LOGINฉลาดที่เลือกหลอกล่อด้วยวิธีโง่งม หากคนเหล่านั้นเชื่อก็นับว่าเป็นโชคดีของนาง หากไม่นางก็จะเผยที่ซ่อนตัวให้ผู้อื่นรับรู้ทันที
หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ ดวงตาพิจารณาเขาอย่างโจ่งแจ้ง ในแววตาฉายชัดถึงความหวาดระแวง
“ข้าไม่ได้ประสงค์ร้าย ข้ากำลังจะกลับเข้าเมืองหลวง หากเจ้าต้องการก็หลบอยู่ในนี้ได้ อยากจะลงจากรถม้าเมื่อไรก็ค่อยลง”
นางหรี่ตามองเขาครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าช้าๆ
เฟิงเย่นั่งนิ่งอยู่ในรถม้าด้วยท่าทีหวาดระแวง ด้านข้างยังมีบุรุษหล่อเหลานั่งเด่นเป็นสง่า นับจากหล่นลงไปในกองหิมะหลังจากล็อกอินเข้ามาในเกมของเทียนอวี้ ดูเหมือนหญิงสาวจะถูกตามล่าไม่ได้หยุดหย่อน
การเอาชีวิตรอดท่ามกลางผู้คนมากมายทั้งยังอากาศที่หนาวเหน็บ ทำให้ทั่วทั้งร่างอ่อนล้ากระทั่งเกือบหมดสติ เสื้อคลุมหิมะสีขาวช่วยให้การซ่อนตัวมิดชิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจกลบเกลื่อนร่องรอยบนพื้นหิมะเอาไว้ได้ ดังนั้นแม้หาทางหลบได้เพียงชั่วครู่ไม่นานก็ถูกตามเจอกระทั่งหนีมาจนถึงโรงเตี้ยมแห่งนี้
ถึงอย่างนั้นเมื่อได้นั่งพักในรถม้าอันแสนอบอุ่น ร่างกายที่ตรากตรำมาทั้งคืนกลับเริ่มงอแง ดวงตาคู่งามเหลือบมองบุรุษที่เพียงนั่งหลับตานิ่ง
แม้ไม่ไว้ใจแต่ความรู้สึกลึกๆ บอกว่าเขาไม่ใช่คนร้าย แต่ถึงไม่ใช่ทางเลือกก็ไม่มีแล้ว เพราะสติที่พยายามรักษากำลังจะหมดลง
เท้าที่รู้สึกเจ็บจนชาเริ่มปวดตุบ ความหนาวเย็นในร่างกาย แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนซึ่งแผ่ซ่านออกมา รถม้าที่วิ่งไปช้าๆ แต่โยกคลอนจนน่าเวียนหัว
ตอนนี้ไม่บอกก็รู้ว่าหญิงสาวกำลังจะเป็นไข้เข้าให้แล้ว
สติรับรู้เริ่มเลือนราง ภาพตรงหน้าเริ่มมองเห็นได้ไม่ชัด ปลายนิ้วเริ่มชากระทั่งลามขึ้นมายังแขน มีดสั้นในมือร่วงลงบนพื้นรถม้า พร้อมๆ กับร่างที่เซวูบไปด้านหน้า
“แม่นาง...”
เสียงทุ้มของคนข้างกายไม่อาจเรียกสติของเฟิงเย่กลับมาได้ ดวงตาอ่อนล้าที่พยายามกะพรือเปิดค่อยๆ หรี่ลง รับรู้ว่าชายหนุ่มหล่อเหลาคว้าร่างของตนเอาไว้ ทำให้ไม่ล้มคว่ำลงไปบนพื้นรถม้า
“เทียนอวี้ฉันจะฆ่านาย...”
ประโยคสุดท้ายได้แต่ก่นด่าเพื่อนรักด้วยความเจ็บใจ พร้อมกันนั้นก็หวังว่าเมื่อลืมตาตื่น สิ่งที่เห็นจะเป็นเพดานห้องนอน เพราะสิ่งที่ติดตัวมาตอนแรกนั้น หล่นหายไปหมดแล้ว!!!
มองดูหญิงสาวในอ้อมแขนหมดสติ เกาเฟิงเหยียนถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ เขานับถือนางยิ่งนักที่ประคองตัวมาได้กระทั่งเกือบชั่วยาม นับจากที่รถม้าออกตัวมาจากโรงเตี๊ยม
“ต้าเหมิง”
“ขอรับนายท่าน”
“โม่สวินกลับมาแล้วหรือยัง”
“ยังขอรับ”
“เราคงต้องหาบ้านสักหลังหยุดพักก่อน ดูเหมือนแขกของเราต้องการหมอ” เกาเฟิงเหยียนใช้เสื้อคลุมห่อตัวหญิงสาวจนมิด จากนั้นวางนางให้นอนราบ
เท้าของหญิงสาวเป็นสิ่งที่เขาเห็นแล้วรู้สึกหนักใจที่สุด เพราะหากไม่รีบทำอะไรสักอย่าง เกรงว่าแผลที่ถูกหิมะกัดคงแย่กว่าเดิมจนอาจไม่ทันการณ์
“จำได้ว่าระหว่างเดินทางมามีบ้านชาวนาอยู่ขอรับ แต่ไม่แน่ใจว่าแถวนี้จะมีหมอหรือไม่”
“เช่นนั้นให้เยี่ยหลิงล่วงหน้าไปเตรียมการ” เขาถอดเสื้อคลุมบนร่างออก ก่อนใช้ห่อเท้าเล็กเอาไว้เพื่อให้ความอบอุ่นก่อน
“แต่นายท่าน...” คนคุ้มกันถูกแยกออกไปสองคน ที่เหลือสองคนต้องทำหน้าที่ขับรถม้าคนหนึ่ง แน่นอนพวกเขาล้วนรู้สึกไม่สบายใจ
“ที่นี่ให้ต้าเหมิงกับเซียวจิงดูแลก็พอ ไปได้” ชายหนุ่มไหนเลยไม่รู้ถึงความกังวลขององครักษ์ “อย่ากังวลนักเลย ตอนนี้ไม่มีใครมาสนใจรถม้าเก่าๆ ไม่สะดุดตาหรอก หากยังช้าจะยิ่งทำให้เสียเวลา”
“ขอรับ”
แม้ในใจยังคงกังวลเพราะแม้รถม้าไม่ได้หรูหรา หากแต่ม้าที่ใช้กลับเป็นม้าชั้นดี จริงอยู่หากไม่สังเกตอาจไม่มีใครล่วงรู้แต่หากมีคนแยกแยะออกเล่า...
กังวลใจได้ไม่นานยังโชคดีที่โม่สวินกลับมาเร็ว หาไม่บรรยากาศตึงเครียดของเยี่ยหลิงและต้าเหมิง อาจทำให้จากไม่เป็นที่สนใจกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาได้
“นายท่าน”
“ว่าไป”
“มีคนพบบางอย่างบนเขา ลักษณะคล้ายโลงศพขอรับ”
คิ้วเข้มขมวดมุ่นลงทันทีที่ได้ยิน “คล้ายโลงศพหรือ”
“สิ่งนั้นมีรูปร่างคล้ายกระบอกยาวจมลึกลงไปในหิมะ ด้านในสามารถจุคนได้หนึ่งคน ดูเหมือนคนผู้นั้นคลานออกมาโดยไม่ได้นำข้าวของออกมาด้วย ข้าวของในนั้นเหมือนของใช้ทั่วไปของสตรีเพียงแต่ดูไม่คุ้นตาขอรับ”
ก้มลงมองหญิงสาวที่หลับสนิทในอ้อมแขน สองแก้มแดงปลั่งบ่งบอกว่าไข้ขึ้นสูง เกาเฟิงเหยียนได้แต่ครุ่นคิดเงียบๆ “หรือว่าเทพธิดาหนี่ว์ซานมีจริง” ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา
“ยังมี...” โม่สวินยังคงรายงานต่อไป
“เอ๋ เจ้าก็ไปหรือ”“ใช่แล้ว ข้าสนิทกับคุณหนูหลี่ บุตรีของเจ้ากรมกลาโหม หากมีโอกาสข้าจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักนาง จริงสิแล้วนี่ท่านลองชุดเสร็จแล้วหรือ”ท่าทีเป็นกันเองทั้งยังแฝงความจริงใจอยู่หลายส่วน ทำให้เฟิงเย่รู้สึกดีกับอีกฝ่ายไม่น้อย เทียบกันแล้วระหว่างคุณหนูโจวผู้นี้ กับคุณหนูจินบุตรีเสนาบดีฝ่ายตรวจสอบ นางมองว่าโจวซีอวี๋ผู้นี้น่าคบหากว่ามาก“ข้าลองชุดเสร็จแล้ว กำลังจะไปนั่งเล่นที่ริมทะเลสาบ พี่...ข้าหมายถึงองครักษ์ของท่านมหาเสนาบดีบอกว่าที่นั่นมีบะหมี่เนื้อตุ๋นรสชาติไม่เลว”“อร่อยจริงๆ นะ ข้าเคยลองชิมมาแล้ว” กล่าวจบโจวซีอวี๋ก็ลดเสียงลงราวกลัวจะมีคนผ่านมาได้ยิน “ท่านจะไปตอนนี้เลยหรือ”“ใช่ ทำไมหรือ”“ข้า...ไปด้วยได้หรือไม่” โจวซีอวี๋มองซ้ายขวา “ท่านรอข้าที่หน้าร้านแพรพรรณ ครู่เดียวเท่านั้น”“แล้วทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ”“ข้ามากับคุณหนูจิน นางไม่ใคร่จะชอบให้ข้าไปที่นั่น” โจวซีอวี๋ครุ่นคิดเล็กน้อย “ข้าไปบอกนางก่อนว่าจะกลับ ท่านรอข้าด้วยนะ”มองแผ่นหลังอรชรเดินดุ่มๆ เข้าห้องหนึ่งไป เฟิงเย่จึงหันไปสบตากับโม่สวิน “พี่โม่ นี่มันเรื่องอะไรกัน” นางถามงงๆ“น่าจะเพราะสตรีชั้นสูงไม่ใคร่จะชอบนั่งที่แ
นางพูดทีเล่นทีจริง ก่อนก้าวเดินเข้าไปชมสมบัติที่ล่อตาล่อใจ “มหาเสนาบดีนี่รายได้ดีขนาดนี้เลยหรือ ท่านไปเอามาจากไหนมากมาย เงินเดือน...ข้าหมายถึงเบี้ยหวัดเท่าไรหรือ”“ไม่มากนัก แต่ก็เหมาะสมกับตำแหน่ง ของแปดในสิบส่วนเป็นฮ่องเต้พระราชทานตามโอกาสต่างๆ ไม่ก็เป็นของที่ขุนนางน้อยใหญ่ส่งมาในโอกาสสำคัญ อีกส่วนก็เป็นของที่ข้าใช้เงินซื้อมา บางส่วนซื้อมาเพราะต้องส่งเป็นของขวัญแก่จวนต่างๆ”เขากล่าวจบก็เดินไปยังหีบไม้ ซึ่งวางเหนือสุดด้านขวามือ เฟิงเย่เดินตามเข้าไปดู และนางก็ต้องเบิกตาเพราะของที่อยู่ด้านใน“สวยจัง”ผ้าทอลายบุปผาสีขาวนวลตา กับเครื่องประดับที่ทำจากหยกสองสีส่องประกายระยิบระยับกับแสงไฟในห้องลับ เฟิงเย่ตระหนักแล้วว่าแม้แต่เรื่องของสตรีเกาเฟิงเหยียนก็ช่างเลือกยิ่ง ผ้าพับนี้หากนำไปตัดชุดกับผ้าสีส้มอ่อนที่เขาเลือก ชุดนั้นจะเข้ากับหยกสีขาวสลับส้มชุดนี้มาก“ชอบหรือไม่” เขาไม่ถามเปล่ากลับหยิบเอากำไลหยกออกมาสวมให้นาง “เดิมยังคิดว่าจะไม่ได้ใช้”“สวยมากเลย แต่...” นางเงยหน้ามองเขา “ถอดก่อนดีกว่า สวมตอนนี้หากทำตกแตกไปจะทำเช่นไร ของดีแบบนี้คงขายได้ราคาดีมาก”เกาเฟิงเหยียนหัวเราะ “ข้าจะให้ท่านพ่อบ้านน
เขาหัวเราะ “ไม่ต้องกังวล ตอนนี้ข้ายังเลี้ยงดูเจ้าได้โดยไม่ให้เจ้าลำบาก”“อ้อ” นางครุ่นคิดตามประโยคที่เขาบอก แต่แล้วกลับขมวดคิ้ว “ตอนนี้หรือ” ดวงตาคู่งามหรี่ลง “ท่าน...” นางมองซ้ายขวา “หรือว่าตอนที่ท่านจากไปพวกเขาจะยึดทุกอย่างกลับคืน”เขาไม่ตอบเพียงยิ้ม“เช่นนั้นก็ดีเลย” นางถูมือไปมา “ช่วงที่ยังมีอยู่ในมือก็ใช้ให้หมดเลยแล้วกัน ข้าจะช่วยท่านใช้เอง”เขาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้จริง นางช่าง...เป็นสตรีที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนเลยจริงๆ ไม่พยายามเสแสร้งเพื่อรักษาหน้าสักนิด“เอาแพรพรรณที่งามที่สุดและแพงที่สุดในร้านมา จะตัดชุดสวยไปโอ้อวดชาวบ้านก็ต้องเน้นแพงๆ สิ”เห็นนางยิ้มและสนุกกับทุกเรื่องที่กำลังทำ เกาเฟิงเหยียนพลันรู้สึกว่าทุกความเหนื่อยยากที่เขาตรากตรำมานั้น วันนี้ถูกปลดเปลื้องออกไปจนสิ้นเขาถึงกับกำลังคำนวณว่าทรัพย์สมบัติที่เขามีในห้องลับ เพียงพอจะให้นางใช้จ่ายหรือไม่ เพราะหากไม่พอบางทีเขาอาจรีดไถฮ่องเต้ได้อีกนิดหน่อย เนื่องจากก่อนนี้ไม่เคยทำตอนนี้จึงรู้สึกเสียใจยิ่งเห็นนางยิ้มและแสดงท่าทีสนุกสนานเช่นนี้ เขาพลันรู้สึกว่านี่จึงจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตเขาตลอดชีวิตเขาไม่เคยมีเป้าหมา
หลังจากมีคนร้ายบุกเข้าไปในจวนมหาเสนาบดี เกาเฟิงเหยียนก็ไม่ได้พยายามปกปิดฐานะของเฟิงเย่อีก ตรงกันข้ามเขากลับจงใจพานางออกมาพานพบผู้คน ทั้งยังนั่งรถม้าเที่ยวทั่วเมืองหลวง ให้ผู้คนเห็นใบหน้าของนางอย่างชัดเจน โดยไม่ใส่ใจว่าผู้ใดจะซุบซิบที่นางเข้าไปอยู่ในจวน โดยที่ทั้งสองยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานจริงอยู่หญิงสาวรับรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่นางมั่นใจว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะนางยังคาใจเรื่องที่สตรีทั้งสามนางจงใจเข้าไปพบนางถึงจวนด้านหลังจะว่าไปเกาเฟิงเหยียนก็หล่อเหลา ฐานะของเขาหรือก็คงดึงดูดใจสตรีทั่วทั้งแคว้นฉี ดังนั้นนางจึงตระหนักดีว่าสตรีทั่วหล้าคงเห็นนางเป็นดังศัตรูคู่แข่งรถม้าจอดลงยังหน้าร้านแพรพรรณ เสียงสวบสาบดังจากข้างนอกก่อนที่ม่านรถม้าจะเปิดออก “ข้าลงเดินเองได้แล้ว” นางกล่าวเกาเฟิงเหยียนส่งเสียงรับรู้ก่อนถอยหลังลงไปรอด้านล่างรถม้าหลายวันมานี้หญิงสาวเดินเองได้แล้ว แม้ไม่อาจเดินในระยะไกลแต่ก็นับว่านางสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าเดิมนางรู้จุดประสงค์ของหวังอวี่กับเกาเฟิงเหยียนดี ที่พวกเขาพานางออกมาข้างนอกทุกครั้งที่มีโอกาส นั่นก็เพราะอยากให้คนมากมายในเมืองหลวงได้เห็นหน้านาง ได้พบ ได
“เฮ้อ บุปผามีใจ แต่สายน้ำไร้ไมตรี” โจวฟ่านเป็นพระเอกของเรื่องและที่นี่ไม่มีนางเอก มีแต่นายเอก...“เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร”“ไม่มีอะไร” นางรีบกลบเกลื่อนเกาเฟิงเหยียนก้าวตรงไปยังเรือนอวิ๋นหลาน ด้านหลังยังมีองครักษ์ของเขาสามคนเดินตามมา เพราะหนึ่งคนนั้นเดินตามหวังอวี่ไปแล้ว“ด้านนอกนั่นมีข่าวลือเกี่ยวกับตัวเจ้าแพร่ออกไป ข้าสงสัยว่าเรื่องนี้กับการวางเพลิงตบตาครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกัน”“ข่าวลือหรือ คงไม่ใช่รู้กันทั่วว่าข้าคือคนที่มาจากหนี่ว์ซานกระมัง” นางถอนใจ“ใช่”“เช่นนั้นมีคนต้องการจับตัวข้าไปหรือ”“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลข้าจะจัดการเอง”“จัดการยังไง”เกาเฟิงเหยียนอมยิ้มมองนางแต่ไม่ตอบ กระทั่งเขาวางนางลงบนเก้าอี้ในห้อง “เจ้าเป็นเด็กดีอยู่ที่นี่เงียบๆ” มองตามสายตาของชายหนุ่ม โม่สวินยืนกอดกระบี่อยู่ด้านนอก กระทั่งเกาเฟิงเหยียนออกไปจากเรือน เขาก็ไม่ได้ติดตามผู้เป็นนายไป ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่าอีกฝ่ายจงใจให้โม่สวินอยู่คุ้มครองนาง“เฮ้อ วุ่นวายจริง”นางรู้ดีว่าตัวเองจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ถึงอย่างนั้นก็อดกังวลขึ้นมาไม่ได้ นึกถึงสายตาของคุณหนูจินเมื่อครู่ เหตุใดนางจึงรู้สึกว่ามีบางเรื่องเกาเฟิง
ดวงตาดุดันถลึงมองหญิงสาว แต่นางกลับยิ้มด้วยความตื่นเต้นให้อีกฝ่าย เนื่องจากกำลังดีใจที่เก็บกุญแจดอกแรกมาได้ใบเฟิงถูกเก็บเข้าสู่นาฬิกา แสงสีม่วงหายไปแล้วพร้อมกับสัญญาณที่หายไปเช่นกัน กุญแจดอกแรกถูกเก็บกลับมาแล้ว ยังคงเหลืออีกสอง...“เย่เอ๋อร์ เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ” หวังอวี่เองก็โมโหจนหน้าเขียวคล้ำ เขารับหญิงสาวมาจากโจวเทียนอวี้ หากไม่ใช่หัวหน้ามือปราบช่วยนางเอาไว้ ป่านนี้นางคงร่วงลงไปในสระจำลองแล้ว!!!“ข้าเพียงพยายามเก็บของสำคัญ”“ของสำคัญอะไรกัน”“ก็แสงสีม่วง ใบเฟิงสีส้มนั่นอย่างไรเล่า ท่านมองไม่เห็นหรือ”“เจ้าพูดจาไร้สาระอะไร สิ่งที่ข้าเห็นคือเจ้าคว้าจับความว่างเปล่าชัดๆ” หวังอวี่ถลึงตาใส่นาง “ใบเฟิง...ที่นี่มีใบเฟิงที่ไหนกัน”เฟิงเย่ใคร่ครวญครู่หนึ่ง “หรือว่าพวกท่านมองไม่เห็น”นางนึกถึงกุญแจดอกแรกที่เปล่งสีแดง วันนั้นนางให้หวังอวี่ออกมาตามสัญญาณ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาอาจไม่รู้และมองไม่เห็น คนที่เก็บกลับมาต้องเป็นนางเท่านั้น หาไม่ก็ไร้ผล...ผู้มาฝีมือดีมากหากแต่องครักษ์คุ้มกันจวนมหาเสนาบดีเองก็มิใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน ดังนั้นประมือกันอยู่ครู่หนึ่งเจ้าบ้านก็ได้รับชัยชนะชายชุดดำหลายคนสา







