LOGINบทที่ 8 พริตตี้สนามแข่ง
บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสนิทเมื่อประตูปิดลงเบื้องหลังร่างเล็กของนาเนียร์
แสงไฟสีขาวนวลส่องลงบนโต๊ะไม้เรียบหรูตรงกลางห้อง พื้นกระเบื้องสะท้อนแสงเงาเบาบาง เสียงนาฬิกาบนผนังเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ
นาเนียร์ยืนอยู่ใกล้ประตู ใจเต้นแรงจนแทบได้ยินชัดเจนในอก เธอพยายามไม่มองตรงไปยังเจ้าของห้องที่นั่งไขว้ขาอยู่หลังโต๊ะทำงาน
เธอเลือกที่จะเบนสายตามองไปรอบๆ แทน
ผนังด้านข้างมีชั้นวางเอกสารเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ โต๊ะทำงานวางแฟ้มสีเข้มทับซ้อนกันเหมือนผ่านการจัดวางมาอย่างพิถีพิถัน มุมหนึ่งของห้องมีต้นไม้กระถางเล็กๆ ที่เธอไม่เคยสังเกตมาก่อน
ทุกอย่างในห้องดูนิ่ง…นิ่งจนน่าอึดอัด
ขณะที่เธอกำลังแสร้งเพ่งมองปลายแจกันดอกไม้ประดับ เฮดเตอร์ก็ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ เสียงเก้าอี้เลื่อนเบาๆ ดังขึ้นอย่างนุ่มนวล ทว่าในหูของนาเนียร์ มันกลับดังยิ่งกว่าฟ้าผ่า
เขาเดินอ้อมโต๊ะออกมาหาเธออย่างไม่รีบร้อน แต่ทุกก้าวกลับสร้างแรงกดดันราวกับอากาศในห้องลดลงทุกวินาที
นาเนียร์ก้าวถอยไปชิดบานประตูโดยไม่รู้ตัว มือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว เธอยังไม่กล้ามองหน้าเขาแม้แต่นิด
เฮดเตอร์หยุดยืนตรงหน้าเธอ ใกล้พอให้ได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันชัดเจน
กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาแตะปลายจมูกเขา มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมแรงจัด ไม่ใช่กลิ่นยั่วยวนแบบที่ผู้หญิงบางคนชอบใช้ แต่มันกลับมีความร้อนบางเบา ซ่อนอยู่ใต้ความอ่อนโยนของกลิ่นสะอาดและเนื้อผ้าหอมแดด
กลิ่นที่เหมือนแสงอุ่นในเช้าหนาว เรียบง่าย ทว่าทำให้เผลอหายใจลึกอย่างไม่รู้ตัว
เขากะพริบตาช้าๆ เหลือบตามองเส้นผมที่ทิ้งตัวลงข้างแก้มของเธอ เสี้ยวหน้าที่แดงระเรื่อ และดวงตาที่หลุบต่ำจนขนตาแทบปิดความรู้สึกทั้งหมดไว้ข้างใน
“เธอกลัวฉันขนาดนั้นเลยเหรอ” เขาถามเสียงเบา
คำถามนั้นทำให้นาเนียร์สะดุ้งน้อยๆ แต่ก็ยังไม่เงยหน้าขึ้น เธอเพียงส่ายหน้านิดๆ แล้วกัดริมฝีปากไว้แน่น
เขาโน้มตัวเข้าใกล้เล็กน้อยจนเธอได้ยินเสียงทุ้มๆ ชัดยิ่งขึ้นในระยะกระซิบ
“หรือว่า…ไม่ใช่ความกลัว”
คำพูดนั้นเหมือนจุดไฟบางอย่างในใจเธอ แม้เพียงเสี้ยววินาที นาเนียร์ก็รู้ตัวว่าลมหายใจของตัวเองชะงักไป
ในห้องเงียบงัน มีเพียงแรงดึงดูดบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอากาศระหว่างพวกเขา และมันกำลังรุนแรงขึ้น…ราวกับหากไม่มีใครผละตัวออกไปเสียตอนนี้ สัญชาตญาณบางอย่างอาจจะควบคุมไม่ได้อีกต่อไป
“เตรียมตัวลงสนาม”
เฮดเตอร์ผละตัวออก เขายกแขนขึ้นกอดอกมองหน้าหญิงสาวพลางเลิกคิ้วให้
“อะ อะไรนะคะ”
“ตามที่บอก วันนี้ฉันมีแข่งรถ”
“แล้ว…”
ไม่ทันได้ถามอะไรต่อให้จบ เธอก็ถูกเฮดเตอร์พนักหน้าให้เบาๆ เป็นการบอกให้ออกไปจากห้อง
นาเนียร์จำต้องหันหลังเดินออกมาอย่างงุนงง เธอเดินมาถึงบันไดพอดีและเป็นจังหวะที่ชายสามคนเดินขึ้นมาพอดี
“สาวน้อย น่ารักวะ” เสียงหนึ่งดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเข้มของชายหน้าตาดีอีกคน
“เพลาๆ บ้างเถอะ น้องมันยังดูไม่บรรลุนิติภาวะเลย”
“แหม ก็แค่แซวไหมวะไอ้นี่ ว่าแต่น้องชื่ออะไรเหรอคะ ทำงานกับเฮดเตอร์นานยัง ทำไมพี่ไม่เคยเห็นหน้าเราเลยคะ” ลีออง เจ้าของรอยยิ้มหวานกะพริบตาปริบๆ ถามนาเนียร์ ขณะที่ต้นหนกับกันต์ส่ายหน้าเบาๆ
“น้องไอ้ณ” เฮดเตอร์เปิดประตูห้องทำงานออกมาตอบคำถามเพื่อนสนิทเสียงเข้ม
“ฮะ! นี่น้องไอ้ณเหรอ น่ารักมาก”
“ไม่เห็นมันเคยพูดว่ามีน้อง” ต้นหนเลิกคิ้วให้นาเนียร์ที่ยืนเกร็งอยู่กับที่
“เรื่องส่วนตัวมัน มันไม่บอกก็ไม่เห็นแปลก” กันต์พูดเสียงเรียบพร้อมกับเบียดเพื่อนเดินออกมาจากบันได เข้าห้องทำงานเฮดเตอร์ไปก่อน
“แต่น่ารัก พี่ชื่อลีอองนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักน้อง…”
“นาเนียร์ค่ะ”
“ว้าว น้องนัวเนียร์ เอ้ย! นาเนียร์”
“ค่ะ…” นาเนียร์รีบผละตัวออกจากจุดนั้น ขณะที่เสียงแซวเบาๆ ของลีออกยังตามมาเป็นละลอกจนเสียงเงียบไป
ณคุณที่เพิ่งออกไปดูสนามมา เห็นน้องสาวเดินจ้ำอ้าวผ่านหน้าไปก็อดสงสัยไม่ได้ จึงเดินตามหลังไปติดๆ
“อ๊ะ!”
“พี่เอง ตกใจอะไรขนาดนั้น”
“พี่ณ…” นาเนียร์ถอนหายใจเบาๆ “ไม่มีอะไรค่ะ เนียร์กำลังจะไปเตรียมตัวลงสนาม เฮียเตอร์บอกมา”
“ฮะ? ลงสนาม วันนี้เขามีแข่งรถกับเพื่อนนี่ เราทำไม…”
“ไม่รู้ค่ะ ถูกบอกมาแบบนั้น”
“แล้วเฮียพูดอะไรอีกไหม”
“ไม่นะ บอกน้องว่าให้ลงสนาม เขามีแข่งรถเท่านั้นค่ะ”
“อืม…งั้นพี่ไม่กวนแล้ว พี่มีงานทำเหมือนกัน เจอกันที่สนามแล้วกัน”
นาเนียร์เดินตรงไปยังห้องเตรียมตัวข้างสนามด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เฮดเตอร์สั่งให้ทำนั้นคืออะไรกันแน่ แต่เมื่อเดินเข้าไปในห้องที่พนักงานหญิงสองคนรออยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับรอยยิ้มเป็นมิตรที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เธอก็เริ่มเข้าใจทีละนิด
“นาเนียร์ใช่ไหม มาๆ เชิญตรงนี้เลยค่ะ วันนี้เฮียให้น้องแต่งตัวเป็นพริตตี้สนามนะคะ”
“…คะ?” นาเนียร์ขมวดคิ้ว เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “พริตตี้?”
“ใช่จ้ะ ชุดเตรียมไว้แล้ว อยู่ตรงนี้เลย” พนักงานผายมือไปทางชุดที่แขวนรออยู่บนราวเหล็ก เป็นชุดรัดรูปแนบเนื้อสีดำแดง ตัดเย็บดีแต่สั้นจนใจหาย มาพร้อมรองเท้าบูทส้นสูงและเสื้อคลุมสั้นอีกชิ้นที่ดูแทบไม่ได้ช่วยปิดอะไรนัก
นาเนียร์กลืนน้ำลายลงคอ ใจหนึ่งอยากโทรหาพี่ชาย แต่อีกใจก็รู้ว่าเธอควรจัดการเอง
“แล้ว…ทำไมต้องเป็นเนียร์ล่ะคะ ปกติพวกนี้เขามีพริตตี้ประจำสนามไม่ใช่เหรอคะ?”
“วันนี้เฮียอยากโชว์อะไรพิเศษนิดหน่อยค่ะ คนทั้งสนามจะได้รู้ว่า ‘ใคร’ คือคนของเฮียเตอร์” พนักงานอีกคนยิ้มบางๆ อย่างรู้ทัน
นาเนียร์เม้มริมฝีปากแน่น ความร้อนวาบขึ้นมาบนใบหน้า ไม่รู้ว่าควรโกรธ อาย หรือหัวเราะกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นดี แต่สุดท้าย เธอก็ยอมเดินเข้าไปในห้องเปลี่ยนชุด ทิ้งเสียงถอนหายใจไว้ข้างหลัง
เมื่อเธอก้าวออกมาอีกครั้ง ชุดที่สวมอยู่ทำให้เธอแทบไม่กล้าสบตาใคร เสื้อรัดรูปเผยสัดส่วนมากกว่าที่เธอคิด ส่วนกระโปรงสั้นก็ทำให้ทุกย่างก้าวต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเรื่องน่าอาย
“สวยมากค่ะน้องนาเนียร์ เฮียเห็นต้องปลื้มแน่นอน” พนักงานหญิงปรบมือเบาๆ ก่อนจะส่งหมวกและหูฟังสนามให้เธอ
นาเนียร์ไม่พูดอะไร เธอเพียงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องอย่างมั่นคงภายนอก แม้ภายในจะยังคงปั่นป่วน
ที่สนาม เสียงเครื่องยนต์เริ่มคำรามลั่น บรรยากาศคึกคักราวกับงานแข่งระดับประเทศ ผู้คนหันมองทันทีเมื่อเห็นเธอปรากฏตัว
รวมถึงเฮดเตอร์ที่เพิ่งเดินออกจากเต็นท์นักแข่ง…และหยุดกึกไปชั่วขณะ ดวงตาคมจ้องมองเธอราวกับกำลังสำรวจทุกอณูของร่างกาย
กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เขาเคยได้กลิ่นเมื่อคราวก่อนยังติดอยู่ในความทรงจำ…แต่ครั้งนี้ เธอไม่ใช่แค่ ‘น้องสาวของใครบางคน’ อีกต่อไปแล้ว
ครั้งนี้ เธอคือคนที่เขาดันขึ้นเวที…ต่อหน้าทุกสายตาในสนามนี้เอง
———————————
อิเฮียแกแกล้งน้องง
*สำคัญโปรดอ่าน ตั้งแต่ตอนที่ 10 ขึ้นไปไรต์ขอติดเหรียญนะคะ เรื่องนี้มีอีบุ๊กเหมือนเดิม แต่อาจจะช้าหน่อยน้า ฝากสนับสนุนด้วยนะงับ 🙏🏻🫰🏻
ตอนพิเศษ 2เช้าวันหยุดในบ้านหลังใหญ่บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ห้องโถงกลางถูกจัดแต่งด้วยดอกไม้สีขาวสลับชมพูอ่อน กลิ่นหอมอวลไปทั่วจนสร้างความอบอุ่นราวกับงานหมั้นเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยความหมายยิ่งใหญ่กันต์กำลังช่วยช่างจัดดอกไม้ยกแจกันไปตั้งตรงมุมโต๊ะอย่างตั้งใจ“พวกนายวางตรงนี้สิ จะได้บาลานซ์กับเวที” เขาพูดพร้อมหันไปเช็กตำแหน่งต้นหนยืนพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น พลางก้มหน้ากางแผนผังการจัดโต๊ะ“นี่พวกแขกผู้ใหญ่ต้องนั่งฝั่งไหนกันแน่ เฮดเตอร์ถ้าไม่รีบตอบ เดี๋ยวพรุ่งนี้คนมาแล้วจะมั่วกันหมดนะเว้ย”ลีอองหัวเราะพลางยกถาดแก้วน้ำมาวางเรียงบนโต๊ะรับแขก“ใจเย็นๆ หน่อยเถอะไอ้ต้น มึงก็เหมือนแม่บ้านไปทุกทีแล้วนะ”เสียงหยอกล้อทำให้เฮดเตอร์ที่นั่งตรวจเช็กรายชื่อแขกอยู่เงยหน้าขึ้น เขายิ้มบางๆ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากเพื่อนสนิทที่ร่วมลงแรงกันเต็มที่ระหว่างที่ทุกคนกำลังวุ่นอยู่ เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางประตูบ้าน ก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ามีเค้าโครงคล้ายเฮดเตอร์ไม่ผิดเพี้ยน“เซอร์ไพรส์!”ทุกสายตาหันไปทันที เฮดเตอร์ชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง ดวงตาคมวาวด้วยความดีใจ“ไอ้คิว!”ร่างส
ตอนพิเศษ 1ย่างเข้าสู่ปีที่สี่ของการเป็นนักเรียนแพทย์ การเจอกันกับเฮดเตอร์ก็น้อยลงตามตารางเรียนที่มากขึ้น และเป็นปีสี่ของนาเนียร์ที่ต้องขึ้นชั้นคลินิกและได้ราวน์คนไข้จริงๆ กับอาจารย์หมอเสียงโทรศัพท์สั่นและดังเบาๆ อยู่ในกระเป๋าเสื้อของนาเนียร์ เธอวางแฟ้มเอกสารลงบนเคาน์เตอร์แล้วเดินไปหลบมุมเพื่อรับสายของเฮดเตอร์“เฮีย เนียร์ยุ่งอยู่ค่ะ มีอะไรด่วนไหม”(เปล่า แค่คิดถึงเด็กดื้อน่ะ)“อ๋อ คิดถึงเหมือนกันนะคะ อย่าน้อยใจนะที่เนียร์ไม่มีเวลาให้ ช่วงนี้ยุ่งมากจริงๆ”เสียงถอนหายใจทุ้มต่ำลอดผ่านมาทางสายคล้ายจะกลั้นความน้อยใจเอาไว้ไม่มิด(รู้หรอกว่าเรายุ่ง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า…ตอนนี้ใครกันแน่ที่อยู่กับเนียร์มากกว่าเฮีย)น้ำเสียงติดกระเซ้า ทว่ามีความน้อยใจแฝงอยู่จนหัวใจนาเนียร์สะดุ้ง เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามอธิบายเสียงเบา“ไม่มีใครทั้งนั้นค่ะเฮีย มีแต่คนไข้กับอาจารย์หมอ เนียร์อยากให้เฮียเข้าใจนะ”เฮดเตอร์หัวเราะหึเบาๆ แต่ก็ยังไม่อาจปิดบังความรู้สึกในใจได้(แต่เฮียก็ยังอยากให้เราเจอกันบ้าง…ไม่ใช่แค่ได้ยินเสียงผ่านโทรศัพท์แบบนี้)มือที่จับโทรศัพท์ของนาเนียร์สั่นน้อยๆ เธอหลับตาลง สูดลมหายใจลึกแล้วตอบด
บทที่ 55 บทส่งท้ายเปิดเทอมปีสองของนักศึกษาแพทย์มาได้ไม่กี่สัปดาห์ แต่นาเนียร์ก็สัมผัสได้ถึงความหนักหน่วงที่ต่างจากเดิม ทั้งชั่วโมงเรียนที่ยาวนานกว่าปีแรก และเนื้อหาวิชาที่เข้มข้นขึ้นจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เธอมักกลับมาบ้านหรือคอนโดพร้อมกับความเหนื่อยล้าเต็มสองแขน แต่สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือเธอไม่เคยต้องแบกรับเพียงลำพังอีกแล้วเฮดเตอร์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังคงนิสัยเจ้าเล่ห์และแฝงความกวนประสาทอยู่ตลอด แต่เวลามีเธออยู่ใกล้กลับกลายเป็นคนใจเย็นลงอย่างน่าประหลาด ยิ่งหลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นขึ้นจนเหมือนหายใจด้วยจังหวะเดียวกันเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน นาเนียร์เดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากมหาวิทยาลัยอย่างอิดโรย แต่ทันทีที่เห็นร่างสูงคุ้นตายืนพิงรถหรูรออยู่ หัวใจที่หนักอึ้งกลับเบาสบายอย่างน่าประหลาด“เฮียขา…” เสียงหวานอ้อนดังขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาใกล้ เธอยกแขนคล้องเอวเขาแน่นเหมือนหาที่พักพิงเฮดเตอร์ก้มลงสบตา ดวงตาคมอ่อนแสงลงอย่างไม่รู้ตัว มือหนายกขึ้นลูบผมเธอเบาๆ“เหนื่อยอีกแล้วใช่ไหมตัวเล็ก”เธอพยักหน้าหงึกๆ พลางซบลงกับอกกว้าง“เหนื่อยมากเลยค่ะ วันนี้เรี
บทที่ 54 เด็กขี้อ้อนหลายเดือนต่อมานาเนียร์เดินมาหาเฮดเตอร์ที่ยืนรออยู่หน้าบ้านด้วยท่าทางอิดโรยสุดๆ ทันทีที่ปลายรองเท้าและกับปลายรองเท้าเขา แขนสองข้างก็อ้าออกและสวมกอดเอวสอบอัตโนมัติ“ขออ้อนหน่อย เรียนเหนื่อยมาทั่งอาทิตย์เลย”“อยากกินอะไรอร่อยๆ ไหม เฮียตามใจเราหนึ่งวัน”“ไม่อยากกินอะไรเลยค่ะ อยากนอนบนตัวเฮียมากกว่า”“ขี้อ้อนจริงๆ นะเรา”“น้อยๆ หน่อยน้องสาว” เสียงณคุณดังขึ้นจากทางด้านหลังนาเนียร์ เขาถือถุงผ้าใบโปรดของน้องสาวมายื่นให้เฮดเตอร์พลางยกมือขึ้นไปแตะหน้าผากน้องด้วยความมันเขี้ยว “ฝากด้วยเฮีย บ่นว่าเหนื่อยตั้งแต่ไปรับมาจากมหา‘ลัยแล้ว”“อืม แล้วมึงจะเข้าบริษัทตอนไหน ถ้าเข้าไปกูฝากดูรถแข่งด้วย”“อีกหนึ่งชั่วโมงเฮีย”“อืม”“ไปเถอะ อยากนอนแล้ว” นาเนียร์หันไปยกมือไหว้พี่ชาย แล้วเดินอ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่งเองเมื่อเห็นแบบนั้นเฮดเตอร์จึงเชิดหน้าน้อยๆ ให้ณคุณแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ“เหนื่อยขนาดนั้นเลย?”“มากค่ะ เรียนว่าหนักแล้วนะ อาจารย์บอกว่าเทอมสองจะต้องเรียนผ่าอาจารย์ใหญ่แล้ว ขนลุกไม่หาย”“ก็เราเลือกเอง”“ก็จริงค่ะ แค่บ่นให้ฟันเฉยๆ สนใจมาเป็นอาจารย์ใหญ่ให้เนียร์ลองผ่าเล่นๆ ไหม”“ตลก
บทที่ 53 แฟนหรือพ่อ?หลังกลับจากไปเยี่ยมครอบครัวเฮดเตอร์ นาเนียร์ก็เข้าสู่โหมดปกติ เธอเรียนเช้าเลิกค่ำ บางวันก็ดึกเพราะทำรายงานกับกลุ่มเพื่อน ส่วนเฮดเตอร์ก็รับหน้าที่คอยส่งข้าวส่งน้ำเช่นเคย และเขายังเป็นที่รู้จักของเพื่อนๆ ในกลุ่มของนาเนียร์อีก“เฮีย”“หืม?” เขารีบวางโทรศัพท์แล้วหันหน้ามองนาเนียร์ทันที“อาทิตย์นี้ขอนอนหอกับรูมเมทนะคะ อาทิตย์หน้าค่อยจะไปค้างกับเฮียที่คอนโด”เฮดเตอร์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำขอจากปากเธอ ดวงตาคมกริบที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความผ่อนคลายค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแววเคร่งขรึม แต่ก็ยังมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่“ทำไมล่ะ” เสียงทุ้มถามเรียบๆ แต่แฝงน้ำหนักบางอย่างที่นาเนียร์ฟังออกเธอยกมือขึ้นเสยผมทัดหู เกิดอาการประหม่าเล็กๆ“ก็…อยากอยู่ทำงานกับเพื่อนๆ ให้เสร็จ จะได้ไม่เกรงใจเฮีย อีกอย่าง…นอนหอบ้างก็ดีเหมือนกันค่ะ เนียร์กลัวว่าเฮียจะลำบาก ต้องคอยรับส่งทุกวัน”เฮดเตอร์กอดอก เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าเหมือนกำลังชั่งใจระหว่างความหวงแหนกับความเข้าใจ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอเบาๆ“พูดซะดีเชียวนะ” เขาโน้มตัวมาข้างหน้า เอื้อมมือแตะปลายคางมนให้เงยหน้าขึ้นสบตา “แ
บทที่ 52 ครอบครัวของเฮดเตอร์ในห้องทำงานของเฮดเตอร์ ณคุณเดินตามทั้งสองมา และได้เอ่ยขึ้นเสียงเรียบเมื่อเห็นเฮดเตอร์รั้งใบหน้าน้องสาวไปจูบเบาๆ ต่อหน้าต่อตาเขา“เฮียก็เบาๆ หน่อยแล้วกัน ผมไม่อยากให้นาเนียร์เสียอนาคตที่จะเป็นหมอตอนนี้”“รู้หรอกน่า”“ก็…เบาๆ หน่อย”“พี่ณ…”“เรานั่นแหละตัวดีเลย แล้วจะกลับบ้านเลยไหม หรือจะกลับไปนอนที่หอพัก?” ณคุณเอ่ยถามนาเนียร์ ทว่าเฮดเตอร์กลับโอบเอวบางไว้หลวมๆ“นาเนียร์จะกลับไปนอนที่คอนโดกับกู”“โอเค” ณคุณส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอาใจ แล้วหันหลังเดินออกมาจากห้องทำงานของเฮดเตอร์ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลงตามร่างสูงของณคุณ ความเงียบก็เข้ามาแทนที่ เฮดเตอร์ยังคงโอบเอวนาเนียร์ไว้แน่น ร่างสูงโน้มตัวลงเล็กน้อยจนปลายจมูกเฉียดผิวแก้มใสของเธอ“พี่ณของเธอนี่แม่ง…ทำอย่างกับฉันจะกินเธอตรงนี้เลย” เขาเอ่ยเสียงทุ้ม แฝงรอยหัวเราะในลำคออย่างขี้เล่นนาเนียร์หน้าแดงจัด รีบผลักแผ่วๆ ที่อกหนา แต่กลับไม่ขยับแม้แต่น้อย เพราะเฮดเตอร์จงใจยืนขวางเอาไว้ ดวงตาคมสบมองเธอแน่วแน่ ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์“ว่าแต่…” เขาโน้มเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “ถ้าจะเดินจับมือไปด้วยกันจริงๆ แบบที่ถามต







