LOGIN“อะแฮ่ม!” คนที่กระแอมไม่ใช่ดำรงศักดิ์ แต่เป็นนภัสวรรณที่เฝ้าสังเกตอาการลูกชายอยู่หลายวันมาแล้ว รพีเบือนหน้าหลบแล้วเดินไปแกะถุงใส่ของกินที่พ่อซื้อมาให้ เพียงขวัญจึงปลีกตัวเข้าไปในห้องน้ำ ล้างกะละมัง นำผ้าขนหนูที่ซักแล้วไปตากที่ระเบียงห้อง ก่อนที่จะขอตัวไปทำงาน
“หนูขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ เสร็จงานแล้วหนูจะรีบมาดูแลแม่ต่อค่ะ”
“จะรีบไปไหน กินข้าวเช้าด้วยกันก่อนสิ พ่อซื้อข้าวต้มมาเผื่อด้วย” ดำรงศักดิ์รีบพูด เพราะเพียงขวัญมีท่าทีจะออกจากห้องไปเสียเดี๋ยวนั้น
“เอ่อ...”
“อย่าเรื่องมาก ไปเอาชามมาใส่ข้าวต้มแล้วนั่งกินก่อน อดมื้อเช้ามากๆ มันไม่ดี” รพีเปรยเสียงเข้ม ทำให้เพียงขวัญต้องเดินไปหยิบชามมาใส่ข้าวต้มและอาหารอีกหลายอย่าง เธอนั่งกินข้าวต้มเงียบๆ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ บรรยากาศยามเช้าดูเงียบสงัดเมื่อไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้กระทั่งรพี ปกติเขามักจะหาเรื่องเธอตลอดเวลา
“อิ่มแล้วเหรอ” รพีทักเมื่อเห็นเธอดันชามข้าวต้มออก
“ค่ะ”
“กินอย่างกับแมวดม แถมยังเหลืออีกด้วย ทำไมไม่กินเข้าไปให้มันเยอะๆ หน่อย ตัวผอมแห้งขนาดนี้ ลมพัดมาทีไม่ปลิวไปตามลมก็ดีแค่ไหนแล้ว” รพีบ่นเธออีก เพียงขวัญทำหน้างอ ไม่รู้จะพูดหรือต่อล้อต่อเถียงยังไงดี เนื่องจากอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เสียด้วย
“น้องอิ่มก็คืออิ่ม กระเพาะคนเราไม่เท่ากันสักหน่อย ใครจะไปกระเพาะเท่าช้างเหมือนลูกล่ะ กินสองชามสามชามก็ไม่อิ่ม” นภัสวรรณหมั่นไส้ลูกชายนัก จึงว่าเข้าให้ รพีไม่สนใจ ยังทำหน้าล้อเลียนใส่เธออีก เพียงขวัญชักไม่ค่อยเข้าใจชายหนุ่มเสียแล้ว ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไงกันแน่ บางทีก็เงียบขรึม บางทีก็กวนบาทา บางทีก็ดูนักเลงหัวไม้
รพีคว้าชามข้าวต้มของเพียงขวัญมากินต่อ เธอเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าเขาจะกินต่อโดยไม่รังเกียจ แต่มันไม่ถูกสุขอนามัย เพียงขวัญอ้าปากจะแย้ง แต่ก็หุบปากลงไป ไม่อย่างนั้นคงมีวางมวยกันยามเช้าแน่ๆ แต่ก็ช่างเถอะ... เธอไม่ได้เป็นฝ่ายกิน เขาเองต่างหากที่กินต่อจากเธอ และที่สำคัญเธอเองก็ไม่ได้มีโรคติดต่อและไม่ได้ป่วยอะไรด้วย
“รีบไปทำงานไม่ใช่เหรอ ถ้ารีบก็ไปสิ ไม่ต้องรอล้างชามหรอก เดี๋ยวฉันจัดการเอง” รพีบอก เพียงขวัญจึงลุกขึ้นแล้วขอตัวออกไปทำงาน
เมื่อเพียงขวัญปิดประตูลง ดำรงศักดิ์ก็หันมาคุยกับภรรยาที่นอนอ่านหนังสือพิมพ์บนเตียงทันที
“แม่... นั่นกิ๊กเจ้ารพีมันเหรอ” ดำรงศักดิ์ถาม รพีถือช้อนคาไว้อย่างนั้น ขมวดคิ้วขึ้น
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูท่าลูกชายเราจะสนใจ”
“พ่อครับ ผมนั่งตรงนี้ทำไมไม่ถามผม ไปถามแม่ทำไม” รพีแย้งกลางบทสนทนา ไม่รอให้แม่พูดต่อ
“เอ้า! ถามแกมันจะไปได้เรื่องอะไร ในเมื่อแกน่ะมันปากหนักปากแข็งไม่เข้าเรื่อง”
“ผมพูดเรื่องจริง ยายแว่นนั่นไม่ใช่กิ๊กผม แล้วผมก็ไม่มีทางสนใจยายเฉิ่มนั่นหรอก” เขาวางช้อนลงในชาม ผลักชามข้าวต้มที่กินต่อจากเพียงขวัญออกห่างจากตัวเองอย่างเซ็งๆ
“พ่อจะคอยดูว่าจะจริงอย่างที่ปากพูดไหม ไม่ใช่ว่าปีหน้าพ่อกลับมาแล้วแกจับน้องทำเมียไปแล้วล่ะ”
“ไม่มีทาง!”
รพีปล่อยให้พ่อกับแม่ได้อยู่กันตามลำพังสองคน เขาเดินออกมาจากโรงพยาบาลเพื่อจะกลับบ้านไปเคลียร์งานในรีสอร์ท ก่อนจะขึ้นรถยนต์ของตัวเอง สายตาเหลือบไปเห็นพยาบาลสาวที่มองจากทางด้านหลังก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร กำลังยืนอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ดูแล้วอายุอานามน่าจะประมาณสามสิบกว่าๆ มีหุ่นอวบ ลงพุงเล็กน้อย แบบหุ่นเสี่ย ผู้ชายคนนั้นยื่นช่อดอกไม้สีแดงให้พยาบาลสาว
ชายหนุ่มหัวเราะหึหึในลำคอแล้วเข้าไปนั่งบนรถ แม้ใจอยากจะขับรถออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด แต่ร่างกายกลับไม่ขยับ ที่น่าโมโหที่สุดเห็นจะเป็นลูกกะตา ที่มัวแต่จับจ้องสองคนนั้นไม่วางตา หัวใจเขาเต้นแรงเมื่อไอ้เสี่ยนั่นมันจับมือถือแขนกับเพียงขวัญ ขณะที่หญิงสาวเองกลับดึงมือออกแล้วขยับกายถอยห่าง รพีคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ
ไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไร รู้แค่ว่ารู้สึกดีที่ยายแว่นนั่นยังรักนวลสงวนตัวอย่างที่ปากบอกไว้ รพีมองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ไม่ถึงสิบนาทีไอ้เสี่ยนั่นก็ขึ้นรถเมอร์ซิเดสเบ็นซ์ขับออกไป ส่วนเพียงขวัญยังยืนอยู่ที่เดิม แถมยังมีสีหน้ายุ่งยากอีกด้วย รพีเหยียบคันเร่งขับรถไปเทียบกายสาว เพียงขวัญขยับตัวด้วยความตกใจ เขาเปิดกระจกแล้วยักคิ้วให้ จ้องมองไปที่ช่อดอกไม้นั่น
“ดอกไม้สวยดีนะ” เขาเปรย เพียงขวัญทำหน้าปั้นยาก ไม่ตอบอะไร
“เครียดเหรอ” รพีถามอีก เพียงขวัญส่ายหน้าแล้วหันหลังเดินกลับเข้าโรงพยาบาลไป รพีเคาะนิ้วเป็นจังหวะเบาๆ ที่พวงมาลัยอย่างใช้ความคิด
คืนนี้ค่อยคุยกันก็ได้ ยังไงเสียเธอก็หนีเขาไม่พ้นอยู่ดี...
ดำรงศักดิ์กลับไปทำงานที่สงขลาต่อแล้ว เพียงขวัญเพิ่งรู้ว่าพ่อของรพีเป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มิน่าเขาถึงบ่นว่าพ่อไม่ค่อยมีเวลาให้ เพียงขวัญกลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วยอีกครั้งเพื่อดูแลนภัสวรรณ ในช่วงเย็นวันนี้เธอมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แววตามีแต่ความยุ่งยากลำบากใจจนผู้ร่วมห้องสังเกตได้
“เป็นอะไรหรือเปล่า” นภัสวรรณถามหลังจากเห็นเธอนั่งเหม่อออกไปนอกระเบียงได้พักใหญ่แล้ว
“สงสัยจะคิดถึงแฟน” รพีตอบ เขาเดินเข้ามาในห้องพอดีคำถามของแม่ เพียงขวัญหันไปมองต้นเสียง ทำหน้ายู่
“เปล่าสักหน่อย”
“วันนี้ได้กุหลาบช่อแดง หายไปไหนแล้วล่ะ”
“ทิ้งไปแล้ว” เธอตอบ
“ทิ้งไปแล้ว!?”
“ค่ะ”
“พูดจริงหรือพูดเล่น ดอกไม้ช่อเบ้อเร่อ ทิ้งไปน่าเสียดายจะตาย รู้ไหมว่าสาวๆ ค่อนประเทศใฝ่ฝันอยากให้มีผู้ชายซื้อช่อดอกไม้ให้” รพีพูดเสียงกวนๆ เพียงขวัญถอนหายใจเฮือก
“หนูไม่ได้อยากได้ช่อดอกไม้จากพี่เขาสักหน่อย”
“อ้าว... ทำไมล่ะ ผู้ชายคนนี้น่ะเหรอที่เธอคุยด้วยเมื่อคืนนี้” รพียังคงซักไซ้ต่อโดยที่ไม่สนใจแม่เลยแม้แต่น้อย นภัสวรรณเองก็ปล่อยให้เจ้าลูกชายกวนเด็กสาว เพราะหล่อนเองก็อยากรู้คำตอบอยู่เหมือนกัน
“ค่ะ”
“มีอะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงของรพีเปลี่ยนไปเป็นทุ้มนุ่ม แววตาแสดงถึงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัดจนเพียงขวัญใจเย็นลง หัวใจที่เคยเต้นกระหน่ำรัวด้วยความโกรธบัดนี้สงบลงแล้ว
“ช่างมันเถอะค่ะ แม่อยากกินผลไม้ไหมคะ เดี๋ยวหนูปอกให้” เธอเปลี่ยนเรื่องคุย นภัสวรรณส่ายหน้าปฏิเสธ พอดีกับที่มีสายเข้ามาหาเพียงขวัญ เธอจึงขอตัวออกไปที่ระเบียงเพื่อรับสาย
รพีปล่อยให้เพียงขวัญนอนหลับพักผ่อน เพราะเธอต้องเหนื่อยหลายอย่าง ไหนจะให้นมลูก ไหนจะพาอุ้มเดินในตอนกลางวัน รพีจึงเสียสละดูแลลูกตอนกลางคืน เธอมีหน้าที่แค่ถลกเสื้อแล้วเอาลูกเข้าเต้าเท่านั้นเองปัจจุบันนี้รพียังคงทำงานสอนหนังสือเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืนนอนน้อยลงกว่าแต่ก่อน แต่ละวันนอนติดกันได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมงเท่านั้น เขาคิดอย่างเศร้าๆ เพราะลูกชายเพิ่งจะมานอนยาวไม่กี่วันที่ผ่านมา“เดี๋ยวอีกพักเดียวลูกเราก็โตแล้วค่ะ ถ้าพี่รพียังไม่พร้อม หนูว่าเราควรคุมกำเนิดนะคะ เอาอย่างนี้ไหม หนูจะไปฝังยาคุม...”“ไม่ๆๆๆ ไม่ต้องถึงขนาดนั้น ฉันไม่ได้ไม่พร้อมขนาดนั้น” รพีรีบแทรกก่อนที่ภรรยาจะเสนอไอเดียมากกว่านี้“ก็พี่รพีบอกว่ายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้เราก็ไม่ได้ป้องกัน” เธอเปรยขึ้น พอมดลูกเข้าอู่สามีก็จัดหนักทุกคืน ปากก็บ่นว่าไม่ค่อยมีเวลานอน แต่พอสบโอกาสลูกหลับก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทุกวี่ทุกวัน เพียงขวัญชักเริ่มงงกับชายหนุ่มแล้ว“ฉันไม่ได้ไม่พร้อมขนาดนั้น เฮ้อ... อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยดีกว่า เอ้า! เฮ้ย! เจ้าพัฒน์!” รพีวิ่งปราดไปที่ลูกชายตัวแสบ เขากำลังจะคลานลงบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยกอบัวเสียแล้ว รพีวิ่งหน้าต
เพียงขวัญนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ตอนนี้อายุครรภ์เธอย่างเข้า 35 สัปดาห์แล้ว ใกล้คลอดเต็มทน เธอเอามือลูบท้องตัวเองไปมาแล้วเล่นกับลูกชายที่ชอบตื่นกลางดึก แรงเตะถีบทำให้เพียงขวัญยิ้มกว้าง พูดคุยกับลูกชายเล่น“เป็นยังไง ตื่นแล้วเหรอจ๊ะลูก” เธอถามเสียงหวาน รพีเดินออกมากห้องน้ำ ได้ยินเสียงเมียก็อดอมยิ้มไม่ได้ เขาชอบดูเวลาที่เธอเล่นกับลูกในท้อง“เจ้าตัวแสบดิ้นเหรอ”“ค่ะ วันนี้ดิ้นแรงด้วย”“ไหน... มาให้พ่อดูหน่อยสิว่าเป็นยังไง อยู่ในท้องเมื่อยเหรอ โอ้ว... ดูสิ ท้องเธอเขยื้อนเป็นลูกคลื่นเลย เอ... ตรงนี้เข่าหรือข้อศอกกันแน่เนี่ย” รพีเอามือลูกท้องขนาดใหญ่ เพียงขวัญหัวเราะคิก“น่าจะเป็นข้อศอกนะคะ”“อืม... นั่นสินะ ไหนเรามาจุ๊บกันหน่อยเป็นไง ขอเหม่งหน่อย โหม่งมาเลยพ่อจะจุ๊บ” รพีเอาสองมือกุมหน้าท้องแล้วจรดริมฝีปากลงไปยังท้องนูนเด่น เด็กในท้องดิ้นหยุบหยับไปหมด รพีเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่แสนอัศจรรย์เหลือเกินที่เด็กตัวน้อยดิ้นอยู่ในท้องอย่างนี้ รพีนอนหนุนตักเมียแล้วกุมมือเล็กไว้แน่น“เหนื่อยไหมที่ต้องอุ้มท้องแบบนี้” เขาถามหลังจากที่เงียบไปครู่หนึ่ง เพียงขวัญส่ายหน้า“ไม่เลยค่ะ หนูชอบด้วยซ้ำที่ตัวเองตั
เพียงขวัญนั่งดูคลิปวีดิโอผ่านเฟซบุ๊กแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ดีใจเหลือเกิน ในที่สุดเตชินท์กับวิมลรัตน์ก็คืนดีกันได้เสียที แต่เป็นการคืนดีที่มีฟางเส้นสุดท้ายเป็นเดิมพัน หลังจากนี้คงต้องแล้วแต่การกระทำของเตชินท์เท่านั้น หากก้าวพลาดไปสักก้าวเดียว เตชินท์คงหมดโอกาสที่จะดูแลลูกเมีย และคงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีกเป็นแน่แท้“ดูอะไรอยู่” รพีเดินเข้ามาหาเมียสาว เธอหันมายิ้มให้กับเขา“นั่งดูผลงานของนักการทูตจำเป็นไงคะ พี่รพีทำได้ดีมาก ในที่สุดพี่หมอก็ได้คืนดีกับภรรยา” เธอเอ่ยปากชม รพียิ้มกว้าง หยิกแก้มของเพียงขวัญเล่นอย่างหมั่นเขี้ยว“ไม่ใช่เพราะพี่คนเดียวหรอก สองคนนั้นเขารักกันมาก ทั้งรักและผูกพันมาตั้งแต่ต้น เลยทำให้อะไรๆ ง่ายดายขึ้น ว่าแต่เราเถอะ กินข้าวหรือยัง”“ยังค่ะ รอพี่รพีอยู่”“จะรอทำไม ก็รู้อยู่ว่าพี่กลับค่ำ ไม่หิวหรือไง” รพีมองระอา เธอส่ายหน้าเล็กน้อย“ไม่ค่ะ รู้สึกอิ่มด้วยซ้ำ วันนี้กินผลไม้ไปเยอะมาก”“เธอจะกินแต่ผลไม้อย่างเดียวไม่ต้อง ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลูกเราจะได้แข็งแรง” เขาบ่น เพียงขวัญพยักหน้ารับ“รู้แล้วค่ะ พี่รพีอย่างลืมสิคะว่าหนูเป็นพยาบาลนะ”“ไม่ได้ลืม แต่เธอนั่นแหละชอบลืมท
“คุณทราบใช่ไหมว่าผมเป็นสามีของเพียงขวัญ” รพีถาม ทำเอาวิมลรัตน์ชะงักหยุดใช้ความคิดไปเล็กน้อย“ดิฉันไม่แน่ใจ ช่วงนั้นดิฉันกำลังวุ่นวายกับหลายๆ เรื่อง” เธอตอบแบบไม่หลบสายตา“คงเป็นเรื่องเตรียมหลักฐานฟ้องหย่ากับคุณหมออยู่สินะครับ” เขาเปรย วิมลรัตน์ไม่ตอบ เธอยกน้ำเปล่าขึ้นดื่ม“เข้าเรื่องเถอะค่ะ ฉันมีเวลาไม่มากนัก”“ตอนนี้คุณหมอเตชินท์คิดถึงคุณกับลูกมาก เขาอยากให้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิม อยากใช้ชีวิตครอบครัวกับคุณและน้องลูกตาล”“หึ! คุณมาพูดกับฉันแบบนี้คงไม่รู้สินะคะว่าเขาทำอะไรกับฉันไว้บ้าง” วิมลรัตน์กระแทกเสียงใส่ รพีแย้มรอยยิ้ม แววตามีแต่ความเห็นอกเห็นใจคู่สนทนา“ผมทราบทุกอย่างครับว่าคุณต้องเผชิญกับความเลวร้ายต่างๆ ที่คุณหมอเตชินท์มอบให้กับคุณ โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของคุณขาด แต่ผมอยากบอกคุณว่าที่เขาทำแบบนั้น เป็นเพราะเขาต้องการแก้แค้นคุณ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้รักเพียงขวัญ เขารู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วว่าเพียงขวัญเป็นของผม และไม่มีวันที่เพียงขวัญจะไปแต่งงานกับเขา แต่ก็อยากจะลองเล่นกับความรู้สึกเพียงขวัญ เขาแค่ปลาบปลื้มชื่นชอบที่เพียงขวัญเป็นเด็กขยัน กตัญญู และรู้สึกเอ็นดูเหมือนน้
“ไม่มีทาง ฉันไม่มีทางเบื่อเธอเป็นอันขาด” รพียืนยัน จับข้อมือทั้งสองข้างของเธอยกขึ้นแล้วถลกกระโปรงชุดนอนออกจากร่าง เธอนอนเปล่าเปลือยตรงหน้าชายหนุ่ม รพีไล่สายตามองด้วยความปรารถนา ท้องนูนเด่นทำให้เขาต้องก้มลงไปจูบปลอบใจเจ้าลูกชายที่อยู่ในท้องให้ไม่ตื่นตระหนกเวลาที่เขากับเธอร่วมรักและส่งเสียงร้องครวญครางกันอย่างดัง รพีจูบหน้าท้องแล้วไล่เรื่อยลงมายังกลีบกายสาว“อะ... อื้อ...”เพียงขวัญขยุ้มกลุ่มผมดกดำของรพี เธอบิดกายกระเส่า ท้องน้อยเสียวมวนไปหมด รพีเร่งปลายลิ้นฉกาจฉกเจ้าดอกไม้งามที่เต็มตื้นไปด้วยน้ำหวานหอมกรุ่นเรื่อยๆ แถมยังสอดนิ้วเข้าหาอีกต่างหาก เพียงขวัญครางไม่หยุดหย่อนจนกระทั่งเสร็จไปหลายรอบ แต่เขายังไม่หยุดเลีย จนเธอต้องกระเถิบกายหนี แต่เขารั้งสะโพกเอาไว้แน่น เรียวขาทั้งสองข้างบีบรัดศีรษะชายหนุ่มเอาไว้ เด้งกายขึ้นจนตัวลอยแผ่นหลังไม่ติดที่นอน“อ่าส์...”เสียงครางผะแผ่วเป็นสัญญาณบอกได้ว่าเธอได้เสร็จอีกครั้งแล้ว รพีผละใบหน้าออก เขาลุกขึ้นเปลื้องผ้าตัวเองแล้วเอาความเป็นชายไปจ่อยังริมฝีปากของหญิงสาว เพียงขวัญกลืนกินตัวตนอันใหญ่โตเข้าไปในปาก ดูดเลียจนต้นขาสั่นสะท้าน รพีเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจ
เพียงขวัญมองคนข้างกายอย่างใช้ความคิด กลับมาคราวนี้เขามีเหตุผลและใจเย็นขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง เพียงขวัญนั่งเงียบๆ จนกระทั่งเขาพาเธอมากินมื้อเย็นที่ร้านโปรดของเธอ รพีอยากให้เธอได้กินอาหารทะเลมากๆ กลับไปเชียงใหม่ก็ไม่ค่อยมีอาหารพวกนี้ให้กินแล้ว ถึงมีก็ไม่อร่อยเท่าชายทะเลแบบนี้“หรือว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่หนูควรจะต้องกลับไปอยู่เชียงใหม่” หญิงสาวเปรย รพีหันขวับ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ในใจตื่นเต้นเหลือคณา เขาพยายามหลบซ่อนความดีใจไว้ในอกไม่ให้เธอสังเกตเห็น“เธอคิดว่ายังไงล่ะ”“หนูคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่หนูจะต้องกลับไปเชียงใหม่ กลับไปดูแลครอบครัว กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง” เพียงขวัญตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่รพีต้องการมาก่อนหน้านี้ เขาหันไปลอบยิ้มให้กับตัวเองแล้วหันกลับมาหาเธอด้วยความเป็นห่วง“ตัดสินใจแบบนี้ แน่ใจแล้วใช่ไหม”“ค่ะ” เธอตอบอย่างเด็ดเดี่ยว แววตามั่นคงไม่สับสนเลยแม้แต่น้อย“โอเค ฉันจะโทรไปบอกแม่บัวพรุ่งนี้ แล้วเธอจะเอายังไงกับงานต่อ”“หนูจะต้องเข้าไปคุยกับคุณหมอเบญ คุณหมอให้โอกาสหนูมากมายเหลือเกิน จนหนูรู้สึกติดหนี้บุญคุณหลายเรื่อง หากมีโอกาสหนูคงจะต้องตอบแทนบุญคุณ อ้อ... รวมทั้







