LOGIN“โอ้ย!”
“เจ้าทำหยิ่งว่ามีพี่สาวดีอยู่ผู้เดียวตลอด คิดว่าเก่งนักหรือ?”
เสียงหัวเราะดังเซ็งแซ่ ดินถูกปาใส่ตัว เสื้อเขาถูกดึงกระชาก ผิวถลอกและเสื้อผ้าเลอะดินไปทั่ว อาหรงดิ้นขลุกขลักพยายามผลักและตีกลับ แต่แรงของเขาเทียบกับเด็กสามคนได้อย่างไร
“อย่า...เจ็บ...” เขาพูดเสียงสั่น คำพูดขาด ๆ หาย ๆ
เทียนหรงจำคำสอนของพี่สาวได้ อย่าปล่อยให้ใครข่ม แต่หากอีกฝ่ายมีพวกมามากก็ต้องหาช่องทางหนี ไม่ต้องสนศักดิ์ศรีทั้งนั้น
เวลาผ่านไปอีกฝ่ายเริ่มเถียงกันเรื่องจะเอาตัวเขาไปไหนต่อ เทียนหรงก็พลิกตัวรวดเร็ว แล้วออกวิ่งเต็มแรง ทิศที่เขาวิ่งไปนั้นแน่นอนว่าพวกเด็กเกเรไม่กล้าตามเข้าไปแน่
เป็นภายในป่าไผ่แสนจะมืดทมึนนั่นเอง !
เทียนหรงไม่รู้ว่าวิ่งห่างมามากแค่ไหน ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แสงแดดรอดผ่านปลายยอดไม้ไผ่สูงชะลูดน้อยอยู่แล้ว พอแสงน้อยลงก็ทำให้ดูสลัวเข้าไปใหญ่
...แม้ลู่เทียนหรงจะเหนื่อยจนแทบหมดแรง มือถลอก เข่าเจ็บ เสื้อเปื้อนโคลน แต่เขายังไม่ร้องไห้สักแอะ
“หรง...จะกลับ...หาพี่”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงไม่มั่นคงนัก แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ เด็กน้อยค่อย ๆ เดินต่ออย่างระวัดระวัง คอยมองต้นไผ่ที่จำได้ ใบไม้ที่ล้มอยู่บนพื้น หรือแม้แต่รอยโคลนบนทางเดิน ทว่าทุกอย่างมันกลับเหมือนกันไปหมดน่ะสิ...
ยามเย็นเข้าแล้วดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ลู่ชิงหรูเดินกลับถึงบ้านของตนพร้อมกล่องไม้ในมือ ข้างในคือหมั่นโถสอดไส้เนื้อที่นางตั้งใจเก็บไว้ให้ทุกคนในบ้านได้ลิ้มลอง
เมื่อตลอดบ่ายนางได้ลองให้เถ้าแก่กินก็ได้แค่สี่คะแนน ส่วนพ่อครัวลองกินก็ได้เจ็ด ไม่มีใครแตะร้อยอีกเลย... แม้นางจะทำไส้เดียวกัน แป้งเดียวกัน น้ำราดก็ไม่ได้ต่างก็ตาม
แสดงว่าคะแนนคงไม่ขึ้นอยู่กับรสชาติอย่างเดียว...แต่อยู่ที่คนกินด้วย แล้วเช่นนั้นคุณชายผู้นั้น คิดอะไรตอนกินกันแน่
แต่ยังไม่ทันเดินเข้าไปข้างในความเงียบผิดปกติรอบบ้านก็ทำให้นางต้องหยุดชะงัก
ปกติอาหรงน้อยจะต้องวิ่งมาต้อนรับนาง รอยยิ้มสดใสของเด็กชายจะปรากฏพร้อมเสียงเรียก ท่านพี่! ทุกครั้งไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว
แต่วันนี้ ทั้งบ้านกลับเงียบราวไร้ผู้คน
คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัวหลังบ้าน กลิ่นยาขมลอยคลุ้งมาตั้งแต่หน้าประตู ป้าเจานั่งคนหม้ออยู่หน้าเตาอย่างใจจดใจจ่อ
“ป้าเจา” ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ “คุณชายน้อยอยู่ที่ไหน?”
ป้าเจาหันมาพลางรีบลุกขึ้น “เอ่อ...เมื่อบ่ายยังนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านอยู่เลยเจ้าค่ะคุณหนู น่าจะยังวิ่งเล่นอยู่แถวข้างบ้าน...”
“ท่านแม่ป่วยหรือ?” นางจำได้ว่าเมื่อเช้ามารดายังดีๆ อยู่เลยนะ
“เจ้าค่ะ ฮูหยินท่านเพิ่งหลับไปเมื่อครู่ ตอนบ่ายเริ่มมีไข้สูง ป้าก็เลยไม่ได้ออกไปไหนเลย เช็ดตัวให้ตลอด…”
ลู่ชิงหรูไม่ได้พูดต่อ เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วรีบหมุนตัวเดินออกจากครัวทันที นางเริ่มจากเข้าไปค้นห้องและออกไปถามบ้านข้างเคียงไปทีละบ้าน ถามทีละคน คำตอบก็ยังคงซ้ำเดิม
“ไม่เห็นเลยแม่นางชิงหรู”
“ไม่รู้เลย ข้าก็เพิ่งกลับมาเมื่อครู่”
ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ ไม่มีแม้แต่เงาของอาหรง
หัวใจของลู่ชิงหรูเริ่มหนักขึ้นทุกที ทว่าท่าทีภายนอกยังสงบ ไม่ร้อนรน แต่มีแววตาเคร่งเครียดฉายอยู่ตลอดเวลา
สุดท้าย นางกลับเข้าไปยังบ้านตนอีกครั้ง
ภายในห้องนอนของมารดา กลิ่นยายังตลบอยู่ในอากาศ ไป๋อี้เหยานอนบนเตียง ผ้าห่มคลุมถึงอก ป้าเจานั่งอยู่ปลายเตียงเช็ดตัวให้ และเสียงฝีเท้าร้อนรนของนางก็ทำให้มารดาลืมตาขึ้นช้า ๆ
“เมื่อบ่ายก็เห็นเล่นอยู่หน้าบ้าน ตกเย็นกลับวิ่งเล่นไปไหนไกลให้เป็นห่วงเสียได้ ช่างไม่รู้ความ” เสียงแหบพร่ากล่าว
“เขาไม่ใช่เด็กแบบนั้น” ชิงหรูเอ่ยตอบทันควัน “อาหรงไม่เคยออกไปไหนไกลโดยไม่บอก และไม่เคยหายตัวไปจนถึงยามนี้”
ไป๋อี้เหยาเม้มริมฝีปากพยายามกลั้นความเวียนหัวในตอนนี้ แต่ยังเอ่ยอย่างพยายามรักษาท่าทีทนงตนไว้
“เด็กย่อมซนได้เดี๋ยวอาหรงก็กลับมา...ไม่ต้องถึงกับกระโตกกระตากหรอก”
“ข้าจะทำอันใดไม่ต้องให้ท่านมาบอก...”
ลู่ชิงหรูตอบเสียงเรียบอย่างลดความไม่พอใจลงให้มากที่สุดก่อนจะหันไปทางป้าเจา “ฝากให้ป้าไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านไว้หน่อย เผื่อให้ท่านหัวหน้าหมู่บ้านช่วยถามว่ามีใครเห็นเทียนหรงหรือไม่”
“เจ้าค่ะ!” ป้าเจารีบคว้าเสื้อคลุมแล้วก้าวออกไปทันใด
ลู่ชิงหรูยืนนิ่งอยู่เพียงครู่ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าที่ยังคงควบคุมอารมณ์อย่างมั่นคง นางไม่มีเวลาสนใจคนไม่ช่วยแต่ยังเร่งให้เกิดเรื่องวุ่นวายหรอก
ชิงหรูออกไปนอกบ้านอีกครั้งคราวนี้นางเริ่มไล่ถามอีกคราจนกระทั่งก้าวมาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้เก่า รั้วผุหลังหนึ่งที่อยู่ริมแนวต้นไม้
...บ้านของนางหู
กลิ่นคาวปลากับกลิ่นเขม่าควันไฟลอยแตะจมูก นางเห็นนางหูกำลังย่อตัวอยู่หน้าเขียงไม้เก่า สับปลาสดใส่ลงในถังไม้ เศษเกล็ดกระจายเกาะเสื้อผ้าเต็มไปหมด
“ป้าหู พอจะเห็นน้องชายข้าบ้างหรือไม่?” นางเอ่ยเสียงราบเรียบ
นางหูชะงักไปนิด ริมฝีปากที่เม้มแน่นคลี่ยิ้มเยาะบาง ๆ ราวกับถือไพ่เหนือกว่าอย่างชอบใจ
“น้อยชายเจ้าหายหรือ? ทั้งบ่ายข้าทำงานตลอดไม่มีเวลาเฝ้าดูลูกหลานใครหรอก” เสียงของนางลากยาวก่อนจะเปรยอย่างไม่ใส่ใจต่อ “ก็สมกับเป็นลูกคนเมืองหลวงน่ะแหละ...ถูกเลี้ยงแบบคุณชายคุณหนูหน่อยเอาแต่ใจหายไปเช่นนี้ลำบากผู้อื่นโดยแท้”
คำพูดที่แฝงด้วยการเยาะเย้านี้ชิงหรูหาสนใจไม่ ตอนนี้นางสนแค่เรื่องตามหาน้องชายของตนเองเท่านั้น นางไม่ตอบโต้อะไร ก่อนจะหันหลังกลับไป
แต่แล้วขณะที่กำลังจะก้าวออกจากเขตรั้วเก่าของบ้านนางหูไป สายตาของลู่ชิงหรูก็สะดุดเข้ากับร่างเล็กที่มุมของรั้วบ้าน
อามู่...เด็กชายเกเรที่ทุกคนในหมู่บ้านรู้ดี กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างกองฟืน มือกำของเล่นไม้ดัดแปลงจากท่อนไม้ซ้อมของทหารขนาดย่อม ใบหน้าที่ปกติเต็มไปด้วยแววกร่าง พอนางหันมามองกลับเปลี่ยนเป็นแข็งค้างทันใด
แวบแรกที่อามู่เห็นนาง ดวงตากลมโตเบิกขึ้นคล้ายตื่นตกใจ มือหยุดขยับทันที
ลู่ชิงหรูเห็นถึงความผิดปกตินั่นนางหยุดเดิน แล้วหันตัวกลับมาช้า ๆ
“อามู่” นางเอ่ยชื่อเรียบ ๆ “วันนี้เจ้าเห็นอาหรงบ้างไหม?”
เด็กชายรีบหลบตาอย่างรวดเร็ว “ไม่...ไม่เห็น ข้าอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลยทั้งวัน!”
คำตอบนั้นออกมารวดเร็วจนน่าสงสัย และที่สำคัญคือขัดกับภาพตรงหน้าที่นางสังเกตเห็นมาก
เศษดินร่วนสีดำชื้นติดอยู่ที่ชายเสื้อของอามู่ เป็นลักษณะของดินที่มีเฉพาะในป่าไผ่ที่อยู่ท้ายหมู่บ้านอันเกิดจากการทับถมกันของใบไผ่ ไม่ใช่ดินแข็งแห้งแบบลานหน้าบ้านทั่วไป...
ไหนจะตามชุดก็มีใบไผ่แห้งติดอยู่ด้วย เส้นผมยุ่งเหยิง เหงื่อซึมที่ขมับ ทั้งหมดกำลังตะโกนความจริงที่ปากเด็กชายไม่อาจปิดบังได้
ดวงตาลู่ชิงหรูหรี่ลงทันที
“แน่ใจหรือว่าเจ้าอยู่แต่ในบ้าน?”
น้ำเสียงของนางยังไม่เปลี่ยน แต่บรรยากาศรอบตัวกลับหนักขึ้นกดดันเด็กตัวน้อยอย่างตั้งใจ อามู่ไม่ตอบ ดวงตาล่อกแล่ก มือขยับกระบองในมือไปมาแบบไร้จุดหมาย สุดท้ายเมื่อไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรก็รีบวิ่งไปหาผู้เป็นมารดาเสียเลย
“ท่านแม่!”
“เจ้านี่มัน! จะกลั่นแกล้งลูกข้าไปถึงไหนกัน!” เสียงนางหูดังขึ้นขณะขยับมาบังลูกชายไว้
ลู่ชิงหรูเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่สะท้านและไม่คิดว่าสิ่งที่ตนทำผิดแต่อย่างใด
“ข้าไม่ได้กลั่นแกล้ง เพียงแค่ถามเท่านั้น” นางว่าชัดถ้อยคำดวงตาคู่นั้นน่ากลัวอย่างกับนักล่า “หึ...หากอาหรงเป็นอะไรไป ใครก็ตามที่มีส่วนทำให้เกิด ข้าจะไม่ละเว้นแน่นอน”
อามู่กลืนน้ำลายลงคอ หน้าเริ่มซีดเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สารภาพอะไรได้แต่มองชิงหรูเดินจากไปด้วยจิตใจหวั่นเกรงเพียงเท่านั้น...
หัวใจในอกของชิงหรูนั้นเริ่มเต้นแรงอย่างหวาดหวั่น แม้ยังคงใบหน้ายังเรียบนิ่ง นางไม่อาจเสียเวลาอีกแม้แต่น้อย ตอนนี้...น้องชายของนางอาจหลงอยู่ที่ป่าไผ่ หลงทาง หรือแย่กว่านั้น...
นางเร่งฝีเท้ากลายเป็นวิ่งออกไปในที่สุด หัวใจบีบรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ทุกก้าวที่มุ่งไปยังแนวป่าไผ่คือความหวังสุดท้าย
‘อาหรง...อย่าเป็นอะไรไปเลย’
บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียง
บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตาบ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก
บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง ผู้มีใบหน้าคมสันดวงตาสว่างกระจ่างดังทะเลสาบยามต้องแสง เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในร้าน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็รีบตรงเข้าไปต้อนรับ“คุณชายเซียว เชิญท่านนั่งด้านในขอรับ ห้องชั้นบนยังว่างอยู่”“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากกินมื้อกลางวันธรรมดา”เซียวหลิงชวนยิ้มบางแล้วเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังถนนเบื้องนอก ก่อนเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...วันนี้พ่อครัวหรูอยู่หรือไม่?”เสี่ยวเอ้อชะงักเล็กน้อยอย่างฉงนก่อนจะตอบเสียงสุภาพ“น่าเสียดาย พ่อครัวหรูเพิ่งออกไปได้ครู่เดียวเองขอรับ ไปส่งอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลหยวน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ เถ้าแก่เลยให้ไปดูแลด้วยตนเอง...”เซียวหลิงชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ รอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากจางลง“คลาดกันเสียได้...”เขาพึมพำเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าเป็นกา
บทที่ 15นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองกลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น‘ซูชิ…?’นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่
บทที่ 14คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวนทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ เซียวหลิงชวนก็รีบจัดการติดต่อทางการอย่างรวดเร็ว ขุนนางผู้รับหน้าที่ตรวจตราบริเวณท่าเรือเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้นเขาก็เอ่ยปลอบใจชาวบ้านที่ยังตกใจกับเหตุการณ์บนเรือด้วยสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีไม่ถือดีแม้จะเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองก็ตาม จากนั้นจึงเดินมายังลู่ชิงหรูและลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง“ข้าต้องขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งอีกครั้ง ชาวบ้านบนเรือเมื่อครู่ฝากมาเช่นกัน”เซียวหลิงชวนประสานมือคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงจริงใจทำให้ชิงหรูรู้สึกทำอันใดไม่ถูกโดยพลัน โดยปกติแล้วนางมักทำตามหน้าที่ตามภารกิจที่องค์กรสายลับมอบหมาย พอได้ช่วยคนโดยไม่หวังผลอันใดจึงรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรไปบ้าง หากนางอยู่ตรงนี้คงต้องรับคำขอบคุณอีกหลายรอบแน่ ทางที่ดีควรรีบพาอาหรงที่เกาะขานางอยู่ด้วยใบหน้าง่วงงุนมาสักพักกลับบ้านเสียที“ข้ารับคำขอบคุณไว้ แล้วฝากไปบอกพวกเขาว่าข้าเพียงช่วยตนเองเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจช่วยใครไม่ต้องมาขอบคุณข้าอีก”หลิงชวนยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วสุดท้ายก็มองมาทางนางที่กำลังอุ้มน้องชายที่ห
บทที่ 13เมื่อครู่มันมุกจีบสาวชายหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดออกมาจากอกเสื้อ เงาวับสะท้อนแสงแดดพร้อมกระโดดขึ้นยืนโดดเด่นบนที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนชายอีกสองคนจะชักอาวุธตามออกมา กระตุ้นให้เสียงหวีดร้องดังระงมทันทีหญิงสาวคนหนึ่งกรีดร้องไม่หยุดก็ถูกฟาดด้วยสันมีดที่ไหล่ ล้มลงกุมแขนสะอื้นแทน นางรู้ว่าพวกเขาทำพอเป็นตัวอย่างเซียวหลิงชวนก้าวออกมาขวางไว้อย่างใจกล้า “อย่าทำร้ายใครอีก ข้ามีเงินเยอะ นี่เอาไปเถอะ!”เขาดึงถุงเงินออกมาแล้วโยนลงบนพื้นเรือทันทีชายคนหนึ่งเก็บขึ้นมา พลิกดูภายในสีหน้าฉายความพอใจเล็กน้อย แต่คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลับต่างออกไป“เงินแค่นี้ไม่พอ! ทรัพย์สินทั้งหมด เอาออกมาวางตรงนี้!”สายตามันไล่ไปทั่วเรือก่อนหยุดที่เด็กน้อยลู่เทียนหรง เด็กชายตัวเล็กที่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาว แววตาสว่างวาบอย่างมีความคิดร้ายใหม่ทันใด“เด็กคนนั้นก็ใช้ได้ เอามา!”“อย่าแตะต้องเขา!”ลู่ชิงหรูที่มองนิ่งอยู่นานแทรกตัวขึ้นขวางอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความหวั่นเกรงเหมือนสตรีอื่น นางไม่ได้กลัวเพียงบุรุษร่างโตแต่เหมือนเพียงทรงตัวบนเรือยังทำได้ยากพวกนี้หรอก เพียงแต่นางไม่อยากทำร้







