ANMELDEN“โอ้ย!”
“เจ้าทำหยิ่งว่ามีพี่สาวดีอยู่ผู้เดียวตลอด คิดว่าเก่งนักหรือ?”
เสียงหัวเราะดังเซ็งแซ่ ดินถูกปาใส่ตัว เสื้อเขาถูกดึงกระชาก ผิวถลอกและเสื้อผ้าเลอะดินไปทั่ว อาหรงดิ้นขลุกขลักพยายามผลักและตีกลับ แต่แรงของเขาเทียบกับเด็กสามคนได้อย่างไร
“อย่า...เจ็บ...” เขาพูดเสียงสั่น คำพูดขาด ๆ หาย ๆ
เทียนหรงจำคำสอนของพี่สาวได้ อย่าปล่อยให้ใครข่ม แต่หากอีกฝ่ายมีพวกมามากก็ต้องหาช่องทางหนี ไม่ต้องสนศักดิ์ศรีทั้งนั้น
เวลาผ่านไปอีกฝ่ายเริ่มเถียงกันเรื่องจะเอาตัวเขาไปไหนต่อ เทียนหรงก็พลิกตัวรวดเร็ว แล้วออกวิ่งเต็มแรง ทิศที่เขาวิ่งไปนั้นแน่นอนว่าพวกเด็กเกเรไม่กล้าตามเข้าไปแน่
เป็นภายในป่าไผ่แสนจะมืดทมึนนั่นเอง !
เทียนหรงไม่รู้ว่าวิ่งห่างมามากแค่ไหน ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แสงแดดรอดผ่านปลายยอดไม้ไผ่สูงชะลูดน้อยอยู่แล้ว พอแสงน้อยลงก็ทำให้ดูสลัวเข้าไปใหญ่
...แม้ลู่เทียนหรงจะเหนื่อยจนแทบหมดแรง มือถลอก เข่าเจ็บ เสื้อเปื้อนโคลน แต่เขายังไม่ร้องไห้สักแอะ
“หรง...จะกลับ...หาพี่”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงไม่มั่นคงนัก แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ เด็กน้อยค่อย ๆ เดินต่ออย่างระวัดระวัง คอยมองต้นไผ่ที่จำได้ ใบไม้ที่ล้มอยู่บนพื้น หรือแม้แต่รอยโคลนบนทางเดิน ทว่าทุกอย่างมันกลับเหมือนกันไปหมดน่ะสิ...
ยามเย็นเข้าแล้วดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ลู่ชิงหรูเดินกลับถึงบ้านของตนพร้อมกล่องไม้ในมือ ข้างในคือหมั่นโถสอดไส้เนื้อที่นางตั้งใจเก็บไว้ให้ทุกคนในบ้านได้ลิ้มลอง
เมื่อตลอดบ่ายนางได้ลองให้เถ้าแก่กินก็ได้แค่สี่คะแนน ส่วนพ่อครัวลองกินก็ได้เจ็ด ไม่มีใครแตะร้อยอีกเลย... แม้นางจะทำไส้เดียวกัน แป้งเดียวกัน น้ำราดก็ไม่ได้ต่างก็ตาม
แสดงว่าคะแนนคงไม่ขึ้นอยู่กับรสชาติอย่างเดียว...แต่อยู่ที่คนกินด้วย แล้วเช่นนั้นคุณชายผู้นั้น คิดอะไรตอนกินกันแน่
แต่ยังไม่ทันเดินเข้าไปข้างในความเงียบผิดปกติรอบบ้านก็ทำให้นางต้องหยุดชะงัก
ปกติอาหรงน้อยจะต้องวิ่งมาต้อนรับนาง รอยยิ้มสดใสของเด็กชายจะปรากฏพร้อมเสียงเรียก ท่านพี่! ทุกครั้งไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว
แต่วันนี้ ทั้งบ้านกลับเงียบราวไร้ผู้คน
คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัวหลังบ้าน กลิ่นยาขมลอยคลุ้งมาตั้งแต่หน้าประตู ป้าเจานั่งคนหม้ออยู่หน้าเตาอย่างใจจดใจจ่อ
“ป้าเจา” ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ “คุณชายน้อยอยู่ที่ไหน?”
ป้าเจาหันมาพลางรีบลุกขึ้น “เอ่อ...เมื่อบ่ายยังนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านอยู่เลยเจ้าค่ะคุณหนู น่าจะยังวิ่งเล่นอยู่แถวข้างบ้าน...”
“ท่านแม่ป่วยหรือ?” นางจำได้ว่าเมื่อเช้ามารดายังดีๆ อยู่เลยนะ
“เจ้าค่ะ ฮูหยินท่านเพิ่งหลับไปเมื่อครู่ ตอนบ่ายเริ่มมีไข้สูง ป้าก็เลยไม่ได้ออกไปไหนเลย เช็ดตัวให้ตลอด…”
ลู่ชิงหรูไม่ได้พูดต่อ เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วรีบหมุนตัวเดินออกจากครัวทันที นางเริ่มจากเข้าไปค้นห้องและออกไปถามบ้านข้างเคียงไปทีละบ้าน ถามทีละคน คำตอบก็ยังคงซ้ำเดิม
“ไม่เห็นเลยแม่นางชิงหรู”
“ไม่รู้เลย ข้าก็เพิ่งกลับมาเมื่อครู่”
ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ ไม่มีแม้แต่เงาของอาหรง
หัวใจของลู่ชิงหรูเริ่มหนักขึ้นทุกที ทว่าท่าทีภายนอกยังสงบ ไม่ร้อนรน แต่มีแววตาเคร่งเครียดฉายอยู่ตลอดเวลา
สุดท้าย นางกลับเข้าไปยังบ้านตนอีกครั้ง
ภายในห้องนอนของมารดา กลิ่นยายังตลบอยู่ในอากาศ ไป๋อี้เหยานอนบนเตียง ผ้าห่มคลุมถึงอก ป้าเจานั่งอยู่ปลายเตียงเช็ดตัวให้ และเสียงฝีเท้าร้อนรนของนางก็ทำให้มารดาลืมตาขึ้นช้า ๆ
“เมื่อบ่ายก็เห็นเล่นอยู่หน้าบ้าน ตกเย็นกลับวิ่งเล่นไปไหนไกลให้เป็นห่วงเสียได้ ช่างไม่รู้ความ” เสียงแหบพร่ากล่าว
“เขาไม่ใช่เด็กแบบนั้น” ชิงหรูเอ่ยตอบทันควัน “อาหรงไม่เคยออกไปไหนไกลโดยไม่บอก และไม่เคยหายตัวไปจนถึงยามนี้”
ไป๋อี้เหยาเม้มริมฝีปากพยายามกลั้นความเวียนหัวในตอนนี้ แต่ยังเอ่ยอย่างพยายามรักษาท่าทีทนงตนไว้
“เด็กย่อมซนได้เดี๋ยวอาหรงก็กลับมา...ไม่ต้องถึงกับกระโตกกระตากหรอก”
“ข้าจะทำอันใดไม่ต้องให้ท่านมาบอก...”
ลู่ชิงหรูตอบเสียงเรียบอย่างลดความไม่พอใจลงให้มากที่สุดก่อนจะหันไปทางป้าเจา “ฝากให้ป้าไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านไว้หน่อย เผื่อให้ท่านหัวหน้าหมู่บ้านช่วยถามว่ามีใครเห็นเทียนหรงหรือไม่”
“เจ้าค่ะ!” ป้าเจารีบคว้าเสื้อคลุมแล้วก้าวออกไปทันใด
ลู่ชิงหรูยืนนิ่งอยู่เพียงครู่ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าที่ยังคงควบคุมอารมณ์อย่างมั่นคง นางไม่มีเวลาสนใจคนไม่ช่วยแต่ยังเร่งให้เกิดเรื่องวุ่นวายหรอก
ชิงหรูออกไปนอกบ้านอีกครั้งคราวนี้นางเริ่มไล่ถามอีกคราจนกระทั่งก้าวมาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้เก่า รั้วผุหลังหนึ่งที่อยู่ริมแนวต้นไม้
...บ้านของนางหู
กลิ่นคาวปลากับกลิ่นเขม่าควันไฟลอยแตะจมูก นางเห็นนางหูกำลังย่อตัวอยู่หน้าเขียงไม้เก่า สับปลาสดใส่ลงในถังไม้ เศษเกล็ดกระจายเกาะเสื้อผ้าเต็มไปหมด
“ป้าหู พอจะเห็นน้องชายข้าบ้างหรือไม่?” นางเอ่ยเสียงราบเรียบ
นางหูชะงักไปนิด ริมฝีปากที่เม้มแน่นคลี่ยิ้มเยาะบาง ๆ ราวกับถือไพ่เหนือกว่าอย่างชอบใจ
“น้อยชายเจ้าหายหรือ? ทั้งบ่ายข้าทำงานตลอดไม่มีเวลาเฝ้าดูลูกหลานใครหรอก” เสียงของนางลากยาวก่อนจะเปรยอย่างไม่ใส่ใจต่อ “ก็สมกับเป็นลูกคนเมืองหลวงน่ะแหละ...ถูกเลี้ยงแบบคุณชายคุณหนูหน่อยเอาแต่ใจหายไปเช่นนี้ลำบากผู้อื่นโดยแท้”
คำพูดที่แฝงด้วยการเยาะเย้านี้ชิงหรูหาสนใจไม่ ตอนนี้นางสนแค่เรื่องตามหาน้องชายของตนเองเท่านั้น นางไม่ตอบโต้อะไร ก่อนจะหันหลังกลับไป
แต่แล้วขณะที่กำลังจะก้าวออกจากเขตรั้วเก่าของบ้านนางหูไป สายตาของลู่ชิงหรูก็สะดุดเข้ากับร่างเล็กที่มุมของรั้วบ้าน
อามู่...เด็กชายเกเรที่ทุกคนในหมู่บ้านรู้ดี กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างกองฟืน มือกำของเล่นไม้ดัดแปลงจากท่อนไม้ซ้อมของทหารขนาดย่อม ใบหน้าที่ปกติเต็มไปด้วยแววกร่าง พอนางหันมามองกลับเปลี่ยนเป็นแข็งค้างทันใด
แวบแรกที่อามู่เห็นนาง ดวงตากลมโตเบิกขึ้นคล้ายตื่นตกใจ มือหยุดขยับทันที
ลู่ชิงหรูเห็นถึงความผิดปกตินั่นนางหยุดเดิน แล้วหันตัวกลับมาช้า ๆ
“อามู่” นางเอ่ยชื่อเรียบ ๆ “วันนี้เจ้าเห็นอาหรงบ้างไหม?”
เด็กชายรีบหลบตาอย่างรวดเร็ว “ไม่...ไม่เห็น ข้าอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลยทั้งวัน!”
คำตอบนั้นออกมารวดเร็วจนน่าสงสัย และที่สำคัญคือขัดกับภาพตรงหน้าที่นางสังเกตเห็นมาก
เศษดินร่วนสีดำชื้นติดอยู่ที่ชายเสื้อของอามู่ เป็นลักษณะของดินที่มีเฉพาะในป่าไผ่ที่อยู่ท้ายหมู่บ้านอันเกิดจากการทับถมกันของใบไผ่ ไม่ใช่ดินแข็งแห้งแบบลานหน้าบ้านทั่วไป...
ไหนจะตามชุดก็มีใบไผ่แห้งติดอยู่ด้วย เส้นผมยุ่งเหยิง เหงื่อซึมที่ขมับ ทั้งหมดกำลังตะโกนความจริงที่ปากเด็กชายไม่อาจปิดบังได้
ดวงตาลู่ชิงหรูหรี่ลงทันที
“แน่ใจหรือว่าเจ้าอยู่แต่ในบ้าน?”
น้ำเสียงของนางยังไม่เปลี่ยน แต่บรรยากาศรอบตัวกลับหนักขึ้นกดดันเด็กตัวน้อยอย่างตั้งใจ อามู่ไม่ตอบ ดวงตาล่อกแล่ก มือขยับกระบองในมือไปมาแบบไร้จุดหมาย สุดท้ายเมื่อไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรก็รีบวิ่งไปหาผู้เป็นมารดาเสียเลย
“ท่านแม่!”
“เจ้านี่มัน! จะกลั่นแกล้งลูกข้าไปถึงไหนกัน!” เสียงนางหูดังขึ้นขณะขยับมาบังลูกชายไว้
ลู่ชิงหรูเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่สะท้านและไม่คิดว่าสิ่งที่ตนทำผิดแต่อย่างใด
“ข้าไม่ได้กลั่นแกล้ง เพียงแค่ถามเท่านั้น” นางว่าชัดถ้อยคำดวงตาคู่นั้นน่ากลัวอย่างกับนักล่า “หึ...หากอาหรงเป็นอะไรไป ใครก็ตามที่มีส่วนทำให้เกิด ข้าจะไม่ละเว้นแน่นอน”
อามู่กลืนน้ำลายลงคอ หน้าเริ่มซีดเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สารภาพอะไรได้แต่มองชิงหรูเดินจากไปด้วยจิตใจหวั่นเกรงเพียงเท่านั้น...
หัวใจในอกของชิงหรูนั้นเริ่มเต้นแรงอย่างหวาดหวั่น แม้ยังคงใบหน้ายังเรียบนิ่ง นางไม่อาจเสียเวลาอีกแม้แต่น้อย ตอนนี้...น้องชายของนางอาจหลงอยู่ที่ป่าไผ่ หลงทาง หรือแย่กว่านั้น...
นางเร่งฝีเท้ากลายเป็นวิ่งออกไปในที่สุด หัวใจบีบรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ทุกก้าวที่มุ่งไปยังแนวป่าไผ่คือความหวังสุดท้าย
‘อาหรง...อย่าเป็นอะไรไปเลย’
บทที่ 64ขนมเป็นเหตุตำหนักชิงหลงเงียบงันเช่นทุกคราแต่ที่ต่างออกไปคงกลิ่นหอมของผลไม้จาง ๆ ที่ลอยโชยเข้ามาพร้อมเสียงฝีเท้าขันทีที่ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวังกล่องไม้เนื้อดีผูกเชือกอย่างดีถูกวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์ เฉินกงกงขยับเข้าใกล้ เอ่ยรายงานเสียงเบา“เป็นขนมมาจากตำหนักเฉินหลงพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรองทรงรับสั่งให้ส่งมาถวายพระองค์… พร้อมอีกส่วนหนึ่งส่งไปตำหนักของฮองเฮา”ฉู่เหวินซีไม่เอ่ยถามใด ดวงตาสีนิลจับอยู่ที่กล่องนั้นนิ่ง ๆ ไม่ใช่เพราะสนใจขนมที่ใครส่งมาแต่เป็นเพราะกลิ่นที่ลอยโชยออกมามันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดต่างหาก เขายื่นมือไปคลายเชือกไหมช้า ๆ ฝาเปิดออก กลิ่นหอมละมุนของผลไม้สุกก็ลอยแตะปลายจมูกทันทีปลายนิ้วของเขาชะงักทันใด ขนมหน้าตาเช่นนี้ ประหลาดแต่เขาเคยเห็นมาก่อน เพียงแต่ต่างออกไปแค่น้ำราดข้างบนเท่านั้น แต่แก่นแท้ดูแล้วไม่ต่างออกไปจากสิ่งที่เขาคิดแน่นอนว่าขนมตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหนจะทำได้!“เตรียมเสื้อคลุม”เฉินกงกงสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายทันใด “พระองค์จะเสด็จออกไปยามนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”คำถามไม่ได้รับคำตอบ ฉู่เหวินซีเพียงก้าวออกจากตำหนักชิงหลงด้วยจังหวะการเดินไม่ช้าแต่ก็ไม่เร็วให้ใค
บทที่ 63ให้ส่งไปของตำหนักของพี่ใหญ่ด้วยลู่ชิงหรูก้าวเข้าสู่ครัวของตำหนักองค์ชายรอง สถานที่ซึ่งแม้เรียกว่าครัว แต่กลับกว้างขวางสะอาดสะอ้านจนนึกว่าเป็นห้องรับรองชั้นดีอีกห้องหนึ่ง เครื่องครัวเรียงรายครบถ้วนจนน่าอิจฉา กระเบื้องเคลือบพื้นหินเย็นจับฝ่าเท้าอาฮวาเดินตามหลังมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อครู่ก็เพียงช่วยจัดเตรียมผ้ากันเปื้อนให้นางพ่อครัวหลวงสามคนที่ประจำครัวต่างจ้องนางด้วยสีหน้าสงบแต่มีคำถามในแววตา พวกเขาอาจไม่กล้าแสดงออกชัดเจน แต่ดูจากกิริยาก็รู้ว่ารู้สึกเหมือนโดนล้ำเขตอาชีพชิงหรูมองไปรอบห้อง ก่อนจะแสร้งยิ้มอย่างครุ่นคิด“ข้าจะทำขนมโดยใช้ลูกพลับสุกที่ต้องคัดเฉพาะจากต้นลูกโตเปลือกบาง สีแดงเข้ม มีไหมเจ้าคะ? และสาลี่น้ำผึ้งรสหวาน แต่ขอที่ผิวนุ่มเล็กน้อยนะเจ้าคะ...อ้อ ถ้ามีผลไม้เปรี้ยวหวานอย่างอื่นด้วยก็จะดีมาก”พ่อครัวใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ของพวกนี้มิได้เตรียมไว้ครบขอรับ ต้องไปเลือกที่คลัง”“เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านช่วยดูให้หน่อยเถิดเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหรูกล่าวพร้อมรอยยิ้มจริงใจและท่าทีนอบน้อมพ่อครัวหลวงทั้งสามสบตากันก่อนจะพยักหน้าอย่างมิอาจปฏิเสธ แล้วรีบออกไปทันทีเมื่อประตูครัวปิดลง ควา
บทที่ 62สะพานเชื่อมไปยังอำนาจหลายวันก่อน มีนางกำนัลของตำหนักเฉินหลงมามอบจดหมายถึงมือของบ่าวชิงหรู บอกว่าองค์ชายรองมีความประสงค์ให้นางไปพบที่พระตำหนัก มิได้ระบุเหตุผลชัดเจนอาฮวาเองก็อดถามขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ…วันนี้ท่านจะไปวังจริงหรือเจ้าคะ? หากฮูหยินรองไม่ยินดี…”“ฮวา” ลู่ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ ดวงตาฉายแววเยียบเย็น “ข้าก็ไม่อาจขัดพระประสงค์ขององค์ชายรองได้เช่นกัน เจ้าคิดว่าระหว่างคำสั่งเวินซื่อกับองค์ชายในวัง…ข้าควรเลือกฟังผู้ใด?”อาฮวาก้มหน้า “บ่าวไม่กล้าคิดเพคะ”“เพียงแต่…” ลู่ชิงหรูวางเสียงราบเรียบ “ข้าคิดว่าวันนี้นางคงไม่ปล่อยให้ข้าไปเพียงลำพัง เสวี่ยเอ๋อร์…คงจะตามไปด้วยแน่นอน”คำคาดการณ์นั้นแม่นยิ่งกว่าคำทำนายใดเมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว ชิงหรูออกมายืนรอหน้าจวนเพียงครู่ รถม้าประดับตราเฉินหลงขององค์ชายรองก็มาหยุดอยู่หน้าประตูอย่างเด่นตระหง่าน บ่าวข้างจวนและชาวบ้านละแวกนั้นต่างแอบมามุงดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลนัก บ้างก็ซุบซิบ บ้างก็แย้มยิ้มแต่เงี่ยหูรอคอยและไม่นานนัก เวินซื่อก็ค่อย ๆ พยุงเสวี่ยเอ๋อร์ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายกวางชมดอกเหมย ออกมาหน้าจวนอย่างถนุถนอม ราวกับกลัวบุตรสาว
บทที่ 61นางมีนัดกับองค์ชายรองยามค่ำคืนในตำหนักชิงหลงสงบเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงสายลมพัดกิ่งไผ่กระทบกันเบา ๆ เงาไฟจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนเคลื่อนไหวอยู่บนผนังหินสีดำ พระพักตร์ขององค์ชายใหญ่แลดูไร้อารมณ์ ขณะถอดเสื้อนอกออกอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีนิลของเขากลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคุณหนูจากสกุลลู่…หญิงสาวที่ปรากฏตัวแทนยังสถานที่นัดในวันนี้...ไม่ใช่นางคนนั้นภาพของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายที่เคยก้มหน้าก้มตารอเขากินอาหารตอนเขาพักอยู่ที่เมืองเฟิ่งเซียนยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ สีหน้าระรื่นหยาดเยิ้มของคุณหนูจากสกุลลู่ในวันนี้ขัดแย้งกับความสุขุมลึกของแววตาของนางยังแจ่มชัดในสายตาเขาเขาเอื้อมมือหยิบกล่องขนมที่ถูกส่งมาจากจวนลู่ซึ่งยังวางอยู่บนโต๊ะ เปิดฝาแล้วจ้องมองขนมถั่วสลักรูปเหยี่ยวบน รูปร่างและลายเส้น...เหมือนป้ายหยกของเขาไม่มีผิดเพี้ยน“แล้วนางรู้ได้อย่างไร...” เสียงต่ำของเขาดังขึ้นแผ่วเบาในห้องเงียบงันไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะรู้ตราประจำตัวของเขาในฐานะผู้นำองค์กรเงาในเมืองเฟิ่งเซียน นอกจากผู้เคยอยู่ใกล้ชิดเขาตอนอยู่เมืองเฟิ่งเซียนแล้วจะมีใครไหนรู้อีกเล่าเขาหรี่ตา แววตาเย็นเยียบ“เฉินอัน” เขาเอ่ยเร
บทที่ 60เจ้าติดหนี้ข้าหนึ่งครั้งเมื่อบทสนทนาในห้องทำงานจบลง ลู่ชิงหรูก็ค้อมกายขอตัวออกมาอย่างนอบน้อม นางเดินออกจากห้องไปโดยมีอาฮวาเดินตามเงียบ ๆฝีเท้าของนางช้ากว่าปกติเพราะรออะไรบางอย่างอยู่‘เจ้าวางเหยื่อล่อ กระตุกความรู้สึกคนได้ชำนาญนัก’ดวงตานิ่งราบของลู่ชิงหรูกะพริบช้ายิ้มรับคำชมของหยางอิ๋นแล้วแล้วในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยงออกจากเขตของเรือนหลักแล้วนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลัง“คุณหนูลู่”ลู่ชิงหรูหยุดฝีเท้าก่อนหันกลับมาอย่างเชื่องช้าฉู่เหวินซานยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสงบ สายตาทอดมองมาอย่างเรียบเรื่อย แต่ในแววตากลับเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่“องค์ชายรองมีเรื่องอันใดให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะ?”“ข้ามาเยี่ยมจวนคราวนี้ยังไม่ได้ชมเหล่าดอกท้อที่กำลังบานเลย พาข้าเดินชมสวนหน่อยสิ”เขาเอ่ยเหมือนพูดเรื่องธรรมดาทั้งที่ในยุคนี้พบปะของบุรุษสตรีพบไม่บ่อยนักลู่ชิงหรูยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะย่อคำนับ “หม่อมฉันยินดีเพคะ”เมื่อหันไปส่งสัญญาณให้อาฮวา อาฮวาก็เข้าใจถอยห่างไปพร้อมบ่าวคนอื่น ทิ้งให้ทั้งสองเดินเคียงกันในสวนที่ยังไม่เห็นดอกไม้บานสะพรั่งอย่างที่อีกคนเอ่ยอ้างก่อนหน้าสักนิดเดินเงียบมาพ
บทที่ 59คะแนนความพอใจหลักร้อยมาอีกแล้วสายตาของฉู่เหวินซานจับจ้องอยู่ที่ชิงหรูอย่างไม่ปิดบัง...ไม่ใช่เพราะเครื่องแต่งกาย ไม่ใช่เพราะความงามเหนือกว่าสตรีใดที่เขาเคยเจอ แต่เพราะบางอย่างในดวงตานิ่งลึกคู่นั้นที่ดูคล้าย...ไม่ยินดียินร้ายต่อการมีอยู่ของเขาเท่าที่ควรต่างหากใต้เท้าลู่กระแอมเบา ๆ ขัดบุตรสาวที่เขาเองก็เพิ่งใกล้ชิดคราแรกอย่างพยายามแสดงออกว่าไม่ได้ห่างเหินกันต่อหน้าคนนอก แม้จะประหลาดใจว่าเหตุใดบุตรสาวคนโตถึงมาหาเขาในวันที่มีแขกพอดีแต่ก็ต้องรับสถานการณ์ตรงหน้าก่อนจึงปัดความสงสัยทิ้งไปชั่วคราวก่อน“ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว นั่งลงก่อน เจ้านำขนมอะไรมาด้วยหรือ?”ลู่ชิงหรูยิ้มรับอย่างยินดีก่อนพยักหน้าเบา ๆ ให้ฮวาวางขนมในถาดลงบนโต๊ะที่คั่นระหว่างบุรุษในห้องทั้งสองก่อนสีไข่น่าจะนุ่มส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอทันใด“ข้าเพิ่งลองทำขนมสูตรใหม่เจ้าค่ะ ...คิดว่าอยากให้ท่านพ่อได้ลองชิม...”“ไม่รู้ว่าเจ้าก็ทำขนมเป็นด้วย มันคือขนมอันใดเหตุข้าไม่เคยเห็นมาก่อน...”ลู่ไห่เทียนเลื่อนขนมจานหนึ่งให้ไปอยู่ตรงหน้าของผู้มีศักดิ์สูงกว่า ก่อนจะเงยหน้าถามบุตรสาวของตน“เป็นขนมเนื้อนุ่มรสเกาลัดเจ้าค่ะ”“กลิ่นหอมอีกท
บทที่ 19เจ้าปามีดใส่ทุกคนที่เดินผ่านเช่นนี้หรือ?ภายในบ้านเงียบสงบมีเพียงเสียงลมหวิวจากนอกหน้าต่าง ม่านสีซีดไหวกระทบกับขอบไม้ดังเบา ๆ ไป๋อี้เหยานั่งอยู่ริมตั่งแววตาเหม่อลอยทอดมองไปยังทางประตูหน้าบ้านที่ลู่ชิงหรูกับลู่เทียนหรงเพิ่งก้าวจากไปเมื่อไม่กี่เค่อก่อนนานเนิ่นกว่าที่หญิงวัยกลางคนจะเอ่ยคำใดอ
บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแ
บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี
บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมือง







