LOGIN"เจ้าอยากมีวาสนาสูงส่งหรือไม่ ตอบข้ามาสิ” “การเดินทางครั้งนี้ท่านพี่ไปพบพานวิชาแปลกใหม่ เปลี่ยนวาสนาผู้คนได้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ” นางหยอกล้อเขาแล้วส่งยิ้มขี้เล่นซุกซน “หากข้าตอบว่า ข้าไปเรียนวิชาสร้างวาสนาให้สูงส่งมาสามารถพลิกชะตาคนธรรมดาให้มีชะตาสูงส่ง เปลี่ยนเป็ดให้เป็นหงส์ เจ้าอยากทดลองวิชาของข้าหรือไม่” “ท่านพี่เจ้าคะ ทั้งวิชาลมปราณ แล้วยังจะฝึกการฝังเข็ม เท่านี้ข้าก็....” ฮุ่ยชิงหน้าเห่อแดงหลังจากถูกหลอกบ่อยเข้านางย่อมมองออกว่ากำลังจะถูกยัดเยียดให้หัดเรียนวิชาใหม่ "วิชาเปลี่ยนวาสนาของข้า ฝึกไม่ยาก เจ้าแค่นอนลงก่อน ผ่อนแล้วผ่อน ลมหายใจให้สม่ำเสมอ ลองทำตามข้าสิ"
View Moreเมืองเกาซาน แคว้นจ้าว
ห่างจากกำแพงวังสูงตระหง่านไม่เกินสามสิบลี้ เลี้ยวผ่านถนนซือเป่าที่คึกคักตั้งแต่รุ่งสางจนกระทั่งอาทิตย์ลับขอบฟ้า ถนนเส้นนี้มีทั้งโรงเตี๊ยม โรงน้ำชาที่แย่งกันผุดขึ้นในยามกลางคืน แสงจากไฟโคมแข่งกันแย่งแสงจากดวงดาวมองดูสว่างไสว ทิ้งระยะห่างมาอีกสองหัวมุมถนน จวนใหญ่โตตั้งตระหง่านกินบริเวณเนื้อที่กว้างขวาง เจ้าของจวนคืออัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายนามว่า ‘กุ้ยไป๋เทียน’
เรือนใหญ่และเรือนเล็กที่ตั้งอยู่รวมกันล้อมรอบด้วยต้นไม้มงคลมากมาย ทั้งกุ้ยฮวา ปลูกแซมด้วยสามสหายแห่งเหมันต์ ไผ่ สน และเหมย เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่จวนและผู้เป็นนายเรือน ทุกจวนได้รับการดูแลอย่างดีเพราะมีบ่าวไพร่ใช้สอยนับร้อย
ทว่าเรือนเล็กหลังหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งโดดเด่นนัก ด้านหลังสวนสมุนไพรกลับไร้การเหลียวแล แม้แต่หลังคาที่มีรอยรั่วจนทุกคราที่ฝนตกรั่วซึมลงไปเปียกชื้นเครื่องนอน กลับไม่เคยมีคำสั่งให้ปรับปรุงซ่อมแซม ร่างอรชรอ้อนแอ้น กิริยาแช่มช้อยนุ่มนวล มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นมีบ่าวไพร่จากเรือนใหญ่ผ่านไปมาทางนี้นางจึงวิ่งกลับมาที่หน้าต่าง คว้าตะกร้าสานด้วยไม้ไผ่ภายในบรรจุไข่ต้มที่ปรุงขึ้นพิเศษไว้เต็มตะกร้าแล้วค่อยๆ แง้มบานประตูออกจากเรือน เร้นกายลอบออกไปอย่างรวดเร็ว…
เสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้นที่หน้าประตูครัวเมื่อไม่เห็นร่างบอบบางที่มักจะขลุกอยู่ประจำหน้าเตาไฟ หม่าอี้หวาหรือฮูหยินเอกของกุ้ยไป๋เทียนถลึงตามองหาร่างเล็กอย่างดุร้าย
“นังตัวดีหายไปไหน มีใครเห็นฮุ่ยชิงบ้าง”
สาวใช้ในครัวต่างหลุบตาซ่อนหน้า เห็นทีวันนี้คุณหนูรองคงถูกหาเรื่องอีกตามเคย คุณหนูรองดีต่อพวกนางมาก แม้พวกนางจะรู้ว่าคุณหนูคิดลอบออกจากจวนไปที่โรงน้ำชาแต่ไม่กล้าปริปากพูด แม้จะถูกเฆี่ยนตีพวกนางก็ยอมทน มารดาของคุณหนูรองเป็นเพียงอนุ ซ้ำยังเป็นอนุที่ท่านกุ้ยไป๋เทียนชังน้ำหน้า ทำให้ชีวิตของคุณหนูรองกุ้ยฮุ่ยชิงลำบากไม่ต่างจากสาวใช้ในจวน
น้ำเสียงของฮูหยินใหญ่เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบระหว่างคิดหาทางกลั่นแกล้งให้คุณหนูรองแต่งกับคนไม่เอาไหน เพราะเวลานี้สามีของนางกำลังรู้สึกอับอายที่ยังไม่มีใครมาขอแต่งฮุ่ยชิงออกไปทั้งที่ถึงวัยออกเรือนแล้ว หรือควรจะยุแยงให้เฉดนางตัวดีเข้าไปอยู่ในหอคณิกาด้วยข้อหาชอบลักลอบออกไปทำเรื่องเสื่อมเสียนอกจวน เห็นทีคราวนี้ฮุ่ยชิงคงต้องมีสามีนับร้อย
หม่าอี้หวาคิดอย่างอารมณ์ดี “พวกเจ้าไม่บอกก็ไม่เป็นไร”
แววตาคมแฝงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บิดขึ้นทีละนิดอย่างชั่วร้าย
“ไปปิดประตูจวนทุกด้าน ห้ามใครเข้าออกจวนจนกว่าข้าจะสั่งให้เปิด เห็นทีคราวนี้ท่านพี่อาจจะส่งตัวนังลูกอนุชั่วไปอยู่ในหอนางโลม เลี้ยงเอาไว้ก็ดีแต่เปลืองข้าวสุก แค่ลูกอนุแพศยาหายออกไปจากจวนสักคน คงไม่มีใครสนใจกระมัง”
เรื่องกลั่นแกล้งลูกเลี้ยงขอให้บอกนางเถอะ นางยอมได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยงใจยักษ์แต่ไม่มีทางให้ลูกเลี้ยงอยู่อย่างมีความสุข นางเกลียดตั้งแต่แม่ของฮุ่ยชิงแล้วดังนั้นความเกลียดนี้จึงส่งต่อมาถึงฮุ่ยชิงด้วย
ฮุ่ยชิงไม่ใช่บุตรสาวของนาง มันเป็นเพียงพยานชิ้นเอกย้ำเตือนว่าท่านพี่เคยนอกใจนางจนแต่งหญิงอื่นเข้ามาเป็นอนุ
หลังจากพ้นหัวมุมถนน จนลับตาคนแล้ว ร่างเล็กของฮุ่ยชิงก็ลอบมองซ้าย มองขวา จนแน่ใจแล้วว่าไม่เจอคนรู้จัก นางจึงเลือกใช้เส้นทางลัดเพื่อให้ไปถึงโรงน้ำชาเร็วที่สุด เวลานี้ทั่วทั้งเมืองเกาซาน ชายหนุ่ม หญิงสาวกำลังพากันติดนิยายของบัณฑิตหนุ่มเจ้าสำราญจนเถ้าแก่หรงและคุณหนูสามแห่งจวนสกุลฉินที่ร่ำลือกันว่าเป็นผู้แต่งต่างพากันร่ำรวย
บรรดาชายหนุ่มที่ซื้อหนังสือนิยายไปอ่านต่างเกิดอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว ต้องการอาหารชนิดพิเศษไปบำรุงกำลังวังชา เถ้าแก่หวังที่โรงน้ำชาเป็นคนหัวดี มองเห็นช่องทางค้าขาย จึงมีงานง่ายๆ แต่จ่ายงามให้นางแอบทำอย่างลับๆ ทว่าเวลานี้กลับกลายเป็นสินค้าขาดตลาด มีเท่าไรก็ขายหมดไม่เหลือ
กุ้ยฮุ่ยชิงเป็นธิดาคนรองของกุ้ยไป๋เทียน อัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ข้าราชบริพารในราชสำนักแคว้นจ้าว นางไม่ใช่ธิดาที่เกิดจากฮูหยินหลวง แต่เกิดจากฮูหยินรองที่งดงาม กุ้ยไป๋เทียนเคยหลงใหล แต่เวลานี้ฮูหยินรองกลายเป็นฮูหยินที่สามีไม่ต้องการแต่ก็ยังชุบเลี้ยงไว้ในบ้าน ด้วยสาเหตุอันใด ฮุ่ยชิงเองก็สุดรู้ ด้วยบิดาเป็นคนที่เดาใจยากคนหนึ่ง
ทุกวันนี้ชีวิตของนางลำบากเสียยิ่งกว่าบ่าวไพร่ในบ้าน หลายปีผ่านไปเลยวัยปักปิ่นจนอายุ19ปี นางต้องอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัว พูดอะไรก็ผิดหูท่านพ่อไปเสียหมด เงินทองของขวัญอย่าหวังจะได้รับ แค่มีข้าวกินครบสามมื้อก็นับว่าได้รับความเมตตามากแล้ว
บิดารักพี่สาวคนโตที่ออกเรือนแต่งงานไปกับขุนนางขั้นสามที่ทำให้บิดามีหน้ามีตามากขึ้นหลายส่วน ผิดกับนางที่ยังไม่มีแม่สื่อจากบ้านไหนมาส่งเทียบให้เลย
เรื่องนี้ทำให้บิดาชิงชังนางมากขึ้นไปอีกที่อยู่เป็นสาวแก่คาบ้าน ไม่มีชายใดหมายปอง ทำให้ครอบครัวต้องอับอาย นางคิดว่าอยากตัดปัญหาด้วยการไปบวชเป็นชีแต่ก็สงสารมารดาที่ร่างกายไม่แข็งแรงจึงทำได้แต่รอให้บิดาหาคนที่จะมาเป็นสามีให้นาง ถึงตอนนั้นนางก็จะทำตามแต่โดยดีไม่อิดออดเพราะอย่างน้อยก็ถือว่าได้ตอบแทนบุญคุณของบิดา ไม่ทำให้ท่านต้องอับอายไปมากกว่านี้
หญิงสาวลอบออกจากจวนตรงมาตามตรอกที่เต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง แล้วเลี้ยวหายไปหลังโรงน้ำชาซึ่งในอดีตที่นี่เคยคึกคักอยู่พักใหญ่ และภายหลังซบเซาลงจนเกือบจะปิดกิจการ แต่เวลานี้โรงน้ำชาของเถ้าแก่หวังมีคนเข้าอย่างครึกครื้นขึ้นมาก็เพราะของดีที่อยู่ในตะกร้า
“คุณหนูมาถึงแล้วหรือ แขกของข้ากำลังรอซื้อไข่ต้มสูตรพิเศษของท่านอยู่พอดีเลย” เฒ่าแก่พูดอย่างดีอกดีใจ
หลังจากเสี่ยวหลงไปกระซิบบอกว่าคุณหนูรองกุ้ยฮุ่ยชิงนำของมาส่ง ตอนนี้กำลังรออยู่หลังร้าน เถ้าแก่หวังเจ้าของโรงน้ำชาก็หน้าบาน ในมือกำถุงเงินแล้วเดินออกมาทางหลังร้าน ด้วยรูปร่างอ้วนลงพุงทำให้เขาเดินได้ช้า
เถ้าแก่หวังปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มเฉกเช่นคนใจดี เขามองสตรีที่อำพรางใบหน้าด้วยผ้าแพรแล้วเห็นใจในชะตาอาภัพ หากบิดาของนางรู้ว่าแอบต้มไข่สูตรพิเศษนี้มาขายให้กับลูกค้าในโรงน้ำชา ทั้งนางและเขาคงได้ถูกเล่นงานอย่างหนัก แต่ไข่ต้มสูตรพิเศษจากฝีมือนางซึ่งมีเขาเป็นผู้บอกสูตรกำลังเป็นสินค้าที่ขายดิบขายดีในหมู่บุรุษที่ชอบมาเสพสำราญ มีเท่าไรก็ขายหมด พวกเขาเชื่อกันว่ากินไข่ต้มกับฉี่เด็กชายบริสุทธิ์สูตรนี้เข้าไปจะทำให้ฮูหยินและเหล่าอนุฮูหยินติดอกติดใจในรสรัก
“คุณหนู พรุ่งนี้จะมีไข่ต้มฉี่เด็กบริสุทธิ์มาส่งให้ข้าอีกหรือไม่ ลูกค้าต่างพากันติดใจไข่ต้มของท่าน พวกเขาเล่าให้ข้าฟังว่าบรรดาเมียใหญ่ เมียรอง ต่างชมกันไม่ขาดปาก บางคนถึงกับเรียกหาช่างไม้เข้าไปเสริมขาเตียง”
ร่างเล็กตรงหน้าที่ยืนหน้าแดงระเรื่อเมื่อฟังถึงสรรพคุณไข่ต้มที่นางหอบหิ้วมาขายดีมาก ไข่ต้มของนางมีสรรพคุณหลายอย่างแต่ที่เด่นมากคือเรื่องอุ่นเตียง เห็นว่าเถ้าแก่หวังยังอยากคุยด้วย นางจึงปลดผ้าแพรคลุมใบหน้าออก
“เถ้าแก่หวัง วันนี้ข้ามาส่งไข่แทนคุณหนู คุณหนูบอกให้ท่านฝากเงินไปกับข้า”
“ที่แท้เจ้าเอง สาวใช้จวนสกุลกุ้ย เหตุใดเจ้าจึงต้องสวมรอยเป็นคุณหนู หรือคุณหนูของเจ้าป่วย” เถ้าแก่หวังถามอย่างห่วงใย
สาวใช้ร่างเล็กดวงหน้าสดใสยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วรับถุงผ้าบรรจุเงินซ่อนเก็บเข้าไปในแขนเสื้ออย่างมิดชิด
เจิ้งอี้เหยียนดวงตาดำมืดด้วยความขุ่นมัวเสด็จพ่อรู้ว่าเขากำลังหลบเลี่ยงเรื่องอะไร แล้วคิดใช้ไม้แข็งบังคับกันทางอ้อม“เสด็จพ่อรู้เรื่องที่ข้าแต่งงานกับสตรีในเกาซานแล้วใช่หรือไม่”“ฝ่าบาททราบเรื่องนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฮุ่ยชิงได้ยินก็พลันร่างกายแข็งค้างไปหมด “องค์ชายรอง!” นางครางออกมา ขอบตาแดงก่ำจู่ๆน้ำตาก็เห่อล้อมขึ้นมาคลอเบ้าตาแล้วไหลลงอาบแก้มทั้งสอง สิ่งที่นางคิดมาตลอดเป็นจริงแล้ว ตอนนั้นนางสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงมีชุดคลุมมังกรห้าเล็บ และยังเมื่อสองวันก่อนนางเข้าไปเก็บแท่นหมึกและกระดาษในห้องทำงาน พบว่าเอกสารถูกเขียนค้าง มีลายเส้นแตกต่างกับใบสั่งของครั้งก่อนๆ ที่ถูกเก็บภายในห้องทำงาน คนเราจะลายมือเปลี่ยนได้มากขนาดนั้นเชียวหรือวันนี้นางได้รับคำตอบแล้ว ท่าทีแปลกๆ ที่หลายครั้งทำให้นางรู้สึกสับสนเขาไม่ใช่หยางต้าหลง... แล้วเขาคือใคร ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตอยู่กับใครร่างเล็กเดินออกไปจากที่หลบซ่อนด้วยหัวใจเต้นระรัว ทั้งที่จริงเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงเขาแล้วแต่เหตุใดดูห่างไกลนัก หรือหัวใจกำลังเจ็บปวดจ
“เจ้าเป็นแมวหรือไง ถูอยู่ได้ เดี๋ยวเอาหน้าถูแขนข้าบ้าง ถูแผงอกข้าบ้าง จะเอายังไง”“ยังไงก็ได้เจ้าค่ะ แล้วแต่ท่านพี่แล้วกัน”“แน่นะ ที่พูดมา อย่างไรก็ได้?” ดวงตาแสนเจ้าเล่ห์วาบขึ้นทันทีฮุ่ยชิงเอาหน้ามาซบที่แผ่นอกอีกแล้ว นางเหมือนลูกแมวน้อยแบบที่เขาว่าไม่มีผิด แต่เขาเกลียดแมว มันชอบคลอเคลียทำให้รำคาญ แต่เหตุใดจึงไม่รำคาญเมียตัวน้อย และมือน้อยๆที่บังอาจซุกซนนัก ล้วงผ่านเสื้อเข้าไปลูบไล้ไปถึงแผงอก ยิ่งทำนิ่งไม่พูดอะไรเหมือนนางคงได้ใจ ทั้งซบและซุกอยู่อย่างนั้น‘เดี๋ยวข้าจะตัดมือเจ้าให้ ชอบลูบดีนัก อย่าให้ข้าลูบกลับบ้าง’เจิ้งอี้เหยียนกุมอำนาจทั้งกองทัพ ชื่อเสียงของเขาสะท้านแผ่นดิน ลาดไหล่กำยำแฝงด้วยกลิ่นอายทระนงโอบล้อมร่างบอบบางเอาไว้ เขาทนกับความรู้สึกส่วนลึกไม่ไหวจับนางเงยหน้าขึ้นแล้วก้มลงจุมพิตริมฝีปากนางที่หวานล้ำยิ่งกว่ารสหวานของลูกท้อ ดวงตาคมมองนางอย่างรักใคร่เอ็นดู“แต่งให้ข้าแล้วเจ้าเป็นของข้า ข้าเองก็ไม่คิดทอดทิ้งเจ้า จงจำเอาไว้นอกจากข้าใครก็รังแกเจ้าไม่ได้ ตบตีเจ้าไม่ได้” พูดไ
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ดวงจันทร์ที่โผล่พ้นเงาดำของเมฆออกมาเวลานี้สาดแสงสว่างลงมาทำให้เรือนร่างเล็กรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยืนมองเรือนร้าง พลันชะงักเมื่อได้ยินเสียงก้าวสวบๆ ตามมาด้านหลัง นางจึงหยุดแล้วมอง“ท่านพี่! ท่านพี่เองหรือเจ้าคะ”“หากไม่ใช่ข้า แล้วเจ้าคิดว่าเป็นใคร”“เมื่อครู่ข้าเห็นเงาอะไรผ่านไปมาอยู่ใต้ต้นกุ้ยฮวา หรือข้าตาฝาด”นางคงตาฝาดไปกระมัง เมื่อครู่นางเห็นเงาแถวใต้ต้นกุ้ยฮวาที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ฮุ่ยชิงไม่สนใจเงานั้นอีก ตอนนี้เรื่องที่สำคัญคืออยากทำให้คนตรงหน้าหายโกรธ นางชักเท้าเข้าไปใกล้ ในสวนมีแต่เขากับนาง แสงจันทร์ในคืนเดือนแรมสาดส่องลงมาบางเบาทำให้เห็นเสี้ยวหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนเจิ้งอี้เหยียนรับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางไม่ได้ตาฝาดมีองครักษ์เสื้อแพรของเสด็จพ่อ หรือองครักษ์เงาข้ารับใช้ของเขากันแน่ แต่เวลานี้ไปหลบตรงไหนเสียเล่าสตรีงามนั้นทำให้บุรุษลุ่มหลง แต่สตรีอ่อนน้อมช่างเอาอกเอาใจย่อมทำให้สามีรู้สึกสุขสงบอย่างแท้จริง เรื่องขุ่นข้องหมองใจในคืนนี้ นางควรรีบสร้างควา
ฮุ่ยชิงขมวดคิ้ว นางได้ยินเขาแทนตัวเองด้วยคำว่าองค์... แต่ความโกรธเกรี้ยวที่มีต่อกันตอนนี้ทำให้นางไม่ทันได้ถามออกไปไม่มีครั้งใดที่บุรุษตรงหน้าจะตะเบ็งเสียงใส่นาง รสชาติฝาดขมทะลักขึ้นมาในใจ หยาดน้ำตากำลังรื้นขึ้นมาถึงดวงตา นางไม่เคยคิดนอกใจเขา เหตุใดต้องปรักปรำนางด้วย แต่นางนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ทำไมจึงละเมอเรียกชื่อเถียนหลิงอย่างที่เขากล่าวหาแต่สถานการณ์ในเวลานี้ต่างคนต่างโมโห เขาเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขืนนางยืนอยู่ตรงนี้คงได้ตีกันตาย ร่างบอบบางตัดสินใจหมุนกลับไปทางประตูทางออกของเรือน แล้วคิดว่าจะหนีไปตั้งหลักก่อน รออารมณ์เย็นกันทั้งสองฝ่ายแล้วค่อยกลับมาพูดจากันดีๆแค่เพียงนางหันหลังให้เขา ใบหน้าคมคายกลับสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดราวกับมีดาบข้าศึกกำลังแทงหัวใจเขาอยู่“ฮุ่ยชิง นั่นเจ้าจะไปไหน”ร่างเล็กสะดุ้งเฮือก หยุดยืนอยู่กับที่เสียงเขาก็ยังตวาดไล่หลังมาอีก “เดี๋ยวนี้เจ้าอวดดีกล้าเดินหนีข้าแล้วหรือ ชักบังอาจเกินไปแล้ว”ได้ยินคำพูดเช่นนี้ร่างเล็กรีบสาวเท้าหนีคนอารมณ์ร้าย เวลานี้ค่ำแล้วบ่าวไพร่ต











