Masukบรรยากาศในลานเกียร์ตอนเย็นอบอ้าวไปด้วยแดดเมืองไทยและความคึกคักของกิจกรรมรับน้อง ฉันยืนกุมมือตัวเองแน่น ถือป้ายชื่อกระดาษแข็งแผ่นโตที่แขวนคออยู่ด้วยความประหม่า เพราะเพิ่งเปิดเทอมเป็นสัปดาห์แรก แถมเพื่อนในกลุ่มยังแยกย้ายกันไปเข้าห้องน้ำหมดเหลือแค่ฉันที่ยืนรออยู่คนเดียวใต้ร่มไม้
"น้องครับ..." เสียงทุ้มหวานดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมอง เจ้าของเสียงเป็นผู้ชายร่างสูง สวมเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มของคณะวิศวะ เขามียิ้มสดใสที่เป็นมิตรและดูเข้าถึงง่าย "อ๋อ... ยินดีต้อนรับสู่คณะนะน้อง" เขายิ้มกว้าง ใบหน้าดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด "พี่ชื่อ นิก อยู่ปีสามครับ น้องชื่ออะไรเหรอ?" "เอ่อ... ชื่อ แก้มใส ค่ะ อยู่ปีหนึ่ง สาขาโยธาค่ะ" ฉันตอบเสียงแผ่ว พยายามส่งยิ้มสุภาพให้พี่เขา "แก้มใส... ชื่อน่ารักจัง" พี่นิกเกาหัวแก้เขิน หน้าเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ "คือว่า... ถ้าพี่ขอคอนแทกต์ไว้คุย น้องแก้มใสพอจะสะดวกไหมครับ?" ฉันทำตัวไม่ถูก ได้แต่มองหน้าพี่นิกสลับกับมือตัวเอง ความจริงฉันไม่เคยมีแฟนและไม่เคยโดนจีบตรงๆแบบนี้มาก่อน หัวใจเลยเต้นแรงด้วยความตกใจและทำตัวไม่ถูก "ไอ้นิก... มึงยืนทำอะไรอยู่ตรงนี้วะ? เขาเรียกประชุมพี่ระเบียบแล้ว" น้ำเสียงเรียบเย็นแต่ทรงพลังดังขึ้นขัดจังหวะ ฉันหันไปมองตามเสียงและพบกับผู้ชายอีกคนหนึ่งในเสื้อช็อปสีเดียวกัน เขาสูงกว่าพี่นิกเล็กน้อย รูปร่างสมส่วน เรือนผมสีดำสนิทปัดไปด้านหลังอย่างลวกๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจนสะกดสายตา แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเกร็งยิ่งกว่าเดิมคือสายตาเรียบเฉยใต้คิ้วเข้มคู่นั้น "เอ้าวุ่นวายจริง มึงรอแป๊บดิหมอก" พี่นิกหันไปบอกเพื่อน ก่อนจะหันกลับมาหาฉันด้วยท่าทีร้อนรน "เนี่ยแก้มใส นี่ พี่หมอก เพื่อนพี่เอง... เอ่อ แล้วเรื่องที่พี่ถามเมื่อกี้ว่าไงครับ?" พี่หมอกก้าวเข้ามายืนข้างๆ พี่นิก สายตาของเขาปะทะเข้ากับฉันตรงๆ เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ฉันรู้สึกเหมือนโดนมองทะลุเข้ามาข้างใน สายตาเขาไม่เหมือนพี่นิกที่ดูเปิดเผย แต่เป็นสายตาที่ลึกซึ้ง นิ่งสงบ และยากจะเดาความคิด "อ๋อ... น้องคนนี้นี่เอง" พี่หมอกเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆที่ดูเหมือนจะยิ้ม แต่นัยน์ตากลับพราวแพรวอย่างแปลกประหลาด "มึงเล็งไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?" "ก็เมื่อกี้ไงวะ" พี่นิกสะกิดแขนเพื่อน "มึงว่าไง น้องเขาน่ารักไหมวะ? กูว่าจะจีบจริงจังนะเนี่ย มึงอย่ามาขัดขวางกูนะไอ้หมอก" พี่หมอกยักไหล่ด้วยท่าทีสบายๆ เขาเบือนสายตากลับมามองฉันอีกครั้ง คราวนี้เขาไล่สายตามองป้ายชื่อบนคอฉันช้าๆ ก่อนจะสบตาฉันตรงๆ "กูจะไปขัดขวางมึงทำไม" น้ำเสียงของเขานุ่มนวล แต่น้ำหนักคำพูดกลับดูไม่แยศแยง "กูไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย เด็กปีหนึ่งก็น่ารักทุกคนแหละ... มึงอยากจีบก็จีบไปดิ กูยอมให้มึงทางสะดวกเลย" "จริงนะ? มึงพูดเองนะ!" พี่นิกยิ้มร่าอย่างดีใจ ฉันยืนฟังทั้งสองคนคุยกันด้วยความรู้สึกแปลกๆ คำพูดของพี่หมอกฟังดูเหมือนเขาไม่ได้สนใจฉันเลยสักนิด และพร้อมจะเปิดทางให้เพื่อนเต็มที่ แต่ทว่า... ในจังหวะที่พี่นิกหันไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงเพื่อเตรียมกดแอดไลน์ฉัน พี่หมอกกลับก้าวเข้ามาใกล้ฉันอีกครึ่งก้าว เขาก้มหน้าลงมาใกล้จนฉันได้ยินเสียงลมหายใจและกลิ่นหอมเย็นๆ ของน้ำหอมประจำตัวเขา พี่หมอกส่งยิ้มมุมปากมาให้ฉัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ไม่เหมือนกับท่าทางนิ่งๆ เมื่อครู่เลยสักนิด ก่อนจะกระซิบเสียงเบาหวิวที่มีแค่เราสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน "น่ารักดีนี่... แต่ระวังไอ้นิกมันหลอกเอานะครับ 'น้องแก้มใส'" ดวงตาคู่คมแพรวพราวไปด้วยความสนุกสนาน ราวกับกำลังเล่นเกมที่ฉันไม่เข้าใจ ฉันแช่แข็งไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ ร้อนผ่าวไปทั่วแก้มทั้งสองข้าง "อ่ะแก้มใส พี่เปิดคิวอาร์โค้ดแล้ว สแกนได้เลยครับ" พี่นิกหันกลับมาพร้อมยื่นโทรศัพท์ให้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น "เอ่อ... ค...ค่ะ" ฉันตอบรับเสียงสั่น พยายามหลบสายตาของพี่หมอกที่ยังคงยืนมองฉันอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้มกริ่มที่ปิดยังไงก็ไม่มิด พี่หมอกยกมือขึ้นตบบ่าพี่นิกเบาๆ แล้วพูดเสียงเรียบ "กูไปรอที่ห้องประชุมก่อนนะ... จีบติดไม่ติดก็พยายามเข้าล่ะ" พูดจบเขาก็หันหลังเดินแยกออกไป ทิ้งให้ฉันยืนหัวใจเต้นระส่ำอยู่ตรงนั้น ฉันไม่รู้เลยว่าคำว่า 'ยอมให้เพื่อนจีบ' ของพี่หมอกหมายความว่าอย่างนั้นจริง หรือมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่างกันแน่... ช่วงเย็นของวันต่อมา ลานเกียร์ยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยคึกคักของเหล่านิสิต ฉันเดินถือเอกสารกิจกรรมของเอกโยธาผ่านม้านั่งหินอ่อนหลายตัว เพื่อตรงไปยังตึกคณะ หวังว่าจะรีบเอาเอกสารไปส่งแล้วกลับหอพักเสียที ทว่า สายตาของฉันกลับไปสะดุดเข้ากับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่โต๊ะใต้ต้นไม้ใหญ่ ตรงนั้น... พี่หมอก กำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มดาวคณะและรุ่นพี่สาวสวยสามสี่คน ภาพตรงหน้าดูราวกับฉากในซีรีส์เกาหลี พี่หมอกสวมเสื้อช็อปตัวเดิม แขนเสื้อถูกพับขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนเรียวสวย เขานั่งเอนหลังพิงม้านั่งด้วยท่าทีผ่อนคลาย มือหนึ่งถือแก้วกาแฟเย็น ส่วนอีกมือเคาะเป็นจังหวะบนโต๊ะ "พี่หมอกอ่ะ... เมื่อคืนสัญญาว่าจะทักหา แล้วทำไมหายเงียบไปเลยล่ะคะ?" พี่ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มทำเสียงเง้างอน พลางเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อช็อปของเขาเบาๆ พี่หมอกยิ้มรับ... เป็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์แบบที่ทำให้คนมองใจสั่นได้ง่ายๆ ดวงตาคู่คมพราวพราวด้วยความเย้ายวน เขาก้มหน้าลงไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝัน "ขอโทษทีครับ พอดีเมื่อคืนงานยุ่งมากจริง... แต่คืนนี้สัญญาว่าจะชดเชยให้ โอเคไหมครับ?" คำพูดไม่กี่คำกับสายตาเจ้าชู้ร้ายกาจนั่นทำให้อีกฝ่ายหน้าแดงเปรี้ยง กลุ่มเพื่อนสาวข้างๆ พากันกรี๊ดกร๊าดหยอกล้อกันใหญ่ ฉันยืนมองภาพนั้นอยู่นานโดยไม่รู้ตัว ในใจรู้สึกแปลกแปร่งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด... เขาดูเป็นผู้ชายอันตรายจริงๆ สมกับที่พี่นิกเคยบอกว่าเป็นพวกเจ้าชู้ตัวพ่อ ‘คนอะไร บริหารเสน่ห์เก่งเป็นบ้า...’ ฉันคิดในใจ ก่อนจะรีบถอนสายตากลับและก้าวเท้าเตรียมจะเดินผ่านไปอย่างเงียบๆ แต่แล้ว... ราวกับเขามีเซนส์ ในจังหวะที่ฉันกำลังจะก้าวผ่านโต๊ะนั้นไป พี่หมอกกลับละสายตาจากสาวๆ ตรงหน้า แล้วเบือนหน้ามาทางฉันตรงๆ ฉันชะงักกึก สายตาของเราปะทะกันจังๆกลางลานเกียร์"เกมงั้นเหรอ?" พี่หมอกยกมือขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปลิวมาปัดหน้าฉันออกไปทัดที่ใบหูอย่างเบามือ สัมผัสอบอุ่นจากปลายสิ้วของเขาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ "เราคิดว่าพี่ว่างขนาดที่จะต้องลงทุนขับรถตามมาดักรอใต้หอ แอบกุมมือใต้โต๊ะ หรือตามมาเคลียร์ถึงชายหาด เพราะแค่อยากเอาชนะไอ้นิกเหรอ?""แล้วมันไม่ใช่หรือไงคะ..." ฉันเค้นเสียงตอบ หลบสายตาร้อนแรงของเขา"ตอนแรก... พี่ก็คิดว่ามันคงเป็นแค่เรื่องสนุกๆ" พี่หมอกเชิดคางฉันขึ้นช้าๆ บังคับให้ฉันต้องสบตากับนัยน์ตาพราวระยับที่บัดนี้เต็มไปด้วยความจริงจังจนน่ากลัว "พี่ตั้งใจจะเปิดทางให้ไอ้นิกจริงๆเพราะพี่ไม่เคยคิดจะจริงจังกับใคร... แต่พอเห็นเราอยู่ใกล้ไอ้นิก เห็นเรายิ้มให้มัน หัวใจพี่มันดันไม่รักดี รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาซะงั้น""..." ฉันแช่แข็งไปทั้งตัว ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อได้ยินคำสารภาพตรงๆ จากปากผู้ชายเจ้าชู้คนนี้"พี่รู้ว่าพี่เจ้าชู้ รู้ว่าพี่มันเจ้าเล่ห์... แต่กับเรา พี่ไม่ได้เล่นเกมนะครับแก้มใส" พี่หมอกโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราเฉียดกันเบาๆ ลมหายใจอุ่นๆ รดผื่นผิวแก้ม "พี่หึงเรา... และพี่ก็ไม่คิดจะยอมยกเราให้ไอ้นิกอีกต่อไปแล้วด้วย"คำว่
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศรอบพูลวิลล่าเงียบสงบ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผิวน้ำในสระว่ายน้ำเป็นประกาย เพื่อนๆ คนอื่นยังคงหลับสนิทอยู่ในห้องพักหลังจากปาร์ตี้หนักเมื่อคืน ฉันตัดสินใจตื่นแต่เช้า ออกมานั่งสูดอากาศรับลมทะเลเย็นๆ ที่เก้าอี้ชายหาดริมสระคนเดียว หวังว่าจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้นจากเรื่องปวดหัวเมื่อคืนแต่แล้ว เสียงก้าวเท้าแผ่วเบาก็ดังมาจากด้านหลัง"ตื่นเช้าจังเลยนะแก้มใส..."ฉันหันไปมอง พี่นิก เดินถือแก้วกาแฟร้อนสองใบเข้ามาหา เขาสวมเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขาสั้นสบายๆ ส่งยิ้มสดใสให้ฉันเหมือนทุกที แต่นัยน์ตาของเขากลับดูมีร่องรอยของความครุ่นคิดและความกังวลลึกๆ ซ่อนอยู่"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่นิก" ฉันส่งยิ้มตอบ รับแก้วกาแฟที่เขายื่นมาให้ "พอดีตื่นแล้วไม่ค่อยหลับน่ะค่ะ"พี่นิกทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ชายหาดข้างๆ ฉัน เขายกกาแฟขึ้นจิบช้าๆ พลางทอดสายตามองออกไปที่ทะเลไกลสุดสายตา ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่หนึ่งจนฉันเริ่มรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด"แก้มใส..." อยู่ๆ พี่นิกก็เอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบและนิ่งกว่าปกติ "พี่ขอถามอะไรเราตรงๆ สักเรื่องได้ไหมครับ?"หัวใจฉันตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ความรู้สึก
‘พี่หมอก!’ ฉันส่งสายตาดุๆ ไปให้เขาใต้แสงไฟปิงปองแต่คนเจ้าเล่ห์กลับยิ้มกริ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า พี่หมอกทอดสายตามองฉันเนิ่นนาน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เอื้อมมือลงไปใต้โต๊ะไม้ตัวยาว...พรึ่บ!สัมผัสอบอุ่นและแข็งแรงจากฝ่ามือหนาคว้าเข้าที่หลังมือของฉันใต้มุมอับของโต๊ะอาหาร! เรียวนิ้วยาวของเขาสอดประสานเข้ากับนิ้วมือของฉันช้าๆ กุมไว้แน่นจนฉันไม่สามารถถอนมือหนีได้เลยฉันแช่แข็งไปทั้งตัว หน้าผ่าวร้อนขึ้นมาจนคิดว่าคงแดงแข่งกับไฟประดับรอบสระแน่ๆ ทุกคนรอบโต๊ะยังคงคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน พี่นิกยังคงย่างบาร์บีคิวพลางเล่าเรื่องขำขันในคณะ โดยที่ไม่รู้เลยว่าใต้โต๊ะอาหารตัวเดียวกันนี้... เพื่อนสนิทของเขากำลังกุมมือฉันไว้แน่น!"เอ่อ... แก้มใส เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ? หน้าแดงๆ นะ" เพื่อนสาวข้างๆ หันมาถามด้วยความห่วงใย"ป...เปล่าจ้ะ! อากาศมันคงร้อนน่ะ" ฉันตอบเสียงสั่น พยายามดึงมือออกจากการกุมของพี่หมอก แต่เขากลับยิ่งกระชับฝ่ามือแน่นขึ้น แถมยังใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ บนหลังมือฉันอย่างยั่วเย้าพี่หมอกละสายตาจากกลุ่มเพื่อน หันมามองฉันตรงๆ อีกครั้ง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ขยับริมฝีปากพูดแบบไม่มีเสียง ข้าม
"แล้วไงล่ะ?" พี่หมอกขยับรอยยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายและทรงเสน่ห์ขึ้นอีกนิด "ไอ้นิกมันชอบเรา... แต่พี่ก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าในหัวของน้องแก้มใสตอนนี้ มีแต่เรื่องไอ้นิก หรือมีเรื่องของพี่อยู่ด้วย?""ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นค่ะ!" ฉันตอบเสียงสั่น พยายามดันอกกว้างของเขาออก แต่มือไม้กลับสั่นไปหมดเมื่อสัมผัสได้ถึงแผงอกแน่นแข็งแรงภายใต้เสื้อช็อปพี่หมอกเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยั่วเย้า เขาก้มหน้าลงมาใกล้อีกจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดข้างแก้ม เสียงกระซิบพร่าทุ้มของเขาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบและเต้นระส่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก"โกหกไม่เนียนเลยนะครับ... หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรอีกเหรอ?""..." ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งแช่แข็งสบสายตาพราวพราวคู่นั้นอย่างแพ้พ่าย"คืนนี้ขึ้นห้องไป... ฝันถึงพี่ด้วยนะ 'น้องแก้มใส'"พี่หมอกยิ้มกริ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า เขายอมผละตัวถอยออกไปอย่างอ้อยอิ่ง ยื่นมือมาขยี้ผมฉันเบาๆ อย่างถือสิทธิ์ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่บิ๊กไบค์คันใหญ่ สตาร์ตเครื่องยนต์แล้วขับทะยานออกไปในความมืด ทิ้งให้ฉันยืนขาอ่อน หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงอยู่ใต้หอพักเพียงลำพัง...
แกร๊ก!เสียงลูกบิดประตูห้องสโมฯ ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่สลัดความเงียบในห้องจนแตกกระจายฉันสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบเด้งตัวถอยห่างจากพี่หมอกจนหลังแทบจะกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะไม้ด้านหลัง หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แต่พี่หมอกกลับไม่ได้มีท่าทีลนลานแม้แต่น้อย เขเพียงแค่ผละใบหน้าออกไปอย่างช้าๆ รอยยิ้มมุมปากยังคงแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างคนใจเย็น"เอ่อ... กูเอาขนมกับน้ำมาเพิ่ม..."พี่นิก ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถุงพลาสติกในมือ แต่แล้วเขาก็ชะงักกึกไปทันที สายตาของพี่นิกมองสลับไปมาระหว่างฉันที่ยืนหน้าแดงเจ่อ ร่างกายเกร็งจนแทบไม่กล้าหายใจ กับพี่หมอกที่กำลังยืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกง ยักไหล่ด้วยท่าทางสบายๆ อยู่ข้างป้ายผ้าที่ทาสีค้างไว้บรรยากาศภายในห้องสโมฯ อึดอัดและกระอักกระอ่วนขึ้นมาในทันตา ความเงียบโรยตัวครอบคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงแอร์"ทำอะไรกันอยู่วะ?" พี่นิกถามขึ้นมา น้ำเสียงไม่ได้ติดเล่นเหมือนทุกที ดินแดนความร่าเริงในตาของเขาดูหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดขณะจ้องมองเพื่อนสนิท"ก็..." ฉันอ้ำอึ้ง พยายามจะหาเสียงตัวเองเพื่ออธิบาย "คือแก้มใสทำสีเลอะ... พี่หม
หัวใจฉันตุกวูบ ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาถึงใบหน้าเมื่อโดนดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมอง แต่สิ่งที่ทำให้ฉันทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม คือการกระทำถัดมาของเขา...พี่หมอกไม่ได้ทำเป็นไม่รู้จักฉัน เขาไม่ได้ละสายตาหนี แต่กลับยกมือขึ้นมาในระดับอกแบบที่เพื่อนในกลุ่มเขาไม่มีทางเห็น แล้วใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ เป็นสัญญาณว่า ‘เงียบไว้’จากนั้น เขาก็กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์และพราวพราวยิ่งกว่าเดิม พลางใช้นิ้วเดิมเปลี่ยนเป็นชี้มาที่ฉัน แล้วขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงออกมาอย่างช้าๆ ทีละคำ...‘ระ-วัง-เดิน-ชน-เสา-นะ-ครับ’"เอ๊ะ..."ฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ร่างกายปฏิกิริยาไวตามคำพูดเขา จนก้าวขาพลาดไปชนเข้ากับขอบม้านั่งหินอ่อนแถวนั้นเข้าจริงๆ!กึก!"โอ๊ย!" ฉันร้องออกมาเบาๆ เสียหลักจนเอกสารในมือเกือบหลุดร่วงเสียงร้องของฉันทำให้กลุ่มสาวๆ หันมามองเป็นตาเดียว ฉันรีบก้มหน้าชิดอก แก้มร้อนฉ่าจนคิดว่ามันคงแดงแข่งกับสีดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ฉันรีบสับเท้าเดินหนีออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก่อนที่ฉันจะพ้นระยะสายตา เสียงหัวเราะในคอทุ้มต่ำและแสนจะยั่วเย้าของพี่หมอกก็แว่ว







