LOGIN"พี่ปราชญ์เกลียดตะวันหรือเปล่าคะ" "ไม่ได้เกลียด...แค่ไม่ชอบ"
View Moreบรรยากาศรอบตัวที่แสนอบอุ่นทำให้ ‘เพียงตะวัน’ในชุดเจ้าสาวสีขาวระบายยิ้มออกมา วันนี้ถือว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้
หลายคนใฝ่ฝันที่จะเข้าพิธีแต่งงานกับชายหนุ่มที่ตัวเองรัก เพียงตะวันเองก็เช่นกัน การที่เธอได้แต่งงานกับชายที่เธอรักก็เป็นหนึ่งในความฝันของหญิงสาว
เพียงตะวันรู้สึกราวกับว่ากำลังอยู่ในความฝัน ความฝันที่เป็นจริงมันช่างงดงามและมีความสุขจนไม่อยากให้เวลาผ่านไป เธออยากซึมซับความสุขนี้ไว้และเก็บมันไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ
“ยิ้มอะไรขนาดนั้น”
เสียงชายในชุดสูทสีขาวที่ยืนเคียงข้างเธอถามขึ้นด้วยความหงุดหงิด เขาคือ ‘ปราชญ์’ ว่าที่สามีของเธอ
“ก็ตะวันมีความสุขนี่คะ”
เพียงตะวันตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุข คนเราควรจะมีความสุขในวันแต่งงานไม่ใช่หรือ
“หึ! เชิญเธอดื่มด่ำกับความสุขจอมปลอมให้สมใจ แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง”
เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะยกแขนขึ้นมาเพื่อให้เธอควง ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเจ้าบ่าวทำให้แขกที่มาร่วมงานต่างซุบซิบกัน ซึ่งมันก็คงไม่พ้นเรื่องของการแต่งงานโดยไม่ได้เต็มใจทั้งสองฝ่ายแน่นอน
“เป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก”
“แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้น”
“ดูก็รู้ว่าฝ่ายหญิงสิ้นเนื้อประดาตัวจนต้องขายลูกกิน”
“ขายลูกกินแน่ ๆ”
“ขายลูกกินที่ไหนกัน ญาติฝั่งเจ้าสาวไม่มีสักคน”
ท่ามกลางเสียงที่จอแจอยู่รอบตัวจนจับใจความไม่ได้ แต่มีหลายประโยคที่ลอยมากระทบกับโสตประสาทของเพียงตะวันเข้าอย่างจัง ทำเอาเพียงตะวันหุบยิ้มแทบไม่ทัน ประโยคที่แขกคนนั้นเอื้อนเอ่ยออกมาช่างดูเย้ยหยันและดูถูกครอบครัวของเธอ ราวกับว่าคนที่พูดนั้นต้องการจะให้ครอบครัวของเธอรู้สึกอับอาย
“เกาะผู้ชายรวยได้ก็สบายไปทั้งชาติ”
เธอไม่ได้มีเจตนาจะเกาะคนรวย ทรัพย์สินที่บิดาทิ้งไว้ก็มากมายจนเธอใช้ไม่หมด แม้ไม่ได้มีมูลค่ามหาศาลแต่เธอก็นำไปลงทุนจนงอกเงยขึ้นมา หากชอบชีวิตง่าย ๆ ไม่ต้องทำงาน เธอก็สามารถอยู่สบายไปได้ทั้งชาติ
เพียงตะวันข่มอารมณ์ไว้แล้วฝืนยิ้มต่อไป เธอทำได้เพียงท่องไว้ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี
“เจ้าปราชญ์ยิ้มหน่อยสิ”
เสียงของหญิงสาวที่ทั้งสองเพิ่งเดินผ่านกระซิบบอกเจ้าบ่าว ทันทีที่เสียงนั้นจบลงไป ริมฝีปากหยักก็คลี่ยิ้มเล็กน้อย ทำเอาเพียงตะวันรู้สึกว่าตัวเองช่างดูไร้ค่าในสายตาเจ้าบ่าวเหลือเกิน
“อย่าแม้แม่จะคิดที่จะตัวเองไปเรียบเทียบกับอิงดาว คนอย่างเธอเทียบไม่ติดหรอก”
คำพูดของเขาทำให้เพียงตะวันหน้าเสียเล็กน้อย
แต่ก็ต้องรีบกลับมาปั้นหน้ายิ้มแย้มเหมือนเดิม ภาพที่บรรดาแขกในงานมองเห็นช่างเป็นภาพที่น่ารักและชวนให้อิจฉาไปตาม ๆ กัน เจ้าบ่าวโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเจ้าสาวด้วยใบหน้าอมยิ้ม สักพักเจ้าสาวก็ยิ้มตาม
“ตะวันไม่เคยคิดจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครอยู่แล้วค่ะ”
เพียงตะวันตอบกลับไปอย่างเหนื่อยหน่าย
ทุกประโยคที่เอ่ยออกมาจากปากผู้ชายคนนี้ล้วนทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย
“เลิกแสดงละครรับบทนางเอกโลกสวยได้แล้ว คนที่ดูออกมันจะอ้วก”
ปราชญ์กระซิบลอดไรฟัน ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรของเขายิ้มให้แขกภายในงาน แต่คำพูดถากถางที่ถูกส่งออกมาจากริมฝีปากหยักนั้นช่างร้ายกาจ ตรงข้ามกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นเหลือเกิน
ทุกคำพูดของเขาทิ่มแทงหัวใจเธอจนนับครั้งไม่ถ้วน ถึงแม้เธอจะพยายามทำความเข้าใจและยอมรับมากแค่ไหน เธอก็ทำได้เพียงเข้าใจ ไม่สามารถสั่งหัวใจให้เลิกเจ็บปวดได้
เจ้าสาวของงานได้เพียงก้มหน้ายอมรับมันก่อนจะยิ้มออกมา อย่างน้อยเธอก็ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ตัวเองรัก แม้ว่าเจ้าตัวจะแสร้งว่ามีความสุขต่อหน้าแขกที่มาร่วมงาน ไม่ว่าเขาจะร้ายกาจกับเธอเพียงใด แต่อย่างน้อยใบหน้าของเขาที่ประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ก็ทำเอาเธอใจสั่นอยู่ดี
ริมฝีปากหยักที่คลี่ยิ้มเพียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้ก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ในอกเร่งจังหวะการเต้นเร็วขึ้น แค่เป็นเขาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง
“พี่ปราชญ์ยิ้มแล้วดูดีมากเลยค่ะ”
เพียงตะวันเอ่ยชมคนข้างกายจากใจจริง แต่คำพูดนั้นก็ไม่ได้ทำให้ปราชญ์ใจดีกับเธอสักนิด
“เรื่องของฉัน แล้วทีหลังไม่ต้องเรียกว่าพี่”
“ตะวันเกิดทีหลัง เรียกพี่ก็ถูกแล้วค่ะ”
“ฉันไม่นับญาติกับเธอ”
“งั้นก็เสียใจด้วยนะคะ เพราะหลังจากวันนี้ตะวันจะเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของ...คุณ”
“หึ! ร้ายไม่เบาเลยนะเพียงตะวัน”
“ตะวันทำอะไรให้หรือคะ ทำไมพี่ปราชญ์เกลียดตะวันมากขนาดนี้”
“ไม่ได้เกลียด แค่ไม่ชอบ”
บรรยากาศระหว่างบ่าวสาวมาคุจนคนรอบข้างเริ่มจับสังเกตได้ และเป็นอิงดาวที่ยกมือเป็นสัญญาณให้ปราชญ์ยิ้มอีกครั้ง
เพียงตะวันทำได้แค่มองภาพหญิงสาวที่ยกนิ้วขึ้นมาจิ้มมุมปากทั้งสองข้างและฉีกยิ้มที่แสนสดใสส่งมาให้คนข้างกายของเธอ
อิงดาวเป็นคนสวยหวาน ออกแนวน่ารักจนผู้หญิงด้วยกันยังละสายตาจากใบหน้าที่แสนหวานนั้นไม่ได้
ไม่แปลกใจเลยที่พี่ปราชญ์ของเธอจะหลงรักผู้หญิงคนนี้
พอคิดถึงตรงนี้ทีไรก็ทำเอาเธอเจ็บจี๊ดในใจขึ้นมาทุกที
“ทำไมมองอิงดาวแบบนั้น”
“มองแบบไหนหรือคะ ตะวันแค่เห็นว่าเธอสวยก็เลยมอง”
“สายตาเธอมันบอกว่าอิจฉา ไม่รู้ตัวบ้างหรือไง”
“พี่...คุณปราชญ์อคติกับตะวันเลยทำให้คิดไปเองแบบนั้นค่ะ”
ต้องยอมรับเลยว่าเพียงตะวันรู้สึกอิจฉาอิงดาวอยู่ไม่น้อย ที่ได้ครอบครองหัวใจของชายที่กำลังจะเป็นสามีทางนิตินัยของเธอ
มันยิ่งทำให้เพียงตะวันรู้สึกแย่ลงไปอีก เมื่อความรู้สึกอิจฉาเกิดขึ้นภายในจิตใจ เพราะอิงดาวเป็นคนที่ใจดีกับเธอเสมอ คอยช่วยเตรียมงานตั้งแต่ขั้นตอนแรก รวมถึงคอยให้คำปรึกษาทุกอย่าง จนงานแต่งงานของเธอออกมาน่ารักอบอุ่นแบบในที่หลายคนใฝ่ฝัน
พิธีรดน้ำสังข์เป็นพิธีที่มีความสำคัญในขั้นตอนการแต่งงาน เพราะถือว่าเป็นพิธีที่ให้ญาติและแขกผู้ใหญ่ได้ทำการอวยพรแก่คู่บ่าวสาว เกี่ยวกับการครองเรือน รวมถึงให้ข้อคิดเตือนใจ เพื่อให้คู่บ่าวสาวได้นำไปใช้ในชีวิตคู่ให้ราบรื่นและมีความสุขในอนาคต
ปรเมษฐ์พ่อของฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นคนแรกที่รดน้ำสังข์อวยพรคู่บ่าวสาว
“พ่อขอให้ปราชญ์กับตะวันมีความสุขกับชีวิตคู่นะลูก หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน”
ผู้เป็นพ่ออวยพรยาวเหยียดก่อนจะโน้มลงมากระซิบข้างหนูลูกชายให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อย ไว้หน้ากันบ้าง”
ปราชญ์รู้สึกหงุดหงิดและเบื่อหน่ายกับสถานการณ์ตรงหน้ามาก เขาไม่ถนัดเล่นละครเพื่อตบตาแขกที่มาร่วมงานเพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจหรอก
“แม่ขอให้ลูกทั้งสองครองคู่กันอย่างราบรื่น ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แม่รักลูกทั้งสองนะจ๊ะ”
เยาวเรศอวยพรคู่บ่าวสาวอย่างมีความสุข เธอถูกใจลูกสะใภ้คนนี้มาก แม้รู้อยู่แก่ใจว่าลูกชายไม่ได้รักเพียงตะวัน แต่เธอยังถือคติแต่งก่อนอยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง
“ตะวันขอบคุณแม่เรศมากนะคะที่เอ็นดูตะวัน”
เพียงตะวันน้ำตารื้นด้วยความตื้นตันใจ นอกจากปรเมษฐ์แล้ว ก็ยังมีเยาวเรศที่เอ็นดูเธอเหมือนเป็นลูกสาวคนหนึ่ง แม้ว่าเธอจะเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรเหมาะสมกับลูกชายของทั้งสองท่านเลย
“หึ! ทำเป็นบีบน้ำตา มีแค่พ่อกับแม่เท่านั้นแหละที่ไม่ทันมารยาของเธอ”
ปราชญ์ทนไม่ได้กับละครฉากใหญ่ตรงหน้าเอ่ยแขวะคนข้าง ๆ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรดี ทำไมพ่อกับแม่ของเขาถึงได้รักและเอ็นดูจนไม่ฟังคำทัดทานของเขาเลยสักนิด แถมยังบีบให้เขาต้องมาแต่งงานกับผู้หญิงที่เพิ่งปรากฏตัวในชีวิตเพียงแค่ไม่นาน นึกแล้วมันน่าโมโหนัก
“ดาวขอให้ปราชญ์มีความสุขมาก ๆ ดาวเชื่อว่าปราชญ์แต่งงานกับคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ดาวรออุ้มหลานนะ”
เหอะ! เหมาะสมที่สุดงั้นหรือ คนเราอยากแต่งงานกับคนที่ตัวเองรักกันทั้งนั้น ปราชญ์ทำได้เพียงคิด เขามั่นใจว่าอิงดาวรับรู้ถึงความรู้สึกในใจของเขา เพราะเขาและอิงดาวเป็นครึ่งชีวิตของกันและกันมาตั้งแต่จำความได้ ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันดี
“เนตรรักตะวันนะ ขอให้ตะวันมีความสุขกับชีวิตคู่นะ”
เนตรนภาเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวของเพียงตะวันอวยพรให้เพื่อน เธอรู้ดีว่าผู้ชายที่อยู่ข้างกายเพื่อนรักไม่ได้มีความรู้สึกดี ๆ ให้เพื่อนคนนี้แม้แต่น้อย และเธอก็ดูออกว่าเพียงตะวันมอบหัวใจให้ผู้ชายคนนี้ไปจนหมดใจ
“ตะวันขอบคุณมากนะ”
เพียงตะวันน้ำตาคลอที่หัวตา เธอพยายามกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลลงมา เนตรนภาเป็นแขกฝ่ายเจ้าสาวเพียงคนเดียวที่มาร่วมงาน นึกแล้วก็อดเสียใจไม่ได้ ถ้าพ่อของเธอไม่ด่วนจากไป วันนี้ต้องเป็นวันที่พ่อมีความสุขมากแน่ ๆ เพียงตะวันได้แต่หวังว่าพ่อจะมีความสุขในดินแดนที่เดินทางไป ป่านนี้พ่อคงจะได้เจอกับแม่และท่านทั้งสองคงกำลังมองเธออยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้
“ยินดีด้วยนะน้องชาย ฉันขอให้นายมีความสุขกับรักครั้งนี้นะ”
ปลื้มกล่าวอวยพรให้กับปราชญ์ที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง และเป็นเหมือนก้างขวางคอที่คอยขัดขวางความรักของเขามาตั้งแต่เด็ก
“มึงก็รีบมีแฟนสิ จะได้มีความสุขเหมือนกูไง ทำเป็นพูดฉันพูดนาย ปกติมีแต่กูกับมึง”
ปราชญ์ประชดลูกพี่ลูกน้องคนสนิท ที่เปรียบเสมือนพี่ชายแท้ ๆ ของเขา ส่วนปลื้มก็ทำแค่เพียงอมยิ้มที่ดูกวนประสาทในสายตาปราชญ์มาก ถ้าเป็นวันปกติเขาคงเอากำปั้นทุบสักหมัดในโทษฐานหมั่นไส้แล้ว
แขกที่มาร่วมงานทั้งคนสนิทและไม่สนิทต่างมาร่วมรดน้ำสังข์อวยพรขอให้ความรักของทั้งสองราบรื่นยืนยาว ซึ่งผู้เป็นเจ้าบ่าวฟังแล้วขัดหูจนแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน ใครจะมีความสุขในชีวิตหลังจากที่แต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักบ้าง
“เมื่อไหร่เธอจะเลิกแสดงละครสักที”
“แล้วเมื่อไหร่คุณจะเลิกหาเรื่องตะวันสักทีคะ”
คำถามที่เพียงตะวันย้อนถามกลับมาทำให้ปราชญ์รู้สึกโมโหที่ถูกคนข้าง ๆ ต่อปากต่อคำ ไม่นึกเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะกล้าต่อปากต่อคำกับเขา ภายนอกดูใสซื่อออกไปทางน่าสงสาร แต่ก็คงเป็นเพียงการแสดงเท่านั้นแหละ ผู้หญิงคนนี้แต่งงานกับเขาเพราะหวังความสบายเท่านั้น
บรรยากาศในงานถูกปกคลุมไปด้วยความมาคุระหว่างคู่บ่าวสาวอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนดูออกว่าการแต่งงานครั้งนี้มาจากการคลุมถุงชน ถ้าจะบอกว่าเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจก็คงไม่ใช่ เพราะเพียงตะวันเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่าง นอกจากสัญญาระหว่างพ่อแม่ที่เป็นเพียงลมปาก
จนมาถึงช่วงเวลาที่ส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ เรือนหอที่ปรเมษฐ์เตรียมไว้ให้ทั้งคู่เป็นบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน เขาได้ซื้อจากเพื่อนสนิทนั่นก็คือพ่อของเพียงตะวัน จ้างคนดูแลทำความสะอาดตลอดเวลาหลายปี มีปรับปรุงต่อเติมบ้าง แต่ไม่ทิ้งเค้าเดิม เพื่อให้คนที่เข้ามาอยู่รู้สึกอบอุ่นเหมือนที่เคยอาศัยในวัยเยาว์
ปรเมษฐ์รู้ว่าชีวิตของเพื่อนรักประสบปัญหาอย่างหนัก จนต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่น รวมทั้งปฏิเสธความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา สิ่งที่ปรเมษฐ์ทำให้เพื่อนรักคนนี้ได้ก็คือการรักษาสัญญาที่จะให้ลูกแต่งงานกัน
เพียงตะวันเป็นคนที่มีจิตใจดีเหมือนพ่อกับแม่
จนเขากับภรรยาเอ็นดูเหมือนลูกคนหนึ่ง มีเพียงลูกชายคนเดียวของเขาที่มองไม่เห็นมัน เจ้าลูกชายของเขามองเพียงตะวันด้วยอคติ ผู้เป็นพ่อได้แต่หวังว่าปราชญ์จะเปิดใจและมองเห็นความดีในตัวของเพียงตะวัน
หลังจากเสร็จพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ ก่อนที่ประตูจะปิดลงสายตาของปราชญ์สะดุดกับมือที่กุมกันอยู่ระหว่างอิงดาวกับปลื้ม
เจ้าบ่าวหมาด ๆ ทำได้เพียงขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ข้างลำคอนูนเด่นอย่างเห็นได้ชัด นี่คงเป็นความรู้สึกของการถูกหักหลังสินะ
เสียงเพลงจากลำโพงขนาดเล็ก บรรเลงเพลงฮิตในยุคปัจจุบันที่ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย น้ำสีอำพันในแก้วทรงสูงพร่องลงเกือบครึ่งจากฝีมือของปราชญ์ “มึงเร่งอะไร เดี๋ยวก็เมาจนเมียด่า” ปลื้มเอ่ยแซวลูกพี่ลูกน้องที่เพิ่งแต่งงานใหม่ เสียงดังจากลำโพงทำให้มีเพียงเจ้าตัวที่ได้ยินประโยคนี้ “ตัวเล็กอย่างกับลูกแมว จะว่าอะไรกูได้” “ระวังจะหอนเป็นหมา” “ไม่มีทาง!” เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลยสักนิด แค่แต่งงานให้มันจบ ๆ ไป พอครบหนึ่งปีก็แยกย้ายกันไปตามทางที่ต้องการ “เออ กูจะรอดูครับน้อง” คนอย่างเขานี่หรือจะต้องหอนเป็นหมาเพราะผู้หญิงคนเดียว แค่ในความคิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว มือหนาคว้าแก้วมาเพื่อกระดกแอลกอฮอล์ลงคอ แต่ถูกรั้งไว้โดยคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “พี่ปราชญ์เมาแล้วนะคะ” เพียงตะวันกระซิบบอกผู้เป็นสามี เพราะเห็นว่าปราชญ์เริ่มทรงตัวไม่อยู่จนต้องเอาหัวมาซบตรงไหล่ของเธอ ลมหายใจที่รดต้นคอของเธอคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นของแอลกอฮอล์ “ฉันไม่ได้เมา” คนที่มีอาการเมาปฏิ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทำให้ปราชญ์โกรธจัดจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้เผลอชกหน้าลูกพี่ลูกน้องคนสนิทไม่หนึ่งหมัด แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแค่ยกมือขึ้นปาดเลือดที่เลอะมุมปากเท่านั้น มีเพียงอิงดาวที่ส่งข้อความมาหาเขาเมื่อเห็นว่า ‘แฟน’ มีรอยช้ำที่มุมปาก เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความผิดของเพียงตะวันคนเดียว หากไม่มีเธอชีวิตของเขาควรมีความสุขกับคนที่ตัวเองรักโดยไม่ต้องรอเวลาให้คนอื่นชิงตัดหน้าไปก่อน เขาควรได้แต่งงานกับอิงดาวและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจนถึงบั้นปลายของชีวิต เรื่องราวระหว่างเขา อิงดาว และปลื้ม เกิดขึ้นมานานตั้งแต่จำความได้ เขากับอิงดาวเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เรียนอยู่ห้องเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ส่วนปลื้มที่เป็นลูกชายของลุงปรมัตถ์พี่ชายพองพ่อเขา ปลื้มอายุมากกว่าเขากับอิงดาวสองปี แต่ปราชญ์ไม่เคยเรียกว่าพี่ เพราะเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เกิด จึงสนิทกันในรูปแบบเพื่อนมากกว่า ทั้งสามคนสนิทกันมานานมาก ทุกช่วงเวลาของชีวิตล้วนมีกันและกัน และในความคิดของปราชญ์ อิงดาวสนิทกับเขามากกว่าปลื้มอยู่แล้ว ปราชญ์ตั้ง
แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดผ่านผ้าม่านสีขาว กระทบกับใบหน้านวลที่ล่องลอยอยู่ในห้องนิทรา เปลือกตากะพริบถี่ ๆ เมื่อมีแสงแยงเข้ามา เจ้าของร่างลืมตาขึ้นมาเต็มดวง ตรงหน้าคือเพดานสีขาวที่เธอรู้สึกคุ้นเคย เพียงตะวันกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง จนสายตาไปสะดุดกับข้อความที่เขียนด้วยปากกาเมจิกสีน้ำเงิน แม้เวลาจะผ่านมานานหลายปี แต่ข้อความที่เขียนไว้ยังคงติดตรึงในความทรงจำ ‘ตะวันรักพ่อกับแม่ที่สุดในโลก’ ตัวหนังสือที่เขียนด้วยลายมือของเด็กหญิงวัยแปดขวบเด่นหราอยู่บนผนังห้อง ความทรงจำพรั่งพรูเข้ามาในหัว เธอจำได้ว่าตอนเป็นเด็กนั้นมีความสุขมากขนาดไหน ครอบครัวที่มีพ่อแม่ และลูกเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข จนกระทั่งแม่ได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เหลือเพียงเธอกับพ่อที่ใช้ชีวิตสองคน ผ่านมรสุมชีวิตมากมาย เมื่อคิดมาถึงจุดนี้เพียงตะวันก็สลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวเพื่อไม่ให้รู้สึกทุกข์ใจอีกครั้ง อย่างไรเสียชีวิตต้องดำเนินต่อไป วันนี้เป็นฤกษ์จดทะเบียนสมรส แต่เจ้าบ่าวของเธอได้หายตัวไปจากเรือนหอตั้งแต่เมื่อคืนโดยไม่บอกไม่กล่าว เป็นการเข้าหอที่ไร้การพูดคุย ต่างคนต่างแยกย้ายไปพักผ่อน เธอเองก็ไม่กล
บรรยากาศรอบตัวที่แสนอบอุ่นทำให้ ‘เพียงตะวัน’ในชุดเจ้าสาวสีขาวระบายยิ้มออกมา วันนี้ถือว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้ หลายคนใฝ่ฝันที่จะเข้าพิธีแต่งงานกับชายหนุ่มที่ตัวเองรัก เพียงตะวันเองก็เช่นกัน การที่เธอได้แต่งงานกับชายที่เธอรักก็เป็นหนึ่งในความฝันของหญิงสาว เพียงตะวันรู้สึกราวกับว่ากำลังอยู่ในความฝัน ความฝันที่เป็นจริงมันช่างงดงามและมีความสุขจนไม่อยากให้เวลาผ่านไป เธออยากซึมซับความสุขนี้ไว้และเก็บมันไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ “ยิ้มอะไรขนาดนั้น” เสียงชายในชุดสูทสีขาวที่ยืนเคียงข้างเธอถามขึ้นด้วยความหงุดหงิด เขาคือ ‘ปราชญ์’ ว่าที่สามีของเธอ “ก็ตะวันมีความสุขนี่คะ” เพียงตะวันตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุข คนเราควรจะมีความสุขในวันแต่งงานไม่ใช่หรือ “หึ! เชิญเธอดื่มด่ำกับความสุขจอมปลอมให้สมใจ แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง” เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะยกแขนขึ้นมาเพื่อให้เธอควง ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเจ้าบ่าวทำให้แขกที่มาร่วมงานต่างซุบซิบกัน ซึ่งมันก็คงไม่พ้นเรื่องของการแต่งงานโดยไม่ได้เต็มใจทั