Mag-log inมะยม มณเฑียร หนุ่มน้อยนักศึกษาสาขาคหกรรมศาสตร์ ขี้บ่นและกลัวงูจนเข้าเส้น แต่ทุกคืนเขากลับฝันถึงงูดำทมึนตัวหนึ่ง... เมื่อถูกแม่บังคับให้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่อุดรธานี เพื่อไปทำพิธีและกราบไหว้ "พ่อปู่นาคา" ที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่มะยมกลับไม่รู้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้คือการกลับไปหา "เวไนย" นาคาหนุ่มครึ่งงูครึ่งคน อายุ 200 ปี ผู้ที่รอคอยการกลับมาของเขา ในอดีตชาติ...มะยมคือคนที่เวไนยสาบานว่าจะตามหาเพื่อชดใช้ให้ในทุกภพ เพราะรักเก่าของเขาถูกทำลายจนดับสิ้น เมื่อคนหนึ่ง 'ไม่เหลือความทรงจำใดๆ ในอดีตแล้ว' และกำลำจะถูก "พ่อปู่นาคา" ตามเฝ้าทุกย่างก้าว ส่วนอีกคนก็ 'รอคอยมานานแสนนาน' ชะตากรรมที่ผูกมัดด้วยรักและแค้นจากชาติภพเก่าจะนำพาให้ 'เจ้าสาว' คนนี้กลับไปอยู่ในการคุ้มครองของนาคาผู้เยือกเย็นได้หรือไม่?
view moreบทที่ 1 ขนมดาราทอง
ณ กลางใจเมืองหลวงของประเทศไทยของยามบ่ายวันศุกร์สุดสัปดาห์ของนักศึกษาแสงอาทิตย์แผดจ้าจนอากาศดูร้อนอบอ้าวแทบจะแผดเผาผิวให้ไหม้เกรียมได้ แต่นักศึกษาคหกรรมศาสตร์กลุ่มนี้กลับกำลังเผชิญกับความร้อนระอุจากกระทะทองเหลือง! ในห้องทำขนมที่เต็มไปด้วยไอน้ำและกลิ่นหอมหวานของน้ำตาลเคี่ยว มะยม กำลังยืนกวาดเมล็ดแตงโมอยู่ในกระทะด้วยท่าทีเร่งร้อน ใบหน้าหวานใสของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าและไรผมสีทองย้อมอย่างไม่ขาดสาย แม้มือจะร้อนผ่าวจนแทบจับไม่ไหว แต่เขาก็ยังคงกวาดเมล็ดฝักทองอย่างมุ่งมั่น กลุ่มเพื่อนสนิทของเขากำลังช่วยกันประกอบร่างขนมไทยโบราณที่ได้รับฉายาว่า ‘ราชินีแห่งขนมไทย’ อย่าง ดาราทอง หรือ ทองเอกกระจัง ขนมนี้มีส่วนประกอบหลักคือทองเอกปั้นเป็นทรงกลมแป้นเล็กน้อย บากเป็นร่องคล้ายผลมะยมหรือฟักทอง จากนั้นนำไปวางบนจานแป้งเล็ก ๆ ที่ประดับขอบด้วยเมล็ดแตงโมกวาดน้ำเชื่อมจนแห้งเกาะเป็นหนามระยิบระยับ พวกเขาตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างเคร่งเครียด เพราะมันคืองานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูงลิ่ว ต่อให้ชำนาญแล้วก็ยังยาก แต่สำหรับมือใหม่อย่างพวกเขา นี่คือการสอบวัดใจ ขนมชิ้นเล็ก ๆ นี้ใช้เวลาในการประกอบร่างรวมกันเป็นหนึ่งชิ้นอย่างยาวนานจนน่าท้อใจ “นี่มะยม! มึงทำดี ๆ สิคะคุณลูกสาวเดี๋ยวไหม้หมดแล้วจะเอาอะไรส่งอาจารย์!” เสียงแหลมสูงของ มินนี่ หรือชื่อเดิมคือ ณัฐพงศ์ ดังขึ้นทันที มินนี่คือเพื่อนสาวประเภทสองที่ทั้งร่างกายเป็นชายแต่หัวใจเป็นหญิงเต็มร้อย ทั้งจริตจะก้านและสำเนียงการใช้คำก็เกินผู้หญิงแท้ไปหลายขุม เธอกำลังบ่นเพื่อนสนิทที่ก้มหน้าก้มตาทำขนมดาราทอง “รู้แล้ว จะบ่นอะไรนักหนา มินนี่ มาทำเองมา!” มะยม หนุ่มน้อยหน้าหวาน รูปหน้าไร้ที่ติ ผมถูกย้อมเป็นสีเหลืองทองจนดูเด่นสะดุดตา ร่างเล็กกะทัดรัด เขากำลังโต้เถียงกับเพื่อนไม่มีลดละ ปีนี้พวกเขาอยู่ปีสามแล้ว ใกล้จะต้องออกฝึกงาน ทำให้ต้องเร่งทำคะแนนวิชาปฏิบัติกันอย่างหนัก “พอ ๆ อย่าเถียงกันสิ! เดี๋ยวอาจารย์ก็เดินมาได้ยินแล้วก็ด่าพวกเรากันพอดี” เสียงของ ลิลลี่ สาวหวานประจำกลุ่ม ดังแทรกขึ้นเพื่อห้ามทัพ ลิลลี่เป็นลูกหลานคนจีน ผิวขาว ออกไปทางหมวย ๆ เธอกำลังใช้สมาธิกับการติดทองคำเปลวที่ยอดขนมอย่างระมัดระวัง “มึงก็ดูณัฐพงศ์สิ มาว่าแต่กูคนเดียว” มะยมว่ากลับอย่างไม่ยอม “หนอย! อีมะยม กูเปลี่ยนชื่อแล้วนะคะ!” มินนี่ตวัดเสียง “มึงว่ากูก่อนทำไมเล่า!” “ก็กูเห็นมึงทำดิ มันจะไหม้ก่อนก็เลยต้องเตือนไหมละ” “กูตั้งใจทำอยู่!” “พอได้แล้วทั้งสองคน! วันนี้เราต้องมีขนมส่งอาจารย์กันนะ ถ้าไม่เสร็จคือตกนะ” ลิลลี่เน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง “รู้แล้ว!” มะยมกับมินนี่หันไปตอบใส่ลิลลี่พร้อมกันเป็นเสียงเดียว จากนั้นทั้งคู่ก็รีบกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จทันเวลาก่อนที่ความร้อนในกระทะ หรือความร้อนจากอารมณ์ของอาจารย์จะแผดเผาทุกอย่างให้พังลง หลังจากใช้เวลาร่วม สองชั่วโมงเต็มที่ต้องต่อสู้กับความร้อนและความประณีต ในที่สุดพวกเขาทั้งสามคนก็สามารถประกอบร่างขนม ดาราทอง จนเสร็จสิ้น แม้รูปลักษณ์จะยังไม่เรียบกริบเท่าฝีมืออาจารย์ผู้ชำนาญ แต่ก็ไม่ถือว่าน่าเกลียดเลยแม้แต่น้อย หากมองในฐานะมือใหม่ที่ต้องลงแข่งกับเวลาและความกดดัน ถือว่านี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของพวกเขา “ป่ะ! เอาไปส่งอาจารย์ศรารัตน์กัน” เสียงของมะยมดังขึ้นอย่างกระตือรือร้น พร้อมทั้งรีบจัดเตรียมภาชนะใส่ขนม “สวยเนอะ...เหมือนออกมาจากในวังเลย” ลิลลี่มองขนมที่ถูกจัดวางอย่างชื่นชมในความงามอันวิจิตรของขนมไทยโบราณ “มันก็แน่อยู่แล้วไหมคะ ระดับ ตัวแม่ตัวมัม เข้าครัวเองทั้งที” มินนี่จีบปากจีบคออย่างภูมิใจ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสุขที่ได้เห็นผลงานที่ร่วมกันสร้างสรรค์ออกมาได้สวยงามสมบูรณ์แบบสำหรับพวกเขา “ค่ะ คุณมินนี่” มะยมว่ากลั้วหัวเราะ “เอ่อ พวกมึง เย็นนี้ไปสยาม กันป่ะ? ไปเดินฉลองปิดคอร์สหน่อย” “ไม่อ่ะ เราเหนื่อยมากเลยว่าจะกลับไปนอน” ลิลลี่ปฏิเสธอย่างอ่อนแรง “กูก็เหมือนกัน วันนี้ใช้พลังงานไปเยอะมาก” มินนี่เสริม “เค งั้นกูก็กลับบ้านไปนอนเอาแรงเหมือนกัน” ระหว่างนั้น ทั้งสามคนก็เดินมุ่งหน้าไปยังโต๊ะของอาจารย์ประจำคณะที่กำลังตรวจดูผลงานของกลุ่มอื่นอยู่ มะยม เดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง เขาค่อย ๆวาง ถ้วยลายครามที่ทำจากกระเบื้องเนื้อดี มีพื้นผิวสีขาวนวลสะอาดตา โดดเด่นด้วยลวดลายสีน้ำเงินครามเข้มที่วาดขึ้นอย่างประณีตลวดลายมงคลแบบจีนผสมผสานกับลายไทยลายดอกไม้ ซึ่งช่วยเสริมให้ขนมที่บรรจุอยู่ภายในดูมีคุณค่าและสง่างามยิ่งขึ้น ความมันวาวของเคลือบถ้วยสะท้อนแสงไฟเบา ๆ ชวนให้นึกถึงภาชนะโบราณที่ใช้ในราชสำนัก ภายในถ้วยลายครามนั้น มี ขนมดาราทอง หรือ ทองเอกกระจัง วางเรียงรายอยู่ราวกับดวงดาวสีทองที่ถูกอัญเชิญมาประดับเรือนแก้ว ขนมมงคลชิ้นนี้เป็นจุดเด่นที่ดึงดูดสายตาอย่างแท้จริง สีเหลืองทองอร่าม ของตัวขนมทองเอก ตัดกับสีขาวและสีน้ำเงินเข้มของถ้วยลายครามอย่างชัดเจน ขนมแต่ละชิ้นถูกจัดวางอย่างประณีต ส่วนบนเป็นทรงกลมคล้ายดอกไม้ที่ถูกบากเป็นกลีบอย่างสวยงาม ฐานรองทำจากแป้งอบกรอบรูปวงกลม ขอบของฐานถูกประดับด้วย เมล็ดแตงโมกวาดน้ำตาลเชื่อม ที่มีลักษณะคล้ายลายกระจัง หรือลายหนามเล็ก ๆ สีขาวนวล ทำให้ขนมมีมิติคล้ายเครื่องราชอิสริยาภรณ์รูปดาว ยอดของขนมถูกประดับด้วยทองคำเปลวบริสุทธิ์เล็ก ๆ ที่วาววับ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคลและลาภยศข อาจารย์ศรารัตน์ก้มลงพิจารณาขนมตรงหน้าอย่างตั้งใจ มุมปากของเธอแย้มยิ้มอย่างชื่นชมความตั้งใจของเด็ก ๆ ที่เธอตั้งใจสั่งสอน ขนมที่ออกมาสวยงามและใส่ใจในรายละเอียดขนาดนี้ ถือว่าเกินความคาดหมายของนักศึกษาสายคหกรรม “สวยมากค่ะ ผ่าน!” “ขอบคุณค่ะ/ครับอาจารย์!” พวกเขาทั้งสามคนพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความตื่นเต้นและดีใจ ขนมที่ตั้งใจทำเสร็จสมบูรณ์และได้รับการยอมรับเป็นสัญญาณว่า พวกเขาปิดเทอมแล้วอย่างเป็นทางการ และพร้อมที่จะเตรียมตัวก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกงานจริงในไม่ช้า . . . หลังจากความเหน็ดเหนื่อยในการทำขนม มะยมก็พาตัวเองกลับมาสู่สถานที่ที่เต็มไปด้วยความสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย หมู่บ้านโครงการบ้านเศรษฐีขนาดเก้าสิบตารางวา ที่โอบล้อมด้วยความเขียวขจี บ้านของเขาตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม บ้านสีครีมอ่อน ยืนหยัดภายใต้รูปทรงคลาสสิกที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน หลังคาสีเขียวหยกตัดกับขอบบัวสีขาวสะอาดตา เสมือนมงกุฎที่ประดับ แต่สิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้มีชีวิตชีวาคือมวลพฤกษาที่โอบล้อม พวงกุหลาบเลื้อยสีชมพูอ่อน ได้โอบกอดซุ้มประตูทางเข้าไว้อย่างเสน่หา กลิ่นหอมหวานรวยรินดุจคำเชื้อเชิญ ส่วนบริเวณรั้วเหล็กเตี้ยนั้น ถูกเติมเต็มด้วยไม้ดอกสีสดใสและไม้พุ่มที่จัดแต่งอย่างประณีต ทำให้ทุกมุมของสวนดูมีชีวิตชีวา สดชื่น และเป็นระเบียบเรียบร้อย มะยมลงจากรถประจำทางที่หน้าปากซอยหมู่บ้าน เดินลัดเลาะตามถนนที่เงียบสงบประมาณเจ็ดร้อยเมตรจนกระทั่งถึงรั้วบ้าน ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ยามเย็นที่ทอดยาวเป็นเงา เขาเปิดประตูเข้าไปในบ้าน เห็น พันเอกวิชัย ผู้เป็นบิดา นั่งดูรายการถ่ายทอดสดฟุตบอลอยู่ที่กลางห้องโถง ส่วน คุณนายทองดี ผู้เป็นมารดา กำลังขะมักเขม้นทำอาหารเย็นอยู่ในครัว “พ่อ...แม่ครับ มะยมกลับมาแล้วครับ” มะยมเอ่ยเรียกเสียงใส “อืม” พ่อพยักหน้ารับสั้น ๆ แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์ มะยมจึงเดินเลี่ยงไปที่ห้องครัว เขาเดินเข้าไปกอดแม่จากด้านหลังขณะที่เธอกำลังหั่นผักอย่างขะมักเขม้นและประณีต ฟอดดด “หอมจังเลยครับ” ริมฝีปากนุ่มกดลงบนแก้มของแม่ด้วยความรัก “ไปอาบน้ำก่อนเลยตัวแสบ” แม่หันมายิ้มอย่างเอ็นดู “โห ขอกอดหน่อยนะครับ วันนี้เหนื่อยมากเลย” มะยมออดอ้อนพลางซบหน้ากับไหล่ของแม่ “เป็นอีหยังละ” น้ำเสียงของแม่เปลี่ยนเป็นภาษาอีสานอันคุ้นเคย “ก็วันนี้ทำขนม ดาราทอง ครับแม่ ดูมือผมสิ แดงหมดเลย ร้อนด้วย กดดันด้วย” มะยมยื่นมือที่ยังคงมีรอยแดงจาง ๆ จากความร้อนให้แม่ดู “แล้วทำได้บ่ละ” “ได้สิครับนี่ใคร! คุณมะยม ลูกชายคุณนายทองดี หลานยายบุญมา เชียวนะ” มะยมยืดอกอย่างภูมิใจ “ฮู้แล้วละบักหล่า (รู้แล้วลูก)” แม่หัวเราะเบา ๆ กับท่าทางของลูกชาย “แม่อ่ะ ชอบพูดอีสานใส่ผม” “ก็แม่เป็นคนอีสาน ต่อให้เราไปอยู่ไกลถึงเมืองนอกเมืองนา ก็บ่มีวันลืมกำพืด หรือ ถิ่นฐานกำเนิดเราได้หรอกนะ” แม่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปนอ่อนโยน เป็นคำสอนที่มะยมได้ยินมาตั้งแต่เด็ก “ผมรู้ครับ” “จำไว้นะลูก ต่อให้เราเปลี่ยนไปเป็นคนใหญ่คนโต สักแค่ไหนก็เปลี่ยนแปลงกำพืดเราไม่ได้ เพราะเรามันคนอีสาน” “ทราบแล้วครับ คุณนายทองดี” มะยมตอบรับอย่างขี้เล่นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเป็นกันเอง แต่ท่ามกลางความหยอกเย้านั้น ดวงตาของเขากลับส่องประกายยิบยับด้วยความมุ่งมั่น ประกายใสนั้นสะท้อนถึงความจริงจังที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูด เขาเคารพในคำสั่งนั้น และจะทำมันให้ดีที่สุด “จ้ะ ไปอาบน้ำอาบท่าไปแม่มีเรื่องสำคัญจะบอก” แม่ทองดีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่เน้นย้ำ เป็นการเร่งเร้าให้มะยมไปทำความสะอาดร่างกาย คำพูดที่หนักแน่นในประโยคหลังบ่งบอกว่าเรื่องที่จะคุยกันนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มะยมรับรู้ได้ถึงความจริงจังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าของผู้เป็นแม่ "ครับ" มะยมตอบกลับอย่างเรียบง่าย แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเรื่องสำคัญที่แม่จะบอกคืออะไร แต่เขาก็ไม่ซักถามต่อ ฟอดด ริมฝีปากนุ่มก้มลงไปหอมแก้มแม่ของเขาอีกครั้งอย่างรักใคร่ เป็นการแสดงความรักที่สม่ำเสมอ แม้จะมีอายุมากขึ้นตามกาลเวลาจนมีริ้วรอยปรากฏ แต่ในสายตาของมะยม แม่ของเขาก็ยังคงดูสวยและสง่างามไม่เปลี่ยนแปลง สง่าราศีนั้นสมกับเป็นคุณนายภรรยา พันเอกวิชัย ผู้เป็นบิดาอยู่ดี ความงามที่มาพร้อมกับบุคลิกที่น่าเคารพนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในใจของลูกชาย มะยมจำได้ว่าตั้งแต่เขาอายุห้าขวบ ชีวิตในวัยเด็กของเขาผูกพันอยู่กับยายที่จังหวัดอุดรธานี ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ เวรุฬวัน ที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิต ก่อนที่โชคชะตาจะพลิกผัน พ่อได้รับบรรจุเป็นผู้กำกับและย้ายครอบครัวจากอีสานเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครอย่างถาวรตั้งแต่นั้นมา การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่นั้นทำให้ชีวิตของเขาแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงบทที่ 25 ความสุขตลอดกาล (จบ)การเดินทางกลับบ้านในวันนี้แตกต่างจากทุกวันที่ผ่านมา มะยมเดินไปที่ป้ายรถเมล์โดยมีร่างสูงของเวไนยเดินขนาบข้าง เขาเลือกที่จะไม่ซ่อนตัว มือใหญ่กอบกุมมือของมะยมไว้แน่นอย่างมั่นคง แสดงออกอย่างเปิดเผยเป็นการยืนยันสถานะความสัมพันธ์ของพวกเขามะยมรับรู้ได้ถึงความปลอดภัยที่กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์“คุณ...” มะยมเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าบรรยากาศสงบลงแล้ว“เจ้ามีสิ่งใด” เวไนยตอบพลางลูบหลังมือมะยมเบา ๆ“ผมว่าถ้าเรียนจบ ผมจะไปอยู่อุดรสักพัก ค่อยกลับมาหางานทำที่กรุงเทพฯ” มะยมเปิดเผยถึงแผนการในอนาคต“เจ้าไม่ต้องทำงานก็ได้นะ พี่เลี้ยงเจ้าได้” เวไนยเสนออย่างไม่ลังเล“มีเงินหรือไงทำมาพูด” มะยมหัวเราะ“เจ้าต้องการเท่าใดเล่า แม่มะยม” เวไนยถามด้วยรอยยิ้ม“เอากองเท่าภูเขาเลย”“พี่จักหามาให้”“เพ้อเจ้อ” มะยมส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ในใจก็เต็มไปด้วยความสุขพวกเขาเดินมาถึงหน้าบ้านของมะยม บรรยากาศเริ่มเงียบลง เวไนยหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามะยมและจับไหล่คนตัวเล็กไว้“ฮ่าฮ่า...” เสียงหัวเราะที่ทำลายความตึงเครียดดังขึ้นอย่างกะทันหัน “ไปถึงบ้านเจ้าแล้ว คืนนี้พี่ไม่ได้นอนกับเจ้า” คำพูดที่คาดไม่ถึงนี้ทำให้
บทที่ 24 ให้มันจบแต่เพียงเท่านี้ท่ามกลางความหวาดกลัวของมะยมและเสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทันใดนั้น... ร่างงูยักษ์สีดำทมึนก็ปรากฏขึ้นเต็มห้อง การมาถึงที่น่าสะพรึงกลัวนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แสงสลัวในคอนโดถูกกลืนกินด้วยความดำมืดของเกล็ดนาคาที่เงาวามวับ อานุภาพที่กดดันทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เสี้ยววินาทีเดียวที่อาจารย์รังสิมันต์ยังไม่ทันได้ประมวลหางงูยักษ์ก็พุ่งเข้าพันรอบร่างของเขาอย่างฉับพลันและรัดแน่นจนกระดูกลั่น ความพยายามที่จะรุกรานมะยมถูกหยุดยั้งด้วยพลังอำนาจที่เหนือกว่า ใบหน้าของอาจารย์เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความเจ็บปวดจากการที่ปอดถูกบดขยี้ เขาทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้เพราะขาดอากาศหายใจ“คุณ! พอแล้ว!” มะยมร้องห้ามด้วยเสียงที่ทรงอำนาจที่สุดที่เขามีเวไนยลดการรัดลงเล็กน้อย ดวงตาสีบุษลคัมฉายแววดุดัน “เหตุใดเจ้าต้องปกป้องมัน! มันสมควรตาย!”“ผมไม่ได้ปกป้อง... ผมไม่อยากให้คุณมีเวรมีกรรมต่อกันอีก” มะยมกล่าวอย่างหนักแน่น“แต่มันจะทำร้ายเจ้า! พี่ยอมไม่ได้!”“ปล่อยให้เขาได้รับกรรมของเขาไปเถอะนะ” มะยมอ้อนวอนพรึ่บ!ร่างงูยักษ์คลายพันธนาการอย่างกะทันหันโ
บทที่ 23 คิดถึงทันทีที่ถึงบ้านและเข้าห้อง มะยมโทรหามินนี่และลิลลี่ทันที เพื่อระบายความอึดอัดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ร่างเล็กทรุดตัวลงนั่งบนเตียง มือสั่นเทาเล็กน้อยขณะรอการตอบรับจากปลายสาย“ฮัลโหลมินนี่! กูมีเรื่องจะปรึกษา!” มะยมพูดเสียงเครียด“ใจเย็นก่อนค่ะลูกสาว! เสียงอย่างกับโดนผีอำ! เกิดอะไรขึ้น!” มินนี่ถามด้วยความเป็นห่วง“ฟังนะ!”“เล่ามาค่ะ”“อาจารย์รังสิมันต์เรียกไปคุยที่คอนโด” มะยมเล่าเรื่องที่อาจารย์ตามมาที่โรงแรม การชักชวนให้พักที่คอนโด และการออกคำสั่งให้นัดไปพบส่วนตัวเพื่อปรึกษาธีสิสและเกรดฝึกงาน“อี๋! อี๋มากค่ะ!” มินนี่โวยวายทันทีที่ฟังจบ“นี่มันไม่ใช่ให้คำปรึกษาแล้วนะ! นี่มันการบีบบังคับชัด ๆ!”“ใช่! เขาใช้เรื่องเกรดกับธีสิสมาบีบกู! กูไม่รู้จะทำยังไงดี” มะยมถามอย่างร้อนใจลิลลี่ที่ฟังอยู่เงียบ ๆ ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด“มะยม... อย่าไป! เธอก็ไม่ควรไปคนเดียวในที่ส่วนตัวแบบนั้น”“แต่เกรดฝึกงานกับธีสิสล่ะ?” มะยมกังวล“เกรดน่ะ... ค่อยว่ากัน! อาจารย์คนอื่นก็รับปรึกษาได้! แต่การที่เขามาทำแบบนี้มันเกินเลยมาก” มินนี่เสริม“ถ้าเธอไม่อยากให้มันยุ่งยากนะ... เธอต้องหา ‘ตัวช่วย’ ไ
บทที่ 22 วอแวมะยมถือโอกาสช่วงเวลาพักเดินออกมาจากห้องครัวเพื่อพักผ่อน แต่เพียงก้าวเดียวที่เขาเดินออกมา เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์รังสิมันต์ที่กำลังเดินเข้ามาอย่างจงใจ การปรากฏตัวที่กะทันหันในสถานที่ทำงานแห่งใหม่นี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความพยายามของอาจารย์ที่จะเข้าใกล้เขา“เป็นไงบ้างมณเฑียร ทำได้ไหม” “เอ่อ.. ได้ครับ อาจารย์มาได้ไงครับ” มะยมถามด้วยความประหลาดใจ“พอดีเชฟกับอาจารย์เป็นเพื่อนกันน่ะ”“อ๋อ... งั้นอาจารย์มาหาเชฟ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” มะยมพยายามเลี่ยง“ไม่ใช่... อาจารย์มาชวนเราไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน”“เอ่อ... ไม่ดีกว่าครับ ผมเกรงใจ”“เกรงใจทำไมคนกันเอง ไปเหอะ อาจารย์เลี้ยงเอง” อาจารย์รังสิมันต์ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ มะยมจึงจำต้องรับคำ“ก็ได้ครับ”มะยมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามอาจารย์รังสิมันต์ไปอย่างจำยอม แต่ในขณะที่พวกเขาเดินจากไปนั่นเอง กลุ่มหญิงสาวที่ทำงานในครัวซึ่งเพิ่งเดินออกมา ก็เริ่มต้นพูดคุยกันอย่างออกรสน้ำเสียงกระซิบกระซาบนั้นทำให้มะยมรับรู้ได้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดูเกินเลยระหว่างเขากับอาจารย์กำลังกลายเป็นเรื่องนินทาในหมู่เพื่อนร่วมงานแล้ว“แหม! น้องมะยม นี่มาวันแรกก็ม











