Masukหัวใจฉันตุกวูบ ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาถึงใบหน้าเมื่อโดนดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมอง แต่สิ่งที่ทำให้ฉันทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม คือการกระทำถัดมาของเขา...
พี่หมอกไม่ได้ทำเป็นไม่รู้จักฉัน เขาไม่ได้ละสายตาหนี แต่กลับยกมือขึ้นมาในระดับอกแบบที่เพื่อนในกลุ่มเขาไม่มีทางเห็น แล้วใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ เป็นสัญญาณว่า ‘เงียบไว้’ จากนั้น เขาก็กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์และพราวพราวยิ่งกว่าเดิม พลางใช้นิ้วเดิมเปลี่ยนเป็นชี้มาที่ฉัน แล้วขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงออกมาอย่างช้าๆ ทีละคำ... ‘ระ-วัง-เดิน-ชน-เสา-นะ-ครับ’ "เอ๊ะ..." ฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ร่างกายปฏิกิริยาไวตามคำพูดเขา จนก้าวขาพลาดไปชนเข้ากับขอบม้านั่งหินอ่อนแถวนั้นเข้าจริงๆ! กึก! "โอ๊ย!" ฉันร้องออกมาเบาๆ เสียหลักจนเอกสารในมือเกือบหลุดร่วง เสียงร้องของฉันทำให้กลุ่มสาวๆ หันมามองเป็นตาเดียว ฉันรีบก้มหน้าชิดอก แก้มร้อนฉ่าจนคิดว่ามันคงแดงแข่งกับสีดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ฉันรีบสับเท้าเดินหนีออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก่อนที่ฉันจะพ้นระยะสายตา เสียงหัวเราะในคอทุ้มต่ำและแสนจะยั่วเย้าของพี่หมอกก็แว่วตามลมมาให้ได้ยิน... "หึ..." เขาตั้งใจแกล้งฉันชัดๆ! ทั้งที่ปากบอกว่าจะเปิดทางให้พี่นิกจีบ ทั้งที่บอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับเด็กปีหนึ่ง... แต่ทำไมเขาถึงชอบเข้ามาปั่นป่วนหัวใจฉันแบบนี้อยู่เรื่อยเลยนะ! หลังจากเหตุการณ์น่าอายที่ลานเกียร์เมื่อวันก่อน วันนี้ฉันตั้งใจว่าจะทำตัวกลมกลืนและไม่ตกเป็นเป้าสายตาของใครอีก แต่มรสุมชีวิตเด็กปีหนึ่งก็ไม่ปล่อยให้ฉันสงบสุขได้นาน เมื่อพี่สโมสรนักศึกษาเดินมาแจ้งว่าซุ้มกิจกรรมเตรียมงานรับน้องใหญ่ขาดคน และส่งฉันให้มาช่วยเตรียมอุปกรณ์ที่หลังห้องสโมฯคณะ ฉันเดินถือกล่องอุปกรณ์เข้ามาในห้องสโมฯ ที่ค่อนข้างเงียบเชียบ เพราะเพื่อนๆ คนอื่นถูกส่งออกไปจัดสถานที่ภายนอกหมดแล้ว "อ้าว มาแล้วเหรอแก้มใส" เสียงทุ้มดังขึ้นจากมุมห้อง ฉันหันไปมองแล้วก็ต้องชะงักกึก... พี่หมอกกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะไม้ตัวยาว เขาสวมเสื้อยืดสีขาวเรียบๆ ทับด้วยเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มที่ปลดกระดุมออกหมด บนโต๊ะมีป้ายผ้าและกระป๋องสีวางเรียงรายอยู่ "พ...พี่หมอก" ฉันเรียกชื่อเขาเสียงเบาหวิว ความรู้สึกร้อนผ่าวที่แก้มย้อนกลับมาทันทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เดินชนม้านั่งวันก่อน "พี่คนอื่นล่ะคะ?" "ไอ้นิกออกไปซื้อของข้างนอก ส่วนพวกพี่ปีสี่ไปประชุม" พี่หมอกกระโดดลงจากโต๊ะด้วยท่าทางคล่องแคล่ว สายตาพราวพราวคู่นั้นจ้องมองมาที่ฉันพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ "เหลือแค่พี่... กับเรา สองคน" คำว่า 'สองคน' ที่เขากระซิบเน้นเสียงทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบ ฉันพยายามตั้งสติ ก้มหน้าก้มตาเดินเอาเอกสารและแปรงทาสีไปวางบนโต๊ะ "งั้น... ให้แก้มใสช่วยทำอะไรดีคะ?" "มาช่วยพี่ทาสีป้ายนี่มา" เขาพยักหน้าเรียก ฉันก้าวเข้าไปยืนข้างโต๊ะไม้ตัวยาวอย่างเกร็งๆ หยิบแปรงทาสีขึ้นมาจุ่มสีแดงเตรียมจะระบายลงบนป้ายผ้า เนื่องจากป้ายผ้ามีขนาดใหญ่และยาวมาก เราสองคนเลยต้องยืนชิดกันโดยปริยาย กลิ่นหอมเย็นสะอาดยวนใจของน้ำหอมประจำตัวเขาละมุนอยู่ในอากาศ ระยะห่างเพียงไม่กี่นิ้วทำให้ฉันแอบเห็นเสี้ยวหน้าหล่อเหลาและดวงตาคมกริบของเขาได้อย่างชัดเจน เวลาพี่หมอกจริงจังกับงาน เขาสูญเสียความขี้เล่นไปชั่วขณะ และนั่นยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่ากลัว "ขาหายดีหรือยังครับ?" อยู่ๆ เขาก็เอ่ยปากถามขึ้นมาเนิบๆ โดยไม่ละสายตาจากงานเขียนป้าย "คะ?" ฉันงงไปวูบหนึ่ง "ก็นึกว่ายังเจ็บขาอยู่... ถึงยืนเกร็งซะขนาดนั้น" เขาหันมาสบตาฉันตรงๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง "หรือว่าเกร็งเพราะอยู่ใกล้พี่?" "ป...เปล่าสักหน่อยค่ะ! แก้มใสไม่ได้เกร็ง" ฉันรีบปฏิเสธเสียงสูง แต่เพราะความลนลาน มือที่ถือแปรงทาสีเลยปัดไปโดนขอบป้ายผ้าจนสีเปรอะออกมานอกเส้น "อ๊ะ! แย่แล้ว..." ฉันอุทานด้วยความตกใจ รีบเอื้อมมือจะไปเช็ด แต่พี่หมอกกลับไวบรอด์กว่า เขายื่นมือมาจับข้อมือฉันไว้เบาๆ สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่อบอุ่นและแข็งแรงทำให้ฉันเหมือนโดนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช็อตไปทั่วร่าง ฉันดึงมือกลับไม่พ้น ได้แต่นั่งแช่แข็งมองเขาที่เขยิบเข้ามาใกล้จนไหล่เราชนกัน "ซุ่มซ่ามจริงเราเนี่ย..." เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังดูคล้ายจะดุ แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู เขารับผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อมาซับรอยสีบนป้ายให้อย่างเบามือ โดยที่มืออีกข้างยังคงกุมข้อมือฉันไว้ไม่ยอมปล่อย "พี่หมอก... ปล่อยมือแก้มใสก่อนก็ได้ค่ะ" ฉันบอกเสียงแผ่ว พยายามหลบสายตาที่ร้อนแรงของเขา "ทำไมล่ะ?" พี่หมอกโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนฉันได้ยินเสียงลมหายใจของเขา รอยยิ้มของเขาในระยะกระชั้นชิดแบบนี้อันตรายต่อหัวใจเกินไปแล้ว "กลัวไอ้นิกมาเห็นเหรอ?" "เอ๊ะ... ไม่เกี่ยวกับพี่นิกสักหน่อยค่ะ" "อ้าว ไม่เกี่ยวเหรอ?" พี่หมอกเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยั่วเย้า "ก็นึกว่าเราสนใจไอ้นิกมันซะอีก เห็นยอมให้มันขอไลน์... รู้ไหม วันนั้นพี่บอกไอ้นิกว่ายอมเปิดทางให้มันจีบเรา" ฉันสบตาเขาตรงๆ นึกถึงคำพูดนิ่งๆ ของเขาในวันแรก "ก็พี่หมอกบอกเองนี่คะว่าไม่ได้คิดอะไรกับเด็กปีหนึ่ง..." พอมองเห็นความงอนเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในตาฉัน พี่หมอกก็หลุดหัวเราะในคอเบาๆ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนไปถึงหัวใจฉัน เขาปล่อยข้อมือฉัน แต่กลับเปลี่ยนเป็นยกมือขึ้นมาใช้นิ้วโป้งเกลี่ยพวงแก้มของฉันเบาๆ อย่างถือสิทธิ์ "ปากแข็งจังนะเรา" นัยน์ตาคู่คมฉายแวววาววับอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า "พี่บอกว่าจะเปิดทางให้มัน... แต่พี่ไม่ได้บอกสักคำนี่ครับ ว่าพี่จะไม่แซงโค้ง" "..." "อยู่ใกล้ไอ้นิก... รู้สึกหัวใจเต้นแรงแบบนี้หรือเปล่า? 'น้องแก้มใส'" เสียงกระซิบที่ข้างหูพร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์นั้นทำให้ฉันพูดอะไรไม่ออกสักคำ หัวใจในอกซ้ายรัวกระหน่ำเหมือนจะหลุดออกมาข้างนอก ฉันรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้เจ้าชู้และเจ้าเล่ห์ขนาดไหน แต่ทำไม... ยิ่งเขาเข้ามาปั่นป่วนใกล้ๆ แบบนี้ ฉันถึงยิ่งตกหลุมดักของเขาจนถอนตัวไม่ขึ้นกันนะ!"เกมงั้นเหรอ?" พี่หมอกยกมือขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปลิวมาปัดหน้าฉันออกไปทัดที่ใบหูอย่างเบามือ สัมผัสอบอุ่นจากปลายสิ้วของเขาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ "เราคิดว่าพี่ว่างขนาดที่จะต้องลงทุนขับรถตามมาดักรอใต้หอ แอบกุมมือใต้โต๊ะ หรือตามมาเคลียร์ถึงชายหาด เพราะแค่อยากเอาชนะไอ้นิกเหรอ?""แล้วมันไม่ใช่หรือไงคะ..." ฉันเค้นเสียงตอบ หลบสายตาร้อนแรงของเขา"ตอนแรก... พี่ก็คิดว่ามันคงเป็นแค่เรื่องสนุกๆ" พี่หมอกเชิดคางฉันขึ้นช้าๆ บังคับให้ฉันต้องสบตากับนัยน์ตาพราวระยับที่บัดนี้เต็มไปด้วยความจริงจังจนน่ากลัว "พี่ตั้งใจจะเปิดทางให้ไอ้นิกจริงๆเพราะพี่ไม่เคยคิดจะจริงจังกับใคร... แต่พอเห็นเราอยู่ใกล้ไอ้นิก เห็นเรายิ้มให้มัน หัวใจพี่มันดันไม่รักดี รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาซะงั้น""..." ฉันแช่แข็งไปทั้งตัว ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อได้ยินคำสารภาพตรงๆ จากปากผู้ชายเจ้าชู้คนนี้"พี่รู้ว่าพี่เจ้าชู้ รู้ว่าพี่มันเจ้าเล่ห์... แต่กับเรา พี่ไม่ได้เล่นเกมนะครับแก้มใส" พี่หมอกโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราเฉียดกันเบาๆ ลมหายใจอุ่นๆ รดผื่นผิวแก้ม "พี่หึงเรา... และพี่ก็ไม่คิดจะยอมยกเราให้ไอ้นิกอีกต่อไปแล้วด้วย"คำว่
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศรอบพูลวิลล่าเงียบสงบ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผิวน้ำในสระว่ายน้ำเป็นประกาย เพื่อนๆ คนอื่นยังคงหลับสนิทอยู่ในห้องพักหลังจากปาร์ตี้หนักเมื่อคืน ฉันตัดสินใจตื่นแต่เช้า ออกมานั่งสูดอากาศรับลมทะเลเย็นๆ ที่เก้าอี้ชายหาดริมสระคนเดียว หวังว่าจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้นจากเรื่องปวดหัวเมื่อคืนแต่แล้ว เสียงก้าวเท้าแผ่วเบาก็ดังมาจากด้านหลัง"ตื่นเช้าจังเลยนะแก้มใส..."ฉันหันไปมอง พี่นิก เดินถือแก้วกาแฟร้อนสองใบเข้ามาหา เขาสวมเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขาสั้นสบายๆ ส่งยิ้มสดใสให้ฉันเหมือนทุกที แต่นัยน์ตาของเขากลับดูมีร่องรอยของความครุ่นคิดและความกังวลลึกๆ ซ่อนอยู่"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่นิก" ฉันส่งยิ้มตอบ รับแก้วกาแฟที่เขายื่นมาให้ "พอดีตื่นแล้วไม่ค่อยหลับน่ะค่ะ"พี่นิกทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ชายหาดข้างๆ ฉัน เขายกกาแฟขึ้นจิบช้าๆ พลางทอดสายตามองออกไปที่ทะเลไกลสุดสายตา ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่หนึ่งจนฉันเริ่มรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด"แก้มใส..." อยู่ๆ พี่นิกก็เอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบและนิ่งกว่าปกติ "พี่ขอถามอะไรเราตรงๆ สักเรื่องได้ไหมครับ?"หัวใจฉันตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ความรู้สึก
‘พี่หมอก!’ ฉันส่งสายตาดุๆ ไปให้เขาใต้แสงไฟปิงปองแต่คนเจ้าเล่ห์กลับยิ้มกริ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า พี่หมอกทอดสายตามองฉันเนิ่นนาน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เอื้อมมือลงไปใต้โต๊ะไม้ตัวยาว...พรึ่บ!สัมผัสอบอุ่นและแข็งแรงจากฝ่ามือหนาคว้าเข้าที่หลังมือของฉันใต้มุมอับของโต๊ะอาหาร! เรียวนิ้วยาวของเขาสอดประสานเข้ากับนิ้วมือของฉันช้าๆ กุมไว้แน่นจนฉันไม่สามารถถอนมือหนีได้เลยฉันแช่แข็งไปทั้งตัว หน้าผ่าวร้อนขึ้นมาจนคิดว่าคงแดงแข่งกับไฟประดับรอบสระแน่ๆ ทุกคนรอบโต๊ะยังคงคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน พี่นิกยังคงย่างบาร์บีคิวพลางเล่าเรื่องขำขันในคณะ โดยที่ไม่รู้เลยว่าใต้โต๊ะอาหารตัวเดียวกันนี้... เพื่อนสนิทของเขากำลังกุมมือฉันไว้แน่น!"เอ่อ... แก้มใส เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ? หน้าแดงๆ นะ" เพื่อนสาวข้างๆ หันมาถามด้วยความห่วงใย"ป...เปล่าจ้ะ! อากาศมันคงร้อนน่ะ" ฉันตอบเสียงสั่น พยายามดึงมือออกจากการกุมของพี่หมอก แต่เขากลับยิ่งกระชับฝ่ามือแน่นขึ้น แถมยังใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ บนหลังมือฉันอย่างยั่วเย้าพี่หมอกละสายตาจากกลุ่มเพื่อน หันมามองฉันตรงๆ อีกครั้ง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ขยับริมฝีปากพูดแบบไม่มีเสียง ข้าม
"แล้วไงล่ะ?" พี่หมอกขยับรอยยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายและทรงเสน่ห์ขึ้นอีกนิด "ไอ้นิกมันชอบเรา... แต่พี่ก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าในหัวของน้องแก้มใสตอนนี้ มีแต่เรื่องไอ้นิก หรือมีเรื่องของพี่อยู่ด้วย?""ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นค่ะ!" ฉันตอบเสียงสั่น พยายามดันอกกว้างของเขาออก แต่มือไม้กลับสั่นไปหมดเมื่อสัมผัสได้ถึงแผงอกแน่นแข็งแรงภายใต้เสื้อช็อปพี่หมอกเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยั่วเย้า เขาก้มหน้าลงมาใกล้อีกจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดข้างแก้ม เสียงกระซิบพร่าทุ้มของเขาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบและเต้นระส่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก"โกหกไม่เนียนเลยนะครับ... หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรอีกเหรอ?""..." ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งแช่แข็งสบสายตาพราวพราวคู่นั้นอย่างแพ้พ่าย"คืนนี้ขึ้นห้องไป... ฝันถึงพี่ด้วยนะ 'น้องแก้มใส'"พี่หมอกยิ้มกริ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า เขายอมผละตัวถอยออกไปอย่างอ้อยอิ่ง ยื่นมือมาขยี้ผมฉันเบาๆ อย่างถือสิทธิ์ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่บิ๊กไบค์คันใหญ่ สตาร์ตเครื่องยนต์แล้วขับทะยานออกไปในความมืด ทิ้งให้ฉันยืนขาอ่อน หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงอยู่ใต้หอพักเพียงลำพัง...
แกร๊ก!เสียงลูกบิดประตูห้องสโมฯ ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่สลัดความเงียบในห้องจนแตกกระจายฉันสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบเด้งตัวถอยห่างจากพี่หมอกจนหลังแทบจะกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะไม้ด้านหลัง หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แต่พี่หมอกกลับไม่ได้มีท่าทีลนลานแม้แต่น้อย เขเพียงแค่ผละใบหน้าออกไปอย่างช้าๆ รอยยิ้มมุมปากยังคงแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างคนใจเย็น"เอ่อ... กูเอาขนมกับน้ำมาเพิ่ม..."พี่นิก ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถุงพลาสติกในมือ แต่แล้วเขาก็ชะงักกึกไปทันที สายตาของพี่นิกมองสลับไปมาระหว่างฉันที่ยืนหน้าแดงเจ่อ ร่างกายเกร็งจนแทบไม่กล้าหายใจ กับพี่หมอกที่กำลังยืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกง ยักไหล่ด้วยท่าทางสบายๆ อยู่ข้างป้ายผ้าที่ทาสีค้างไว้บรรยากาศภายในห้องสโมฯ อึดอัดและกระอักกระอ่วนขึ้นมาในทันตา ความเงียบโรยตัวครอบคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงแอร์"ทำอะไรกันอยู่วะ?" พี่นิกถามขึ้นมา น้ำเสียงไม่ได้ติดเล่นเหมือนทุกที ดินแดนความร่าเริงในตาของเขาดูหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดขณะจ้องมองเพื่อนสนิท"ก็..." ฉันอ้ำอึ้ง พยายามจะหาเสียงตัวเองเพื่ออธิบาย "คือแก้มใสทำสีเลอะ... พี่หม
หัวใจฉันตุกวูบ ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาถึงใบหน้าเมื่อโดนดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมอง แต่สิ่งที่ทำให้ฉันทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม คือการกระทำถัดมาของเขา...พี่หมอกไม่ได้ทำเป็นไม่รู้จักฉัน เขาไม่ได้ละสายตาหนี แต่กลับยกมือขึ้นมาในระดับอกแบบที่เพื่อนในกลุ่มเขาไม่มีทางเห็น แล้วใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ เป็นสัญญาณว่า ‘เงียบไว้’จากนั้น เขาก็กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์และพราวพราวยิ่งกว่าเดิม พลางใช้นิ้วเดิมเปลี่ยนเป็นชี้มาที่ฉัน แล้วขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงออกมาอย่างช้าๆ ทีละคำ...‘ระ-วัง-เดิน-ชน-เสา-นะ-ครับ’"เอ๊ะ..."ฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ร่างกายปฏิกิริยาไวตามคำพูดเขา จนก้าวขาพลาดไปชนเข้ากับขอบม้านั่งหินอ่อนแถวนั้นเข้าจริงๆ!กึก!"โอ๊ย!" ฉันร้องออกมาเบาๆ เสียหลักจนเอกสารในมือเกือบหลุดร่วงเสียงร้องของฉันทำให้กลุ่มสาวๆ หันมามองเป็นตาเดียว ฉันรีบก้มหน้าชิดอก แก้มร้อนฉ่าจนคิดว่ามันคงแดงแข่งกับสีดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ฉันรีบสับเท้าเดินหนีออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก่อนที่ฉันจะพ้นระยะสายตา เสียงหัวเราะในคอทุ้มต่ำและแสนจะยั่วเย้าของพี่หมอกก็แว่ว







