Mag-log inเสียงใบไผ่เสียดสีกันตามแรงลมยามเย็นคล้ายเสียงกระซิบ ดวงตาของชิงหรูกวาดไปรอบพื้นดินสีดำเบื้องหน้า
รอยเท้าเล็กหลายรอยปะปนกันอยู่ที่ต้นป่าไผ่ นางก้าวเข้าไปมองใกล้ ๆ แล้วทรุดตัวลงพิจารณา
มีรอยเท้าเล็กซ้อนกันมั่วไปหมด รอยหนึ่งจมลงลึกเกินกว่าจะเป็นแค่การเดินผ่าน บางรอยเบียดเสียดกันราวกับใครบางคนโดนผลักหรือล้ม แล้วก้าวเท้าทับกันไปมาอย่างวุ่นวาย
ปลายเล็บของชิงหรูขูดเบา ๆ ไปบนดินที่ถูกเหยียบย่ำ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทีละน้อย
“...รอยของเด็กสามถึงสี่คน” เสียงของนางเบาราวพึมพำกับตนเอง
‘ดูแล้วคงไม่ใช่เดินเล่นธรรมดา’ เสียงของหยางอิ๋นแทรกมาในหัวอย่างเคร่งเครียด ‘แบบนี้มัน…เหมือนมีใครบางคนโดนแกล้ง’
ชิงหรูนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ปลายนิ้วแตะรอยเท้าที่แยกตัวออกจากกลุ่ม แล้วลากยาวเข้าไปในแนวไผ่ด้านในนัยน์ตานั้นวูบไหว
อาหรง...
นางลุกขึ้นอย่างรีบเร่ง แล้วเริ่มก้าวตามรอยเท้าเล็กนั่นไปอย่างเงียบงัน
‘ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเขา…แต่อย่าลืมว่าเขาเป็นเด็กที่ฉลาดมากนะ’ หยางอิ๋นพูดต่อเสียงแผ่ว ‘เจ้าเคยพูดเองไม่ใช่หรือว่าเขาจดจำวิธีการทำหนังสติ๊กได้เพียงมองคราเดียว’
‘ความจำดีกับเอาตัวรอดได้...เป็นคนละเรื่องกัน’
เสียงของระบบพยายามปลอบโยนอย่างเต็มที่ แม้จะแสร้งพูดติดตลก แต่ก็แฝงด้วยความห่วงใยเต็มเปี่ยม ชิงหรูไม่ตอบอะไร นางเพียงเดินต่อไปตามรอยเท้าเล็กนั้นอย่างเงียบ ๆ ใจของนางบีบรัดทุกครั้งที่ภาพในหัวแวบขึ้น
เด็กชายตัวเล็ก เสื้อเปื้อนดิน ถูกผลัก ถูกล้อม ถูกตะโกนใส่ แล้ววิ่งหนีเข้าไปในป่าด้วยความตกใจ
ทว่ายังไม่ทันจบความคิด รอยเท้านั้นก็หายไป
ชิงหรูหยุดทันที ร่างกายตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ตรงหน้าคือรอยเท้าผู้ใหญ่ ใหญ่และลึก รอยนั้นหยุดยืนตรงที่รอยเท้าเล็กสุดท้ายจางลงพอดี
ดินบริเวณนั้นไม่มีร่องรอยของเด็กเดินต่อเลย
มีเพียงรอยเท้าผู้ใหญ่ที่หันหลังกลับ…แล้วเดินออกไปอีกทิศหนึ่ง
ลู่ชิงหรูย่อตัวลงช้า ๆ ดวงตาเรียวเพ่งมองแนวรอยเท้าเหล่านั้น
‘ใครบางคน...เจอเขา แล้วอุ้มไปด้วย’
นางพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ไม่มีร่องรอยดิ้น ไม่มีการเดินย้อน นั่นหมายความว่าอาหรงยังปลอดภัยในตอนนี้... เขาน่าจะเต็มใจให้ถูกพาไป” ชิงหรูเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
ชิงหรูล้วงมือไปที่สาบเสื้อ หยิบมีดอันเป็นตัวแทนของเจ้าระบบออกมา ใบมีดสะท้อนแสงอาทิตย์ยามโพล้เพล้ริบหรี่ที่สาดลอดใบไผ่เข้ามาได้ทันใด
‘เฮ้...เจ้าจะไม่ใช้ข้าไปแทงใครใช่ไหม’
“แค่ถือไว้...ป้องกันตัว”
‘เจ้าพูดแบบนี้ แล้วจบที่เลือดเปื้อนข้าทุกที’
“หากใครคิดทำร้ายน้องข้า ข้าก็ไม่ใจดีหรอก”
เสียงของนางนิ่งสนิท ริมฝีปากเรียบสนิทเหมือนมีดที่อยู่ในมือ หยางอิ๋นเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
‘ก็ได้…ถือว่าข้าทำเพื่ออาหรงก็แล้วกัน’
ลู่ชิงหรูก้าวตามรอยเท้าผู้ใหญ่นั้นไปในความเงียบที่หนักอึ้ง นางเดินตามไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งแนวไผ่ข้างหน้าค่อย ๆ เปิดออก กลายเป็นทางเดินแคบที่ปูด้วยหินเรียงราย
และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า...คือคฤหาสน์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร กำแพงหินสูง บานประตูไม้แกะลายโบราณ โคมไฟแขวนเรียงบนแนวรั้วที่ทอดยาวจนสุดตา
ลู่ชิงหรูหยุดยืน สายตาจับจ้องสิ่งก่อสร้างตรงหน้าอย่างเงียบงัน
“คฤหาสน์...” นางพึมพำ “...ใหญ่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นแล้วกระมัง”
แต่มีสิ่งที่ดึงสายตานางได้ยิ่งกว่าความใหญ่โตนั่นก็คือเครื่องหมายสลักเหนือประตูนั้น นกอินทรีย์สยายปีกกลางวงกลม ท่วงท่าสง่างามแต่แฝงความเย็นชา
ลู่ชิงหรูมองสัญลักษณ์นั้นเงียบ ๆ ดวงตาเรียวขมวดเล็กน้อย
“...ตระกูลหยวน?”
‘ใช่เลย เจ้าจำได้ไหม ตอนอยู่ในร้าน เถ้าแก่ก็พูดถึงว่าเครื่องหมายนี้เป็นของตระกูลพ่อค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง’ เสียงของอิ๋นอิ๋นดังขึ้นอย่างตื่นเต้น
“อืม ข้าจำได้”
รอยเท้าผู้ใหญ่ที่นางตามมาจนถึงตรงนี้ จบลงที่หน้าคฤหาสน์ ไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบหรือแอบซ่อน ซึ่งนั่นหมายความว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้ตั้งใจพาเด็กหนี หรืออาจเป็นเพราะ...ลู่เทียนหรงไม่ได้ขัดขืนก็เป็นได้
ชิงหรูจึงตัดสินใจไม่ซ่อนตัว ไม่หาทางแอบเข้าไป แต่กลับเดินขึ้นบันไดหินตรงไปหน้าประตูคฤหาสน์ด้วยท่าทีสงบนิ่ง...
ทหารยามสองคนที่เฝ้าประตูอยู่รีบยืดตัวตรงทันทีที่เห็นผู้มาเยือน หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้ม แววตาระวังภัย
“ข้ามา...หาน้องชาย” ชิงหรูเอ่ยเสียงเรียบชัด ดวงตาจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่าย “เขาเป็นเด็กชายอายุราวเจ็ดขวบ ถูกคนของจวนท่านพาเข้ามาเมื่อช่วงเย็น”
ชายเฝ้าประตูไม่ได้ทำท่าทางแปลกใจ ตรงกันข้าม เขากลับพยักหน้าเบา ๆ ราวกับได้รับคำสั่งมาแล้ว
แต่แววตาของเขากลับเปลี่ยนเล็กน้อย เขากวาดตามองชิงหรูตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ต้องให้พูดมากกว่านั้น นางก็เข้าใจสิ่งที่ควรทำทันที เจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้น่าจะเป็นคนรอบครอบคนหนึ่ง เขาพิจารณาถึงผู้ที่มาตามหาด้วย อาจจะเป็นเพราะอาหรงบอกไว้ว่าพี่สาวจะออกตามหาก็เป็นได้
ชิงหรูยืนนิ่งเพียงชั่วครู่ ก่อนที่มือเรียวจะเลื่อนไปปลดผมยาวที่ถูกรวบมัดไว้อย่างหลวม ๆ ลงอย่างเงียบงัน
เส้นผมดำขลับคลายตัวลื่นไหลลงมาตามกรอบหน้า รับกับคางเรียวและผิวขาวอมชมพูใต้แสงโคมเรืองทอง ราวกับแสงทั้งบริเวณตกต้องลงที่ตัวนางเพียงผู้เดียว
ทหารทั้งสองเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเผยออย่างไม่ตั้งใจไปชั่วขณะ
‘เจ้าปล่อยผมทีไรมีคนตะลึงทุกที’ เสียงของอิ๋นอิ๋นบ่นพึมพำเบา ๆ
ชิงหรูเมินระบบอย่างสิ้นเชิง
“ข้าคือพี่สาวของเด็กน้อยผู้นั้น ข้าขอเข้าไปพบเขาหน่อยเจ้าค่ะ”
คำพูดของนางเรียบง่าย แต่ในน้ำเสียงนั้นมีบางอย่างที่ทำให้ใครได้ยินก็ยากจะปฏิเสธ
…อาจเป็นเพราะความแน่วแน่
…หรือเพราะความรักน้องชายที่ชัดเจนจนสัมผัสได้
ทหารยามได้สติก็รีบก้มศีรษะต่ำทันใด
“เชิญแม่นางด้านใน คุณชายของเรา...แจ้งไว้แล้วว่าหากพี่สาวของเด็กน้อยมาถึง ให้เชิญแม่นางเข้าไปด้านในได้เลย”
ชิงหรูพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปยังด้านในโดยไม่ลังเล
บทที่ 33คะแนนความพอใจหมดแล้วสำหรับเรื่องให้คนติดตามชิงหรูพอเข้าใจว่าเขาอาจจะห่วงชีวิตของตน ทว่าเรื่องโยงไปมั่วซั่วนี้ชิงหรูยอมไม่ได้“ข้าได้พบกับใครนั้นไม่รบกวนให้คุณชายหยวนใส่ใจหรอก...”คำตอบสั้นตรงและไร้ความเกรงใจ ทำให้เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางตะเกียบลงในที่สุด“ต่อไป... ห้ามลาพักยาวแบบนี้อีกโดยไม่ได้ขออนุญาตจากข้า” เสียงของเขาเย็นเฉียบ “ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ พ่อบ้านเฉินก็ไม่อยู่ แล้วข้าจะจ้างเจ้ามาเพิ่มทำไมในเมื่อไม่สามารถช่วยงานเฉินปิ่งได้”ลู่ชิงหรูพึมพำ “ข้าแจ้งกับพ่อข้านเฉินแล้ว เขาบอกว่าช่วงนั้นเขาจะดูแลท่านเอง...” แล้วเหตุใดเจ้านายจอมเรื่องมากถึงบ่นว่าพ่อบ้านเฉินไม่อยู่ให้ใช้งานได้เล่า“แล้วอย่างไร เจ้ารับเงินจากเฉินปิ่งหรือ?”น้ำเสียงเขาเย็นชาและเป็นคำพูดที่ทำให้ลูกจ้างเช่นนางหาทางโต้กลับไม่ได้ หากนางอยากจะได้รับเงินจากเขาอยู่นางมองเขานิ่ง ๆ หากไม่เพราะมีหยางอิ๋นคอยปลอบประโลมให้นางใจเย็นก็คงได้ลาออกกันไปแล้ว ชิงหรูเอ่ยขึ้นตรงไปตรงมาคิดจะคุยกับเขาด้วยเหตุและผล“ข้ายังจำเป็นต้องพาอาหรงไปเรียนเขียนอักษรกับคุณชายเซียว จะไม่ได้ก็คงไม่ได้...”เหตุผลของนางสะกิดบางอย่างในใจเขาทำ
บทที่ 32อย่าเข้ามาใกล้พี่สาวข้า“อาหรงน้อย แม่นางลู่มาแล้วหรือ ข้าชงชาเสร็จพอดี”“รบกวนคุณชายเซียวแล้ว”ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ แล้วปล่อยมือจากน้องชาย พลางก้าวเข้าไปนั่งอย่างไม่รีบร้อน“แต่ข้าตั้งใจจะชงชาให้เจ้าดื่มก่อนเริ่มสอนเด็กน้อยนี่น่ะ”เขายิ้มบาง ๆ มือยังคงเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วก่อนจะเลื่อนถ้วยชามาให้ชิงหรู สิ่งที่เซียวหลิงชวนทำนั้นอยู่ในสายตาของอาหรงทั้งหมด เขาขมวดคิ้วมองถ้วยชาอย่างไม่ค่อยชอบใจ สองแขนเล็กขยับเข้ามาเกาะแขนและนั่งข้างพี่สาวใกล้กว่าเดิมเด็กชายขยับตัวเบา ๆ ยกมือวางไว้บนขาพี่สาว แววตาเงียบงันคู่นั้นกลับสะท้อนความรู้สึกได้ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆเซียวหลิงชวนกลั้นยิ้ม ก้มหน้าลงเล็กน้อยมองอาการหวงพี่สาวของเด็กน้อยอย่างนึกเอ็นดู ขนาดเด็กน้อยยังมองออกว่าเขาปฏิบัติกับนางพิเศษ เหตุใดรู้สึกเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้เลยเล่าขณะนั้นเองเสียงแว่วในหัวชิงหรูก็ดังขึ้น‘ข้าให้คะแนนความไวของเด็กนี่เต็มสิบ! ขนาดเด็กยังดูรู้ว่าคุณชายกำลังเกี้ยวเจ้าเลย... เจ้าใจอ่อนให้เขาหน่อยก็ไม่เสียหายนะ!’‘หือ...’ ชิงหรูเริ่มเอะใจแต่ก็ยังไม่ฟันธงอย่างที่ระบบเอ่ยหรอก นางทำเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้วพยักหน้าให้
บทที่ 31ตั่งนั่นเจ้านอนได้เสียงเคาะประตูเบา ๆ ในยามดึกทำให้ลู่ชิงหรูที่เพิ่งหลับตาไปได้ไม่นานต้องลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง แสงจันทร์ลอดผ่านช่องหน้าต่างทำให้มองเห็นโดยรอบชัดเจน ครั้นนางเปิดประตูออกมาก็พบว่าเป็นชายหนุ่มในชุดองครักษ์คุ้นหน้ายืนอยู่ในเงามืดหน้าห้องของนางในคฤหาสน์สกุลหยวน“คุณชายให้มาตามแม่นางไปที่ห้อง...”ชิงหรูขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่พอใจทว่าค่าจ้างหนึ่งตำลึงเงินต่อวันที่ค้ำคอทำให้นางตัดสินใจตามไปอย่างไม่ได้เอ่ยถามแม้คำเดียว เพียงพยักหน้าแล้วตามเขาไป...ระหว่างทาง นางสังเกตได้ว่าพ่อบ้านเฉินไม่ปรากฏตัวเช่นเคย ความเงียบของค่ำคืนนี้กลับแฝงไว้ด้วยบางอย่างที่ผิดแปลกไป เมื่อมาถึงหน้าห้องพักผ่อนของหยวนเหวินซี องครักษ์ก็เปิดประตูให้นางเข้าไปแล้วเขาก็หลบออกไปทันที ปล่อยให้นางเดินเข้าไปเพียงลำพังชิงหรูก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง กลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆ ยังคลุ้งอยู่ทั่วห้อง และเจ้าของเรือนก็กำลังนอนเอนพิงหมอน หน้าผากเปียกชื้นด้วยเหงื่อมากมาย แต่ข้างกายไร้คนรับใช้อย่างที่ควรจะเป็น...ไม่มีแม้กระทั่งพ่อบ้านเฉิน แสดงว่าคืนนี้เขาออกไปทำธุระข้างนอกอีกแล้วสินะ“คุณชายเรียกข้ามีอันใดให้รับ
บทที่ 30พวกเขาทั้งสองต่างไม่มีทางถอยทั้งคู่เช่นนั้น ชิงหรูก็ตัดสินใจได้แล้ว! นางถอนหายใจยาวเหยียดในใจ ‘หากเขาหลับเจ้าว่า ข้าจะแอบถีบเขาให้ตกเตียงสักหน่อยดีไหม’หยางอิ๋นรีบเอ่ยเสียงรีบร้อนห้ามทันใด “นายท่านโปรดคิดถึงฟังก์ชันครัวยุโรป วัตถุดิบจากทั่วหล้า... โอ้... เบคอน...ชีส...เจ้าไม่มีหนทางอื่นที่จะได้สิ่งเหล่านั้นมาเร็วเท่าหนทางนี้แล้วนะ!”ลู่ชิงหรูจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าราบเรียบไร้รอยค้านแล้วบัดนี้“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะรับหน้าที่นี้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง รบกวนคุณชายหยวนเขียนสัญญามาด้วย”นางยังไม่ทันได้ถอนหายใจให้เต็มอึด เฉินปิงที่ยืนอยู่เงียบ ๆ ก็ได้รับคำสั่งทันที เขาเขียนสัญญาตามที่คุยกันและให้นางและหยวนเหวินซีลงนามเรียบร้อยแล้วและทันใดนั้นเสียงราบเรียบของชายป่วยก็ดังขึ้นแทบจะทันที“เฉินปิง เจ้าออกไปตรวจบัญชีที่คั่งค้างเสีย... เรื่องรับใช้ข้าในตอนนี้ปล่อยให้เป็นของบ่าวรับใช้คนใหม่เถอะ”“ขอรับคุณชาย”พ่อบ้านชราแม้จะนิ่ง แต่แววตาเหมือนจะสะท้อนความลังเลบางอย่างอยู่ลึก ๆ กระนั้นก็ยังโค้งคำนับและก้าวออกไปจากห้องไปอย่างไม่อาจสอบถามหรือคัดค้านได้เหลือเพียงเขาและนาง ที่แม้ต่อหน้าล
บทที่ 29คะแนนน้อยที่สุดเท่าที่นางเคยได้มาเมื่อนางเดินพ้นห้องนอนของเจ้าของคฤหาสน์มามุ่งตรงหยิบของและเร่งฝีเท้ากลับเขาจะป่วยกันสักเท่าไหร่กัน ข้อเรียกร้องให้ทำอาหารสามมื้อนี้ย่อมต้องทำให้นางออกจากภัตตาคารแน่ ระหว่างนี้ชิงหรูคิดว่านางจะต้องรีบทำคะแนนแล้วก็เรียกเงินค่าตอบแทนเข้าเยอะ ๆ‘เรื่องออกจากภัตตาคาร นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเจ้าอยู่แล้วนี่ เจ้าอยากเปิดฟังก์ชันห้องครัวยุโรปไม่ใช่หรือ? ครัวในภัตตาคารนั่นแค่ครัวไม้ ควันโขมง มีดก็บิ่น วัตถุดิบก็ธรรมดา! อย่านำมาเปรียบเลย’เจ้าระบบตอนนี้เหมือนถูกคะแนนความพอใจที่มาทีละมาก ๆ จากคุณชายหยวนจอมเรื่องมากบดบังสายตาเสียแล้ว เอะอะอะไรก็ส่งเสริมให้นางเลือกฝั่งนี้เสมอชิงหรูถอนหายใจยาว แต่นางก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดมีเหตุผล การแลกนี้ย่อมคุ้มกับสิ่งที่เสียไป...ชิงหรูเดินกลับมาถึงบ้านแล้ว เสียงประตูไม้ถูกผลักเปิดออกเบา ๆ ในยามบ่ายที่เงียบสงัด เงาของนางทอดยาวบนพื้นดินข้างเรือน บ้านเปิดอยู่แสดงว่าทุกคนอยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปตามหานาง ซึ่งก็ดีแล้วทันทีที่นางก้าวเข้ามาในลานบ้าน เงาร่างเล็ก ๆ ก็วิ่งพรวดออกมาจากบ้านก่อนจะกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของนางอย่างแน่นห
บทที่ 28ใช้เล่ห์มาก็ใช้กลับลู่ชิงหรูกอดเข่าบนกองฟางอันเย็นชื้นหลังพิงกำแพงหินเย็นเฉียบ แสงตะเกียงด้านนอกส่องผ่านซี่ลูกกรงเป็นเงาทอดยาวบนพื้น นางไม่ได้หลับตลอดคืน ไม่ได้ใช่เพราะหวาดหวั่นใดใดนางนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงคนที่บ้านว่าจะเป็นห่วงนางแค่ไหนต่างหาก ตอนนี้น่าจะขึ้นเช้าวันใหม่แล้วหากพวกเขาพบว่านางยังไม่กลับบ้าน คงร้อนใจจนไม่เป็นอันกินอันนอนนางถอนหายใจเงียบ ๆ พับแขนแนบอกแล้วเอนหัวกับผนังเย็นเฉียบ แม้ในใจจะกังวลถึงครอบครัว แต่สีหน้ากลับนิ่งสนิทไม่แสดงความอ่อนแอใด นางมีนิสัยเก็บอารมณ์เก่งนี้ติดตัวมานานแล้ว...และเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นในความเงียบของคุกใต้ดินบานประตูเหล็กเปิดออก เผยให้เห็นเงาร่างขององครักษ์ชุดดำผู้หนึ่งที่นางจำได้ดี เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงเอ่ยเสียงราบเรียบ“พ่อบ้านเฉินให้มาปล่อยตัวแม่นาง...”ลู่ชิงหรูลุกขึ้น สบตากับชายผู้นั้นครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามออกไปโดยไม่เอ่ยถามใด ไม่แสดงความประหลาดใจหรือดีใจเลยแม้แต่น้อย เป็นเขาเองที่มีสีหน้าประหลาดใจกับสภาพของนางเหตุใดสตรีอายุน้อยนางหนึ่งถึงไร้ท่าทีหรือสีหน้าอย่างคนที่ถูกขังในคุกมืดไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเช่นนี้...เมื่อพ้นจากค







