Masuk“ราชินีผู้ทรงอำนาจและเป็นอมตะ...” สิงขรทวนคำนั้นช้าๆ ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นปราดไปทั่วสันหลัง ราวกับมีเงาของอดีตกำลังทาบทับปัจจุบัน
“แล้วอาจารย์ฌอง..บอกรายละเอียดอื่นจากรูปศิลาอีกไหม?”
“อาจารย์บอกว่ายังมีส่วนที่อ่านไม่ออก เพราะศิลาจารึกสึกกร่อนไปตามกาลเวลา แต่ใจความสำคัญที่อ่านได้ก็เชื่อมโยงไปถึงพิธีกรรมบางอย่าง และการบูชายัญ” คมกฤชตอบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น
“บูชายัญงั้นเหรอ...” สิงขรพึมพำ และนึกไปถึงทางเข้าประตูห้องใต้ดินที่อยู่ภายในคฤหาสน์ ภาพของเหยื่อที่ถูกควักหัวใจอย่างโหดเหี้ยมผุดขึ้นในความคิดของเขา ความเชื่อมโยงระหว่างตำนานโบราณ พิธีกรรม และคดีฆาตกรรมเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“เราต้องไปดูศิลาจารึกแผ่นนั้นด้วยตาตัวเอง” สิงขรตัดสินใจ
“บางทีเราอาจจะเห็นรายละเอียดที่ในรูปถ่ายมองไม่เห็น”
“ครั้งนี้เอากูไปด้วยนะไอ้สิงห์” คมกฤชรีบลุกขึ้นยืน
“อืม ไปด้วยกัน” สิงขรพยักหน้า ทั้งสองรีบออกจากห้องทำงานของคมกฤชทันที มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์เทวาลัย เมื่อไปถึงคฤหาสน์ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมายังตัวอาคารโบราณ ทำให้ดูขรึมขลังและเงียบสงัด เกตุศิรินทร์ออกมาต้อนรับพวกเขาด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
“สวัสดีค่ะคุณตำรวจ คุณคมกฤช” เธอทักทายเสียงเบา
“สวัสดีครับคุณเกตุศิรินทร์” สิงขรตอบ
“วันนี้คุณสุริยาวดีอยู่ไหมครับ?”
“เธอยังไม่กลับมาจากต่างจังหวัดค่ะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยไหมคะ?”
“พอดีเราสองคนอยากจะขอดูศิลาจารึกโบราณในห้องนั้นอีกครั้ง” สิงขรกล่าวตรงประเด็น เกตุศิรินทร์ลังเลเล็กน้อย
“คือว่า ก่อนหน้าเธอกำชับเอาไว้ว่า อนุญาตให้แค่คุณสิงขรคนเดียวเท่านั้นค่ะ” เกตุศิรินทร์รีบบอกตามคำสั่งของเจ้านาย
“คือผมแปลไม่ได้ แล้วมันสำคัญจริง ๆ คุณช่วยหน่อยได้มั้ยครับ”
“ไหน ๆ คุณสุริยาวดีเธอก็ไม่อยู่แล้ว พวกเราสัญญาว่าจะไม่รบกวนเวลานานครับ”
“งั้นก็ได้ค่ะ แต่พวกคุณห้ามถ่ายรูป แล้วดิฉันขอยึดโทรศัพท์เอาไว้ก่อน” ทั้งสองมองหน้ากัน
“โอเคครับ” ทั้งสองยื่นโทรศัพท์ให้เกตุศิรินทร์เธอเอาไว้
“เชิญทางนี้ค่ะ” เธอพาพวกเขาไปยังห้องโถง สิงขรและคมกฤชตรงไปยังตู้กระจกที่บรรจุศิลาจารึกทันที ทั้งสองจ้องมองแผ่นหินโบราณอย่างละเอียด พยายามอ่านและทำความเข้าใจตัวอักษรที่สลักอยู่บนนั้น
“อักษรพวกนี้เก่าแก่จริงๆ ว่ะ” คมกฤชพึมพำ พลางใช้นิ้วลูบไปตามร่องรอยที่สึกกร่อน
“อาจารย์ฌองบอกว่ามันเป็นอักษรขอมโบราณเมื่อหลายร้อยปีก่อน” สิงขรอธิบาย ทั้งสองใช้เวลาอยู่กับศิลาจารึกนานพอสมควร พยายามถอดรหัสและเชื่อมโยงกับข้อมูลที่พวกเขาได้มา
“ดูนี่ไอ้สิงห์” คมกฤชชี้ไปยังสัญลักษณ์วงกลมซ้อนกันที่มีเปลวไฟตรงกลางที่สลักอยู่บนศิลาจารึก
สิงขรพยักหน้า เขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์นั้นเช่นกัน มันปรากฏอยู่หลายแห่งบนศิลาจารึก ราวกับเป็นสัญลักษณ์สำคัญ
“แล้วตรงนี้...” สิงขรชี้ไปยังส่วนหนึ่งของศิลาจารึกที่มีร่องรอยการถูกทำลาย
“ดูเหมือนจะมีข้อความบางส่วนหายไป”
“ใช่ น่าเสียดายจริงๆ ถ้าเราอ่านส่วนนั้นได้หมด อาจจะไขความลับทั้งหมดก็ได้” คมกฤชกล่าวด้วยความเสียดาย ในขณะที่ทั้งสองกำลังจดจ้องอยู่ที่ศิลาจารึกนั้นเอง เกตุศิรินทร์ก็เดินเข้ามาใกล้
“ใกล้เสร็จหรือยังคะ?” เธอถามด้วยความกลัวที่ต้องละเมิดคำสั่งเจ้านาย
“เรากำลังพยายามแปลศิลาจารึกแผ่นนี้อยู่ครับ” สิงขรตอบ เกตุศิรินทร์มองตามสายตาของพวกเขาไปยังแผ่นหินโบราณ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีความกังวลฉายออกมาในดวงตา
“มันมีความสำคัญมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” เธอถามเสียงแผ่ว
“เราเชื่อว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมที่กำลังสืบสวนอยู่” สิงขรตอบอย่างตรงไปตรงมา เกตุศิรินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ฉันหวังว่าพวกคุณจะพบความจริงนะคะ” ทันใดนั้นเอง แสงสว่างภายในห้องก็ดับวูบลง ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกสิ่งอย่างกะทันหัน
“เกิดอะไรขึ้น?” สิงขรอุทานด้วยความตกใจ
“ไฟดับค่ะ ที่นี่เป็นแบบนี้บ่อยๆ” เสียงของเกตุศิรินทร์ดังมาจากความมืด ในความมืด สิงขรรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ราวกับมีใครบางคนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ ความเงียบที่ปกคลุมนั้นน่าอึดอัดและแฝงไปด้วยอันตราย
“คม!!! มึงอยู่ไหน?” สิงขรกระซิบ
“กูอยู่นี่” เสียงของคมกฤชตอบกลับมาไม่ไกล ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นเบาๆ ราวกับมีใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด สิงขรรู้สึกถึงภัยคุกคามที่กำลังเข้ามาใกล้
ในความมืดมิดที่ปกคลุมห้องโถง สิงขรรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างที่เข้ามาใกล้ ราวกับมีใครบางคนกำลังซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด
“ใครน่ะ?” เขากระซิบเสียงต่ำ พลางเตรียมพร้อม
“ฉันเองค่ะคุณตำรวจ” เสียงของเกตุศิรินทร์ดังขึ้นข้างๆ เขา
“ฉันกำลังหาไฟฉาย” ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงดัง
“ครืน!” ราวกับมีอะไรบางอย่างล้มลง สิงขรรู้สึกถึงแรงกระแทกที่ตู้กระจกที่บรรจุศิลาจารึก
“คม! มึงโอเคไหม?” สิงขรรีบถามเพื่อน
“กู... กูไม่เป็นไร” เสียงของคมกฤชตอบกลับมาด้วยความตกใจ
“เมื่อกี้เหมือนมีอะไรพุ่งเข้ามาชนตู้” ในความมืด สิงขรรู้สึกถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ไฟดับไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และสิ่งที่พุ่งชนตู้กระจกก็ไม่ใช่ลมแน่นอน
“คุณเกตุศิรินทร์ ขอโทรศัพท์หน่อยครับ ผมจะเปิดไฟฉาย” สิงขรบอกอีกครั้ง
“ค่ะ นี่ค่ะ” เกตุศิรินทร์ยืนโทรศัพท์คืนให้สิงขร พอไฟแสงสว่างก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น ตู้กระจกที่บรรจุศิลาจารึกแตกร้าวเป็นทางยาว ราวกับถูกกระแทกด้วยของแข็งบางอย่าง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... มีเงาดำทะมึนรูปร่างคล้ายคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหายเข้าไปในความมืดของอีกด้านหนึ่งของห้องโถง
“เมื่อกี้... นั่นมันตัวอะไรคะ?” เกตุศิรินทร์อุทานด้วยความหวาดกลัว
“กูเห็นเหมือนกัน!” คมกฤชเสริมด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก สิงขรรีบสาวเท้าตามเงาดำนั้นไปอย่างรวดเร็ว ไฟฉายในมือส่องนำทางไปในความมืด เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากเงามืดนั้น มันไม่ใช่พลังงานของสิ่งมีชีวิตธรรมดา
“ตามมา!” สิงขรบอกเพื่อนและเกตุศิรินทร์ พลางวิ่งตรงไปยังทิศทางที่เงาดำนั้นหายไป พวกเขาไล่ตามเงาดำนั้นไปทั่วห้องโถงที่มืดมิด เงาดำนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและว่องไว ราวกับไม่ใช่คน สิงขรรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากมัน
“มันเร็วมาก!” คมกฤชหอบหายใจ ในที่สุด เงาดำนั้นก็หายเข้าไปในประตูบานหนึ่งที่อยู่สุดห้องโถง สิงขรรีบตามเข้าไปทันที เมื่อผ่านประตูเข้าไป พวกเขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่งที่มืดสนิท แต่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินแปลกๆ โชยมา
“ที่นี่มันที่ไหน?” เกตุศิรินทร์กระซิบด้วยความหวาดกลัว สิงขรกวาดไฟฉายบนมือถือไปรอบๆ ห้อง พวกเขาอยู่ในห้องใต้ดินขนาดใหญ่ ผนังเป็นอิฐเก่าแก่ มีร่องรอยของความชื้นและเชื้อรา มีข้าวของเก่าแก่และฝุ่นจับวางระเกะระกะอยู่ทั่ว
“เหมือนห้องใต้ดิน” คมกฤชพึมพำ ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงดัง
“โครม!” มาจากอีกด้านหนึ่งของห้อง สิงขรรีบหันไฟฉายไปยังทิศทางนั้น พวกเขาเห็นเงาดำนั้นกำลังพยายามทุบทำลายอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนแท่นหิน
“มันกำลังทำลายอะไรน่ะ?” สิงขรถาม เมื่อแสงไฟฉายส่องไปชัดๆ พวกเขาก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น บนแท่นหินนั้นมีแผ่นศิลาจารึกอีกแผ่นหนึ่งวางอยู่ และเงาดำนั้นกำลังพยายามทุบทำลายมันอย่างบ้าคลั่ง
“นั่นมันศิลาจารึกอีกแผ่น!” คมกฤชอุทาน สิงขรรู้ทันทีว่าเงาดำนั้นต้องการทำลายหลักฐานบางอย่างที่อาจเชื่อมโยงกับเรื่องราวทั้งหมด เขาพุ่งตัวเข้าไปขวางทันที
“หยุดนะ!” สิงขรตะโกน เงาดำนั้นหันมาเผชิญหน้ากับสิงขร ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงก่ำในความมืด รูปร่างของมันดูบิดเบี้ยวและน่ากลัวอย่างประหลาด
“นี่มัน... อะไรกัน?” เกตุศิรินทร์อุทานด้วยความหวาดผวา เงาดำนั้นไม่ตอบ มันพุ่งเข้าโจมตีสิงขรอย่างรวดเร็ว สิงขรรีบหลบหลีกและต่อสู้กลับ การต่อสู้ในความมืดเป็นไปอย่างยากลำบาก เงาดำนั้นแข็งแกร่งและว่องไวอย่างไม่น่าเชื่อ
“มันไม่ใช่คน!” คมกฤชตะโกน พลางพยายามช่วยสิงขร ในที่สุด สิงขรก็สามารถผลักเงาดำนั้นจนกระเด็นไปชนกับผนัง เงาดำนั้นร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่จะสลายหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงความเงียบและความหวาดกลัว สิงขรรีบหันไปดูศิลาจารึกแผ่นที่สอง มันถูกทุบทำลายไปบางส่วน แต่ยังคงมีข้อความที่อ่านได้เหลืออยู่
“มันต้องการทำลายศิลาจารึกแผ่นนี้” สิงขรพึมพำ
“ทำไม?” คมกฤชเดินเข้าไปดูศิลาจารึกแผ่นที่ถูกทำลาย
“เราต้องอ่านข้อความที่เหลือให้ได้” เกตุศิรินทร์ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ พวกเขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เมื่อกี้... มันคืออะไรกันแน่คะ?” สิงขรมองไปยังจุดที่เงาดำนั้นหายไป เขารู้สึกว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่เหนือธรรมชาติ และมันเกี่ยวข้องกับสุริยาวดีและตำนานโบราณอย่างแน่นอน
ตอนที่ 32 ตอนจบศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์ยืนหยัดอยู่เบื้องหลังคมกฤช มือของเขาถือตำราโบราณ ดวงตาจดจ่ออยู่กับอักขระศักดิ์สิทธิ์บนแท่นหินนั้น เสียงสวดมนต์ภาษาโบราณเริ่มดังขึ้นแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงดาบที่ปะทะเนื้อหนังเหวอะหวะและเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดของเหล่าผีดิบ คมกฤชกัดฟันแน่น เขาต้องปกป้องอาจารย์ของเขาให้สวดจนจบพิธี ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ดาบอัสนีบาตยังคงวาดลวดลายสังหารเหล่าสมุนของมนทิราณีเทวีอย่างต่อเนื่อง แสงสีฟ้าที่เปล่งออกมาทุกครั้งที่ดาบฟาดฟัน ราวกับสายฟ้าที่พิฆาตเหล่าภูตผีปีศาจ“หยุดเดี๋ยวนี้องค์หญิง เลิกก่อกรรมได้แล้ว!” เสียงคำรามกึกก้องของสิงขรกระหึ่มไปทั่วห้องโถง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือมนทิราณีเทวีกำลังยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างของเกตุศิรินทร์ แววตาของนางแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยอำนาจ ราวกับพญามารที่กำลังจะช่วงชิงวิญญาณนางแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น ก่อนจะมือขึ้นโบกเบาๆ พลังงานสีดำมืดมิดพลันแผ่ออกมาราวกับคลื่นพายุ ซัดเข้าใส่ร่างของสิงขรอย่างรุนแรงจนเขากระเด็นไป“คิดว่า...เจ้าจะขัดขวางข้าได้งั้นรึ หมื่นสุนทรเทวา?” เสียงของนางเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งบาดลึก“ข้ามาไกลเกินกว่าจะถอยกลั
ตอนที่ 31 คำสาปบนแผ่นศิลาเสียงคำรามดังกึกก้องของผีดิบธนา มันพุ่งร่างอันน่าสะพรึงเข้าใส่สิงขรราวกับพายุคลั่ง หมายจะขัดขวางไม่ให้นายตำรวจหนุ่มตามไปช่วยคนรักได้สำเร็จ อดีตสัญชาตญาณความเป็นนักรบของหมื่นสุนทรเทวาทำงานทันทีในร่างของสิงขร เขาตัดสินใจใช้ความว่องไวที่มี เบี่ยงตัวหลบร่างมหึมาที่โถมเข้ามาอย่างฉิวเฉียด ก่อนจะออกตัววิ่งสุดกำลัง มุ่งตรงไปยังเป้าหมายเดียว...คือช่วยเหลือเกตุศิรินทร์ให้ทันก่อนที่พิธีบูชายัญจะเริ่มขึ้น!ผีดิบธนากู่ร้องด้วยความเดือดดาล เมื่อเหยื่อเป้าหมายของมันหลุดมือ มันตะเกียกตะกายไล่ตามสิงขรมาอย่างไม่ลดละ เสียงเท้าหนักๆ กระแทกพื้นดินดังก้องกังวาน แต่สิงขรก็ไม่ย่อท้อ เขาทิ้งระยะห่างจากอสูรกายร้ายตนนั้นได้ทีละน้อยๆ และเข้าใกล้แท่นบูชายัญเข้าไปทุกขณะเบื้องหน้าแท่นหินโบราณ มนทิราณีเทวีกำลังร่ายมนต์ด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง แสงสีดำแผ่รังสีออกจากมือเรียวของหล่อน แต่แล้วดวงตาคมกริบของนางก็เบิกโพลงด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นร่างของสิงขรทะยานฝ่าฝูงผีดิบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดาบอัตนิบาสในมือของนายตำรวจหนุ่มส่องประกายวาววับ ราวกับสายฟ้าที่พร้อมจะฟาดฟันทุกสิ่งที่ขวางหน้า ความมั่นใจบนใ
ตอนที่ 30 ดาบอัสนีบาต“ก็ด้วยจิตวิญญาณของข้าผูกพันอยู่กับอำนาจแห่งคำสาปที่ข้าได้สลักเสลาไว้ เพื่อติดตามล้างความเป็นอมตะของพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะหลีกเร้นไป ณ ที่แห่งใดก็ตามแต่”“ออกญาพิพัฒราชรณ คือดอกเตอร์ฌองกลับชาติมาเกิดอย่างนั้นเหรอ” สิงขรพึมพำด้วยความตกใจ เขามองหน้าศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์สลับกับสุริยาวดีอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาและหูศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์หันมาเผชิญหน้ากับสุริยาวดี แววตาของเขาแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น“การหลบหนีขององค์หญิงได้สิ้นสุดลงแล้ว”“นี่!!! สุริยาวดี...คือพระนางมนทิราณีเทวีจริง ๆ เหรอเนี่ย โอ้แม่เจ้า!!!!?” คมกฤชอุทานอีกครั้ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมาอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ที่องค์หญิงพูดเป็นความจริงเหรอครับ....ดอกเตอร์!!!” สิงขรหันมาถามศาสดาจารย์ฌอง“ใช่แล้วครับ!!!...ผมกลับชาติมาเกิดหลายภพหลายชาติ เพื่อตามล่าทำลายความเป็นอมตะของพระนางมนทิราณีเทวี...”“ผมแทบไม่เชื่อเลยอาจารย์!?” คมกฤชตกตะลึง“แต่พระนางนี้สิ! หนีรอดผมไปได้ทุกครั้ง...” ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์กล่าวพลางจ้องมองสุริยาวดีตาเขม็ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นกับ
ตอนที่ 29 เงาอดีตภายใต้แสงไฟสีนวลที่ส่องสว่างภายในห้องทำงาน ซึ่งรายล้อมไปด้วยข้าวของเครื่องใช้โบราณนานาชนิด ราวกับเป็นห้องเก็บรักษาสมบัติจากยุคสมัยที่ล่วงลับ ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์ค่อยๆ ยื่นปิ่นปักผมทองคำโบราณให้กับเกตุศิรินทร์ที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงอย่างอ่อนโยน“ถือนี่เอาไว้ครับคุณเกตุศิรินทร์...” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบแต่หนักแน่นเกตุศิรินทร์รับปิ่นปักผมมาไว้ในมืออย่างแผ่วเบา โลหะเย็นเยียบปะทะฝ่ามือ ราวกับเจ็บปวดในครั้งหนึ่งแล่นร้าวไปทั่วสมอง ลวดลายสลักเสลาอันวิจิตรบรรจงดูราวกับมีชีวิต เธอมองมันด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ทั้งคุ้นเคยและรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่มอง“ผ่อนคลายนะครับ...ปล่อยใจให้สบาย...” ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์เริ่มกระบวนการสะกดจิต..ไปเรื่อย ๆ พยายามให้เธอเข้าสู่ภวังค์ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนแต่ทรงพลัง ราวกับคลื่นเสียงที่ค่อยๆ กล่อมเกลาจิตใจทุกขณะ“จงจดจ่ออยู่กับปิ่นปักผมในมือ...สัมผัสความเย็นของมันแล้วผ่อนคลาย...และลองเปิดใจรับรู้ถึงความทรงจำที่อาจซ่อนอยู่ในนั้น...”“ตอนนี้...จงค่อยๆ ย้อนกลับไป...มองหาภาพ...มองหาเสียง...มองหาความรู้สึกที่คุณผูกพันอยู่กับปิ่นปักผมอันนี
ตอนที่ 28 ปิ่นปักผมแห่งความทรงจำห้องทำงานของศาสตราจารย์ฌองปิแอร์ หลังจากผ่านการสะกดจิตอันลึกล้ำ แสงไฟสลัวยามค่ำคืนส่องกระทบใบหน้าเคร่งขรึมของสิงขร เขาถูกสะกดจิตไปเกือบสองชั่วโมงเต็ม ๆดวงตาของนายตำรวจหนุ่มค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ ราวกับความทรงจำที่หลับใหลมานานได้หวนคืนสู่ห้วงสำนึกอย่างสมบูรณ์ ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์ยืนมองอยู่ข้างเตียงด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยความใคร่รู้ เช่นเดียวกับคมกฤชที่ยืนเท้าแขนมองด้วยความสงสัย“เป็นอย่างไรบ้าง คุณสิงขร?” ศาสตราจารย์ฌอง-ปิแอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสิงขรลืมตาขึ้นมองเพดานครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตากับนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส แววตาของเขาฉายความเข้าใจและความทรงจำที่ชัดเจน“ผม!!!... ผมเห็นทุกอย่างแล้วครับอาจารย์” สิงขรเอ่ยเสียงแผ่ว แต่ก็เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ“ผมจำ เรื่องราวของหมื่นสุนทรเทวาอดีตชาติของผม... พระนางยโสธราที่เสียชีวิตระหว่างทำศึก...และเหตุการณ์ที่เลวร้ายก่อนตาย”“หมายความว่ายังไงวะไอ้สิงห์? มึงจำเรื่องในอดีตชาติได้แล้วงั้นเหรอ?” คมกฤชขมวดคิ้ว “ใช่ เดี๋ยวฉันจะเล่าให้แกฟัง หลัก ๆ มันคือ โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในนครสิงหปุระบรรพตตามตำราของดอกเตอร์เลย”
ตอนที่ 27 เงาอมตะและศิลาแห่งคำสาปภายหลังความสูญเสียอันแสนสาหัส ทหารที่เหลือรอดชีวิตจากสมรภูมิอันน่าเศร้านั้น ได้นำร่างไร้วิญญาณของหมื่นสุนทรเทวาและพระนางยโสธราเทวีกลับสู่พระนคร บรรยากาศในเมืองหลวงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและการร่ำไห้ เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระธิดาองค์เล็กผู้เปี่ยมด้วยความสดใส และวีรบุรุษผู้กล้าหาญเป็นที่รักแพร่สะพัดไปทั่วพระเจ้าธรณินทร์ทรงโทมนัสยิ่งนัก พระองค์ทรงกริ้วโกรธต่อการกระทำของพระนางมนทิราณีเทวีจนแทบคลั่ง ความสูญเสียครั้งนี้ราวกับคมศรที่ปักลึกกลางพระทัย พระองค์ทรงมีราชโองการเรียกตัว ออกญาพิพัฒน์ราชรณ แม่ทัพใหญ่ผู้มากด้วยประสบการณ์และเล่ห์เหลี่ยมทางการรบ ให้เข้ามาบัญชาการศึกแทนหมื่นสุนทรเทวาโดยทันทีในท้องพระโรงอันเงียบงัน พระเจ้าธรณินทร์ประทับบนบัลลังก์ทอง พระพักตร์เศร้าสร้อยแต่แข็งกร้าวราวกับศิลา ออกญาพิพัฒน์ราชรณคุกเข่าเบื้องหน้าด้วยความเคารพ“พิพัฒน์ราชรณ...” พระเจ้าธรณินทร์ตรัสด้วยสุรเสียงต่ำ ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจ“เจ้าจงนำทัพหลวง ปราบปรามความอหังการของมนทิราให้สิ้นซาก จงนำความสงบและความยุติธรรมกลับคืนสู่แผ่นดินของเรา... และจงล้างแค้นให้แก่ยโสธราด้วย” ออกญ







![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)