LOGIN“เจ้าหมายความว่าอย่างไร อะไรคือซวงเสวี่ยเชียนเหนียน”“ไม่มีอะไร” นางไม่ได้ไขข้อสงสัยให้เขา เพราะผู้คนที่นี่คือตัวละครที่ถูกกำหนดขึ้น ทุกอย่างที่ปรากฏพวกเขาล้วนเคยชินกับมัน ไม่สงสัย ไม่ตั้งคำถามว่าทุกอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่นับตั้งแต่เฟิงเย่มาที่นี่นางก็พบว่าซวงเสวี่ยเชียนเหนียนนั้น หากไม่อากาศหนาวยะเยือก ก็มักจะมีหิมะตก ดูเหมือนนักเขียนอย่าง Snow white จะเลือดเย็นกว่าที่คาด ดังนั้นดินแดนแห่งนี้จึงเหมือนถูกนักเขียนคนนี้สาป สถานที่แห่งนี้จึงพานพบแต่ความหนาวเหน็บลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของเกาเฟิงเหยียน เฟิงเย่ให้รู้สึกสงสัยนัก ณ ที่แห่งนี้มีสตรีมากมายปรารถนาเขา เพราะเขาดูสมบูรณ์แบบจนไม่ว่าสตรีใดล้วนชมชอบ เช่นนี้แล้วเขาไม่เคยหวั่นไหวให้สตรีใดเลยหรือ“ท่านเติบโตที่หนี่ว์ซานถูกหรือไม่”“ใช่” แม้ประหลาดใจแต่เขาก็ตอบนางโดยดี“นับจากมายังเมืองหลวง ท่านไม่รู้สึกชอบสตรีสักคนแล้วอยากแต่งนางเข้าจวน ใช้ชีวิตปกติธรรมดาบ้างเลยหรือ”เขาชะงักก่อนเลิกคิ้วมองนาง “เจ้าถามเช่นนี้สงสัยเรื่องใดหรือ”“สงสัยว่าท่านไม่มีสตรีใดที่หมายตาเอาไว้เลยหรือ” นางถามเขาตรงๆ “ข้าแค่สงสัย คนสมบูรณ์แบบเช่นท่านเหตุใดป่านนี้จึงยัง
นางเองก็อยากสนทนากับพี่ชายได้อย่างอีกฝ่ายเช่นกัน แต่เพราะมารดาของนางอบรมให้ทำตัวในกรอบ ดังนั้นจึงยากนักที่นางจะได้ใกล้ชิดกับพี่ชายทั้งสองโจวเทียนอวี้มองท่าทีสนิทสนมของหวังอวี่และน้องสาว ในใจของเขาพลันรู้สึกประหลาดใจ เขาพบหวังอวี่บ่อยครั้ง คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนเย็นชาไม่สนใจผู้อื่น นอกจากมหาเสนาบดีที่เป็นศิษย์พี่แล้ว หวังอวี่มักไม่ค่อยไว้หน้าผู้ใดเขาเข้าใจว่าแม่นางเยี่ยผู้นี้เพิ่งมาเมืองหลวง หากเป็นเช่นข่าวลือมหาเสนาบดีเพิ่งรับนางเข้ามาได้ไม่ถึงเดือน แม้หวังอวี่ไปเยือนจวนมหาเสนาบดีบ่อยครั้ง แต่กลับคุ้นเคยกับหญิงสาวได้อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องที่ผิดคาดยิ่งนักคิดๆ ดูแล้วเขาเองก็ประหลาดใจตัวเองเช่นกัน เมื่อครู่เห็นนางดวงตาแดงก่ำ ไม่รู้เพราะอะไรเขาจึงรู้สึกลนลานราวกับทำอะไรผิดไป อีกทั้งแม้พานพบเพียงสองครั้ง แค่กลับรู้สึกคล้ายเคยพบนางที่ไหนสักแห่งมาก่อนแต่...จะเป็นไปได้อย่างไร นางเป็นถึงเทพธิดาหนี่ว์ซาน เช่นนี้คงเป็นเขาที่คิดไปเอง“แม่นางโจวขอบใจเจ้ามากนะ วันนี้ข้าสนุกมาก” เฟิงเย่ยิ้มกว้างเมื่อถึงเวลาต้องกลับ “มีเวลาก็แวะมาหาข้าที่จวนบ้างนะ ข้าไม่มีสหายที่ไหนหากเจ้าไปหาคงดีมากแน
หลังจากเดินทางมายังดินแดนซวงเสวี่ยเชียนเหนียน แม้เฟิงเย่ล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าทุกคนที่นี่ไม่ใช่คนที่เคยรู้จัก ถึงอย่างนั้นพวกเขากลับใบหน้าเหมือนคนใกล้ชิดทั้งสิ้น วันนี้ได้พบเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว ความรู้สึกก็ยิ่งอ่อนไหวมากกว่าทุกครั้งเมื่อรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาทั้งสองข้าง เฟิงเย่ก็รีบก้มหน้าหลบตาโจวเทียนอวี้ ปล่อยสองพี่น้องได้พูดคุยกันโดยไม่ขัดจังหวะ“เหตุใดเจ้าไม่อยู่ที่จวน กลับออกมาไกลถึงกำแพงเมือง คนติดตามมีเพียงสามคน เจ้าคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่”“พี่รอง ข้าไม่ได้ตั้งใจมาไกลถึงเพียงนี้เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าติดตามท่านหญิงจินมาที่ร้านแพรพรรณ บังเอิญพบแม่นางเยี่ยที่กำลังมาที่นี่พอดี ข้าเห็นว่าใต้เท้าโม่กับใต้เท้าต้าเหมิงเองก็มาด้วยจึงไม่ได้คิดอะไรมาก”โจวเทียนอวี้เหลือบมองเฟิงเย่แวบหนึ่ง คิ้วของเขามุ่นลงเล็กน้อย ในใจรู้สึกหนักใจที่น้องสาวพาตัวมายุ่งเกี่ยวกับตัวปัญหาจากจวนมหาเสนาบดีเขาตามมาเพราะข่าวซุบซิบเรื่องที่น้องสาวนั่งรถม้าตามรถม้าของจวนมหาเสนาบดีมา ไม่ต้องการให้น้องสาวที่ไร้เดียงสาต้องพบกับเรื่องวุ่นวาย“หากน้องสาวของข้ารบกวนแม่นางเยี่ย ข้าต้องขออภัยแทนนางด้วย ปกตินางไม่ใคร่จะออกจา
“เอ๋ เจ้าก็ไปหรือ”“ใช่แล้ว ข้าสนิทกับคุณหนูหลี่ บุตรีของเจ้ากรมกลาโหม หากมีโอกาสข้าจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักนาง จริงสิแล้วนี่ท่านลองชุดเสร็จแล้วหรือ”ท่าทีเป็นกันเองทั้งยังแฝงความจริงใจอยู่หลายส่วน ทำให้เฟิงเย่รู้สึกดีกับอีกฝ่ายไม่น้อย เทียบกันแล้วระหว่างคุณหนูโจวผู้นี้ กับคุณหนูจินบุตรีเสนาบดีฝ่ายตรวจสอบ นางมองว่าโจวซีอวี๋ผู้นี้น่าคบหากว่ามาก“ข้าลองชุดเสร็จแล้ว กำลังจะไปนั่งเล่นที่ริมทะเลสาบ พี่...ข้าหมายถึงองครักษ์ของท่านมหาเสนาบดีบอกว่าที่นั่นมีบะหมี่เนื้อตุ๋นรสชาติไม่เลว”“อร่อยจริงๆ นะ ข้าเคยลองชิมมาแล้ว” กล่าวจบโจวซีอวี๋ก็ลดเสียงลงราวกลัวจะมีคนผ่านมาได้ยิน “ท่านจะไปตอนนี้เลยหรือ”“ใช่ ทำไมหรือ”“ข้า...ไปด้วยได้หรือไม่” โจวซีอวี๋มองซ้ายขวา “ท่านรอข้าที่หน้าร้านแพรพรรณ ครู่เดียวเท่านั้น”“แล้วทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ”“ข้ามากับคุณหนูจิน นางไม่ใคร่จะชอบให้ข้าไปที่นั่น” โจวซีอวี๋ครุ่นคิดเล็กน้อย “ข้าไปบอกนางก่อนว่าจะกลับ ท่านรอข้าด้วยนะ”มองแผ่นหลังอรชรเดินดุ่มๆ เข้าห้องหนึ่งไป เฟิงเย่จึงหันไปสบตากับโม่สวิน “พี่โม่ นี่มันเรื่องอะไรกัน” นางถามงงๆ“น่าจะเพราะสตรีชั้นสูงไม่ใคร่จะชอบนั่งที่แ
นางพูดทีเล่นทีจริง ก่อนก้าวเดินเข้าไปชมสมบัติที่ล่อตาล่อใจ “มหาเสนาบดีนี่รายได้ดีขนาดนี้เลยหรือ ท่านไปเอามาจากไหนมากมาย เงินเดือน...ข้าหมายถึงเบี้ยหวัดเท่าไรหรือ”“ไม่มากนัก แต่ก็เหมาะสมกับตำแหน่ง ของแปดในสิบส่วนเป็นฮ่องเต้พระราชทานตามโอกาสต่างๆ ไม่ก็เป็นของที่ขุนนางน้อยใหญ่ส่งมาในโอกาสสำคัญ อีกส่วนก็เป็นของที่ข้าใช้เงินซื้อมา บางส่วนซื้อมาเพราะต้องส่งเป็นของขวัญแก่จวนต่างๆ”เขากล่าวจบก็เดินไปยังหีบไม้ ซึ่งวางเหนือสุดด้านขวามือ เฟิงเย่เดินตามเข้าไปดู และนางก็ต้องเบิกตาเพราะของที่อยู่ด้านใน“สวยจัง”ผ้าทอลายบุปผาสีขาวนวลตา กับเครื่องประดับที่ทำจากหยกสองสีส่องประกายระยิบระยับกับแสงไฟในห้องลับ เฟิงเย่ตระหนักแล้วว่าแม้แต่เรื่องของสตรีเกาเฟิงเหยียนก็ช่างเลือกยิ่ง ผ้าพับนี้หากนำไปตัดชุดกับผ้าสีส้มอ่อนที่เขาเลือก ชุดนั้นจะเข้ากับหยกสีขาวสลับส้มชุดนี้มาก“ชอบหรือไม่” เขาไม่ถามเปล่ากลับหยิบเอากำไลหยกออกมาสวมให้นาง “เดิมยังคิดว่าจะไม่ได้ใช้”“สวยมากเลย แต่...” นางเงยหน้ามองเขา “ถอดก่อนดีกว่า สวมตอนนี้หากทำตกแตกไปจะทำเช่นไร ของดีแบบนี้คงขายได้ราคาดีมาก”เกาเฟิงเหยียนหัวเราะ “ข้าจะให้ท่านพ่อบ้านน
เขาหัวเราะ “ไม่ต้องกังวล ตอนนี้ข้ายังเลี้ยงดูเจ้าได้โดยไม่ให้เจ้าลำบาก”“อ้อ” นางครุ่นคิดตามประโยคที่เขาบอก แต่แล้วกลับขมวดคิ้ว “ตอนนี้หรือ” ดวงตาคู่งามหรี่ลง “ท่าน...” นางมองซ้ายขวา “หรือว่าตอนที่ท่านจากไปพวกเขาจะยึดทุกอย่างกลับคืน”เขาไม่ตอบเพียงยิ้ม“เช่นนั้นก็ดีเลย” นางถูมือไปมา “ช่วงที่ยังมีอยู่ในมือก็ใช้ให้หมดเลยแล้วกัน ข้าจะช่วยท่านใช้เอง”เขาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้จริง นางช่าง...เป็นสตรีที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนเลยจริงๆ ไม่พยายามเสแสร้งเพื่อรักษาหน้าสักนิด“เอาแพรพรรณที่งามที่สุดและแพงที่สุดในร้านมา จะตัดชุดสวยไปโอ้อวดชาวบ้านก็ต้องเน้นแพงๆ สิ”เห็นนางยิ้มและสนุกกับทุกเรื่องที่กำลังทำ เกาเฟิงเหยียนพลันรู้สึกว่าทุกความเหนื่อยยากที่เขาตรากตรำมานั้น วันนี้ถูกปลดเปลื้องออกไปจนสิ้นเขาถึงกับกำลังคำนวณว่าทรัพย์สมบัติที่เขามีในห้องลับ เพียงพอจะให้นางใช้จ่ายหรือไม่ เพราะหากไม่พอบางทีเขาอาจรีดไถฮ่องเต้ได้อีกนิดหน่อย เนื่องจากก่อนนี้ไม่เคยทำตอนนี้จึงรู้สึกเสียใจยิ่งเห็นนางยิ้มและแสดงท่าทีสนุกสนานเช่นนี้ เขาพลันรู้สึกว่านี่จึงจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตเขาตลอดชีวิตเขาไม่เคยมีเป้าหมา







