LOGINเพียงขวัญจามจนจมูกแดง รพีจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าตัวเองยื่นให้หญิงสาว เธอลังเลที่จะรับไว้ แต่เขาเล่นเอามาเช็ดน้ำมูกที่จมูกเธอแล้ว
"ไม่ต้องทำหน้ารังเกียจขนาดนั้น ผ้าเช็ดหน้านี่พกใส่กระเป๋าไว้เฉยๆ ไม่เคยควักออกมาใช้ แต่แม่ชอบรีดผ้าเช็ดหน้าแล้วพับใส่กระเป๋ากางเกงไว้ให้ คงจะคิดว่าฉันเป็นเด็กประถมขี้มูกกรังนั่นแหละ ทำจนชินจนลืมไปว่าฉันจะอายุ 30 แล้ว" เขาบ่นคนเป็นแม่ แต่ในแววตานั้นเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความเปี่ยมสุขอย่างที่เจ้าตัวคงไม่รู้ เพียงขวัญแย้มรอยยิ้มเมื่อได้ยินเรื่องราวที่น่ารักของสองแม่ลูกคู่นี้
"หนูเป็นคนแพ้กลิ่นบุหรี่ค่ะ ได้กลิ่นนิดหน่อยก็จามแล้ว" เธอบอก รพีจึงถึงบางอ้อขึ้นมาทันที
"แล้วทำยังไงถึงจะหายแพ้กลิ่นบุหรี่"
"อาการแบบนี้ไม่มีทางหายค่ะ นอกจากอยู่ให้ห่างคนที่สูบบุหรี่" เธอบอก ทำให้รพีนึกหงุดหงิดในใจ
"โรคสำออยน่ะสิ่ไม่ว่า" เขาบ่น และอยากจะลองเชิงอีกรอบ จึงดันตัวเธอติดกับผนังระเบียงแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ เพียงขวัญตัวแข็งทื่อ ก่อนจะ...
ฮัดชิ่ว!
เธอจามสวนออกมาทันที ละอองน้ำลายกระเด็นใส่รพีอย่างช่วยไม่ได้เพราะเธอปิดจมูกตัวเองไม่ทัน รพีเอามือลูบหน้าลูบตาเช็ดเสื้อตัวเอง แต่ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด
ฟืด ฮัดชิ่ว!
"หยุดจามได้แล้วยายเบื๊อก!"
"พี่รพีก็ถอยออกไปห่างๆ สิคะ" เธอดันตัวเขาออกห่าง รพีถอนหายใจ
"แฟนเธอสูบบุหรี่ไหม"
"หนูยังไม่มีแฟนค่ะ" เพียงขวัญตอบ รพีกระตุกยิ้มริมฝีปาก หัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"แล้วคนที่คุยด้วยเมื่อกี๊ล่ะ"
"แค่คนที่คุยด้วยเฉยๆ ค่ะ ยังไม่ได้ตกลงเป็นแฟนกัน" เธอบอกแล้วก้มหน้าหลบสายตาด้วยความขัดเขิน รพีอยากรู้จึงถามต่อ
"คุยกันนานหรือยัง"
"ยังค่ะ"
"ยังไม่นานนี่คือกี่เดือน" เขาซักไซ้ เพียงขวัญเงยหน้ามองคนถามด้วยความงง นี่เขาจะสงสัยอะไรนักหนา ที่สำคัญมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเธอด้วย ครั้นจะเอ่ยปากแย้งไม่อยากตอบแต่ก็กลัวฤทธิ์พ่อเจ้าประคุณ เธอไม่อยากทะเลาะหรือมีปากเสียงกับเขาเท่าไหร่นัก
"ประมาณเดือนนึงค่ะ" เพียงขวัญกลั้นใจบอกออกไป รพีผิวปากหวือ เอาสองมือสอดในกระเป๋ากางเกง เอนกายพิงประตูระเบียง ท่าทีสบายๆ แบบนั้นเธอไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไรกับเรื่องของเธอ
"นี่ก็ดึกแล้ว หนูขอตัวไปนอนก่อนนะคะ" เธอบอกกับเขาแล้วยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดจมูกตัวเองป้อยๆ รพีไม่ตอบ เธอจึงเดินออกไป แต่ก่อนจะออกนอกประตู เขาก็รั้งต้นแขนเธอไว้เสียก่อน
"จะคบกับใคร จะคุยกับใครก็ดูให้ดีๆ แล้วเวลาจะเอากันก็อย่าลืมป้องกัน ไม่งั้นเดี๋ยวจะป่องไม่มีพ่อ” เขาเตือนด้วยความปรารถนาดี แต่ความปรารถนาดีนี้กลับกลายเป็นถ้อยคำดูถูกในความเข้าใจของเด็กสาว เพียงขวัญสะบัดแขนออกแล้วผลักเขาเต็มแรง
“คนทุเรศ! พูดอะไรออกมา น่าเกลียด หนูไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายสักหน่อย!” เพียงขวัญตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความโกรธ หน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
“ฉันพูดเรื่องจริง ทำไมต้องโกรธอะไรขนาดนั้น สมัยนี้คนจะเอากันไม่ได้เกี่ยวว่าใจง่ายหรือไม่ง่ายสักหน่อย คนรู้สึกรักกัน ชอบพอกัน จะเอากันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” เขาพูดสบายๆ ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนหรือตื่นเต้นอะไรกับเรื่องพรรค์นี้ อาจเพราะผ่านอะไรๆ มาพอสมควร จึงเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่คนฟังนี่สิ เหมือนกับไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีก่ำสุกกว่าเดิมอีก
“ถ้ายังไม่ได้แต่งงานกัน ก็ไม่ควรมีอะไรกันนะคะ!” เธอสวนขึ้นมาทันควัน รพียักคิ้วขึ้นมานิดนึงเป็นเชิงแปลกใจ ริมฝีปากคลี่ยิ้มยกมุมปากขึ้น ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“อ๊ะ... ไม่ควรก็ไม่ควร ฉันแค่เตือนไว้เฉยๆ ไม่ได้ว่าเธอใจง่ายสักหน่อย” รพีเดินไปอยู่ริมระเบียง เพ่งสายตามองวิวไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ที่มีแสงไฟพร่าพรายในยามค่ำคืน เมืองที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเต็มตัวไปแล้ว
“หนูขอตัวไปนอนก่อน” เพียงขวัญพูดแค่นั้นแล้วเดินเข้าห้องทันที รพีเหลียวศีรษะไปมองแผ่นหลังไหวๆ แล้วก็อมยิ้ม
เขายืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ พอรู้สึกว่าน้ำค้างเริ่มลงก็เข้ามาในห้องอีกครั้ง คราวนี้หลับกันทั้งแม่และเด็กสาวที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เพียงขวัญซุกกายลงในผ้าห่มของโรงพยาบาล โผล่เหลือเพียงใบหน้าเล็กๆ เท่านั้น เครื่องหน้าของเธอดูจิ้มลิ้มพริ้มเพรานัก รพีนั่งลงข้างกายเธอแล้วเอามือเกลี่ยๆ ใบหน้านวลเล่น มองอย่างเพลินตาก่อนจะรีบสะบัดหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติ
เขาคงเป็นบ้าไปแล้วที่มองยายแว่นนี่สวย!
เพียงขวัญตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เห็นรพีนอนหลับอยู่บนเก้าอี้ เธอขยี้ตาแล้วหยิบแว่นขึ้นมาสวมเพื่อให้มองชัดๆ ใช่... เขาหลับบนเก้าอี้จริงๆ ด้วย เธอลุกขึ้นเดินมาสะกิดปลุกเขาเบาๆ แต่รพียังคงนอนเอาหัวพิงกับผนังห้อง แม้ยามหลับเขายังคงเต๊ะท่ามาดมากไว้อย่างน่าหมั่นไส้
“พี่รพีคะ” มือน้อยเขย่าแขนเขาเบาๆ
“พี่รพี ตื่นไปนอนที่โซฟาดีกว่าค่ะ”
เงียบฉี่... เขายังคงหลับลึกเหมือนเดิม เพียงขวัญจึงเอามือโบกไปด้านหน้า พลัน... มือหนาว่องไวคว้ามือน้อยไว้หมับ หญิงสาวสะดุ้งโหยง
“ว้าย!”
“ตื่นแล้ว” เขาบอกกับเธอ แต่ยังคงจับมือน้อยไว้แน่น เพียงขวัญหน้าขึ้นสีเรื่อ ชักมือออกจากการเกาะกุมของเขา รพีอมยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน เธอกระเถิบกายถอยห่าง ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบสายตา
“ขอใช้โซฟาต่อนะ” รพีพูดขึ้นลอยๆ แล้วเดินไปที่โซฟา มุดตัวเข้าไปในผ้าห่มเช่นเดียวกับเธอ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเรือนกายสาวละมุนฟุ้งไปทั่วที่นอน รพีเคลิ้มหลับไปในเวลาไม่นานนัก ขณะที่เพียงขวัญได้แต่มองชายหนุ่มที่หลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความงุนงง
อะไรของเขา...
เมื่อคืนเธอคิดว่าเขาน่าจะกลับไปนอนที่บ้านเฉกเช่นทุกวัน ไม่ได้คิดว่าจะนอนบนเก้าอี้แบบนี้ แต่ก็ช่างเถอะ... เธอมีเวลาสงสัยไม่มากนัก เพียงขวัญรีบเข้าไปอาบน้ำแล้วเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัวให้นภัสวรรณ
พอออกมาจากห้องน้ำ เธอก็เห็นอาคันตุกะรายใหม่ที่เป็นชายวัยกลางคน ท่าทางทะมัดทะแมงหันมามองเธอด้วยแววตาสงสัย คิ้วสีเทาขมวดขึ้นเล็กน้อยก่อนจะคลายออกเมื่อได้ยินนภัสวรรณแนะนำ
“หนูเพียงขวัญ คนที่แม่เล่าให้พ่อฟัง” เธอบอก เพียงขวัญถึงทราบว่าชายคนนี้คือพ่อของรพี
“สวัสดีค่ะ” เธอรีบเอากะละมังไปวางที่โต๊ะแล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“สวัสดี ขอบคุณหนูมากนะที่ช่วยดูแลภรรยาพ่อ” เขาว่า เพียงขวัญรู้สึกกระดากไม่น้อย
“ไม่ต้องขอบคุณหนูหรอกค่ะ มันเป็นหน้าที่ที่หนูจะต้องรับผิดชอบ เป็นหนูซะอีกที่ต้องขอบคุณพวกคุณที่ไม่เอาความ...”
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด แล้วนี่... เจ้ารพีมันไปอดหลับอดนอนมาจากไหน” ดำรงศักดิ์เปรยขึ้น เพ่งสายตาไปที่เจ้าลูกชายตัวดีที่หลับอุตุบนโซฟาอย่างไม่สนใจใคร
“เมื่อคืนผมก็มัวแต่คิดว่าเมื่อไหร่คุณดำรงศักดิ์จะขึ้นมาหาภรรยาสักที ไปอยู่สงขลานานจนผมคิดว่าไปมีเมียน้อยที่นั่นซะแล้ว” รพีพูดทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่ ดำรงศักดิ์อยากจะเตะปากเจ้าลูกชายตัวดีสักที ข้อหาพูดจาหางานให้เขาต้องตามแก้ เสียแต่ว่านภัสวรรณไม่ใคร่สนใจนัก หันมาคุยกับเพียงขวัญแล้วจึงให้เพียงขวัญปิดม่านเพื่อเช็ดตัว
“นั่นปากหรือทวารหนักกันเจ้ารพี ปากพล่อยหางานให้พ่อแล้วเชียว”
“ผมก็แค่สงสัยเลยตั้งข้อสังเกต”
“พ่องานยุ่งเลยไม่ได้กลับมา” ดำรงศักดิ์บอกกับลูกชาย
“ยุ่งทั้งปีนั่นแหละ”
“ปีหน้าก็เกษียณแล้ว อย่าทำตัวเป็นเด็กขาดความอบอุ่นนักเลย” ดำรงศักดิ์ว่าลูกชาย รพียักไหล่ไม่สนใจ ดำรงศักดิ์จึงพูดขึ้นมาอีก
“หาลูกสะใภ้ให้พ่อสักคนน่าจะดีไม่น้อย”
“ไม่ล่ะครับ ขี้เกียจยุ่งยากวุ่นวาย อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว” รพีทำหน้าแหยง พอดีกับที่เพียงขวัญเปิดม่านออกมา เธอเช็ดตัวให้นภัสวรรณเรียบร้อยแล้ว ดวงตาคมเผลอมองสบดวงตากลมโตใสแจ๋วเข้าให้ รพีจึงเงียบปากลง
รพีปล่อยให้เพียงขวัญนอนหลับพักผ่อน เพราะเธอต้องเหนื่อยหลายอย่าง ไหนจะให้นมลูก ไหนจะพาอุ้มเดินในตอนกลางวัน รพีจึงเสียสละดูแลลูกตอนกลางคืน เธอมีหน้าที่แค่ถลกเสื้อแล้วเอาลูกเข้าเต้าเท่านั้นเองปัจจุบันนี้รพียังคงทำงานสอนหนังสือเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืนนอนน้อยลงกว่าแต่ก่อน แต่ละวันนอนติดกันได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมงเท่านั้น เขาคิดอย่างเศร้าๆ เพราะลูกชายเพิ่งจะมานอนยาวไม่กี่วันที่ผ่านมา“เดี๋ยวอีกพักเดียวลูกเราก็โตแล้วค่ะ ถ้าพี่รพียังไม่พร้อม หนูว่าเราควรคุมกำเนิดนะคะ เอาอย่างนี้ไหม หนูจะไปฝังยาคุม...”“ไม่ๆๆๆ ไม่ต้องถึงขนาดนั้น ฉันไม่ได้ไม่พร้อมขนาดนั้น” รพีรีบแทรกก่อนที่ภรรยาจะเสนอไอเดียมากกว่านี้“ก็พี่รพีบอกว่ายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้เราก็ไม่ได้ป้องกัน” เธอเปรยขึ้น พอมดลูกเข้าอู่สามีก็จัดหนักทุกคืน ปากก็บ่นว่าไม่ค่อยมีเวลานอน แต่พอสบโอกาสลูกหลับก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทุกวี่ทุกวัน เพียงขวัญชักเริ่มงงกับชายหนุ่มแล้ว“ฉันไม่ได้ไม่พร้อมขนาดนั้น เฮ้อ... อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยดีกว่า เอ้า! เฮ้ย! เจ้าพัฒน์!” รพีวิ่งปราดไปที่ลูกชายตัวแสบ เขากำลังจะคลานลงบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยกอบัวเสียแล้ว รพีวิ่งหน้าต
เพียงขวัญนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ตอนนี้อายุครรภ์เธอย่างเข้า 35 สัปดาห์แล้ว ใกล้คลอดเต็มทน เธอเอามือลูบท้องตัวเองไปมาแล้วเล่นกับลูกชายที่ชอบตื่นกลางดึก แรงเตะถีบทำให้เพียงขวัญยิ้มกว้าง พูดคุยกับลูกชายเล่น“เป็นยังไง ตื่นแล้วเหรอจ๊ะลูก” เธอถามเสียงหวาน รพีเดินออกมากห้องน้ำ ได้ยินเสียงเมียก็อดอมยิ้มไม่ได้ เขาชอบดูเวลาที่เธอเล่นกับลูกในท้อง“เจ้าตัวแสบดิ้นเหรอ”“ค่ะ วันนี้ดิ้นแรงด้วย”“ไหน... มาให้พ่อดูหน่อยสิว่าเป็นยังไง อยู่ในท้องเมื่อยเหรอ โอ้ว... ดูสิ ท้องเธอเขยื้อนเป็นลูกคลื่นเลย เอ... ตรงนี้เข่าหรือข้อศอกกันแน่เนี่ย” รพีเอามือลูกท้องขนาดใหญ่ เพียงขวัญหัวเราะคิก“น่าจะเป็นข้อศอกนะคะ”“อืม... นั่นสินะ ไหนเรามาจุ๊บกันหน่อยเป็นไง ขอเหม่งหน่อย โหม่งมาเลยพ่อจะจุ๊บ” รพีเอาสองมือกุมหน้าท้องแล้วจรดริมฝีปากลงไปยังท้องนูนเด่น เด็กในท้องดิ้นหยุบหยับไปหมด รพีเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่แสนอัศจรรย์เหลือเกินที่เด็กตัวน้อยดิ้นอยู่ในท้องอย่างนี้ รพีนอนหนุนตักเมียแล้วกุมมือเล็กไว้แน่น“เหนื่อยไหมที่ต้องอุ้มท้องแบบนี้” เขาถามหลังจากที่เงียบไปครู่หนึ่ง เพียงขวัญส่ายหน้า“ไม่เลยค่ะ หนูชอบด้วยซ้ำที่ตัวเองตั
เพียงขวัญนั่งดูคลิปวีดิโอผ่านเฟซบุ๊กแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ดีใจเหลือเกิน ในที่สุดเตชินท์กับวิมลรัตน์ก็คืนดีกันได้เสียที แต่เป็นการคืนดีที่มีฟางเส้นสุดท้ายเป็นเดิมพัน หลังจากนี้คงต้องแล้วแต่การกระทำของเตชินท์เท่านั้น หากก้าวพลาดไปสักก้าวเดียว เตชินท์คงหมดโอกาสที่จะดูแลลูกเมีย และคงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีกเป็นแน่แท้“ดูอะไรอยู่” รพีเดินเข้ามาหาเมียสาว เธอหันมายิ้มให้กับเขา“นั่งดูผลงานของนักการทูตจำเป็นไงคะ พี่รพีทำได้ดีมาก ในที่สุดพี่หมอก็ได้คืนดีกับภรรยา” เธอเอ่ยปากชม รพียิ้มกว้าง หยิกแก้มของเพียงขวัญเล่นอย่างหมั่นเขี้ยว“ไม่ใช่เพราะพี่คนเดียวหรอก สองคนนั้นเขารักกันมาก ทั้งรักและผูกพันมาตั้งแต่ต้น เลยทำให้อะไรๆ ง่ายดายขึ้น ว่าแต่เราเถอะ กินข้าวหรือยัง”“ยังค่ะ รอพี่รพีอยู่”“จะรอทำไม ก็รู้อยู่ว่าพี่กลับค่ำ ไม่หิวหรือไง” รพีมองระอา เธอส่ายหน้าเล็กน้อย“ไม่ค่ะ รู้สึกอิ่มด้วยซ้ำ วันนี้กินผลไม้ไปเยอะมาก”“เธอจะกินแต่ผลไม้อย่างเดียวไม่ต้อง ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลูกเราจะได้แข็งแรง” เขาบ่น เพียงขวัญพยักหน้ารับ“รู้แล้วค่ะ พี่รพีอย่างลืมสิคะว่าหนูเป็นพยาบาลนะ”“ไม่ได้ลืม แต่เธอนั่นแหละชอบลืมท
“คุณทราบใช่ไหมว่าผมเป็นสามีของเพียงขวัญ” รพีถาม ทำเอาวิมลรัตน์ชะงักหยุดใช้ความคิดไปเล็กน้อย“ดิฉันไม่แน่ใจ ช่วงนั้นดิฉันกำลังวุ่นวายกับหลายๆ เรื่อง” เธอตอบแบบไม่หลบสายตา“คงเป็นเรื่องเตรียมหลักฐานฟ้องหย่ากับคุณหมออยู่สินะครับ” เขาเปรย วิมลรัตน์ไม่ตอบ เธอยกน้ำเปล่าขึ้นดื่ม“เข้าเรื่องเถอะค่ะ ฉันมีเวลาไม่มากนัก”“ตอนนี้คุณหมอเตชินท์คิดถึงคุณกับลูกมาก เขาอยากให้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิม อยากใช้ชีวิตครอบครัวกับคุณและน้องลูกตาล”“หึ! คุณมาพูดกับฉันแบบนี้คงไม่รู้สินะคะว่าเขาทำอะไรกับฉันไว้บ้าง” วิมลรัตน์กระแทกเสียงใส่ รพีแย้มรอยยิ้ม แววตามีแต่ความเห็นอกเห็นใจคู่สนทนา“ผมทราบทุกอย่างครับว่าคุณต้องเผชิญกับความเลวร้ายต่างๆ ที่คุณหมอเตชินท์มอบให้กับคุณ โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของคุณขาด แต่ผมอยากบอกคุณว่าที่เขาทำแบบนั้น เป็นเพราะเขาต้องการแก้แค้นคุณ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้รักเพียงขวัญ เขารู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วว่าเพียงขวัญเป็นของผม และไม่มีวันที่เพียงขวัญจะไปแต่งงานกับเขา แต่ก็อยากจะลองเล่นกับความรู้สึกเพียงขวัญ เขาแค่ปลาบปลื้มชื่นชอบที่เพียงขวัญเป็นเด็กขยัน กตัญญู และรู้สึกเอ็นดูเหมือนน้
“ไม่มีทาง ฉันไม่มีทางเบื่อเธอเป็นอันขาด” รพียืนยัน จับข้อมือทั้งสองข้างของเธอยกขึ้นแล้วถลกกระโปรงชุดนอนออกจากร่าง เธอนอนเปล่าเปลือยตรงหน้าชายหนุ่ม รพีไล่สายตามองด้วยความปรารถนา ท้องนูนเด่นทำให้เขาต้องก้มลงไปจูบปลอบใจเจ้าลูกชายที่อยู่ในท้องให้ไม่ตื่นตระหนกเวลาที่เขากับเธอร่วมรักและส่งเสียงร้องครวญครางกันอย่างดัง รพีจูบหน้าท้องแล้วไล่เรื่อยลงมายังกลีบกายสาว“อะ... อื้อ...”เพียงขวัญขยุ้มกลุ่มผมดกดำของรพี เธอบิดกายกระเส่า ท้องน้อยเสียวมวนไปหมด รพีเร่งปลายลิ้นฉกาจฉกเจ้าดอกไม้งามที่เต็มตื้นไปด้วยน้ำหวานหอมกรุ่นเรื่อยๆ แถมยังสอดนิ้วเข้าหาอีกต่างหาก เพียงขวัญครางไม่หยุดหย่อนจนกระทั่งเสร็จไปหลายรอบ แต่เขายังไม่หยุดเลีย จนเธอต้องกระเถิบกายหนี แต่เขารั้งสะโพกเอาไว้แน่น เรียวขาทั้งสองข้างบีบรัดศีรษะชายหนุ่มเอาไว้ เด้งกายขึ้นจนตัวลอยแผ่นหลังไม่ติดที่นอน“อ่าส์...”เสียงครางผะแผ่วเป็นสัญญาณบอกได้ว่าเธอได้เสร็จอีกครั้งแล้ว รพีผละใบหน้าออก เขาลุกขึ้นเปลื้องผ้าตัวเองแล้วเอาความเป็นชายไปจ่อยังริมฝีปากของหญิงสาว เพียงขวัญกลืนกินตัวตนอันใหญ่โตเข้าไปในปาก ดูดเลียจนต้นขาสั่นสะท้าน รพีเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจ
เพียงขวัญมองคนข้างกายอย่างใช้ความคิด กลับมาคราวนี้เขามีเหตุผลและใจเย็นขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง เพียงขวัญนั่งเงียบๆ จนกระทั่งเขาพาเธอมากินมื้อเย็นที่ร้านโปรดของเธอ รพีอยากให้เธอได้กินอาหารทะเลมากๆ กลับไปเชียงใหม่ก็ไม่ค่อยมีอาหารพวกนี้ให้กินแล้ว ถึงมีก็ไม่อร่อยเท่าชายทะเลแบบนี้“หรือว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่หนูควรจะต้องกลับไปอยู่เชียงใหม่” หญิงสาวเปรย รพีหันขวับ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ในใจตื่นเต้นเหลือคณา เขาพยายามหลบซ่อนความดีใจไว้ในอกไม่ให้เธอสังเกตเห็น“เธอคิดว่ายังไงล่ะ”“หนูคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่หนูจะต้องกลับไปเชียงใหม่ กลับไปดูแลครอบครัว กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง” เพียงขวัญตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่รพีต้องการมาก่อนหน้านี้ เขาหันไปลอบยิ้มให้กับตัวเองแล้วหันกลับมาหาเธอด้วยความเป็นห่วง“ตัดสินใจแบบนี้ แน่ใจแล้วใช่ไหม”“ค่ะ” เธอตอบอย่างเด็ดเดี่ยว แววตามั่นคงไม่สับสนเลยแม้แต่น้อย“โอเค ฉันจะโทรไปบอกแม่บัวพรุ่งนี้ แล้วเธอจะเอายังไงกับงานต่อ”“หนูจะต้องเข้าไปคุยกับคุณหมอเบญ คุณหมอให้โอกาสหนูมากมายเหลือเกิน จนหนูรู้สึกติดหนี้บุญคุณหลายเรื่อง หากมีโอกาสหนูคงจะต้องตอบแทนบุญคุณ อ้อ... รวมทั้




![เพลินพิศวาส [20++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


