로그인"เพียงเพราะข้าหลงรักสตรีนางหนึ่ง สตรีที่มีคนรักอยู่ก่อนแล้ว....." 'โจวหนิงเฉิน' หรือที่ใครๆ ต่างเรียกเขาว่า อ๋องหนิงเฉิน ในสายตาทุกคนเขาเป็นตัวร้ายผู้ครองฉายารูปงาม อำนาจและเงินทองเป็นเพียงสิ่งประดับ แม้แต่ฝ่าบาทยังต้องหวั่นเกรงให้เขา ครองตัวเป็นโสดไร้พันธะ วันหนึ่งกลับหลงรักสตรีชาวบ้านธรรมดา นางมีคนรักอยู่แล้ว ความรักของนางท่วมท้นหวานชื่น เขาทำได้เพียงยืนมองทั้งคู่ด้วยใจที่ปวดร้าว เจ็บปวดที่เขามีทุกอย่างแต่ไม่สามารถสู้บุรุษผู้นั้นได้ ภายหลังรู้ว่าความรักที่นางมีให้ชายผู้นั้นสูญเปล่า เขาเพียงให้อำนาจและเงินทองมาล่อเล็กน้อย ชายคนรักของนางก็ยอมแลกและละทิ้งนางได้อย่างง่ายดาย แต่เขากลับถูกมองว่าเป็นตัวร้ายในสายตานางเพียงแค่อยากให้นางได้เห็นธาตุแท้ ความรักและความอบอุ่นที่พึ่งพานพบ เขาใช้มันทำร้ายนางเพื่อให้ได้นางมาครอบครอง ยิ่งนางหนี ปฏิเสธ หวาดกลัวเขา ยิ่งทำให้เจ็บปวดหัวใจ แต่เพื่อไม่ให้นางหายไป เขาจึงกักขังนางเอาไว้ในกรงรักที่เขาสร้างไว้ตลอดไป "หากเจ้าลองตรองดูสักนิด เจ้าจะรู้ว่าที่ผ่านมาท่านอ๋องไม่เคยทำร้ายเจ้าเลย คนที่ทิ้งเจ้าไปเพื่อเลือกเงินทองและอำนาจต่างหากที่ทำร้ายเจ้า"
더 보기ห้าปีต่อมาสายลมเย็นในช่วงปลายยามเว่ยพัดเบาๆ บริเวณลานหญ้ากว้างทำให้อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน เด็กหญิงตัวเล็กกำลังวิ่งเล่นส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยท่าทีร่าเริง ส่วนเด็กชายตัวเท่ากันกำลังนอนกลิ้งไปกับพื้นหญ้ากับเจ้าแมวขนปุกปุย วิ่งเล่นกันด้วยความสนุกสนาน ดูเหมือนว่าจวนแห่งนี้จะมีพี่เลี้ยงมากกว่าจวนอื่นๆ หลังสมรสกันได้เพียงแค่สามเดือน ลู่เข่อซินก็ตั้งท้องลูกแฝดชายหญิงในไม่นาน เนื่องด้วยผู้เป็นบิดาอายุมากแล้วเกรงว่าตนเองจะไม่ได้อยู่กับลูกนานๆ ท้องแรกก็เป็นลูกแฝดเลยเล่นทำเอาหญิงสาวเหน็ดเหนื่อยยามตั้งท้องเป็นอย่างมาก ปากของเขาก็บอกว่าไม่อยากเห็นหญิงสาวต้องทรมานอีกแล้ว แต่ในใจลึกๆของโจวหนิงเฉินก็อยากมีลูกเพิ่ม เขาไม่คิดเลยว่าเมื่อก่อนตนไม่อยากมีผู้ใดอยู่ตัวคนเดียว พอมีเจ้าตัวเล็กสองคน จวนของเขาก็เป็นจวนมากขึ้น เป็นครอบครัวมากขึ้น เขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกที่อบอุ่นเช่นนี้มาหลายสิบปี จนอยากมีเจ้าตัวเล็กเพิ่มอีก"ท่านแม่~ ท่านพ่อกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"เด็กหญิงเอ่ยพลางชี้ไปทางประตูหน้าจวน เด็กสองคนแข่งกันวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นบิดา โจวหนิงเฉินอ้าแขนรับคนทั้งคู่มาอุ้มด้วยแขนสองข้าง เดินมาทางหญิง"วันนี้ดื
"ครานี้ไม่มีคนอยู่แล้วนะ"โจวหนิงเฉินเอ่ยพลางยื่นหน้าไปใกล้หญิงสาว มือเรียวยกขึ้นห้ามเขาเอาไว้ก่อน "ท่านอ๋องมิเหนื่อยหรือเจ้าคะ""มิเหนื่อย อีกทั้งหิวมาเสียด้วย"ทันทีที่เอ่ยจบเขาก็แนบหน้าประชิดและบรรจงจูบช้าๆ ที่ริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา หญิงสาวตอบรับการจูบนั้นอย่างมิปฏิเสธ ครานี้หญิงสาวเป็นคนของเขาอย่างสมบูรณ์ เป็นฮูหยินของเขาอย่างถูกต้อง มือหนาคว้าร่างบางมานั่งบนตักตนเอง หญิงสาวเองก็ยกแขนขึ้นโอบคอชายหนุ่มเอาไว้ แล้วใช้ลิ้นตวัดที่ริมฝีปากของเขา ก่อนจะแทรกลิ้นเข้าในปากเกี่ยวรัดกันเอาไว้เบาๆ ร่างใหญ่ยกหญิงสาวให้ลอยลิ่วเหนืออากาศเดินไปยังเตียงกว้างทันทีและวางนางลงเบาๆ"ข้าชอบรอยยิ้มของเจ้าที่สุดฮูหยิน"โจวหนิงเฉินเอ่ยขณะที่ใช้มือสัมผัสไปที่เรียวปากบาง"ข้าเองก็ชอบดวงตาของท่านพี่ยามที่มองข้าที่สุดเช่นกันเจ้าค่ะ"หญิงสาวเอ่ยพลางเอื้อมมือไปสัมผัสที่ใบหน้าคม มือหนาเอื้อมมือไปถอดเครื่องหัวบนศีรษะนางออก เส้นผมดกดำสยายตกลงมาตามแรงลม"สตรีที่ข้ารัก วันนี้กลายมาเป็นฮูหยินของข้าแล้ว"โจวหนิงเฉินไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังจูบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนริมฝีปากมาที่ปลายจมูกเรียว และสุดท้
จ้งตง.ยามชื่อ (กลางฤดูเหมันต์เดือนสิบเอ็ด) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายสะท้อนเกร็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ช่วงกลางฤดูเหมันต์เช่นนี้นับว่าหาดูได้ยาก ก่อนวันงานหิมะตกหนักจนทำให้ทุกคนเป็นกังวล แต่วันนี้กลับเห็นแสงแดดของดวงอาทิตย์ได้ เหมือนกำลังอวยพรให้คู่บ่าวสาว ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้ประดับประดาด้วยม่านมุขเพิ่มความเป็นสิริมงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้กำลังเคลื่อนตัวไปยังจวนเจ้าบ่าวที่ตั้งตารอการมาถึง สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวของอ๋องหนิงเฉิน บุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า ขบวนเกี้ยวหยุดลงหน้าจวนที่ตกแต่งเพื่อต้อนรับการมาถึงของเจ้าสาวเช่นกัน บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว"รับตัวเจ้าสาว"โจวหนิงเฉินเข้าไปอุ้มหญิงสาวลงจากเกี้ยวเพื่อไม่ให้เท้าแตะพื้นก่อนเข้าจวน พรมแดงทอดยาวจากหน้าประตูจวนไปยังห้องโถงพิธี หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษชะตาต้อง สวมอาภรณ์มงคลสีขาวสะอาดทั้งตัว ด้ายแดงลวดลายมงคลที่ถูกปักเย็บอย่างประณีตเข้าคู่กัน สมกับเป็นชุดมงคลที่เจ้าบ่าวป่าวประกาศไว้ว่าตัดเอาไว้ตั้งแต่พบนางได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ทำให้ยามที่เดินเคียงข้าง
หนึ่งเดือนผ่านไปหลังจากงานพระราชสมภพของฝ่าบาทได้เพียงสองวัน ก็มีประกาศคลายข้อสงสัยที่กำลังถูกราษฎร ที่วิจารณ์เหตุการณ์ไฟใหม้ที่อำเภอชายแดนติดกับแคว้นเจียงซี แท้จริงแล้วของที่ถูกเผาถูกสับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก่อนแล้ว เพื่อไม่ให้ข้าวของ วัถุดิบ แร่ต่างๆต้องเสียเปล่า ขุนนางที่เกี่ยวข้องถูกประหาร ส่วนคนที่เรือนก็ถูกริบทรัพย์ทั้งหมด นับว่าครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ ไทเฮามีโทษประหารแต่ยังไม่ทันได้ประกาศบทลงโทษ นางก็ตัดสินใจปลิดชีวิตของตนเองลงในตำหนัก มีข่าวลือออกมาว่าก่อนวันที่นางจะสิ้นใจ ได้นั่งสนทนากับฝ่าบาททั้งวันทั้งคืน"ทั้งหมดหนึ่งเหรียญภู่เงินเจ้าค่ะ"ลู่เข่อซินยังคงใช้ชีวิตปกติของนางทุกวัน ตอนนี้ร้านของนางไปได้ดีมากๆ และยังเปิดอีกหลายที่ต่างจากความคิดของนางก่อนหน้าที่จะทำเพียงเล็กๆเท่านั้น ขนาดขยันถึงเพียงนี้กลับมีคนผู้หนึ่งที่เอาแต่ขู่ว่าจะทำให้ร้านนางเจ๊งไปซะ เนื่องด้วยไม่มีเวลาให้เขา แต่ขณะที่หญิงสาวกำลังขายของอยู่นั้นก็มีขบวนทหารอีกทั้งขุนนางจำนวนหนึ่งตั้งแถวเดินมาที่ร้านนาง"แม่นางลู่อยู่หรือไม่"เสียงขันทีเอ่ยเรียกหญิงสาวที่หน้าร้าน ลู่เข่อซินรีบเดินเข้าไป
"ข้ามิรู้ว่าเจ้ากับท่านอ๋องรู้จักกันได้เช่นไร แต่ข้าอยากให้เจ้าระวังคนผู้นี้ไว้หน่อย เขาเองก็เป็นถึงอ๋องหนิงเฉินที่ผู้คนล่ำลือ ทั้งโหดเหี้ยมและอันตราย ส่วนเจ้าเป็นเพียงคนธรรมดา เจ้าอย่าได้เข้าไปอยู่ใกล้เขาอีกเชียว"เจียวมิ่งเอ่ยด้วยท่าทีเป็นห่วงนางจากใจจริง พลางเอื้อมมือไปกุมมือเรียวที่วางอยู่บนโต๊
หลังจัดการเรื่องเรือนเสร็จ วันนี้ลู่เข่อซินเข้ามาดูร้านที่นางตั้งใจจะทำร้านขนม ทำเลเป็นพื้นที่เล็กๆชั้นเดียวแต่มีบริเวณหลังร้าน สามารถใช้เป็นที่ทำขนมได้ อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากจวนนางด้วย ห้าปีที่เป็นบ่าวรับใช้จวนหลี่ทำให้นางได้พัฒนาฝีมือการทำขนม นางมิได้ทำอร่อยมากขนาดที่ทุกคนต้องชอบ แต่สำหรับนางและ
"เจ้าจะไม่พบนางอีกสักครั้งเชียวหรือ ตอนนี้เจ้าจะกินขนมที่นางนำมาให้กับน้ำตาแล้วนะ"ซูอันเพ่ยอดที่จะหยอกล้อหายหายไม่ได้ เมื่อเห็นโจวหนิงเฉินนั่งมองขนมยุเหวียนเชียวมาหลายเค่อแล้ว แต่กลับไม่ยอมตักมันเข้าปากเสียที ตนยื่นมือไปหวังจะตักแย่งกินก็ถูกดึงหนี"ข้าเกรงว่ายิ่งเห็นหน้านางจะเป็นข้าเองที่ทนมิได้"
ณ จวนตระกูลโจวนับเป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาววิ่งเข้ามาในจวนในสภาพที่ไร้สติเช่นนี้ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะร้ายแรงกว่าทุกครั้ง ร่างใหญ่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าตำหนักด้วยใบหน้าที่ดูร้อนรน "ท่านอ๋อง...."แม่นมลี่ฉุนรีบเข้ามาหาผู้เป็นนายและทักทันทีด้วยความเป็นห่วง"รีบนำน้ำแข็งมา"ชายหนุ่มเอ่ยจบก็ตรง