Masukเสียงใบไผ่เสียดสีกันตามแรงลมยามเย็นคล้ายเสียงกระซิบ ดวงตาของชิงหรูกวาดไปรอบพื้นดินสีดำเบื้องหน้า
รอยเท้าเล็กหลายรอยปะปนกันอยู่ที่ต้นป่าไผ่ นางก้าวเข้าไปมองใกล้ ๆ แล้วทรุดตัวลงพิจารณา
มีรอยเท้าเล็กซ้อนกันมั่วไปหมด รอยหนึ่งจมลงลึกเกินกว่าจะเป็นแค่การเดินผ่าน บางรอยเบียดเสียดกันราวกับใครบางคนโดนผลักหรือล้ม แล้วก้าวเท้าทับกันไปมาอย่างวุ่นวาย
ปลายเล็บของชิงหรูขูดเบา ๆ ไปบนดินที่ถูกเหยียบย่ำ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทีละน้อย
“...รอยของเด็กสามถึงสี่คน” เสียงของนางเบาราวพึมพำกับตนเอง
‘ดูแล้วคงไม่ใช่เดินเล่นธรรมดา’ เสียงของหยางอิ๋นแทรกมาในหัวอย่างเคร่งเครียด ‘แบบนี้มัน…เหมือนมีใครบางคนโดนแกล้ง’
ชิงหรูนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ปลายนิ้วแตะรอยเท้าที่แยกตัวออกจากกลุ่ม แล้วลากยาวเข้าไปในแนวไผ่ด้านในนัยน์ตานั้นวูบไหว
อาหรง...
นางลุกขึ้นอย่างรีบเร่ง แล้วเริ่มก้าวตามรอยเท้าเล็กนั่นไปอย่างเงียบงัน
‘ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเขา…แต่อย่าลืมว่าเขาเป็นเด็กที่ฉลาดมากนะ’ หยางอิ๋นพูดต่อเสียงแผ่ว ‘เจ้าเคยพูดเองไม่ใช่หรือว่าเขาจดจำวิธีการทำหนังสติ๊กได้เพียงมองคราเดียว’
‘ความจำดีกับเอาตัวรอดได้...เป็นคนละเรื่องกัน’
เสียงของระบบพยายามปลอบโยนอย่างเต็มที่ แม้จะแสร้งพูดติดตลก แต่ก็แฝงด้วยความห่วงใยเต็มเปี่ยม ชิงหรูไม่ตอบอะไร นางเพียงเดินต่อไปตามรอยเท้าเล็กนั้นอย่างเงียบ ๆ ใจของนางบีบรัดทุกครั้งที่ภาพในหัวแวบขึ้น
เด็กชายตัวเล็ก เสื้อเปื้อนดิน ถูกผลัก ถูกล้อม ถูกตะโกนใส่ แล้ววิ่งหนีเข้าไปในป่าด้วยความตกใจ
ทว่ายังไม่ทันจบความคิด รอยเท้านั้นก็หายไป
ชิงหรูหยุดทันที ร่างกายตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ตรงหน้าคือรอยเท้าผู้ใหญ่ ใหญ่และลึก รอยนั้นหยุดยืนตรงที่รอยเท้าเล็กสุดท้ายจางลงพอดี
ดินบริเวณนั้นไม่มีร่องรอยของเด็กเดินต่อเลย
มีเพียงรอยเท้าผู้ใหญ่ที่หันหลังกลับ…แล้วเดินออกไปอีกทิศหนึ่ง
ลู่ชิงหรูย่อตัวลงช้า ๆ ดวงตาเรียวเพ่งมองแนวรอยเท้าเหล่านั้น
‘ใครบางคน...เจอเขา แล้วอุ้มไปด้วย’
นางพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ไม่มีร่องรอยดิ้น ไม่มีการเดินย้อน นั่นหมายความว่าอาหรงยังปลอดภัยในตอนนี้... เขาน่าจะเต็มใจให้ถูกพาไป” ชิงหรูเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
ชิงหรูล้วงมือไปที่สาบเสื้อ หยิบมีดอันเป็นตัวแทนของเจ้าระบบออกมา ใบมีดสะท้อนแสงอาทิตย์ยามโพล้เพล้ริบหรี่ที่สาดลอดใบไผ่เข้ามาได้ทันใด
‘เฮ้...เจ้าจะไม่ใช้ข้าไปแทงใครใช่ไหม’
“แค่ถือไว้...ป้องกันตัว”
‘เจ้าพูดแบบนี้ แล้วจบที่เลือดเปื้อนข้าทุกที’
“หากใครคิดทำร้ายน้องข้า ข้าก็ไม่ใจดีหรอก”
เสียงของนางนิ่งสนิท ริมฝีปากเรียบสนิทเหมือนมีดที่อยู่ในมือ หยางอิ๋นเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
‘ก็ได้…ถือว่าข้าทำเพื่ออาหรงก็แล้วกัน’
ลู่ชิงหรูก้าวตามรอยเท้าผู้ใหญ่นั้นไปในความเงียบที่หนักอึ้ง นางเดินตามไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งแนวไผ่ข้างหน้าค่อย ๆ เปิดออก กลายเป็นทางเดินแคบที่ปูด้วยหินเรียงราย
และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า...คือคฤหาสน์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร กำแพงหินสูง บานประตูไม้แกะลายโบราณ โคมไฟแขวนเรียงบนแนวรั้วที่ทอดยาวจนสุดตา
ลู่ชิงหรูหยุดยืน สายตาจับจ้องสิ่งก่อสร้างตรงหน้าอย่างเงียบงัน
“คฤหาสน์...” นางพึมพำ “...ใหญ่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นแล้วกระมัง”
แต่มีสิ่งที่ดึงสายตานางได้ยิ่งกว่าความใหญ่โตนั่นก็คือเครื่องหมายสลักเหนือประตูนั้น นกอินทรีย์สยายปีกกลางวงกลม ท่วงท่าสง่างามแต่แฝงความเย็นชา
ลู่ชิงหรูมองสัญลักษณ์นั้นเงียบ ๆ ดวงตาเรียวขมวดเล็กน้อย
“...ตระกูลหยวน?”
‘ใช่เลย เจ้าจำได้ไหม ตอนอยู่ในร้าน เถ้าแก่ก็พูดถึงว่าเครื่องหมายนี้เป็นของตระกูลพ่อค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง’ เสียงของอิ๋นอิ๋นดังขึ้นอย่างตื่นเต้น
“อืม ข้าจำได้”
รอยเท้าผู้ใหญ่ที่นางตามมาจนถึงตรงนี้ จบลงที่หน้าคฤหาสน์ ไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบหรือแอบซ่อน ซึ่งนั่นหมายความว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้ตั้งใจพาเด็กหนี หรืออาจเป็นเพราะ...ลู่เทียนหรงไม่ได้ขัดขืนก็เป็นได้
ชิงหรูจึงตัดสินใจไม่ซ่อนตัว ไม่หาทางแอบเข้าไป แต่กลับเดินขึ้นบันไดหินตรงไปหน้าประตูคฤหาสน์ด้วยท่าทีสงบนิ่ง...
ทหารยามสองคนที่เฝ้าประตูอยู่รีบยืดตัวตรงทันทีที่เห็นผู้มาเยือน หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้ม แววตาระวังภัย
“ข้ามา...หาน้องชาย” ชิงหรูเอ่ยเสียงเรียบชัด ดวงตาจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่าย “เขาเป็นเด็กชายอายุราวเจ็ดขวบ ถูกคนของจวนท่านพาเข้ามาเมื่อช่วงเย็น”
ชายเฝ้าประตูไม่ได้ทำท่าทางแปลกใจ ตรงกันข้าม เขากลับพยักหน้าเบา ๆ ราวกับได้รับคำสั่งมาแล้ว
แต่แววตาของเขากลับเปลี่ยนเล็กน้อย เขากวาดตามองชิงหรูตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ต้องให้พูดมากกว่านั้น นางก็เข้าใจสิ่งที่ควรทำทันที เจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้น่าจะเป็นคนรอบครอบคนหนึ่ง เขาพิจารณาถึงผู้ที่มาตามหาด้วย อาจจะเป็นเพราะอาหรงบอกไว้ว่าพี่สาวจะออกตามหาก็เป็นได้
ชิงหรูยืนนิ่งเพียงชั่วครู่ ก่อนที่มือเรียวจะเลื่อนไปปลดผมยาวที่ถูกรวบมัดไว้อย่างหลวม ๆ ลงอย่างเงียบงัน
เส้นผมดำขลับคลายตัวลื่นไหลลงมาตามกรอบหน้า รับกับคางเรียวและผิวขาวอมชมพูใต้แสงโคมเรืองทอง ราวกับแสงทั้งบริเวณตกต้องลงที่ตัวนางเพียงผู้เดียว
ทหารทั้งสองเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเผยออย่างไม่ตั้งใจไปชั่วขณะ
‘เจ้าปล่อยผมทีไรมีคนตะลึงทุกที’ เสียงของอิ๋นอิ๋นบ่นพึมพำเบา ๆ
ชิงหรูเมินระบบอย่างสิ้นเชิง
“ข้าคือพี่สาวของเด็กน้อยผู้นั้น ข้าขอเข้าไปพบเขาหน่อยเจ้าค่ะ”
คำพูดของนางเรียบง่าย แต่ในน้ำเสียงนั้นมีบางอย่างที่ทำให้ใครได้ยินก็ยากจะปฏิเสธ
…อาจเป็นเพราะความแน่วแน่
…หรือเพราะความรักน้องชายที่ชัดเจนจนสัมผัสได้
ทหารยามได้สติก็รีบก้มศีรษะต่ำทันใด
“เชิญแม่นางด้านใน คุณชายของเรา...แจ้งไว้แล้วว่าหากพี่สาวของเด็กน้อยมาถึง ให้เชิญแม่นางเข้าไปด้านในได้เลย”
ชิงหรูพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปยังด้านในโดยไม่ลังเล
บทที่ 64ขนมเป็นเหตุตำหนักชิงหลงเงียบงันเช่นทุกคราแต่ที่ต่างออกไปคงกลิ่นหอมของผลไม้จาง ๆ ที่ลอยโชยเข้ามาพร้อมเสียงฝีเท้าขันทีที่ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวังกล่องไม้เนื้อดีผูกเชือกอย่างดีถูกวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์ เฉินกงกงขยับเข้าใกล้ เอ่ยรายงานเสียงเบา“เป็นขนมมาจากตำหนักเฉินหลงพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรองทรงรับสั่งให้ส่งมาถวายพระองค์… พร้อมอีกส่วนหนึ่งส่งไปตำหนักของฮองเฮา”ฉู่เหวินซีไม่เอ่ยถามใด ดวงตาสีนิลจับอยู่ที่กล่องนั้นนิ่ง ๆ ไม่ใช่เพราะสนใจขนมที่ใครส่งมาแต่เป็นเพราะกลิ่นที่ลอยโชยออกมามันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดต่างหาก เขายื่นมือไปคลายเชือกไหมช้า ๆ ฝาเปิดออก กลิ่นหอมละมุนของผลไม้สุกก็ลอยแตะปลายจมูกทันทีปลายนิ้วของเขาชะงักทันใด ขนมหน้าตาเช่นนี้ ประหลาดแต่เขาเคยเห็นมาก่อน เพียงแต่ต่างออกไปแค่น้ำราดข้างบนเท่านั้น แต่แก่นแท้ดูแล้วไม่ต่างออกไปจากสิ่งที่เขาคิดแน่นอนว่าขนมตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหนจะทำได้!“เตรียมเสื้อคลุม”เฉินกงกงสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายทันใด “พระองค์จะเสด็จออกไปยามนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”คำถามไม่ได้รับคำตอบ ฉู่เหวินซีเพียงก้าวออกจากตำหนักชิงหลงด้วยจังหวะการเดินไม่ช้าแต่ก็ไม่เร็วให้ใค
บทที่ 63ให้ส่งไปของตำหนักของพี่ใหญ่ด้วยลู่ชิงหรูก้าวเข้าสู่ครัวของตำหนักองค์ชายรอง สถานที่ซึ่งแม้เรียกว่าครัว แต่กลับกว้างขวางสะอาดสะอ้านจนนึกว่าเป็นห้องรับรองชั้นดีอีกห้องหนึ่ง เครื่องครัวเรียงรายครบถ้วนจนน่าอิจฉา กระเบื้องเคลือบพื้นหินเย็นจับฝ่าเท้าอาฮวาเดินตามหลังมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อครู่ก็เพียงช่วยจัดเตรียมผ้ากันเปื้อนให้นางพ่อครัวหลวงสามคนที่ประจำครัวต่างจ้องนางด้วยสีหน้าสงบแต่มีคำถามในแววตา พวกเขาอาจไม่กล้าแสดงออกชัดเจน แต่ดูจากกิริยาก็รู้ว่ารู้สึกเหมือนโดนล้ำเขตอาชีพชิงหรูมองไปรอบห้อง ก่อนจะแสร้งยิ้มอย่างครุ่นคิด“ข้าจะทำขนมโดยใช้ลูกพลับสุกที่ต้องคัดเฉพาะจากต้นลูกโตเปลือกบาง สีแดงเข้ม มีไหมเจ้าคะ? และสาลี่น้ำผึ้งรสหวาน แต่ขอที่ผิวนุ่มเล็กน้อยนะเจ้าคะ...อ้อ ถ้ามีผลไม้เปรี้ยวหวานอย่างอื่นด้วยก็จะดีมาก”พ่อครัวใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ของพวกนี้มิได้เตรียมไว้ครบขอรับ ต้องไปเลือกที่คลัง”“เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านช่วยดูให้หน่อยเถิดเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหรูกล่าวพร้อมรอยยิ้มจริงใจและท่าทีนอบน้อมพ่อครัวหลวงทั้งสามสบตากันก่อนจะพยักหน้าอย่างมิอาจปฏิเสธ แล้วรีบออกไปทันทีเมื่อประตูครัวปิดลง ควา
บทที่ 62สะพานเชื่อมไปยังอำนาจหลายวันก่อน มีนางกำนัลของตำหนักเฉินหลงมามอบจดหมายถึงมือของบ่าวชิงหรู บอกว่าองค์ชายรองมีความประสงค์ให้นางไปพบที่พระตำหนัก มิได้ระบุเหตุผลชัดเจนอาฮวาเองก็อดถามขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ…วันนี้ท่านจะไปวังจริงหรือเจ้าคะ? หากฮูหยินรองไม่ยินดี…”“ฮวา” ลู่ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ ดวงตาฉายแววเยียบเย็น “ข้าก็ไม่อาจขัดพระประสงค์ขององค์ชายรองได้เช่นกัน เจ้าคิดว่าระหว่างคำสั่งเวินซื่อกับองค์ชายในวัง…ข้าควรเลือกฟังผู้ใด?”อาฮวาก้มหน้า “บ่าวไม่กล้าคิดเพคะ”“เพียงแต่…” ลู่ชิงหรูวางเสียงราบเรียบ “ข้าคิดว่าวันนี้นางคงไม่ปล่อยให้ข้าไปเพียงลำพัง เสวี่ยเอ๋อร์…คงจะตามไปด้วยแน่นอน”คำคาดการณ์นั้นแม่นยิ่งกว่าคำทำนายใดเมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว ชิงหรูออกมายืนรอหน้าจวนเพียงครู่ รถม้าประดับตราเฉินหลงขององค์ชายรองก็มาหยุดอยู่หน้าประตูอย่างเด่นตระหง่าน บ่าวข้างจวนและชาวบ้านละแวกนั้นต่างแอบมามุงดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลนัก บ้างก็ซุบซิบ บ้างก็แย้มยิ้มแต่เงี่ยหูรอคอยและไม่นานนัก เวินซื่อก็ค่อย ๆ พยุงเสวี่ยเอ๋อร์ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายกวางชมดอกเหมย ออกมาหน้าจวนอย่างถนุถนอม ราวกับกลัวบุตรสาว
บทที่ 61นางมีนัดกับองค์ชายรองยามค่ำคืนในตำหนักชิงหลงสงบเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงสายลมพัดกิ่งไผ่กระทบกันเบา ๆ เงาไฟจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนเคลื่อนไหวอยู่บนผนังหินสีดำ พระพักตร์ขององค์ชายใหญ่แลดูไร้อารมณ์ ขณะถอดเสื้อนอกออกอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีนิลของเขากลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคุณหนูจากสกุลลู่…หญิงสาวที่ปรากฏตัวแทนยังสถานที่นัดในวันนี้...ไม่ใช่นางคนนั้นภาพของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายที่เคยก้มหน้าก้มตารอเขากินอาหารตอนเขาพักอยู่ที่เมืองเฟิ่งเซียนยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ สีหน้าระรื่นหยาดเยิ้มของคุณหนูจากสกุลลู่ในวันนี้ขัดแย้งกับความสุขุมลึกของแววตาของนางยังแจ่มชัดในสายตาเขาเขาเอื้อมมือหยิบกล่องขนมที่ถูกส่งมาจากจวนลู่ซึ่งยังวางอยู่บนโต๊ะ เปิดฝาแล้วจ้องมองขนมถั่วสลักรูปเหยี่ยวบน รูปร่างและลายเส้น...เหมือนป้ายหยกของเขาไม่มีผิดเพี้ยน“แล้วนางรู้ได้อย่างไร...” เสียงต่ำของเขาดังขึ้นแผ่วเบาในห้องเงียบงันไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะรู้ตราประจำตัวของเขาในฐานะผู้นำองค์กรเงาในเมืองเฟิ่งเซียน นอกจากผู้เคยอยู่ใกล้ชิดเขาตอนอยู่เมืองเฟิ่งเซียนแล้วจะมีใครไหนรู้อีกเล่าเขาหรี่ตา แววตาเย็นเยียบ“เฉินอัน” เขาเอ่ยเร
บทที่ 60เจ้าติดหนี้ข้าหนึ่งครั้งเมื่อบทสนทนาในห้องทำงานจบลง ลู่ชิงหรูก็ค้อมกายขอตัวออกมาอย่างนอบน้อม นางเดินออกจากห้องไปโดยมีอาฮวาเดินตามเงียบ ๆฝีเท้าของนางช้ากว่าปกติเพราะรออะไรบางอย่างอยู่‘เจ้าวางเหยื่อล่อ กระตุกความรู้สึกคนได้ชำนาญนัก’ดวงตานิ่งราบของลู่ชิงหรูกะพริบช้ายิ้มรับคำชมของหยางอิ๋นแล้วแล้วในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยงออกจากเขตของเรือนหลักแล้วนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลัง“คุณหนูลู่”ลู่ชิงหรูหยุดฝีเท้าก่อนหันกลับมาอย่างเชื่องช้าฉู่เหวินซานยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสงบ สายตาทอดมองมาอย่างเรียบเรื่อย แต่ในแววตากลับเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่“องค์ชายรองมีเรื่องอันใดให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะ?”“ข้ามาเยี่ยมจวนคราวนี้ยังไม่ได้ชมเหล่าดอกท้อที่กำลังบานเลย พาข้าเดินชมสวนหน่อยสิ”เขาเอ่ยเหมือนพูดเรื่องธรรมดาทั้งที่ในยุคนี้พบปะของบุรุษสตรีพบไม่บ่อยนักลู่ชิงหรูยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะย่อคำนับ “หม่อมฉันยินดีเพคะ”เมื่อหันไปส่งสัญญาณให้อาฮวา อาฮวาก็เข้าใจถอยห่างไปพร้อมบ่าวคนอื่น ทิ้งให้ทั้งสองเดินเคียงกันในสวนที่ยังไม่เห็นดอกไม้บานสะพรั่งอย่างที่อีกคนเอ่ยอ้างก่อนหน้าสักนิดเดินเงียบมาพ
บทที่ 59คะแนนความพอใจหลักร้อยมาอีกแล้วสายตาของฉู่เหวินซานจับจ้องอยู่ที่ชิงหรูอย่างไม่ปิดบัง...ไม่ใช่เพราะเครื่องแต่งกาย ไม่ใช่เพราะความงามเหนือกว่าสตรีใดที่เขาเคยเจอ แต่เพราะบางอย่างในดวงตานิ่งลึกคู่นั้นที่ดูคล้าย...ไม่ยินดียินร้ายต่อการมีอยู่ของเขาเท่าที่ควรต่างหากใต้เท้าลู่กระแอมเบา ๆ ขัดบุตรสาวที่เขาเองก็เพิ่งใกล้ชิดคราแรกอย่างพยายามแสดงออกว่าไม่ได้ห่างเหินกันต่อหน้าคนนอก แม้จะประหลาดใจว่าเหตุใดบุตรสาวคนโตถึงมาหาเขาในวันที่มีแขกพอดีแต่ก็ต้องรับสถานการณ์ตรงหน้าก่อนจึงปัดความสงสัยทิ้งไปชั่วคราวก่อน“ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว นั่งลงก่อน เจ้านำขนมอะไรมาด้วยหรือ?”ลู่ชิงหรูยิ้มรับอย่างยินดีก่อนพยักหน้าเบา ๆ ให้ฮวาวางขนมในถาดลงบนโต๊ะที่คั่นระหว่างบุรุษในห้องทั้งสองก่อนสีไข่น่าจะนุ่มส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอทันใด“ข้าเพิ่งลองทำขนมสูตรใหม่เจ้าค่ะ ...คิดว่าอยากให้ท่านพ่อได้ลองชิม...”“ไม่รู้ว่าเจ้าก็ทำขนมเป็นด้วย มันคือขนมอันใดเหตุข้าไม่เคยเห็นมาก่อน...”ลู่ไห่เทียนเลื่อนขนมจานหนึ่งให้ไปอยู่ตรงหน้าของผู้มีศักดิ์สูงกว่า ก่อนจะเงยหน้าถามบุตรสาวของตน“เป็นขนมเนื้อนุ่มรสเกาลัดเจ้าค่ะ”“กลิ่นหอมอีกท
บทที่ 30พวกเขาทั้งสองต่างไม่มีทางถอยทั้งคู่เช่นนั้น ชิงหรูก็ตัดสินใจได้แล้ว! นางถอนหายใจยาวเหยียดในใจ ‘หากเขาหลับเจ้าว่า ข้าจะแอบถีบเขาให้ตกเตียงสักหน่อยดีไหม’หยางอิ๋นรีบเอ่ยเสียงรีบร้อนห้ามทันใด “นายท่านโปรดคิดถึงฟังก์ชันครัวยุโรป วัตถุดิบจากทั่วหล้า... โอ้... เบคอน...ชีส...เจ้าไม่มีหนทางอื่นที
บทที่ 28ใช้เล่ห์มาก็ใช้กลับลู่ชิงหรูกอดเข่าบนกองฟางอันเย็นชื้นหลังพิงกำแพงหินเย็นเฉียบ แสงตะเกียงด้านนอกส่องผ่านซี่ลูกกรงเป็นเงาทอดยาวบนพื้น นางไม่ได้หลับตลอดคืน ไม่ได้ใช่เพราะหวาดหวั่นใดใดนางนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงคนที่บ้านว่าจะเป็นห่วงนางแค่ไหนต่างหาก ตอนนี้น่าจะขึ้นเช้าวันใหม่แล้วหากพวกเขาพบว
บทที่ 27นักฆ่าเดนตายเสียงฝีเท้าหนักแน่นสะท้อนผ่านความเงียบสงัดของคุกใต้ดินในยามค่ำคืน ลู่ชิงหรูที่นั่งสงบนิ่งอยู่ภายในห้องขังลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาคมดั่งมีดปลายแหลมเหลือบไปยังประตูเหล็กที่เปิดออกพร้อมร่างสูงของพ่อบ้านเฉินปิ่งย่างกรายเข้ามาแสงตะเกียงในมือเขาสาดผ่านบานเหล็กเผยให้เห็นแววตาที่เคยมั่นค
บทที่ 26นางถูกจับไปขังในคุกใต้ดิน“แม่นางลู่ ขออภัยที่ต้องรบกวนยามวิกาลเช่นนี้ ข้าจำต้องให้คนไปเชิญเจ้า เพราะข้าอยากรบกวนให้เจ้าช่วยทำอาหาร...สำหรับผู้ป่วยหน่อย”ลู่ชิงหรูได้ฟังคำขอ พอจะเดาได้ทันที...คุณชายหยวนป่วยอย่างนั้นหรือ? เมื่อบ่ายจึงไม่ได้ให้นางมาทำงานนางเพียงคิดเงียบ ๆ แต่ไม่ได้เอ่ยถามอ







