LOGINภายในรถม้า
ม่านหน้าต่างถูกรูดปิดลงอย่างช้า ๆ ด้วยปลายนิ้วเรียวยาว มือนั้นกลับมาวางบนตักนิ่งดุจหยกสลัก ทว่าดวงตาคู่นั้นยังจับจ้องแนวกำแพงไม้ด้านหลังที่เพิ่งเห็นเงาเคลื่อนไหวเมื่อครู่
เพียงแผ่วเบาของลมหายใจที่จดจ่อบางอย่างในตำแหน่งใกล้ๆ เขา มันเบามากแต่สำหรับเขา...มันชัดเจนพอ
“อี้เซิน”
องครักษ์ชุดดำที่นั่งเฝ้าเงียบอยู่ด้านในเงยหน้าขึ้นทันที
“ตรวจบริเวณโดยรอบ มีคนแอบอยู่แถวนี้หรือไม่”
“ขอรับ”
ชายหนุ่มในชุดดำก้าวลงจากรถม้าไร้เสียง เงาร่างกลืนหายไปในเงาเรือนอย่างแนบเนียน
หยวนเหวินซีไม่พูดอะไรต่อ เพียงลดสายตาลงกลับมาที่กล่องอาหารอีกครั้ง เหลือหมั่นโถคำสุดท้าย เขาหยิบขึ้นมาโดยไม่ลังเล แม้ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งราวกับไม่รู้จักคำว่าอร่อย แต่ความจริงคือมือของเขาไม่อาจหยุดให้หยิบมันขึ้นมากินได้เลยแม้แต่คำเดียว
เมื่อเคี้ยวคำสุดท้ายจนหมด กล่องไม้ก็ว่างเปล่าเรียบร้อย เขาปิดฝากล่องอย่างเงียบงัน แล้วหันไปถามชายที่นั่งหน้ารถม้า
“อาหารแปลกตานี่มาจากที่ใด”
“ภัตตาคารจินฮวาขอรับ อยู่หัวถนนใหญ่ฝั่งตะวันออก เป็นร้านอาหารธรรมดา มิได้มีชื่อในหมู่ขุนนางมากนัก”
“ธรรมดา?” เขาทวนคำเบา ๆ แววตานิ่งไปชั่วขณะ
หยวนเหวินซีอยู่ในตระกูลหยวนซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองเฟิ่งเซียง แม้ไม่ได้อยู่มานานเท่าไหร่แต่ก็เฟ้นหาอาหารมานับพันในเมืองแห่งนี้ ที่จวนไม่เคยขาดของดี พ่อครัวที่เรือนของเขาก็เคยประจำวังหลวง เป็นคนที่พิถีพิถันในรส จนบางคนว่าเขากินยากกว่าผู้สูงศักดิ์ใดในเมืองหลวงเสียอีก
แต่วันนี้อาหารจากภัตตาคารธรรมดา กลับทำให้เขากินจนหมดโดยไม่รู้ตัว...
เขาไม่ได้เอ่ยชม ไม่ได้แสดงสีหน้าใด ๆ แต่ปลายนิ้วที่ลูบขอบฝากล่องช้า ๆ นั้น บอกบางสิ่งที่สายตาไม่เคยยอมเอื้อนเอ่ย
“ออกรถ”
สารถีรับคำสั่งทันที รถม้าทรงสูงขยับล้อจนฝุ่นลอยกระจาย
ผู้ช่วยคนสนิทกลับมานั่งที่หน้ารถม้าเงียบ ๆ ไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงเหลือบตามองเข้าไปในรถม้านิ่ง แล้วหยิบสมุดบันทึกจากอกเสื้อ เขียนบรรทึกสั้น ๆ ลงบนหน้ากระดาษ
...คุณชายหยวน ผู้ที่ไม่เคยชอบอาหารใดนอกจากฝีมือพ่อครัวจากวังหลวง กลับกินอาหารจากร้านธรรมดาได้จนหมด ไม่มีทิ้งแม้แต่น้อย
แสงแดดอ่อนเริ่มทาบพื้นหินในตรอกยาว ลู่ชิงหรูย่ำกลับไปทางร้านภัตตาคารอย่างเงียบงัน ร่างคล่องแคล่วแทรกผ่านผู้คนในตลาดเช้าอย่างไร้เสียง ในหัวกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้
หนึ่งร้อยคะแนนความพอใจ…มาจากอาหารแปลกตาเพียงชิ้นเดียว?
‘ปาฏิหาริย์รึไง หนึ่งร้อยคะแนนในครั้งเดียว...’ เสียงของหยางอิ๋นดังขึ้นในหัว เสียงใสแจ๋วแต่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังยกมือเท้าคางพลางคิด ‘ขนาดตอนเจ้าเสิร์ฟบะหมี่เป็ดย่างให้แม่ทัพประจำค่ายครานู้น ยังได้แค่สิบกว่าเอง’
ชิงหรูนั้นดวงตาจับจ้องทางข้างหน้าแต่คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยตลอดการเดินกลับ
‘กล่องก็ธรรมดา วัตถุดิบก็หาง่าย เทคนิคก็ไม่ได้ซับซ้อน หรือเขากำลังหิวจนกินอะไรก็อร่อยไปหมด ความพอใจจึงมากไปด้วย? เจ้าเป็นถึงระบบทำอาหารไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเลยหรือ?’
‘ข้าก็เป็นระบบทำอาหารนะ ไม่ใช่เทพพยากรณ์! ข้อมูลการตอบสนองขึ้นอยู่กับความพอใจเฉพาะบุคคลทั้งนั้น ข้าแค่เก็บคะแนน ไม่ได้อ่านใจคนได้เสียหน่อย’
‘…’
‘แต่ยังไงเราก็เจอทางแล้วนะ!’ หยางอิ๋นกระตือรือร้นขึ้นเล็กน้อย ‘ร้อยคะแนนนี่ไม่ใช่ได้กันบ่อย ๆ ถ้าเจ้าได้แบบนี้อีกสักเก้าครั้ง คะแนนก็แตะพันแล้ว!’
‘หนึ่งพันกว่า…ก็เปิดห้องครัวยุโรปขั้นต้นได้สินะ’
เครื่องครัวจากชาติที่แล้วถ้านางได้มา นางจะทำขนมอบได้ดีขึ้นมาก สามารถทำเค้กให้อาหรงได้เลย
‘ถูกต้อง! นั่นแหละคือเหตุผลที่ข้าทิ้งระบบสายลับมาเป็นระบบทำอาหาร…อาหารมันให้อะไรมากกว่าชีวิตแบบไล่ฆ่าคนอ่ะนะ’
ลู่ชิงหรูถอนใจแผ่ว ๆ ก่อนจะเงียบไป ดวงตาเหลือบขึ้นมองหลังคาภัตตาคารที่ตนทำงานเริ่มเห็นอยู่ไกล ๆแล้ว บางทีหากไม่รวมการที่เงินนั้นน้อยอาชีพพ่อครัวในตอนนี้ก็มีความสุขมากกว่าตอนนางทำอาชีพสายลับในชาติก่อนยิ่งนัก
อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยหลบซ่อนและใช้ชีวิตธรรมดามีครอบครัวได้...
เงาของลู่ชิงหรูหายเข้าสู่หลังร้านอีกครา...
แสงแดดอ่อนปลายยามบ่ายทอดยาวไปตามคันนาแคบ ๆ ที่คดเคี้ยวหลังหมู่บ้าน เด็กน้อยห้าขวบอย่างเทียนหรงกำลังเดิน เตาะแตะตามอามู่ไปเงียบ ๆ ร่างน้อย ๆ ผ่านแรงลมอ่อนที่พัดกลิ่นดินและต้นข้าวสดใหม่มาแตะจมูก เสื้อผ้าบนตัวเขาเรียบง่าย สีซีดเก่าแต่สะอาด ปลายแขนเสื้อถูกพับขึ้นอย่างเรียบร้อย ฝีเท้าของเด็กน้อยก้าวอย่างระวัง ขณะที่ในหัวคิดวนไม่หยุด
เขาไม่ค่อยไว้ใจอามู่...เด็กชายข้างบ้านที่โตกว่าเขาสี่ปี คนผู้นี้มักเสียงดัง ชอบยักคิ้ว เยาะเย้ย และมักทำให้เด็กในหมู่บ้านร้องไห้เสมอ
แต่ครั้งนี้เขาเดินตามมาเพราะ อามู่มาพร้อมข้อความที่ทำให้เทียนหรงเกิดความลังเล
“พี่สาวเจ้าบอกให้ไปหาที่ป่าไผ่ฝั่งโน้นหน่อย”
เทียนหรงส่ายหน้าน้อย ๆ ทันที เขาจำได้ดีว่าพี่ชิงหรูไม่เคยคิดให้เขาไปไหนไกลคนเดียว
เขาอ้าปากจะบอกออกไปว่า ไม่ แต่ยังไม่ทันได้พูดให้จบ อามู่ก็ยักไหล่แล้วพูดเบา ๆ ทว่าเจ็บแปลบกลางในของเด็กน้อยที่รักพี่สาวยิ่งกว่าอื่นใด
“ไม่ไปก็แล้วกัน ข้าจะบอกพี่เจ้าว่าเจ้ากลัว ไม่กล้าเดินไปเอง”
คำว่า กลัว ทำให้ฝีเท้าเล็กหยุดกึก เทียนหรงเม้มปากแน่นอย่างคิดหนัก ในใจเด็กห้าขวบแม้จะพูดไม่คล่อง แต่ฟังเข้าใจ คำพูดเมื่อครู่ของอามู่มันกัดกินเขาอยู่ข้างใน
เขาไม่ได้อยากกล้าหาญเพื่ออวดใคร...เขาแค่อยากให้พี่สาวภูมิใจก็เท่านั้น
สุดท้าย เทียนหรงก็พยักหน้าช้า ๆ แล้วเดินตามอามู่ไปโดยไม่พูดอะไรอีก
เส้นทางผ่านไร่นาและคันดินทอดยาวไปจนถึงแนวป่าไผ่ที่ทอดตัวอยู่ทางเหนือ ลมในป่าชื้นและเย็นกว่า ภายใต้เงาไผ่ที่ทอดสลับกัน เทียนหรงมองไปรอบตัวที่ต้นป่าไผ่แต่ไม่เห็นพี่สาวอย่างที่อามู่อ้างเลย
แต่มีเด็กชายสองคนยืนรออยู่ใต้ต้นไผ่ ทั้งสองสูงกว่าอาหรง
อย่างเห็นได้ชัด“นี่แหละ เจ้าหนูคนนั้น!” อามู่หัวเราะขณะเดินไปหาเด็กอีกสองคน “ข้าเคยบอกแล้วว่าพี่สาวมันงามที่สุดในหมู่บ้าน จนชอบมาอวดเบ่งผู้อื่น”
เทียนหรงก้าวถอยหนึ่งก้าวอย่างเริ่มรู้สึกถึงภัย แต่ไม่ทันหนี มือของเด็กชายคนหนึ่งก็คว้าแขนเล็กไว้ได้ แล้วผลักเขาลงบนพื้นดินสีดำตรงหน้าทันที
“โอ้ย!”
บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียง
บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตาบ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก
บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง ผู้มีใบหน้าคมสันดวงตาสว่างกระจ่างดังทะเลสาบยามต้องแสง เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในร้าน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็รีบตรงเข้าไปต้อนรับ“คุณชายเซียว เชิญท่านนั่งด้านในขอรับ ห้องชั้นบนยังว่างอยู่”“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากกินมื้อกลางวันธรรมดา”เซียวหลิงชวนยิ้มบางแล้วเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังถนนเบื้องนอก ก่อนเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...วันนี้พ่อครัวหรูอยู่หรือไม่?”เสี่ยวเอ้อชะงักเล็กน้อยอย่างฉงนก่อนจะตอบเสียงสุภาพ“น่าเสียดาย พ่อครัวหรูเพิ่งออกไปได้ครู่เดียวเองขอรับ ไปส่งอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลหยวน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ เถ้าแก่เลยให้ไปดูแลด้วยตนเอง...”เซียวหลิงชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ รอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากจางลง“คลาดกันเสียได้...”เขาพึมพำเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าเป็นกา
บทที่ 15นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองกลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น‘ซูชิ…?’นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่
บทที่ 14คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวนทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ เซียวหลิงชวนก็รีบจัดการติดต่อทางการอย่างรวดเร็ว ขุนนางผู้รับหน้าที่ตรวจตราบริเวณท่าเรือเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้นเขาก็เอ่ยปลอบใจชาวบ้านที่ยังตกใจกับเหตุการณ์บนเรือด้วยสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีไม่ถือดีแม้จะเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองก็ตาม จากนั้นจึงเดินมายังลู่ชิงหรูและลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง“ข้าต้องขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งอีกครั้ง ชาวบ้านบนเรือเมื่อครู่ฝากมาเช่นกัน”เซียวหลิงชวนประสานมือคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงจริงใจทำให้ชิงหรูรู้สึกทำอันใดไม่ถูกโดยพลัน โดยปกติแล้วนางมักทำตามหน้าที่ตามภารกิจที่องค์กรสายลับมอบหมาย พอได้ช่วยคนโดยไม่หวังผลอันใดจึงรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรไปบ้าง หากนางอยู่ตรงนี้คงต้องรับคำขอบคุณอีกหลายรอบแน่ ทางที่ดีควรรีบพาอาหรงที่เกาะขานางอยู่ด้วยใบหน้าง่วงงุนมาสักพักกลับบ้านเสียที“ข้ารับคำขอบคุณไว้ แล้วฝากไปบอกพวกเขาว่าข้าเพียงช่วยตนเองเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจช่วยใครไม่ต้องมาขอบคุณข้าอีก”หลิงชวนยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วสุดท้ายก็มองมาทางนางที่กำลังอุ้มน้องชายที่ห
บทที่ 13เมื่อครู่มันมุกจีบสาวชายหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดออกมาจากอกเสื้อ เงาวับสะท้อนแสงแดดพร้อมกระโดดขึ้นยืนโดดเด่นบนที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนชายอีกสองคนจะชักอาวุธตามออกมา กระตุ้นให้เสียงหวีดร้องดังระงมทันทีหญิงสาวคนหนึ่งกรีดร้องไม่หยุดก็ถูกฟาดด้วยสันมีดที่ไหล่ ล้มลงกุมแขนสะอื้นแทน นางรู้ว่าพวกเขาทำพอเป็นตัวอย่างเซียวหลิงชวนก้าวออกมาขวางไว้อย่างใจกล้า “อย่าทำร้ายใครอีก ข้ามีเงินเยอะ นี่เอาไปเถอะ!”เขาดึงถุงเงินออกมาแล้วโยนลงบนพื้นเรือทันทีชายคนหนึ่งเก็บขึ้นมา พลิกดูภายในสีหน้าฉายความพอใจเล็กน้อย แต่คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลับต่างออกไป“เงินแค่นี้ไม่พอ! ทรัพย์สินทั้งหมด เอาออกมาวางตรงนี้!”สายตามันไล่ไปทั่วเรือก่อนหยุดที่เด็กน้อยลู่เทียนหรง เด็กชายตัวเล็กที่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาว แววตาสว่างวาบอย่างมีความคิดร้ายใหม่ทันใด“เด็กคนนั้นก็ใช้ได้ เอามา!”“อย่าแตะต้องเขา!”ลู่ชิงหรูที่มองนิ่งอยู่นานแทรกตัวขึ้นขวางอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความหวั่นเกรงเหมือนสตรีอื่น นางไม่ได้กลัวเพียงบุรุษร่างโตแต่เหมือนเพียงทรงตัวบนเรือยังทำได้ยากพวกนี้หรอก เพียงแต่นางไม่อยากทำร้







