมี่พยายามดับไฟที่ไหม้หนังสือนิยายเล่มโปรด แต่ไม่สำเร็จ
“เอาแต่อ่านนิยายไม่สนใจการเรียนหมกมุ่นอยู่แต่พระเอกซีรีส์เมื่อไหร่แกจะโตสักที” เสียงพ่อที่ดังเหมือนยืนอยู่ใกล้ๆ ตรงนั้น มีมี่ปาดน้ำตา เมื่อรู้ว่าคนที่เผาหนังสือนิยายของมีมี่ก็คือพ่อนั่นเอง
ไม่ได้โต้ตอบอะไรเอาแต่ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้แบบไม่มีเสียงแม้แต่สะอื้นยังไม่กล้าทำ
อ๋องหรงยืนอยู่หน้าจวน ตรวจดูแผนที่ เสบียง อาวุธ และม้าศึก ลู่เหวินกำลังนับหีบสัมภาระ"ท่านพ่อบุญธรรม ทุกอย่างพร้อมแล้วขอรับ"อ๋องหรงพยักหน้า"อีกไม่กี่วันเราจะออกเดินทาง"สายตาของเขาเหลือบมองไปทางเรือนด้านใน มุมปากยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว...ส่วนมีมี่...นางนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ในสวน มือหนึ่งถือผลท้อ อีกมือโบกพัดไปมาระบบนอนพุงกางอยู่บนโต๊ะข้างๆ มีมี่กัดผลท้อคำหนึ่งแล้วถอนหายใจ"ในที่สุดก็สงบสักที"ระบบหัวเราะคิกคัก"นายหญิงเจ้าคะ""หือ""ข้าน้อยมีข่าวดี"มีมี่ลุกพรวด"อะไร"ระบบยิ้มกว้างจนตาหยี"ภารกิจหลักจบแล้ว แต่..."มีมี่หรี่ตา"แต่อะไร"ระบบยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว"การเดินทางของท่านกับอ๋องหรง...เพิ่งเริ่มต้นเจ้าค่ะ"มีมี่ถึงกับเอาพัดตีหน้าผากตัวเอง"ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันต้องมีต่อ"อ๋องหรงยืนอยู่ข้างม้าศึก พลางตรวจดูอานม้าเป็นครั้งสุดท้าย ลู่เหวินกำลังขนเสบียงขึ้นรถม้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบหลังศึกใหญ่ผ่านพ้นมีมี่เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายเขา นางเงยหน้ามองร่างสูง ก่อนเอ่ยถามเบาๆ"ท่านจะไปจริงหรือ"อ๋องหรงหันมายิ้มอ่อน"อืม"มีมี่เม้มปาก"แล้วข้าเล่า"อ๋องหรงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน
เสียงเหล็กปะทะเหล็กดังกังวานไปทั่วลานตำหนักฉีก้านในสภาพคลุ้มคลั่งเหวี่ยงกระบี่เข้าใส่อ๋องหรงอย่างดุดันเคร้งอ๋องหรงรับกระบี่ไว้ได้เพียงครู่เดียว แต่บาดแผลจากการศึกก่อนหน้านี้ทำให้แรงเริ่มถดถอย ฉีก้านฉวยจังหวะนั้นฟันกระบี่ลงมาเต็มแรงฉัวะคมกระบี่เฉือนเข้าที่สีข้างของอ๋องหรงอย่างจัง"อึก"ร่างสูงเสียหลัก ล้มลงกระแทกพื้นหิน เลือดค่อยๆไหลซึมเปื้อนอาภรณ์สีเข้ม"ท่านอ๋อง"ใต้เท้าหวังร้องลั่น ฉีก้านหอบหายใจหนัก ดวงตาแดงก่ำ ยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ"ตายเสีย"ในเสี้ยวอึดใจนั้น กระบี่อีกเล่มพุ่งเข้าปะทะอย่างรุนแรงอ๋องเฉวียนควบม้ามาถึงพอดี กระโดดลงจากหลังม้าแล้วแทงกระบี่สวนเข้าใส่ฉีก้านทันที"พอได้แล้ว"ฉีก้านหันกลับมาแทบไม่ทันแต่แล้ว...ร่างหนึ่งกลับวิ่งพรวดเข้ามาขวางระหว่างทั้งสองคน"เสด็จพ่อ"เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกันกับคมกระบี่ฉึกปลายกระบี่ของอ๋องเฉวียนแทงทะลุเกราะทหารตรงหน้า อ๋องเฉวียนเบิกตากว้างสัมผัสได้ว่ากระบี่ของตนแทงถูกใครบางคนร่างในชุดทหารค่อยๆทรุดลงหมวกเหล็กกลิ้งตกกับพื้น เส้นผมยาวสีดำสยายออกมา"อ...อวีหนิง"อ๋องเฉวียนหน้าเปลี่ยนสีทันทีฉีก้านตัวแข็งทื่อ"หนิงเอ๋อร์"เลือดสีแดงสดไ
"ของมันแน่อยู่แล้วเสด็จพ่อมอบบัลลังก์ให้ข้าทุกอย่างมีราชโองการและตราประทับชัดเจนใต้เท้าหวังคือพยาน"น้ำเสียงเขาสงบนิ่งจนน่ากลัวเขาหันมองใต้เท้าหวังใต้เท้าหวังพยักหน้าช้าๆ ฉีก้านกัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นชัด"พยานหรือ หึ แล้วที่ข้ามอบตำแหน่งกรมคลังให้เจ้าเล่า หวังหยวน"“ก็แค่เศษเสี้ยวของทั้งหมดที่ฝ่าบาทมี คืนบัลลังก์มาเสีย ท่านก็รู้ว่าฮ่องเต้องค์ก่อนมอบบัลลังก์ให้ท่านอ๋องเหตุใดต้องแย่งชิง”ฉีก้านหัวเราะเย็นยะเยือกก่อนตวาดออกมาด้วยความคับแค้นทั้งหมดในชีวิต"ก็เพราะอ๋องหรงอย่างเจ้ามันอ่อนแอ ปลวกเปียกไร้น้ำยาบัลลังก์นี้จึงควรเป็นของข้าตั้งแต่แรก"ดวงตาของฉีก้านเต็มไปด้วยความเคียดแค้น"เสด็จพ่อเลือกคนผิด คนอย่างเจ้าจะปกครองใต้หล้าได้อย่างไร"อ๋องหรงนิ่งเงียบไม่มีแม้แต่ความโกรธท่าทีสงบนั้นยิ่งทำให้ฉีก้านแทบคลั่ง"เจ้ารู้หรือไม่ ข้าต้องดิ้นรนแค่ไหนต้องเหยียบคนมากมายเท่าใด ทุ่มเทแค่ไหนที่ผ่านมาเพื่อซื้อใจเหล่าขุนนาง แต่เสด็จพ่อกลับมองไม่เห็นมัน เพราะไม่มีใครเคยมองเห็นข้า"ฉีก้านหัวเราะเสียงแหบอ๋องหรงมองเขานิ่งก่อนจะพูดออกมาช้าๆ"แต่เจ้ากลับเลือกกลายเป็นคนแบบที่ตัวเองเกลียด"ฉีก้านชะงักอ๋องหรง
อ๋องเฉวียนชะงักสายตามองอวีหนิงที่หายไปไกลแล้วด้วยความหงุดหงิดใจ"หวังว่าเจ้าจะไม่สร้างเรื่อง และปลอดภัย"แล้วหันกลับไปนำทัพต่อทันทีส่วนอีกด้าน อวีหนิงยังคงควบม้าตามอ๋องหรงไปสุดแรงใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแม้ ภายในตำหนักฮองเฮาเต็มไปด้วยความโกลาหล ขันทีและนางกำนัลต่างวิ่งวุ่นเก็บทรัพย์สินล้ำค่าใส่หีบไม้ เสียงตะโกนสั่งการดังระงมไปทั่วด้านนอก เสียงกลองศึกใกล้เข้ามาเรื่อยๆฉีก้านในชุดมังกรสีดำก้าวเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"เร็วเข้า"เขาตวาดใส่เหล่าขันที"เตรียมรถม้าเดี๋ยวนี้"ฮองเฮาฟางซินที่กำลังรื้อหีบเครื่องประดับด้วยความร้อนรน รีบหันกลับมา"ฝ่าบาท"ฉีก้านเดินเข้ามาจับมือนางทันที"เราต้องออกจากวังตอนนี้"แต่เพราะความรีบร้อน ฟางซินกลับทำปิ่นปักผมเล่มหนึ่งตกลงบนพื้นเสียงดังกรุ๊งฉีก้านชะงักสายตามองปิ่นนั้นนิ่งปิ่นหยกสีครามสลักอักษรคำว่า จวิ้นสีหน้าของฉีก้านเปลี่ยนไปทันที“ปิ่นอันนี้” ปิ่นที่มีมี่เคยบอกว่าเก็บไว้ห่างๆ ตัวดวงตาค่อยๆ เย็นเยียบ"นี่คือของใคร บอกข้ามา "ฟางซินหน้าเปลี่ยนสี รีบคว้าปิ่นมากำไว้แน่น“บอกข้ามา ของสิ่งนี้เป็นของใคร”ยังไม่ทันตอบ เสียง
มีมี่แทบอยากเขกหัวมัน"ข้าก็เห็นอยู่ว่านางหายไปแล้วจะมาพูดทำไมหึ"นางรีบเดินออกจากกระโจมทันที สายตามองไปรอบค่ายทหารที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทหารเดินสวนกันไปมา เสียงฝีเท้ากับเสียงอาวุธดังระงมมีมี่คว้าแขนทหารคนหนึ่งไว้"เห็นองค์หญิงสามหรือไม่"ทหารรีบส่ายหน้า"ไม่ขอรับ"นางปล่อยมือทันที ก่อนจะเริ่มใจไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ"หรือว่านางจะโดนจับ หรือว่านางจะ ซ่อนตัว หรือว่า…."ระบบรีบส่ายหน้ารัว"ไม่น่าใช่เจ้าค่ะ แล้วจะไปไหน"มีมี่กัดปากแน่นก่อนจะชะงักเมื่อเหลือบเห็นบางอย่างใต้เตียงนอนของอวีหนิง มีผ้าเส้นหนึ่งโผล่ออกมานางรีบเดินกลับเข้าไป ดึงมันออกมาทันทีเป็นผ้าคาดเอวของทหารมีมี่นิ่งระบบค่อยๆ เบิกตากว้าง"หรือว่า แน่แล้วเจ้าค่ะ"ทั้งสองหันมองหน้ากันพร้อมกันมีมี่ร้องลั่น"นางแอบปลอมตัวออกไปแล้วแน่ๆ"ระบบยกมือกุมหัว"แย่แล้วเจ้าค่ะบทนางรองของนางออาจส่งบทให้นางตาย"มีมี่รีบหันตัวออกจากกระโจมทันที"ม้าอยู่ไหน"สีหน้านางเริ่มร้อนใจจริงๆ"อวี่หนิงองค์หญิงสามคนนั้นไม่เคยอยู่เฉยๆ ได้เลยจริงๆ"มีมี่ยืนกอดอกอยู่หน้ากระโจม สีหน้าปวดหัวอย่างที่สุด ระบบลอยวนรอบตัวนางพลางหัวเราะคิกคัก"เจ้าค่ะ ตามบทแล้วองค์
อ๋องหรงขมวดคิ้วนิดๆ"นิยายอะไรอีก"มีมี่หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเงยหน้ามองเขาดวงตาที่เคยขี้เล่นกลับจริงจังขึ้นเล็กน้อย"ชนะหรือแพ้ก็ช่างเถอะ ขอแค่กลับมาอย่างปลอดภัยอย่าให้ข้ารอเก้ออย่าให้ข้าต้องอยู่คนเดียว"มีมี่พูดช้าๆ"ท่านต้องกลับมา"อ๋องหรงชะงักไปเล็กน้อยมีมี่เม้มปาก ก่อนจะพูดต่อ"ข้าไม่ชอบรอใครนะ แล้วก็ไม่ชอบที่ต้องอยู่คนเดียวนานๆ"ดวงตาคมของอ๋องหรงอ่อนลงทันทีเขายกมือขึ้นลูบศีรษะของมีมี่อย่างแผ่วเบา"ได้ข้าจะกลับมา"เสียงนั้นนุ่มลงกว่าทุกครั้งมีมี่พยายามยิ้มแม้ในใจจะหวั่นอย่างบอกไม่ถูก อ๋องหรงโน้มตัวลงช้าๆ ก่อนจะแตะจูบเบาๆ ที่หน้าผากนางสัมผัสนั้นอ่อนโยนจนหัวใจสั่นไหว"รอข้าคนดี"พูดจบ เขาก็ดึงบังเหียนม้า หันกลับเข้าสู่แนวทัพทันทีมีมี่ยืนนิ่งมองแผ่นหลังของเขาจนร่างสูงค่อยๆ หายไปท่ามกลางกองทัพและเสียงศึกระบบที่ลอยอยู่ข้างๆ ยกมือปาดน้ำตาปลอมๆ"โอ๊ย บทพระเอกออกศึกนี่มันดีจริงๆ เจ้าค่ะ"มีมี่สูดจมูกเบาๆ ก่อนจะพึมพำ"ท่าน ต้องกลับมาจริงๆ นะ" อวีหนิงนั่งยองๆ อยู่หลังกองลังไม้ภายในค่ายทหาร มือเล็กรีบจับหมวกเหล็กใบใหญ่ครอบลงบนศีรษะจนแทบปิดตา เกราะเหล็กหนักอึ้งถูกสวมทับบนร่างบางอย่างทุลักทุเล
“ไม่ได้” เสียงของฮูหยินเจียที่ก้าวเข้ามาข้างในอีกคนดังกังวานไปทั่วห้องลับ เมื่อน้ำเสียงแข็งกร้าวขัดจังหวะทุกคน ลู่เหวินรีบก้มหน้า อ๋องหรงถอนหายใจยาว“ได้ยินไหมว่าเจ้าไม่ควรเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อหญิงโง่งมเพียงคนเดียว นางไม่คู่ควรกับเจ้า”“ฮูหยินขอรับนางเป็นองค์หญิงสามมีแค่ข้าที่ไม่คู่ควรกับนาง” ฮูหยิ
เมื่ออยู่ในห้องสองลับต่อสอง"เจ้าจะทำอย่างไร?"อ๋องหรงเอ้่ยปากถาม มีมี่แหบเบาจนแทบไม่ได้ยิน ขณะที่มีมี่กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ มองไปที่อ๋องหรงด้วยความรู้สึกหลากหลายที่เริ่มแสดงออกมาอย่างชัดเจน "ทำอะไร?" มีมี่พูดขึ้นเสียงราบเรียบ"ก็ไหนเจ้าบอกว่ามีแผน" มีมี่พูดขึ้นพร้อมกับยิ้มฝืนๆ แต่คำพูดนั้นกลับสะท้อน
พู่กันตวัดลงจบประโยคมีมี่เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่ปิดไว้ด้วยหน้ากากอีกซีก เขากำลังพูดถึงอะไรหรือเขากำลัง…จีบมีมี่ บทกลอนบทนี้ทำให้ใจสั่น“พะพะพอแล้ว”มีมี่ดึงมือออกจากมืออุ่นนึกเสียดายความรู้สึกอบอุ่นนั้น นี่มันแค่ตัวละครอย่างไรมันทั้งอุ่นทั้งรู้สึกได้ความใกล้ชิดยิ่งมองว่าอีกคนหล่อเหลา“เจ้า…
ซูเอ่อถอนใจยาว“สาวใช้ของเจ้านี่ช่างกระไร แม้กระทั่งข้ายังกล้าขวาง” เหลือบตามองไปทั่งแท่นนอน“ซูเอ่อยังไม่รีบคุกเข่าอีกหรือ”มีมี่เอ่ยปากเตือนซูเอ่อที่ทรุดกายลงคุกเข่าตรงหน้า“พอๆ แล้วไม่ต้องมากพิธีข้าไม่ถือสาแค่สาวใช้โง่งมคนหนึ่ง ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้าให้นางออกไป” มีมี่ก้มหน้าซ่อนยิ้มความร้อนรนบน







