LOGINบทที่ 7 เกมจับผิด
เช้าวันถัดมา แสงแดดที่ลอดผ่านกระจกสูงในออฟฟิศดูเหมือนจะอบอุ่นกว่าวันก่อน ทว่าในใจของนาเนียร์กลับเต็มไปด้วยความเย็นเยียบและหวั่นไหว
เธอก้าวเข้ามาในที่ทำงานด้วยหัวใจเต้นระรัว แม้จะพยายามทำตัวปกติแค่ไหน แต่ความคิดถึงภาพเมื่อคืนก็ยังตามหลอกหลอน แววตาเย่อหยิ่งแต่เร่าร้อนของเฮดเตอร์…เสียงคราง…ท่าทางของเขา…
นาเนียร์กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ขณะที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่เดินผ่านหน้าห้องทำงานของเจ้านายโดยตรง ทว่าก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองไปยังประตูที่ปิดสนิทนั้น
ในใจเธอภาวนา…ขออย่าให้เขาออกมา ขออย่าให้เขาเห็นหน้าเธอ
แต่วินาทีนั้นเอง เสียงเปิดประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น
แกร็ก
ขาเธอแทบหยุดเดินโดยอัตโนมัติ
เฮดเตอร์ก้าวออกมาจากห้องในชุดเสื้อเชิ้ตสำดำ หัวคิ้วเข้มที่มักมีร่องพับของความเคร่งขรึม วันนี้กลับฉายแววบางอย่างที่เธอไม่กล้ามองตรงๆ
“นาเนียร์” เสียงทุ้มเย็นเอ่ยเรียก ทำเอาเธอสะดุ้งเล็กน้อย
เธอหันขวับไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“คะ?”
“เข้ามาหาฉันหน่อย มีเรื่องจะคุย” เขาไม่ได้พูดเสียงดัง แต่ท่าทีแน่วแน่จนเธอไม่กล้าปฏิเสธ
นาเนียร์เดินตามเขาเข้าไปในห้องทำงานอย่างกลั้นใจ ประตูถูกปิดลงอย่างแน่นหนาในวินาทีถัดมา
“นั่งสิ” เขาพยักหน้าให้เธอไปที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน
เธอทรุดตัวลงอย่างฝืนใจ มือทั้งสองประสานกันบนตักเพื่อกลบความสั่น
เฮดเตอร์ไม่พูดทันที เขาเพียงมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังจับสังเกตทุกปฏิกิริยาในใบหน้าเล็กนั้น ก่อนที่เขาจะเลื่อนลิ้นชักโต๊ะออก แล้วหยิบกล่องพลาสติกใสขนาดเล็กขึ้นมาวางบนโต๊ะ
ในกล่องนั้นเป็นของเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง…พวงกุญแจหมีผ้าเก่าๆ ที่เธอคล้องพกติดตัวตลอดเพราะเป็นตุ๊กตาติดพวงกุญแจห้องนอนตัวเอง และเมื่อวานเธอก็พกมันมาและ…
“ของเธอหรือเปล่า?” เขาถามเสียงเรียบ แต่สายตาจับจ้องไม่ละไปจากเธอ
นาเนียร์เบิกตากว้างเล็กน้อย หัวใจร่วงวูบไปถึงตาตุ่ม
“…คะ…?” เธอแกล้งถามกลับ รู้ทั้งรู้ว่าปฏิเสธไม่ได้
“ฉันเจออยู่หน้าห้องทำงานเมื่อคืน” น้ำเสียงของเขาเริ่มเย็นลงนิดๆ
เธอกะพริบตาถี่ พยายามควบคุมสีหน้า
“…ของเนียร์เองค่ะ”
“แสดงว่าเธอมาที่นี่เมื่อคืน?”
“…ค่ะ…” เธอก้มหน้า “เพราะลืมแฟ้ม เลยให้พี่ณคุณพามาเอา…”
เฮดเตอร์ไม่พูดอะไรในทันที แต่เขายกมือขึ้นลูบปลายคางอย่างครุ่นคิด สายตานิ่งเฉียบยังจับจ้องเธอไม่ลดละ
“แล้วเธอเห็นอะไร…บ้างไหม?”
คำถามนั้นเหมือนเข็มที่แทงทะลุผนังบางๆ ที่เธอพยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง นาเนียร์เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“…ไม่ค่ะ ไม่เห็นอะไรเลย”
เขาขยับตัวพิงพนักเก้าอี้ เอนตัวเล็กน้อย แต่แววตานั้นกลับบอกว่าเขาไม่ได้เชื่อคำตอบของเธอเลยแม้แต่นิด
“ถ้าไม่เห็น…ก็อย่าคิดจะพูดถึงสิ่งที่ไม่เห็นเข้าใจไหม”
น้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงคำเตือนอย่างชัดเจน
นาเนียร์พยักหน้าเงียบๆ ดวงตาเริ่มหลบสายตาเขาเหมือนเด็กทำผิด
เฮดเตอร์ยื่นกล่องใส่นั้นส่งให้เธอ
“ของเธอ”
เธอยื่นมือไปรับมาอย่างกลัวๆ กล้าๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน
“ขอตัวกลับไปทำงานนะคะ”
เขาไม่ตอบ เธอจึงเปิดประตูออกและรีบเดินออกจากห้องโดยเร็วที่สุด เสียงประตูปิดลงเบาๆ ทิ้งให้ภายในห้องทำงานกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
เฮดเตอร์ถอนหายใจเบาๆ พึมพำกับตัวเองในน้ำเสียงยากจะเดาอารมณ์
“…ตาไวใช่เล่น…”
นาเนียร์เดินกลับไปที่โต๊ะตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก มือทั้งสองกำพวงกุญแจหมีผ้าแน่นราวกับมันจะช่วยยึดเธอไว้ไม่ให้จมลงไปในความคิดฟุ้งซ่านที่ตีวนอยู่ในหัว
เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าผากเบาๆ พยายามเรียกสติตัวเองกลับมาให้ได้
“เขาถามว่าเห็นอะไรไหม…แล้วก็พูดแบบนั้น…ชัดเจนเลยว่าเขารู้ว่าเราเห็น…หรือเขาเดา?”
นาเนียร์กัดริมฝีปากล่างแน่น
“บ้าจริง…” เธอพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ใบหน้าเริ่มร้อนวูบขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่ทันตั้งตัว
แม้จะพยายามกลอกตาไปทางอื่น มองคอมพิวเตอร์ มองกระถางต้นไม้ มองแม้กระทั่งถ้วยกาแฟเก่าๆ ที่วางอยู่ข้างโต๊ะ แต่ภาพนั้น…ภาพที่เขาโอบรัดผู้หญิงคนนั้นไว้แน่น เสียงหายใจที่แผ่วต่ำ เสียงคำพูดที่แทรกอยู่ในความเงียบ และแววตาเร่าร้อนของเขา…กลับยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที
“โอ๊ย! ออกไปจากหัวฉันทีเถอะ!!” เธอทึ้งผมเบาๆ อย่างหงุดหงิดกับตัวเอง หันไปกดเปิดคอมหวังจะตัดภาพในหัวด้วยงานกองโต
แต่มันกลับไม่ได้ผลเลยสักนิด
ทำไมต้องมาหลอกหลอนกันแบบนี้ด้วยนะ?
เธอไม่รู้ว่ามันเป็นความเขิน ความอาย หรือความรู้สึกประหลาดที่ไม่กล้าเรียกชื่อ…แต่ทุกครั้งที่ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว หัวใจก็เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
หรือเพราะเขาหล่อ? เพราะเขาดูร้าย? หรือเพราะเขาจับได้ว่าเรารู้?
นาเนียร์ยกมือขึ้นปิดหน้าร้องอ๊ากเบาๆ แบบไร้เสียงกลางอากาศ
แย่แล้วนาเนียร์ นี่ไม่ใช่เวลามามโนว่าฉากเมื่อคืนมันเหมือนซีรีส์!! เขาคือเฮดเตอร์!! เจ้านายของพี่ณ!! เจ้านายของเรา!!
เธอส่ายหน้าแรงๆ ขยี้ภาพในหัวเหมือนจะปัดฝุ่นบนโต๊ะ แล้วสูดหายใจลึก ดึงเอกสารมากองตรงหน้า
“มีงานต้องทำ…ตั้งสตินาเนียร์ ตั้งสติ!”
แต่แม้จะบอกตัวเองยังไง…เสียงทุ้มต่ำของเขาก็ยังแทรกเข้ามาในหัวอย่างแนบเนียน
‘อย่าคิดจะพูดถึงสิ่งที่ไม่เห็น เข้าใจไหม’
ประโยคนั้น…ทั้งน่ากลัว ทั้งท้าทาย…และยิ่งกว่านั้นคือ
“แย่แน่…นี่ฉันกำลังสนใจผู้ชายแบบนั้นอยู่จริงๆ เหรอเนี่ย…” เธอพึมพำเบาๆ แล้วรีบยกเอกสารขึ้นบังหน้าตัวเอง…เพื่อซ่อนสีหน้าแดงก่ำที่ไม่มีใครควรเห็นเลยสักนิด
นาเนียร์พยายามซุกหน้าหลบอยู่หลังแฟ้มเอกสารหนาเตอะ เธอก้มหน้าก้มตาไล่สายตาอ่านรายงานแบบไม่ได้เข้าสมองแม้แต่นิดเดียว ประโยคที่เฮดเตอร์พูดในห้องเมื่อเช้ายังดังก้องอยู่ในหัวเหมือนถูกเปิดวนลูปไม่หยุด
‘ถ้าไม่เห็น…ก็อย่าคิดจะพูดถึงสิ่งที่ไม่เห็น เข้าใจไหม’
น้ำเสียงนั้น…เยือกเย็น แต่ทรงพลัง แววตาที่จ้องมาก็ไม่ได้เพียงแค่ขู่ มันเหมือนเขาอ่านใจเธอออกหมดทุกความคิดเสียมากกว่า
นาเนียร์ขมวดคิ้วแน่น พยายามสลัดความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาอีกระลอก นี่เราไม่ได้ตื่นเต้นเพราะความกลัวใช่ไหม? แล้วมันคืออะไรล่ะ…ความสนใจ? ความตื่นเต้น? หรือ
“บ้า! หยุดเลย!” เธอกระซิบดุตัวเองพลางยกมือฟาดหน้าผากตัวเองเบาๆ
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนจากอีเมลก็ดังขึ้น ติ๊ง!
เธอรีบก้มลงดูอย่างยินดีที่มีอะไรมาช่วยดึงเธอกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง และใจเธอก็ชะงักวูบเมื่อเห็นชื่อผู้ส่งขึ้นอยู่บนสุดในกล่องข้อความเข้า
From: H. Deter
Subject: Meeting
Message: ขึ้นมาที่ห้องฉันอีก ตอนนี้
“…ตอนนี้เลยเหรอ?”
เธอกลืนน้ำลายลงคออีกครั้งอย่างฝืดเฝื่อน ใจเริ่มสั่น ทั้งร่างแข็งค้างอยู่หน้าโต๊ะ มือที่กำเมาส์ค้างเริ่มเหงื่อซึม เขาจะพูดอะไรอีก? เขาจะตำหนิ? หรือเขารู้ว่าเราคิดอะไรอยู่?
นาเนียร์ยันตัวลุกขึ้นอย่างช้าๆ หัวใจเต้นโครมคราม เธอพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด ทั้งที่ข้างในวุ่นวายราวกับพายุ
แต่ในจังหวะที่เธอหมุนตัวจะเดินไปทางห้องทำงานประตูปิดนั้น เสียงแซวจากเพื่อนร่วมงานก็ดังแทรกขึ้นมา
“อุ๊ย~ เจ้านายเรียกน้องอีกรอบ สงสัยเมื่อเช้ายังคุยไม่จุใจน้า~”
นาเนียร์ชะงักกึก แสร้งหัวเราะแห้งๆ ตอบไป
“คงเรื่องเอกสารมั้งคะ…”
แล้วรีบจ้ำอ้าวเดินออกไปทันที ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง ขอเถอะ…ขอให้ครั้งนี้อย่าให้เขามองแบบนั้นอีกเลย…
แต่ข้างในใจลึกๆ…เธอกลับรู้ตัวดีว่าเธอกำลังกลัว…ไม่ใช่กลัวว่าเขาจะดุ แต่กลัวว่าจะเผลอมองเขากลับ…ด้วยสายตาแบบเดียวกับเมื่อคืนอีกครั้ง
ตอนพิเศษ 2เช้าวันหยุดในบ้านหลังใหญ่บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ห้องโถงกลางถูกจัดแต่งด้วยดอกไม้สีขาวสลับชมพูอ่อน กลิ่นหอมอวลไปทั่วจนสร้างความอบอุ่นราวกับงานหมั้นเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยความหมายยิ่งใหญ่กันต์กำลังช่วยช่างจัดดอกไม้ยกแจกันไปตั้งตรงมุมโต๊ะอย่างตั้งใจ“พวกนายวางตรงนี้สิ จะได้บาลานซ์กับเวที” เขาพูดพร้อมหันไปเช็กตำแหน่งต้นหนยืนพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น พลางก้มหน้ากางแผนผังการจัดโต๊ะ“นี่พวกแขกผู้ใหญ่ต้องนั่งฝั่งไหนกันแน่ เฮดเตอร์ถ้าไม่รีบตอบ เดี๋ยวพรุ่งนี้คนมาแล้วจะมั่วกันหมดนะเว้ย”ลีอองหัวเราะพลางยกถาดแก้วน้ำมาวางเรียงบนโต๊ะรับแขก“ใจเย็นๆ หน่อยเถอะไอ้ต้น มึงก็เหมือนแม่บ้านไปทุกทีแล้วนะ”เสียงหยอกล้อทำให้เฮดเตอร์ที่นั่งตรวจเช็กรายชื่อแขกอยู่เงยหน้าขึ้น เขายิ้มบางๆ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากเพื่อนสนิทที่ร่วมลงแรงกันเต็มที่ระหว่างที่ทุกคนกำลังวุ่นอยู่ เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางประตูบ้าน ก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ามีเค้าโครงคล้ายเฮดเตอร์ไม่ผิดเพี้ยน“เซอร์ไพรส์!”ทุกสายตาหันไปทันที เฮดเตอร์ชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง ดวงตาคมวาวด้วยความดีใจ“ไอ้คิว!”ร่างส
ตอนพิเศษ 1ย่างเข้าสู่ปีที่สี่ของการเป็นนักเรียนแพทย์ การเจอกันกับเฮดเตอร์ก็น้อยลงตามตารางเรียนที่มากขึ้น และเป็นปีสี่ของนาเนียร์ที่ต้องขึ้นชั้นคลินิกและได้ราวน์คนไข้จริงๆ กับอาจารย์หมอเสียงโทรศัพท์สั่นและดังเบาๆ อยู่ในกระเป๋าเสื้อของนาเนียร์ เธอวางแฟ้มเอกสารลงบนเคาน์เตอร์แล้วเดินไปหลบมุมเพื่อรับสายของเฮดเตอร์“เฮีย เนียร์ยุ่งอยู่ค่ะ มีอะไรด่วนไหม”(เปล่า แค่คิดถึงเด็กดื้อน่ะ)“อ๋อ คิดถึงเหมือนกันนะคะ อย่าน้อยใจนะที่เนียร์ไม่มีเวลาให้ ช่วงนี้ยุ่งมากจริงๆ”เสียงถอนหายใจทุ้มต่ำลอดผ่านมาทางสายคล้ายจะกลั้นความน้อยใจเอาไว้ไม่มิด(รู้หรอกว่าเรายุ่ง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า…ตอนนี้ใครกันแน่ที่อยู่กับเนียร์มากกว่าเฮีย)น้ำเสียงติดกระเซ้า ทว่ามีความน้อยใจแฝงอยู่จนหัวใจนาเนียร์สะดุ้ง เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามอธิบายเสียงเบา“ไม่มีใครทั้งนั้นค่ะเฮีย มีแต่คนไข้กับอาจารย์หมอ เนียร์อยากให้เฮียเข้าใจนะ”เฮดเตอร์หัวเราะหึเบาๆ แต่ก็ยังไม่อาจปิดบังความรู้สึกในใจได้(แต่เฮียก็ยังอยากให้เราเจอกันบ้าง…ไม่ใช่แค่ได้ยินเสียงผ่านโทรศัพท์แบบนี้)มือที่จับโทรศัพท์ของนาเนียร์สั่นน้อยๆ เธอหลับตาลง สูดลมหายใจลึกแล้วตอบด
บทที่ 55 บทส่งท้ายเปิดเทอมปีสองของนักศึกษาแพทย์มาได้ไม่กี่สัปดาห์ แต่นาเนียร์ก็สัมผัสได้ถึงความหนักหน่วงที่ต่างจากเดิม ทั้งชั่วโมงเรียนที่ยาวนานกว่าปีแรก และเนื้อหาวิชาที่เข้มข้นขึ้นจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เธอมักกลับมาบ้านหรือคอนโดพร้อมกับความเหนื่อยล้าเต็มสองแขน แต่สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือเธอไม่เคยต้องแบกรับเพียงลำพังอีกแล้วเฮดเตอร์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังคงนิสัยเจ้าเล่ห์และแฝงความกวนประสาทอยู่ตลอด แต่เวลามีเธออยู่ใกล้กลับกลายเป็นคนใจเย็นลงอย่างน่าประหลาด ยิ่งหลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นขึ้นจนเหมือนหายใจด้วยจังหวะเดียวกันเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน นาเนียร์เดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากมหาวิทยาลัยอย่างอิดโรย แต่ทันทีที่เห็นร่างสูงคุ้นตายืนพิงรถหรูรออยู่ หัวใจที่หนักอึ้งกลับเบาสบายอย่างน่าประหลาด“เฮียขา…” เสียงหวานอ้อนดังขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาใกล้ เธอยกแขนคล้องเอวเขาแน่นเหมือนหาที่พักพิงเฮดเตอร์ก้มลงสบตา ดวงตาคมอ่อนแสงลงอย่างไม่รู้ตัว มือหนายกขึ้นลูบผมเธอเบาๆ“เหนื่อยอีกแล้วใช่ไหมตัวเล็ก”เธอพยักหน้าหงึกๆ พลางซบลงกับอกกว้าง“เหนื่อยมากเลยค่ะ วันนี้เรี
บทที่ 54 เด็กขี้อ้อนหลายเดือนต่อมานาเนียร์เดินมาหาเฮดเตอร์ที่ยืนรออยู่หน้าบ้านด้วยท่าทางอิดโรยสุดๆ ทันทีที่ปลายรองเท้าและกับปลายรองเท้าเขา แขนสองข้างก็อ้าออกและสวมกอดเอวสอบอัตโนมัติ“ขออ้อนหน่อย เรียนเหนื่อยมาทั่งอาทิตย์เลย”“อยากกินอะไรอร่อยๆ ไหม เฮียตามใจเราหนึ่งวัน”“ไม่อยากกินอะไรเลยค่ะ อยากนอนบนตัวเฮียมากกว่า”“ขี้อ้อนจริงๆ นะเรา”“น้อยๆ หน่อยน้องสาว” เสียงณคุณดังขึ้นจากทางด้านหลังนาเนียร์ เขาถือถุงผ้าใบโปรดของน้องสาวมายื่นให้เฮดเตอร์พลางยกมือขึ้นไปแตะหน้าผากน้องด้วยความมันเขี้ยว “ฝากด้วยเฮีย บ่นว่าเหนื่อยตั้งแต่ไปรับมาจากมหา‘ลัยแล้ว”“อืม แล้วมึงจะเข้าบริษัทตอนไหน ถ้าเข้าไปกูฝากดูรถแข่งด้วย”“อีกหนึ่งชั่วโมงเฮีย”“อืม”“ไปเถอะ อยากนอนแล้ว” นาเนียร์หันไปยกมือไหว้พี่ชาย แล้วเดินอ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่งเองเมื่อเห็นแบบนั้นเฮดเตอร์จึงเชิดหน้าน้อยๆ ให้ณคุณแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ“เหนื่อยขนาดนั้นเลย?”“มากค่ะ เรียนว่าหนักแล้วนะ อาจารย์บอกว่าเทอมสองจะต้องเรียนผ่าอาจารย์ใหญ่แล้ว ขนลุกไม่หาย”“ก็เราเลือกเอง”“ก็จริงค่ะ แค่บ่นให้ฟันเฉยๆ สนใจมาเป็นอาจารย์ใหญ่ให้เนียร์ลองผ่าเล่นๆ ไหม”“ตลก
บทที่ 53 แฟนหรือพ่อ?หลังกลับจากไปเยี่ยมครอบครัวเฮดเตอร์ นาเนียร์ก็เข้าสู่โหมดปกติ เธอเรียนเช้าเลิกค่ำ บางวันก็ดึกเพราะทำรายงานกับกลุ่มเพื่อน ส่วนเฮดเตอร์ก็รับหน้าที่คอยส่งข้าวส่งน้ำเช่นเคย และเขายังเป็นที่รู้จักของเพื่อนๆ ในกลุ่มของนาเนียร์อีก“เฮีย”“หืม?” เขารีบวางโทรศัพท์แล้วหันหน้ามองนาเนียร์ทันที“อาทิตย์นี้ขอนอนหอกับรูมเมทนะคะ อาทิตย์หน้าค่อยจะไปค้างกับเฮียที่คอนโด”เฮดเตอร์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำขอจากปากเธอ ดวงตาคมกริบที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความผ่อนคลายค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแววเคร่งขรึม แต่ก็ยังมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่“ทำไมล่ะ” เสียงทุ้มถามเรียบๆ แต่แฝงน้ำหนักบางอย่างที่นาเนียร์ฟังออกเธอยกมือขึ้นเสยผมทัดหู เกิดอาการประหม่าเล็กๆ“ก็…อยากอยู่ทำงานกับเพื่อนๆ ให้เสร็จ จะได้ไม่เกรงใจเฮีย อีกอย่าง…นอนหอบ้างก็ดีเหมือนกันค่ะ เนียร์กลัวว่าเฮียจะลำบาก ต้องคอยรับส่งทุกวัน”เฮดเตอร์กอดอก เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าเหมือนกำลังชั่งใจระหว่างความหวงแหนกับความเข้าใจ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอเบาๆ“พูดซะดีเชียวนะ” เขาโน้มตัวมาข้างหน้า เอื้อมมือแตะปลายคางมนให้เงยหน้าขึ้นสบตา “แ
บทที่ 52 ครอบครัวของเฮดเตอร์ในห้องทำงานของเฮดเตอร์ ณคุณเดินตามทั้งสองมา และได้เอ่ยขึ้นเสียงเรียบเมื่อเห็นเฮดเตอร์รั้งใบหน้าน้องสาวไปจูบเบาๆ ต่อหน้าต่อตาเขา“เฮียก็เบาๆ หน่อยแล้วกัน ผมไม่อยากให้นาเนียร์เสียอนาคตที่จะเป็นหมอตอนนี้”“รู้หรอกน่า”“ก็…เบาๆ หน่อย”“พี่ณ…”“เรานั่นแหละตัวดีเลย แล้วจะกลับบ้านเลยไหม หรือจะกลับไปนอนที่หอพัก?” ณคุณเอ่ยถามนาเนียร์ ทว่าเฮดเตอร์กลับโอบเอวบางไว้หลวมๆ“นาเนียร์จะกลับไปนอนที่คอนโดกับกู”“โอเค” ณคุณส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอาใจ แล้วหันหลังเดินออกมาจากห้องทำงานของเฮดเตอร์ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลงตามร่างสูงของณคุณ ความเงียบก็เข้ามาแทนที่ เฮดเตอร์ยังคงโอบเอวนาเนียร์ไว้แน่น ร่างสูงโน้มตัวลงเล็กน้อยจนปลายจมูกเฉียดผิวแก้มใสของเธอ“พี่ณของเธอนี่แม่ง…ทำอย่างกับฉันจะกินเธอตรงนี้เลย” เขาเอ่ยเสียงทุ้ม แฝงรอยหัวเราะในลำคออย่างขี้เล่นนาเนียร์หน้าแดงจัด รีบผลักแผ่วๆ ที่อกหนา แต่กลับไม่ขยับแม้แต่น้อย เพราะเฮดเตอร์จงใจยืนขวางเอาไว้ ดวงตาคมสบมองเธอแน่วแน่ ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์“ว่าแต่…” เขาโน้มเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “ถ้าจะเดินจับมือไปด้วยกันจริงๆ แบบที่ถามต







