LOGINขณะเดียวกัน ณ สุสานอันเงียบสงบ... บาดแผลสาหัสภายในใจของลูน่าไม่ได้จางหาย หรือแปรเปลี่ยนเป็นความเข
กระทั่งขบวนรถเคลื่อนมาจอดสว่างไสว ณ หน้าพิพิธภัณฑ์หรูหราซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงใหญ่ ไซรัสก้าวลงจากรถพร้อมกับฉายดวงหน้าหล่อเหลาด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนท่ามกลางม่านแสงแฟลชที่สาดส่องระดมถ่ายอย่างคลุ้มคลั่งจากเหล่านักข่าวสายธุรกิจ ชายหนุ่มหมุนตัวยื่นมือเข้าไปประคองเรือนร่างบอบบางของลูน่ายามก้าวลงจากรถด้วยท่าทีทะนุถนอมประหนึ่งสิ่งเลอค่าเขากางวงแขนออกเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งลูน่าก็สืบเท้าเข้ามาควงแขนแกร่งของเขาในทันทีอย่างรู้งาน ดวงหน้าสวยปั้นรอยยิ้มบางเบาตอบรับสายตาผู้คน...ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเย็นชาและไปไม่ถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปบนพรมแดงดุจกิ่งทองใบหยกที่ใครต่อใครต่างตื่นตาและริษยา เสียงซุบซิบชื่นชมในความโชคดีของสมรสครั้งนี้ดังก้องสอดแทรกพอให้ได้ยินตลอดทางคำสรรเสริญไร้สาระเหล่านั้นทำเอาลูน่ารู้สึกพะอืดพะอมจนอยากจะอาเจียนออกมาเสียตรงนั้น ทว่าเธอกลับทำได้เพียงเค้นรอยยิ้มงามเฉิดฉายรับแสงสปอร์ตไลท์ ต่อหน้าผู้ร่วมหุ้นและคนในตระกูลเดสมอนด์อย่างเยือกเย็น...เธอไม่ได้ยอมก้าวเข้ามาสวมหน้ากากเล่นละครตบตาให้ไซรัสเปล่าๆ เพร
แววตาสวยแผดเผาด้วยความพยศ ทว่าเบื้องลึกกลับแตกสลายจนปิดไม่มิด ฟีนิกซ์ถอนหายใจยาว ก่อนจะยื่นโทรศัพท์คืนให้เธออย่างเหนือความคาดหมาย“มีเวลาไม่ถึงห้านาทีนะครับ...”ลูน่ามองเขาอย่างไม่เข้าใจ ทว่าไม่มีเวลาหาคำตอบ มือเรียวรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นกดรับ โดยมีฟีนิกซ์ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังไม่ถึงสามก้าว“ตรี...”("พระคุ้มครอง! ผมนึกว่าคุณลูน่าเป็นอะไรไปแล้วซะอีก! ตอนนี้คุณหนูเซมัสร้องหาคุณลูน่ากับคุณนับหนึ่งตลอดเลยครับ ส่วนทางพ่อแม่ของคุณนับหนึ่ง...")“ฮึก...” เสียงสะอื้นแผ่วทำให้ตรีภพชะงักกึก ก่อนจะประมวลผลได้ในทันที(“...คุณนับหนึ่ง... เข้าใจแล้วครับ ผมจะจัดการทางนี้เอง”)“ขอบคุณ... ตรีภพ ฉันขอบคุณจริงๆ...”ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ...“ฉันต้องวางแล้ว”ลูน่ารีบเช็ดน้ำตา ยามได้ยินเสียงกดรหัสหน้าห้อง เธอรีบซุกโทรศัพท์ไว้ที่เดิม ปิดตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว... อย่างน้อยเธอก็รู้ความจริงแล้วว่า ไซรัสโกหกเรื่องเซมัส ภาพที่เขาเอามาขู่คงเป็นเพียงภาพเก่า เพื่อดึงให้เธอที่กำลังโศกเศร้ายอมจำนนเท่านั้นลูน่าสูดลมหายใจ
ตลอดทั้งวัน หญิงสาวเอาแต่นั่งนิ่งอยู่ ณ จุดเดิม ถาดอาหารหรูหราที่ถูกยกเข้ามาส่งยังคงเหลือปริมาณเท่าเดิมโดยไม่ถูกแตะต้องเลยสักนิดฟีนิกซ์และเชนต้องสลับสับเปลี่ยนเวรยามกันเข้ามาเฝ้าภายในห้องตามคำสั่งเด็ดขาดของไซรัส เพราะผู้นำตระกูลเดสมอนด์ไม่ยินยอมให้บอดี้การ์ดคนอื่นก้าวเข้าใกล้ลูน่า นอกจากคนสนิทที่เขาไว้วางใจที่สุดเท่านั้นกระทั่งยามค่ำคืนมาเยือน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นดุจผืนกำมะหยี่สีทืบ ฟีนิกซ์สืบเท้าเข้ามาเปลี่ยนเวรยามกับเชนอีกครั้ง สายตาคมกริบสะดุดเข้ากับร่างบางที่เพิ่งก้าวเดินออกมาจากห้องน้ำลูน่าอยู่ในชุดนอนเดรสผ้าซาตินพลิ้วไหวสีขาวบริสุทธิ์ สวมทับด้วยเสื้อคลุมเนื้อเดียวกัน ทว่าตัวเสื้อกลับหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อยนัก ราวกับเธอไม่ได้ใส่ใจจะจัดแจงมันให้เข้าที่ ฟีนิกซ์รีบเบือนหน้าหลบสายตาไปอีกทางด้วยความเคารพ ขณะที่เรือนร่างบอบบางเดินผ่านหน้าเขาตรงไปยังระเบียงห้องลูน่าค่อยๆ พาสรีระอันไร้เรี่ยวแรงขึ้นไปนั่งบนราวระเบียงเนื้อปูนอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้สายลมเย็นยามค่ำคืนปะทะเข้ากับดวงหน้าซีดเผือด นัยน์ตาคู่สวยทอดมองออกไปบนท้องฟ้ามืดมิดอย่างไร้จุดโฟกัส...
ภายในห้องนอนใหญ่... แพทย์และพยาบาลต่างทำงานกันอย่างหนักและระมัดระวังที่สุด เพื่อยื้อชีวิตคุณนายแห่งเดสมอนด์ และเพื่อรักษาชีวิตของพวกตนเองเอาไว้ ใต้อาณัติสายตาคมกริบเย็นชาของฟีนิกซ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่างแววตานิ่งสงบไร้ความรู้สึกนั้นสร้างแรงกดดันยิ่งกว่าบรรยากาศในห้องผ่าตัด มิหนำซ้ำเสียงก้าวเท้าคึกคักและเงาที่ทอดผ่านช่องใต้ประตู ยังย้ำเตือนถึงการอารักขาอย่างแน่นหนาตลอดยามค่ำคืนตามคำสั่งเด็ดขาดของผู้นำตระกูล...ไม่มีใครได้หยุดพักกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณส่องผ่านเข้ามา...“อือ...”เสียงหวานครางแผ่วแหบพร่าในลำคอ เปลือกตาคู่สวยค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น มองเพดานสลักลายอันหรูหราทว่าแปลกตา... เพราะนี่ไม่ใช่ห้องของเธอแพทย์และพยาบาลกุลีกุจอเข้ามาตรวจเช็กอาการทันที ท่ามกลางนัยน์ตาเรียบเฉยที่ทอดมองอย่างงุนงงและเหม่อลอย ฟีนิกซ์สืบเท้าเข้ามาใกล้เมื่อเห็นว่าหญิงสาวคืนสติแล้วจริงๆ ก่อนจะโค้งศีรษะลงเล็กน้อย“คุณนาย...”ลูน่าตวัดสายตาขึ้นสบประสาน นัยน์ตาคู่สวยโศกเศร้าแหลกสลายแม้ดวงหน้าจะราบเรียบ“อย่าเรียกฉันว่า... คุณนายอีก”เสียงแผ่วเบาเอื้อ
ทันทีที่รถสปอร์ตหรูแล่นเข้าเทียบหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ ไซรัสไม่รอช้า รีบอุ้มเรือนร่างอันไร้สติของลูน่าตรงขึ้นไปยังห้องนอนใหญ่...ห้องนอนส่วนตัวของเขาในทันทีเขาบรรจงวางร่างบางลงบนเตียงกว้างอย่างระมัดระวัง ทว่ากลับไม่ยอมขยับถอยห่างไปไหน แม้แพทย์ประจำตระกูลจะก้าวเข้ามาเตรียมตรวจรักษา ฝ่ามือหนาทำเพียงแค่กุมมือเล็กอันเย็นชืดนั้นไว้แน่น ไม่แยแสว่าจะกีดขวางการทำงานของหมอหรือไม่“เอ่อ... คุณไซรัสครับ... หมอขอทางตรวจร่างกายเธออย่างละเอียดหน่อยครับ”แพทย์วัยกลางคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า หวาดหวั่นยำเกรงอำนาจของมาเฟียหนุ่มอย่างสุดหัวใจ ไซรัสตวัดสายตาคมกริบมองหมอด้วยความไม่พอใจ จนทั้งหมอและพยาบาลต่างเลิกลั่กหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว แทบไม่กล้าเอื้อนเอ่ยประโยคใดต่อทว่า... ไซรัสกลับพรูลมหายใจหนักๆ ออกมา ก่อนจะยอมก้าวถอยหลังออกมาแต่โดยดี นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบจ้องมองร่างบางที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงจดจ่อ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก“ถ้าเมียของฉันเป็นอะไรไป... อย่าหวังว่าพวกแกแม้แต่คนเดียวจะได้ก้าวออกจากคฤหาสน์นี้ไปแบบมีลมหายใจ”คำขู่เหี้ยมเกรียมทำเอาหมอแ
ขณะเดียวกัน ณ สุสานอันเงียบสงบ... บาดแผลสาหัสภายในใจของลูน่าไม่ได้จางหาย หรือแปรเปลี่ยนเป็นความเข้มแข็งในข้ามคืน ภาพชายผู้เป็นรักเดียวปลิดชีพตัวเองต่อหน้าต่อตาในระยะประชิด มันฉีกกระชากสติสัมปชัญญะและจิตวิญญาณของเธอจนพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ลูน่านั่งเหม่อลอยอยู่หน้าป้ายหลุมศพ นัยน์ตาคู่สวยไร้ซึ่งจุดโฟกัส ดุจตุ๊กตาไร้ชีวิตที่ถูกถอดหัวใจ เสียงปืนดัง ปัง! ยังคงดังก้องวนลูปอยู่ในโสตประสาททุกลมหายใจ ภาพหยาดโลหิตสาดกระเด็นใส่ใบหน้าและคำบอกรักสุดท้ายของนับหนึ่ง ดังก้องบีบคั้นจนสมองของเธอจวนเจียนจะระเบิดร่างบางสั่นระริกพึมพำกับความว่างเปล่า สองมือเรียวยกขึ้นขัดถูตามผิวกายและหน้าอกของตัวเองอย่างหนักหน่วงจนเนื้อตัวแดงก่ำและขึ้นรอยถลอก เพียงเพื่อหวังจะล้างภาพคราบเลือดของคนรักที่ยังคงตราฝังลึกอยู่ในความทรงจำความทรมานทางจิตใจ ขั้นรุนแรงคุกคามเธออย่างเหี้ยมโหด หญิงสาวไม่ได้โศกเศร้าในแบบคนที่สะอื้นไห้แล้วหยุดได้ ทว่าเธอกำลังจมดิ่งสู่ภาวะความคลุ้มคลั่งและจิตหลุดสลาย เธอกอดตัวเองแน่น หัวเราะเบาๆ ทั้งน้ำตา สลับกับการหวีดร้องโหยหวนออกมาด้วยความหวาดกลัวต่อสายลมรอบข้าง...







