LOGIN"พี่ปราชญ์เกลียดตะวันหรือเปล่าคะ" "ไม่ได้เกลียด...แค่ไม่ชอบ"
View Moreบรรยากาศรอบตัวที่แสนอบอุ่นทำให้ ‘เพียงตะวัน’ในชุดเจ้าสาวสีขาวระบายยิ้มออกมา วันนี้ถือว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้
หลายคนใฝ่ฝันที่จะเข้าพิธีแต่งงานกับชายหนุ่มที่ตัวเองรัก เพียงตะวันเองก็เช่นกัน การที่เธอได้แต่งงานกับชายที่เธอรักก็เป็นหนึ่งในความฝันของหญิงสาว
เพียงตะวันรู้สึกราวกับว่ากำลังอยู่ในความฝัน ความฝันที่เป็นจริงมันช่างงดงามและมีความสุขจนไม่อยากให้เวลาผ่านไป เธออยากซึมซับความสุขนี้ไว้และเก็บมันไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ
“ยิ้มอะไรขนาดนั้น”
เสียงชายในชุดสูทสีขาวที่ยืนเคียงข้างเธอถามขึ้นด้วยความหงุดหงิด เขาคือ ‘ปราชญ์’ ว่าที่สามีของเธอ
“ก็ตะวันมีความสุขนี่คะ”
เพียงตะวันตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุข คนเราควรจะมีความสุขในวันแต่งงานไม่ใช่หรือ
“หึ! เชิญเธอดื่มด่ำกับความสุขจอมปลอมให้สมใจ แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง”
เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะยกแขนขึ้นมาเพื่อให้เธอควง ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเจ้าบ่าวทำให้แขกที่มาร่วมงานต่างซุบซิบกัน ซึ่งมันก็คงไม่พ้นเรื่องของการแต่งงานโดยไม่ได้เต็มใจทั้งสองฝ่ายแน่นอน
“เป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก”
“แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้น”
“ดูก็รู้ว่าฝ่ายหญิงสิ้นเนื้อประดาตัวจนต้องขายลูกกิน”
“ขายลูกกินแน่ ๆ”
“ขายลูกกินที่ไหนกัน ญาติฝั่งเจ้าสาวไม่มีสักคน”
ท่ามกลางเสียงที่จอแจอยู่รอบตัวจนจับใจความไม่ได้ แต่มีหลายประโยคที่ลอยมากระทบกับโสตประสาทของเพียงตะวันเข้าอย่างจัง ทำเอาเพียงตะวันหุบยิ้มแทบไม่ทัน ประโยคที่แขกคนนั้นเอื้อนเอ่ยออกมาช่างดูเย้ยหยันและดูถูกครอบครัวของเธอ ราวกับว่าคนที่พูดนั้นต้องการจะให้ครอบครัวของเธอรู้สึกอับอาย
“เกาะผู้ชายรวยได้ก็สบายไปทั้งชาติ”
เธอไม่ได้มีเจตนาจะเกาะคนรวย ทรัพย์สินที่บิดาทิ้งไว้ก็มากมายจนเธอใช้ไม่หมด แม้ไม่ได้มีมูลค่ามหาศาลแต่เธอก็นำไปลงทุนจนงอกเงยขึ้นมา หากชอบชีวิตง่าย ๆ ไม่ต้องทำงาน เธอก็สามารถอยู่สบายไปได้ทั้งชาติ
เพียงตะวันข่มอารมณ์ไว้แล้วฝืนยิ้มต่อไป เธอทำได้เพียงท่องไว้ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี
“เจ้าปราชญ์ยิ้มหน่อยสิ”
เสียงของหญิงสาวที่ทั้งสองเพิ่งเดินผ่านกระซิบบอกเจ้าบ่าว ทันทีที่เสียงนั้นจบลงไป ริมฝีปากหยักก็คลี่ยิ้มเล็กน้อย ทำเอาเพียงตะวันรู้สึกว่าตัวเองช่างดูไร้ค่าในสายตาเจ้าบ่าวเหลือเกิน
“อย่าแม้แม่จะคิดที่จะตัวเองไปเรียบเทียบกับอิงดาว คนอย่างเธอเทียบไม่ติดหรอก”
คำพูดของเขาทำให้เพียงตะวันหน้าเสียเล็กน้อย
แต่ก็ต้องรีบกลับมาปั้นหน้ายิ้มแย้มเหมือนเดิม ภาพที่บรรดาแขกในงานมองเห็นช่างเป็นภาพที่น่ารักและชวนให้อิจฉาไปตาม ๆ กัน เจ้าบ่าวโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเจ้าสาวด้วยใบหน้าอมยิ้ม สักพักเจ้าสาวก็ยิ้มตาม
“ตะวันไม่เคยคิดจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครอยู่แล้วค่ะ”
เพียงตะวันตอบกลับไปอย่างเหนื่อยหน่าย
ทุกประโยคที่เอ่ยออกมาจากปากผู้ชายคนนี้ล้วนทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย
“เลิกแสดงละครรับบทนางเอกโลกสวยได้แล้ว คนที่ดูออกมันจะอ้วก”
ปราชญ์กระซิบลอดไรฟัน ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรของเขายิ้มให้แขกภายในงาน แต่คำพูดถากถางที่ถูกส่งออกมาจากริมฝีปากหยักนั้นช่างร้ายกาจ ตรงข้ามกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นเหลือเกิน
ทุกคำพูดของเขาทิ่มแทงหัวใจเธอจนนับครั้งไม่ถ้วน ถึงแม้เธอจะพยายามทำความเข้าใจและยอมรับมากแค่ไหน เธอก็ทำได้เพียงเข้าใจ ไม่สามารถสั่งหัวใจให้เลิกเจ็บปวดได้
เจ้าสาวของงานได้เพียงก้มหน้ายอมรับมันก่อนจะยิ้มออกมา อย่างน้อยเธอก็ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ตัวเองรัก แม้ว่าเจ้าตัวจะแสร้งว่ามีความสุขต่อหน้าแขกที่มาร่วมงาน ไม่ว่าเขาจะร้ายกาจกับเธอเพียงใด แต่อย่างน้อยใบหน้าของเขาที่ประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ก็ทำเอาเธอใจสั่นอยู่ดี
ริมฝีปากหยักที่คลี่ยิ้มเพียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้ก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ในอกเร่งจังหวะการเต้นเร็วขึ้น แค่เป็นเขาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง
“พี่ปราชญ์ยิ้มแล้วดูดีมากเลยค่ะ”
เพียงตะวันเอ่ยชมคนข้างกายจากใจจริง แต่คำพูดนั้นก็ไม่ได้ทำให้ปราชญ์ใจดีกับเธอสักนิด
“เรื่องของฉัน แล้วทีหลังไม่ต้องเรียกว่าพี่”
“ตะวันเกิดทีหลัง เรียกพี่ก็ถูกแล้วค่ะ”
“ฉันไม่นับญาติกับเธอ”
“งั้นก็เสียใจด้วยนะคะ เพราะหลังจากวันนี้ตะวันจะเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของ...คุณ”
“หึ! ร้ายไม่เบาเลยนะเพียงตะวัน”
“ตะวันทำอะไรให้หรือคะ ทำไมพี่ปราชญ์เกลียดตะวันมากขนาดนี้”
“ไม่ได้เกลียด แค่ไม่ชอบ”
บรรยากาศระหว่างบ่าวสาวมาคุจนคนรอบข้างเริ่มจับสังเกตได้ และเป็นอิงดาวที่ยกมือเป็นสัญญาณให้ปราชญ์ยิ้มอีกครั้ง
เพียงตะวันทำได้แค่มองภาพหญิงสาวที่ยกนิ้วขึ้นมาจิ้มมุมปากทั้งสองข้างและฉีกยิ้มที่แสนสดใสส่งมาให้คนข้างกายของเธอ
อิงดาวเป็นคนสวยหวาน ออกแนวน่ารักจนผู้หญิงด้วยกันยังละสายตาจากใบหน้าที่แสนหวานนั้นไม่ได้
ไม่แปลกใจเลยที่พี่ปราชญ์ของเธอจะหลงรักผู้หญิงคนนี้
พอคิดถึงตรงนี้ทีไรก็ทำเอาเธอเจ็บจี๊ดในใจขึ้นมาทุกที
“ทำไมมองอิงดาวแบบนั้น”
“มองแบบไหนหรือคะ ตะวันแค่เห็นว่าเธอสวยก็เลยมอง”
“สายตาเธอมันบอกว่าอิจฉา ไม่รู้ตัวบ้างหรือไง”
“พี่...คุณปราชญ์อคติกับตะวันเลยทำให้คิดไปเองแบบนั้นค่ะ”
ต้องยอมรับเลยว่าเพียงตะวันรู้สึกอิจฉาอิงดาวอยู่ไม่น้อย ที่ได้ครอบครองหัวใจของชายที่กำลังจะเป็นสามีทางนิตินัยของเธอ
มันยิ่งทำให้เพียงตะวันรู้สึกแย่ลงไปอีก เมื่อความรู้สึกอิจฉาเกิดขึ้นภายในจิตใจ เพราะอิงดาวเป็นคนที่ใจดีกับเธอเสมอ คอยช่วยเตรียมงานตั้งแต่ขั้นตอนแรก รวมถึงคอยให้คำปรึกษาทุกอย่าง จนงานแต่งงานของเธอออกมาน่ารักอบอุ่นแบบในที่หลายคนใฝ่ฝัน
พิธีรดน้ำสังข์เป็นพิธีที่มีความสำคัญในขั้นตอนการแต่งงาน เพราะถือว่าเป็นพิธีที่ให้ญาติและแขกผู้ใหญ่ได้ทำการอวยพรแก่คู่บ่าวสาว เกี่ยวกับการครองเรือน รวมถึงให้ข้อคิดเตือนใจ เพื่อให้คู่บ่าวสาวได้นำไปใช้ในชีวิตคู่ให้ราบรื่นและมีความสุขในอนาคต
ปรเมษฐ์พ่อของฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นคนแรกที่รดน้ำสังข์อวยพรคู่บ่าวสาว
“พ่อขอให้ปราชญ์กับตะวันมีความสุขกับชีวิตคู่นะลูก หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน”
ผู้เป็นพ่ออวยพรยาวเหยียดก่อนจะโน้มลงมากระซิบข้างหนูลูกชายให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อย ไว้หน้ากันบ้าง”
ปราชญ์รู้สึกหงุดหงิดและเบื่อหน่ายกับสถานการณ์ตรงหน้ามาก เขาไม่ถนัดเล่นละครเพื่อตบตาแขกที่มาร่วมงานเพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจหรอก
“แม่ขอให้ลูกทั้งสองครองคู่กันอย่างราบรื่น ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แม่รักลูกทั้งสองนะจ๊ะ”
เยาวเรศอวยพรคู่บ่าวสาวอย่างมีความสุข เธอถูกใจลูกสะใภ้คนนี้มาก แม้รู้อยู่แก่ใจว่าลูกชายไม่ได้รักเพียงตะวัน แต่เธอยังถือคติแต่งก่อนอยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง
“ตะวันขอบคุณแม่เรศมากนะคะที่เอ็นดูตะวัน”
เพียงตะวันน้ำตารื้นด้วยความตื้นตันใจ นอกจากปรเมษฐ์แล้ว ก็ยังมีเยาวเรศที่เอ็นดูเธอเหมือนเป็นลูกสาวคนหนึ่ง แม้ว่าเธอจะเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรเหมาะสมกับลูกชายของทั้งสองท่านเลย
“หึ! ทำเป็นบีบน้ำตา มีแค่พ่อกับแม่เท่านั้นแหละที่ไม่ทันมารยาของเธอ”
ปราชญ์ทนไม่ได้กับละครฉากใหญ่ตรงหน้าเอ่ยแขวะคนข้าง ๆ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรดี ทำไมพ่อกับแม่ของเขาถึงได้รักและเอ็นดูจนไม่ฟังคำทัดทานของเขาเลยสักนิด แถมยังบีบให้เขาต้องมาแต่งงานกับผู้หญิงที่เพิ่งปรากฏตัวในชีวิตเพียงแค่ไม่นาน นึกแล้วมันน่าโมโหนัก
“ดาวขอให้ปราชญ์มีความสุขมาก ๆ ดาวเชื่อว่าปราชญ์แต่งงานกับคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ดาวรออุ้มหลานนะ”
เหอะ! เหมาะสมที่สุดงั้นหรือ คนเราอยากแต่งงานกับคนที่ตัวเองรักกันทั้งนั้น ปราชญ์ทำได้เพียงคิด เขามั่นใจว่าอิงดาวรับรู้ถึงความรู้สึกในใจของเขา เพราะเขาและอิงดาวเป็นครึ่งชีวิตของกันและกันมาตั้งแต่จำความได้ ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันดี
“เนตรรักตะวันนะ ขอให้ตะวันมีความสุขกับชีวิตคู่นะ”
เนตรนภาเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวของเพียงตะวันอวยพรให้เพื่อน เธอรู้ดีว่าผู้ชายที่อยู่ข้างกายเพื่อนรักไม่ได้มีความรู้สึกดี ๆ ให้เพื่อนคนนี้แม้แต่น้อย และเธอก็ดูออกว่าเพียงตะวันมอบหัวใจให้ผู้ชายคนนี้ไปจนหมดใจ
“ตะวันขอบคุณมากนะ”
เพียงตะวันน้ำตาคลอที่หัวตา เธอพยายามกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลลงมา เนตรนภาเป็นแขกฝ่ายเจ้าสาวเพียงคนเดียวที่มาร่วมงาน นึกแล้วก็อดเสียใจไม่ได้ ถ้าพ่อของเธอไม่ด่วนจากไป วันนี้ต้องเป็นวันที่พ่อมีความสุขมากแน่ ๆ เพียงตะวันได้แต่หวังว่าพ่อจะมีความสุขในดินแดนที่เดินทางไป ป่านนี้พ่อคงจะได้เจอกับแม่และท่านทั้งสองคงกำลังมองเธออยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้
“ยินดีด้วยนะน้องชาย ฉันขอให้นายมีความสุขกับรักครั้งนี้นะ”
ปลื้มกล่าวอวยพรให้กับปราชญ์ที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง และเป็นเหมือนก้างขวางคอที่คอยขัดขวางความรักของเขามาตั้งแต่เด็ก
“มึงก็รีบมีแฟนสิ จะได้มีความสุขเหมือนกูไง ทำเป็นพูดฉันพูดนาย ปกติมีแต่กูกับมึง”
ปราชญ์ประชดลูกพี่ลูกน้องคนสนิท ที่เปรียบเสมือนพี่ชายแท้ ๆ ของเขา ส่วนปลื้มก็ทำแค่เพียงอมยิ้มที่ดูกวนประสาทในสายตาปราชญ์มาก ถ้าเป็นวันปกติเขาคงเอากำปั้นทุบสักหมัดในโทษฐานหมั่นไส้แล้ว
แขกที่มาร่วมงานทั้งคนสนิทและไม่สนิทต่างมาร่วมรดน้ำสังข์อวยพรขอให้ความรักของทั้งสองราบรื่นยืนยาว ซึ่งผู้เป็นเจ้าบ่าวฟังแล้วขัดหูจนแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน ใครจะมีความสุขในชีวิตหลังจากที่แต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักบ้าง
“เมื่อไหร่เธอจะเลิกแสดงละครสักที”
“แล้วเมื่อไหร่คุณจะเลิกหาเรื่องตะวันสักทีคะ”
คำถามที่เพียงตะวันย้อนถามกลับมาทำให้ปราชญ์รู้สึกโมโหที่ถูกคนข้าง ๆ ต่อปากต่อคำ ไม่นึกเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะกล้าต่อปากต่อคำกับเขา ภายนอกดูใสซื่อออกไปทางน่าสงสาร แต่ก็คงเป็นเพียงการแสดงเท่านั้นแหละ ผู้หญิงคนนี้แต่งงานกับเขาเพราะหวังความสบายเท่านั้น
บรรยากาศในงานถูกปกคลุมไปด้วยความมาคุระหว่างคู่บ่าวสาวอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนดูออกว่าการแต่งงานครั้งนี้มาจากการคลุมถุงชน ถ้าจะบอกว่าเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจก็คงไม่ใช่ เพราะเพียงตะวันเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่าง นอกจากสัญญาระหว่างพ่อแม่ที่เป็นเพียงลมปาก
จนมาถึงช่วงเวลาที่ส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ เรือนหอที่ปรเมษฐ์เตรียมไว้ให้ทั้งคู่เป็นบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน เขาได้ซื้อจากเพื่อนสนิทนั่นก็คือพ่อของเพียงตะวัน จ้างคนดูแลทำความสะอาดตลอดเวลาหลายปี มีปรับปรุงต่อเติมบ้าง แต่ไม่ทิ้งเค้าเดิม เพื่อให้คนที่เข้ามาอยู่รู้สึกอบอุ่นเหมือนที่เคยอาศัยในวัยเยาว์
ปรเมษฐ์รู้ว่าชีวิตของเพื่อนรักประสบปัญหาอย่างหนัก จนต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่น รวมทั้งปฏิเสธความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา สิ่งที่ปรเมษฐ์ทำให้เพื่อนรักคนนี้ได้ก็คือการรักษาสัญญาที่จะให้ลูกแต่งงานกัน
เพียงตะวันเป็นคนที่มีจิตใจดีเหมือนพ่อกับแม่
จนเขากับภรรยาเอ็นดูเหมือนลูกคนหนึ่ง มีเพียงลูกชายคนเดียวของเขาที่มองไม่เห็นมัน เจ้าลูกชายของเขามองเพียงตะวันด้วยอคติ ผู้เป็นพ่อได้แต่หวังว่าปราชญ์จะเปิดใจและมองเห็นความดีในตัวของเพียงตะวัน
หลังจากเสร็จพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ ก่อนที่ประตูจะปิดลงสายตาของปราชญ์สะดุดกับมือที่กุมกันอยู่ระหว่างอิงดาวกับปลื้ม
เจ้าบ่าวหมาด ๆ ทำได้เพียงขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ข้างลำคอนูนเด่นอย่างเห็นได้ชัด นี่คงเป็นความรู้สึกของการถูกหักหลังสินะ
“พี่ปราชญ์...ข้อตกลงของเรายังต้องทำอยู่ไหมคะ” เพียงตะวันพลิกตัวออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นสามี หลังจากผ่านเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่แล้วเขาก็ตัวติดกับเธอเป็นพิเศษ “ไม่หย่า” “แบบนี้เรียกว่าผิดสัญญาหรือเปล่าคะ” เพียงตะวันแกล้งถามผู้เป็นสามี เธอรู้สึกว่าสัญญาในตอนแรกไม่มีผลมาสักพักแล้ว ความรู้สึกของเธอกับเขามาไกลเกินกว่าที่จะเป็นการแต่งงานเพียงเพื่อรอวันหย่าเท่านั้น “พี่ผิดเองที่เคยทำให้ตะวันเสียใจ อดีตเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว พี่กลับไปแก้ไขไม่ได้ ขอแค่ตะวันให้โอกาสพี่อีกสักครั้ง พี่จะไม่ทำให้ตะวันเสียใจอีก” วงแขนแกร่งดึงเธอเข้ามากอด เพียงตะวันไม่รู้หรอก ว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เธอมั่นใจว่าการตัดสินใจแต่งงานกับเขาเป็นเรื่องที่เธอเลือกถูกที่สุดแล้ว “ตะวันระ...” ริมฝีปากหยักทาบทับลงมากลืนประโยคที่เธอกำลังจะเอื้อนเอ่ยให้หายไปพร้อมกับรสจูบอันแสนนุ่มนวลของเขา ปากหยักบดคลึงหยอกเย้าอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะถอนออกช้า ๆ มือหนาประคองใบหน้าสวยไว้อย่างเบามือ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดก็สั
เพียงตะวันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด เธอทุบประตูจนความแดงกลืนกินไปทั่วฝ่ามือ ทั้งยังตะโกนขอความช่วยเหลือจนลำคอแห้งผาก แต่กลับไม่มีใครได้ยิน ราวกับว่าเธอส่งเสียงในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ความกลัวเกาะกุมหัวใจเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำ ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามา หากยังติดอยู่ที่นี่เธอคงต้องนอนในห้องน้ำที่ไร้แสงไฟ เธอเลือกที่จะนั่งลงบนชักโครกเพื่อรอความช่วยเหลือ เดรสสีขาวที่เคยเปียกจนแนบลำตัว บัดนี้ได้แห้งจนเกือบสนิทแล้ว แต่ความเหน็บหนาวยังไม่หายไป เพียงตะวันกอดตัวเองไว้แน่น น้ำตาที่แห้งเหือดไหลออกมาอีกครั้งไม่ต่างกับฉากหนึ่งในนิยายน้ำเน่า ปราชญ์ถอนหายใจออกมาเมื่อแฟ้มเอกสารฉบับสุดท้ายถูกปิดลง สายตาสะดุดกับนาฬิกาข้างผนังเข็มสั้นเลยเลขหกมาเล็กน้อย แต่โทรศัพท์ของเขากลับเงียบสนิทไร้วี่แววการตอบกลับจากภรรยาตัวน้อย เขาส่งข้อความหาเธอหลายครั้งแต่อีกฝ่ายกลับหายเงียบไปเสียดื้อ ๆ ก่อนที่เขาจะออกมาทำงานเธอมีอาการเหมือนจะไม่สบาย ซึ่งนั่นก็สร้างความกังวลใจให้เขาไม่น้อย “เพียงตะวันล่ะ” ประตูถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับคำถามจากผู้หญิงที่ชอบทำให้เขารู้สึกหงุดหง
เพียงตะวันรู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คงเป็นเพราะว่ารอบเดือนของเธอใกล้จะมาแล้ว “ตะวันพักผ่อนอยู่บ้านนะครับ พี่จะรีบกลับ” มือหนาลูบหัวของคนที่กำลังนอนพักอยู่บนเตียงความสัมพันธ์ของเขากับเธอดีขึ้นตามลำดับ รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในสถานะสามีภรรยากันเข้าเดือนที่สามแล้ว “เย็นนี้พี่ปราชญ์อยากทานอะไรคะ ตะวันจะทำไว้รอ” “ตอบได้หรอครับ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปาก ปราชญ์รู้สึกว่าช่วงนี้เขามีความสุขที่ได้แกล้งให้อีกฝ่ายหน้าแดง พอได้เห็นท่าทางเขินอายของเธอแล้วมันก็อดเอ็นดูไม่ได้ “ตะวันทำให้ได้ทุกอย่างค่ะ ขอแค่พี่ปราชญ์บอก” “ตะวัน” ดวงตาคมมองเธออย่างลึกซึ้ง ไม่รู้ว่าเพียงตะวันทำอะไรกับเขากันแน่ ปราชญ์รู้สึกอยากอยู่ใกล้เธอเป็นพิเศษ “พี่ปราชญ์มีอะไรหรือเปล่าคะ” “พี่อยากกินตะวันครับ” คำตอบที่ออกมาจากปากเขาทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ปราชญ์เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาพูดออกไปแบบนั้น คงจะเป็นอาการของคนที่แพ้เสียงในหัวก็เป็นได้ “ตะวันไม่คุยด้วยแล้ว พี่ปราชญ์ตั้งใจทำงาน
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เพียงตะวันก็ไม่ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมจากผู้เป็นสามี เธอไม่กล้าแม้แต่จะถามออกไปว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ “ดาวชวนดูหนัง จะไปดีไหมครับ” เพียงตะวันหยุดมือที่กำลังหั่นหัวหอมก่อนจะหันไปที่ต้นทางของเสียง ปราชญ์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกรินน้ำใส่แก้ว มือหนายกแก้วขึ้นดื่มจนของเหลวไร้สีพร่องไปครึ่งแก้ว สายตาจับจ้องมาที่ภรรยาตัวน้อยที่สวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูลายกระต่าย “พี่ปราชญ์ไปได้เลยค่ะ ไม่ต้องถามตะวันก็ได้” เธอตอบออกไปเสียงเรียบ มือบางยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “พี่ชวนครับ” รู้ตัวอีกทีใบหน้าของเธอก็อยู่ภายใต้มือของเขา ปราชญ์ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาของผู้เป็นภรรยา มืออีกข้างกุมข้างแก้มเอาไว้ ความร้อนจากฝ่ามือทำเอาก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของคนตัวเล็กเต้นไม่เป็นจังหวะ “ตะวันตามใจพี่ปราชญ์ค่ะ” การที่เรารักใครบางคนเพียงข้างเดียวมานานหลายปีทำให้ต้องสูญเสียความเป็นตัวเองไปขนาดนี้เชียวหรือ การตัดสินใจของเธอล้วนขึ้นอยู่กับเขาทั้งสิ้น เพียงตะวันพยายามทำทุกอย่างใ
หลังจากที่เพียงตะวันบอกกับเขาว่าอยากอยู่คนเดียวสักพัก เขาก็ไม่ได้เจอหน้าเธอมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะเป็นอย่างไร หายโกรธเขาหรือยัง เลิกงานเขาต้องแวะไปดูเสียหน่อยแล้ว ครืด...ครืด...ครืด...โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานกำลังสั่นจากแจ้งเตือนข้อความเข้า รองประธานละสายตาจากแฟ้มเอกสาร
“คุยกันหน่อย” สองขายังไม่ก้าวพ้นธรณีประตู เสียงอันทรงพลังก็ทำให้ให้เขาต้องชะงัก เบื้องหน้าเขาเป็นมารดาที่นั่งไขว่ห้าง สองมือกอดอกสายตาที่มองเขาเจือไปด้วยความโกรธปนผิดหวัง “แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ” เขาถามออกไป หากพูดยืดยาวกว่านี้คงต้องวิ่งหลบฝ่ามืออรหันต์เป็นแน่
แสงแดดของยามเช้าค่อย ๆ ลอดผ่านผ้าม่านกระทบกับใบหน้าคมคาย ชายหนุ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาพร้อมสัมผัสอบอุ่นในอ้อมแขน ร่างเล็กในอ้อมกอดยังหลับสนิท ลมหายใจแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เธอขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะซุกหน้าเข้าหาไออุ่นจากแผ่นอกกว้างจนผู้เป็นสามีเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ครืด...
หลังจากที่ปราชญ์ถามว่าเธออยากไปไหน เขาก็พาเธอไปสถานที่แห่งนั้นจริง ๆ รถหรูแล่นบนทางด่วนมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกที่อยู่ติดกับทะเล “กลัวไหม” ใบหน้าเรียบเฉยทอดสายตามองถนนที่ทอดยาวออกไป สองข้างทางมีรั้วกั้นไว้ตลอดทั้งสาย “หมายถึงกลัวพี่ปราชญ์หรอคะ” เพียงตะวัน





