LOGIN“กระหม่อมให้คนของเราติดตามมันไปในทะเลทรายแล้ว เร็วๆ นี้ ต้องได้ข่าวแน่พ่ะย่ะค่ะ”
“ส่งคนเพิ่มไปอีก ฉันต้องการจับพวกมันให้เร็วที่สุด” ฟาริสบอกเสียงเหี้ยมจัด ที่จริงเขาจะติดตามพวกโจรไปในทะเลทราย แต่ติดตรงที่ว่ามีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการความช่วยเหลือ คนกลุ่มนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์และเดินทางมาท่องเที่ยวตามนโยบายการเปิดประเทศของเขา หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปต้องไม่เป็นผลดีต่อการท่องเที่ยว
ดังนั้น เขาจึงต้องพาคนพวกนั้นไปส่งโรงพยาบาล และพาไปตามสถานกงสุล เพื่อติดต่อส่งกลับประเทศต้นทาง โดยที่เขาเป็นคนสั่งการกับหน่วยงานต่างๆ ด้วยตัวเอง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ครับ” อะลีฟรับคำ
“งั้นนายก็ไปพักผ่อนได้แล้วเหนื่อยมาทั้งวัน ฉันเองก็จะไปพักเหมือนกัน”
มุกระวีงัวเงียตื่นขึ้นมาในกลางดึกเพราะรู้สึกเหมือนมีบางอย่างมาพาดทับร่างกายทำให้นอนไม่สบาย พอจะพลิกตัวไปด้านหลังก็เหมือนมีหมอนข้างใบใหญ่มาดันไว้ แต่ว่าทำไมหมอนข้างถึงมีลมหายใจ แล้วลมอุ่นๆ ที่รดต้นคอก็ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่หมอนข้าง แต่เป็น
“ทะ ท่านชีค เฮ้ย! ท่านชีค” คนสวยสะดุ้งสุดตัว นี่มันชีคตัวเป็นๆ ไม่ใช่ท่านชีคในนิยาย
เขาเห็นสีหน้าเหวอของเธอแล้วนึกขำ แต่เก็บอาการไว้ “อืม นอนต่อเถอะ”
มุกระวีดีดตัวลุกพรวด ใครจะไปนอนหลับ แล้วเอามือขยี้ตาแรงๆ เมื่อเห็นร่างเปลือยของชายหนุ่มที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเธอ
กรี๊ดดด
‘ไม่นะ ไม่จริง ฉันถูกท่านชีค...’
“ออกไปให้พ้นนะ” เมื่อแน่ชัดกับตาแล้วว่าคนที่มานอนด้วยนั้นมีแต่ร่างกายเปลือยเปล่า สาวบริสุทธิ์อย่างมุกระวีที่ยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อนก็ร้องโวยวาย มือบางรีบคลำหาสวิตช์ไฟเพื่อช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น
“จะร้องเสียงดังทำไมกันคุณ มานอนเถอะ นี่กี่โมงแล้ว พรุ่งนี้เรายังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ” เสียงฟาริสบอกอย่างรำคาญ แต่ทำให้มุกระวียิ่งโกรธจัด
“ไอ้ชีคหื่นตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะ ใครจะไปนอนกับคุณ” มุกระวีตะโกนบอกแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมขยับ เผอิญดวงตาคู่หวานเหลือบไปเห็นอาวุธบางอย่างน่าจะเป็นมีดพกของเขา เอ๊ะ หรือว่าปืน มุกระวีรีบปราดไปหยิบมาขู่ทันที แล้วพบว่าเป็นมีด แม้ยุคนี้โลกจะพัฒนาไปไกลเพียงใด และชีคฟาริสเชี่ยวชาญในการยิงปืนมากแค่ไหน แต่อาวุธที่ชำนาญที่สุดของชีคหนุ่มกลับเป็นมีดสั้น
“จะออกไปหรือไม่ออกไป”
ฟาริสลืมตาขึ้นมาอย่างรำคาญ พอเห็นว่ามีดพกของตัวเองไปอยู่ในมือน้อยๆ ก็นึกโมโหตัวเองที่ไม่น่าวางลืมไว้ ตอนเขาเข้ามานอน เขาทำทุกอย่างตามความเคยชิน เพราะนี่คือห้องนอนส่วนตัว เขาถอดเสื้อผ้า แล้ววางมีดพกไว้ที่ประจำ แต่ลืมไปว่ามีหมอนกอดดิ้นได้มานอนอยู่เป็นเพื่อน
“วางลงซะคนสวย มันอาจจะกลายเป็นอาวุธทำร้ายตัวคุณเองได้”
“อย่ามากล่อมให้ยาก ฉันจะฆ่าคุณ ถ้าคุณยังไม่ลุกไปจากห้องนี้”
ฟาริสลุกขึ้นมาทำให้มุกระวีได้เห็นแผงอกกว้างๆ ที่มีไรขนสีน้ำตาลหนานุ่มเกาะกันเป็นกลุ่มตรงหน้าอก อีกทั้งหน้าท้องก็มีแต่ลอนกล้ามเนื้อแน่นๆ ดีที่ผ้าห่มยังปิดตรงส่วนสำคัญไว้ ไม่อย่างนั้นมุกระวีคงหัวใจวายตาย
หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ก่อนจะพยายามดึงสติและสายตาให้โฟกัสแต่ใบหน้าของคนหล่อ
“ลุกไปแต่งตัว อย่าชักช้า ไม่งั้นฉันแทงจริงๆ ด้วย”
คำพูดนี้เรียกรอยยิ้มให้ผุดขึ้นที่ริมฝีปากหยักลึกของฟาริส “เอาสิ คุณแทงผม ผมแทงคืน แต่คุณจะแทงถูกผมหรือเปล่า ผมรับประกันได้ว่าถ้าผมได้แทงคุณ เข้าถูกทุกจุด ถ้าเป็นฟุตบอลก็เรียกว่ายิงเข้าทุกประตู”
มุกระวีไม่ใช่คนโง่เรื่องเซ็กซ์ เธอเข้าใจความหมายของเขาทันที
“ฉันจะตัดส่วนนั้นของคุณทิ้งก่อนเลย เอาล่ะ อย่าเสียเวลา ลุกไปแต่งตัวได้แล้ว”
ฟาริสยอมลุกแต่โดยดี เขาเดินอวดหุ่นกำยำสมส่วนที่แมนทั้งแท่งไปหยิบชุดคลุมมาสวม แต่ท่าทางสบายๆ เต็มไปด้วยความสง่างามแกมมั่นใจนั้นทำให้คนมองตาโต เพราะบางอย่างของเขามันเกินหน้าเกินตาออกมามาก
ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนประเภทไหนถึงหน้าหนานัก “ไอ้คนบ้า เดินแก้ผ้ามาแบบนั้นได้ยังไง” มุกระวีไม่รู้ว่าเหตุใดจึงตกใจเมื่อสายตาสะดุดกับบางสิ่ง เธอควรจะเรียกมันว่าอะไร หอกทะเลทรายอย่างนั้นเหรอ บ้าบอสิ้นดี “ทุเรศ เกิดมาฉันเพิ่งเคยเห็นเปรตกลางทะเลทราย” มุกระวีตกใจจนเผลอทำมีดหล่น เพราะจะยกมือปิดตา
ฟาริสเลยเข้าสวมกอดจากทางด้านหลัง เตะด้ามมีดพกให้ห่างจากระยะมือของมุกระวี
“ถ้าคุณไม่แทงผม งั้นผมแทงคุณก่อนนะ แทงก่อนย่อมได้เปรียบ” พูดจบคนหล่อก็ซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น
มุกระวีเบิกตาโตเท่าไข่ห่านคนอะไรพูดตรงเป๊ะหักหลบไม่เป็นหรือไง หน้าเจ้ากรรมแดงแจ๋อย่างควบคุมไม่อยู่ อาการเธอออกชัดเจนขนาดนั้นหรือ อายจริงๆ“เอาอะไรมาพูด ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นสักนิด บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ชอบคุณ”ฟาริสกระตุกยิ้ม มุกระวีปากพูดไม่ตรงกับใจ เขาเห็นสายตาหลุกหลิกหลบเลื่อนไปมา “โกหก”“ไม่ได้โกหก” มุกระวีบอกอย่างเคืองๆ แล้วพยายามหันหลังหนีเพราะไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอแอบคิดแบบนั้นจริง ทว่าไม่ทันเดินไปไกลก็ถูกมือแกร่งโอบกอดจากด้านหลัง“ถ้าไม่โกหกก็อย่าเดินหนีแล้วมาพิสูจน์กันว่าใครพูดจริงมุกระวีหยุดอยู่กับที่ สับสนลังเลไปหมด อีกทั้งสมองก็ไม่สามารถคิดอะไรได้ถ้วนถี่ เพราะไรเคราสากระคายที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้ม “รังเกียจไหม ไม่ใช่ไหมล่ะ” ใบหน้าสวยๆ ต้องย่นคอหนีแต่ก็ถูกเขาเอาคางไซ้จนขนลุก“อื้อ อย่า ตอเคราของคุณมันครูดผิวฉันจักกะจี้” เธอบอกตรงๆ แต่กลายเป็นว่ายิ่งเพิ่มความร้อนระอุให้กับคนฟัง“ถ้ามันครูดตรงอื่นเธอจะจักกะจี้กว่านี้อีก ผมอยากรู้ว่าผิวตรงส่วนอื่นของคุณมัน
“ใช่ เพราะฉะนั้นทำตัวน่ารักๆ แล้วอย่าพูดประชดผมอีก แล้วผมจะพาไปดูรอบๆ ให้ทั่ว ถือว่าคุณมาเที่ยวครั้งนี้โชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมากเชียวล่ะ เพราะไม่เสียค่าเข้า ไม่ต้องต่อคิว เป็นการชมแบบไพรเวทส่วนตัวกับเจ้าของสถานที่”“ค่ะ ฉันซาบซึ้งมากแล้ว ถ้าคุณพูดอีกทีฉันคงต้องก้มลงไปกราบแทบเท้าท่านชีคที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อแล้ว”ฟาริสรู้สึกมีความสุขกับการได้ต่อปากต่อคำกับสาวไทยคนนี้เหลือเกิน เขาลอบยิ้มในใจแล้วเดินนำต่อ“เดี๋ยวก่อนค่ะท่านชีค ฉันยังสงสัยเรื่องที่คุณพูดเมื่อครู่ คุณว่าที่นี่เป็นของคุณแต่คุณไม่รับนางในฮาเร็มเข้ามา มันหมายความว่ายังไงคะ”ฟาริสหันมาจ้องตาคนช่างสงสัย “ก็หมายความตรงตัวนี่ ในอดีตฮาเร็มแห่งนี้เป็นของเสด็จพ่อ แต่เสด็จพ่อของผมพระองค์ทรงสวรรคตแล้ว มันก็เลยกลายเป็นของผมไปในทันทีแต่ผมไม่คิดจะมีนางในฮาเร็ม” เขาหยุดพูดแค่นี้ ไม่อยากอธิบายต่อว่าเขาต้องการมีพระชายาเพียงคนเดียว เขาเห็นพระบิดามีนางสนมมากมาย ทุกวันล้วนมีแต่เรื่องปวดหัวไม่หยุดสนมแต่ละคต่างแย่งชิงความรักและบางครั้งมันไม่ใช่เพียงแค่ความรักแต่เป็นการเมือ
“ไปจริง แต่ถ้ายังชักช้า ผมจะพาไปทัวร์รอบเตียงอีกสักรอบ”มุกระวีอายแทนคนพูด “ไม่ค่ะ ฉันอยากจะไปทัวร์ข้างนอกมากกว่า”“ผมก็จะพาคุณไปอยู่นี่ไงล่ะ”มุกระวีดีใจ รีบเดินตามหลังคนตัวโตออกไป พอบอกว่าไปเที่ยวความคิดก็เริ่มบรรเจิดแผนการ ถ้าได้ออกไปเที่ยวไกลๆ ก็จะได้หาโอกาสหนีได้ง่ายขึ้นมุกระวียิ้มให้กับความฉลาดของตัวเอง แต่ไม่ทันเห็นว่าคนตัวโตหยุดเดินจนเธอชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง บางอย่างที่ซ่อนไว้เกือบหล่นออกมา“ว้าย” มุกระวีอุทานออกมาหน้าซีดเผือด ขณะที่ฟาริสหันมามอง หรี่ตาคมเข้มมีแววรู้ทันไปที่คนตัวเล็ก“ใจลอยจนเดินชนผม คุณมัวแต่เหม่อคิดอะไรอยู่งั้นเหรอ”“เปล่านี่ ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย ถ้าจะคิดก็คิดว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ฉันอยากไปที่สวยๆ คุณมีที่ไหนแนะนำบ้างล่ะ คุณเป็นเจ้าของบ้าน น่าจะรู้จักสถานที่สวยๆ มากกว่าฉัน”มุกระวีถามไปพลางยิ้มกว้าง ขอแค่ได้ไปไกลจากวังหลวงก็เพียงพอแล้ว“อยากไปที่สวยๆ”“อืม ใช่ แต่สวนสวรรค์อะไรนั่นฉันไม่ไป
มุกระวีพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันพอใจกับการเป็นสไตลิสต์ ได้แต่งตัวให้ดารานักแสดง พวกเขาล้วนชอบเสื้อผ้าที่ฉันเลือกให้ใส่ บางทีฉันได้อยู่ใกล้พระเอกหล่อๆ ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตเลยนะคะ”พอพูดจบมุกระวีก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปตรงไหน เพราะจู่ๆ ก็ถูกคว้ามือไปกุมไว้อย่างรวดเร็ว“โอ๊ย” มุกระวีร้องออกมาด้วยความเจ็บ “ท่านชีค คุณเป็นอะไรคะเนี่ย มากระชากมือฉันทำไม”เสียงทุ้มกร้าวขึ้น พร้อมกับแววตาไม่พอใจ “อย่าพูดถึงผู้ชายคนอื่นต่อหน้าผม ผมไม่ชอบ”มุกระวีเม้มปากแน่น มองตอบเขาด้วยความไม่ชอบใจ “คุณไม่ชอบก็เรื่องของคุณสิ”มุกระวีสะบัดหน้าหนี แล้วลุกขึ้นยืน เธอจะรีบเดินเร็วๆ กลับไปที่ห้องนอน ทั้งที่ไม่อยากกลับไปที่ห้องนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี“อย่าเดินหนีผม มุกระวี”มุกระวีหันหน้ากลับมา ยิ้มเป็นเส้นตรง “ได้ค่ะ ไม่เดินหนี” แต่ตอนนี้ร่างบอบบางกำลังวิ่งออกไปจากหน้าประตู ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวพ้นออกไป ทหารองครักษ์หลายนายก็กรูกันเข้ามา“หลบไป มาขวางหน้าฉันทำไม
“เจอแล้ว อยู่นี่เอง” มุกระวียิ้มกว้าง รีบหยิบเอกสารขึ้นมาดูทุกใบอย่างละเอียด “อยู่ครบหมดเลย รอดตายแล้ว เราจะได้กลับบ้านเสียที” มุกระวียิ้มกริ่ม มองเห็นแสงสว่างรำไร ตอนนี้ขาดแค่เงินเท่านั้นมุกระวีหยิบเอกสารออกมาเก็บไว้ใต้เสื้อ รอแค่หาเงินค่ารถไปสถานทูตก็จะได้กลับเมืองไทยแล้ว คนสวยเดินยิ้มหวานออกมาจากโซนห้องทำงานของเขา แต่แล้วต้องชะงัก เบิกตากว้างด้วยความตกใจ“คะ คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร” เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นแต่ทำไม่ได้“คุณตื่นนานแล้วหรือมุกระวี แล้วนั่นไปทำอะไรตรงนั้น”“ฉะ ฉันหรือ ฉันตื่นนานแล้ว แต่ไม่เห็นคุณเลยลองเดินหาดู”ฟาริสยิ้มบางๆ ดวงตาวาววับกรุ้มกริ่ม “คิดถึงผมขนาดนี้เลยหรือที่รัก มานี่มา ผมอยู่ตรงนี้แล้ว” เขาเดินไปโอบรอบเอวบาง แล้วดึงร่างเล็กมากดจุมพิตตรงหน้าผากมุกระวีตกใจรีบดันตัวเองออก “บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกที่รัก”“ไม่ให้เรียกที่รักแล้วจะให้เรียกอะไร มุกระวีสวีตฮาร์ต มายดาร์ลิ่ง หรือว่าทูนหัวของฟาริส”&ldquo
ฟาริสยิ้มด้วยความพอใจ เขาเร่งมือให้เร็วขึ้น ไม่นานมุกระวีก็เกร็งไปทั้งร่าง ก่อนจะกระตุกถี่ยิบแล้วหวีดร้องออกมาด้วยความเสียดเสียวรุนแรง ร่างบางอ่อนระทวยล้มลงกับพื้น แต่ดีที่ฟาริสรู้อยู่แล้วจึงช้อนอุ้มไว้ทัน“ผมจะพาคุณไปพักเองนะครับที่รัก” เขายิ้มกริ่ม อุ้มคนที่นอนซุกหน้าเข้าหาอกด้วยความอายไปวางที่เตียง ฟาริสไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว เขาต้องการทำให้มุกระวีมีความสุขแม้เขาเองจะยังไม่ได้ปลดปล่อย แม้อยากจะตักตวงความสุขจากเธอแต่ก็จะอดทนรออย่างใจเย็น“เมื่อกี้คุณอุ้มฉันมา แผลคุณจะเป็นอะไรไหม” มุกระวีถามอายๆ เธอตั้งใจจะมาทำแผลให้เขา แต่กลายเป็นว่าเธอมาทำอะไรน่าอายในห้องของเขาแทนฟาริสได้ยินแล้วหัวใจพองโต เขากดจุมพิตไปที่กระหม่อมบางอย่างรักใคร่ “แผลแค่นี้ไกลหัวใจ ผมไม่ตายง่ายๆหรอก ไม่ต้องห่วงผมนะครับที่รัก คุณพักผ่อนเถอะ” เขาว่าแล้วดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาห่มให้ถึงลำคอขาวผ่อง“ใครเป็นที่รักของคุณ หยุดเรียกฉันว่าที่รักเสียทีเถอะ”ฟาริสส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่สนใจคำดุจากคนตัวเล็ก เมื่อกี้ยังอ่อนระทวยเรียกชื่อเขาอยู่เลย ตอนนี้กลับ







