LOGIN"เพียงเพราะข้าหลงรักสตรีนางหนึ่ง สตรีที่มีคนรักอยู่ก่อนแล้ว....." 'โจวหนิงเฉิน' หรือที่ใครๆ ต่างเรียกเขาว่า อ๋องหนิงเฉิน ในสายตาทุกคนเขาเป็นตัวร้ายผู้ครองฉายารูปงาม อำนาจและเงินทองเป็นเพียงสิ่งประดับ แม้แต่ฝ่าบาทยังต้องหวั่นเกรงให้เขา ครองตัวเป็นโสดไร้พันธะ วันหนึ่งกลับหลงรักสตรีชาวบ้านธรรมดา นางมีคนรักอยู่แล้ว ความรักของนางท่วมท้นหวานชื่น เขาทำได้เพียงยืนมองทั้งคู่ด้วยใจที่ปวดร้าว เจ็บปวดที่เขามีทุกอย่างแต่ไม่สามารถสู้บุรุษผู้นั้นได้ ภายหลังรู้ว่าความรักที่นางมีให้ชายผู้นั้นสูญเปล่า เขาเพียงให้อำนาจและเงินทองมาล่อเล็กน้อย ชายคนรักของนางก็ยอมแลกและละทิ้งนางได้อย่างง่ายดาย แต่เขากลับถูกมองว่าเป็นตัวร้ายในสายตานางเพียงแค่อยากให้นางได้เห็นธาตุแท้ ความรักและความอบอุ่นที่พึ่งพานพบ เขาใช้มันทำร้ายนางเพื่อให้ได้นางมาครอบครอง ยิ่งนางหนี ปฏิเสธ หวาดกลัวเขา ยิ่งทำให้เจ็บปวดหัวใจ แต่เพื่อไม่ให้นางหายไป เขาจึงกักขังนางเอาไว้ในกรงรักที่เขาสร้างไว้ตลอดไป "หากเจ้าลองตรองดูสักนิด เจ้าจะรู้ว่าที่ผ่านมาท่านอ๋องไม่เคยทำร้ายเจ้าเลย คนที่ทิ้งเจ้าไปเพื่อเลือกเงินทองและอำนาจต่างหากที่ทำร้ายเจ้า"
View More"นางมีคนรักอยู่แล้วขอรับท่านอ๋อง ดูเหมือนว่า....ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะรักกันมากเสียด้วย"
ละอองเกร็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงมาถูกพัดพาไปตามสายลมหนาว พื้นดินทุกแห่งหนขาวโพลนไปด้วยหิมะ อากาศเย็นเฉียบเช่นนี้กลับมีคนผู้หนึ่งเดินถือร่มไม้ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเหน็บ อาภรณ์เนื้อดีสีขาวลวดลายงดงามถูกสวมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเดียวกัน ผมดำยาวครึ่งล่างสยายพัดปลิวไปตามแรงลม ที่นิ้วกลางสวมแหวนหยกงามยากที่จะประเมินราคา มือหนาที่กำร่มแน่นโผล่พ้นเนื้อผ้าดูขาวเนียนยิ่งกว่ามือสตรี แต่รูปกายสง่างามสูงราวเจ็ดฉือคือบุรุษอย่างมิต้องสงสัย รอยเท้าทอดยาวไปตามทางเดินมาหยุดที่ลานเล็กๆ แอบดูบางสิ่งที่ทำให้มือหนาต้องกำร่มแน่นอย่างระบายความรู้สึกในใจ "เจียวมิ่งเจ้านี่มันซื่อบื้อจริงๆเลย ฮ่าๆ" "ซินเออร์เจ้าไม่รอดแน่ นี่แน่ะ ฮ่าๆ" เสียงของหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษกำลังเล่นปาหิมะด้วยความสนุกสนาน เหมือนกับโลกของทั้งคู่กำลังอบอวนไปด้วยความสุข พวงแก้มงามแดงระเรื่อเนื่องเพราะอากาศหนาว แต่กลับยิ้มกว้างส่งเสียงหัวเราะอย่างร่าเริง ดวงตาสุกใสมองชายคนรักของตนเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก เขาเองก็อยากได้แววตาเช่นนั้นเหมือนกัน สายตาที่เต็มไปด้วยความรักจากนาง 'ข้ามาช้าเพียงก้าวเท่านั้น ผิดที่ข้าพึ่งรู้ว่ามีคนเช่นเจ้าอยู่บนโลกใบนี้ด้วย มิเช่นนั้นข้าจะออกตามหาเจ้าและพานพบเจ้าก่อนผู้ใด...' โจวหนิงเฉินเอ่ยกับตนเองในใจขณะที่มองภาพคนทั้งคู่ บนแผ่นดินนี้ไม่เคยมีผู้ใดที่เขาสู้มิได้ ไม่ว่าจะใบหน้า รูปร่าง เงินทอง และอำนาจ สตรีทั่วเมืองหลวงไม่เว้นแม้กระทั้งแคว้นใกล้เคียงต่างไม่อาจกล้าปฏิเสธเขา ต่างกับนางที่ไม่รู้แม้กระทั้งว่าบนโลกนี้มีคนเช่นเขาหลบซ่อนเพียงเพื่อได้เห็นรอยยิ้มนั้นของนาง ถึงแม้รอยยิ้มนั้นจะไม่ใช่ของเขาก็ตาม "ท่านอ๋องมาอยู่ที่นี่เอง ฮวาเออร์ตามหาเสียนาน" เสียงของสตรีเอ่ยทักทายชายหนุ่มจากด้านหลัง หลี่ซูฮวา บุตรสาวของเสนาบดีกรมคลังเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทั่วเมืองหลวงไม่มีใครไม่รู้จักนาง สตรีที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างอีกทั้งใบหน้ายังงดงามมากเสียด้วย ถึงแม้จะล่วงเลยวัยปักปิ่นแล้วแต่นางก็ยังมิได้ออกเรือน นั้นเพราะในใจของนางมีคนผู้หนึ่งอยู่ในใจมาโดยตลอด คนผู้นั้นกำลังยืนอยู่ต่อหน้านางตอนนี้ "เอ่อ....นั้นรองแม่ทัพเจียวมิ่งกับลู่เข่อซินเจ้าค่ะ ทั้งคู่เป็นคนรักกัน เจียวมิ่งจึงมักมาที่นี่บ่อยๆ เห็นนางบอกว่าอีกสองเดือนก็จะครบสัญญามิต้องเป็นบ่าวรับใช้ที่จวนข้าแล้ว ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันนะเจ้าคะ" เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังคงมองภาพทั้งคู่ หญิงสาวจึงได้เอ่ยอย่างชวนคุย โอกาสเช่นนี้หายากนักที่ท่านอ๋องจะมาที่จวนอีกทั้งได้สนทนากับนางสองต่อสองเช่นนี้ "ออกหรือ ออกไปที่ใด" คำพูดของชายหนุ่มทำเอาหญิงสาวไปไม่ถูก ไม่คิดว่าเขาจะสนใจชีวิตบ่าวรับใช้ในเรือนนางถึงขนาดนี้ "ทั้งคู่คบหากันมานาน เห็นบอกว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะแต่งงานกันแล้ว เจียวมิ่งเป็นถึงรองแม่ทัพหากจะแต่งสตรี เอ่อ...ข้าหมายถึง หากนางเป็นเพียงคนธรรมดาอีกทั้งเป็นคนรับใช้เช่นนี้ นางคงไม่เหมาะสมหรอกเจ้าค่ะ" "ไม่เหมาะสม เจ้าใช้อะไรตัดสินกัน" โจวหนิงเฉินดูเหมือนจะไม่พอใจในคำพูดของหญิงสาวเสียเท่าไหร่ เมื่อได้ยินคำพูดของนางที่ดูถูกคนเช่นนี้ อีกทั้งคนผู้นั้นเป็นสตรีที่เขามีใจให้มานานหลายปี เสียงสนทนาของทั้งคู่ดังมากพอที่ทำให้คนสองคนที่กำลังเล่นอยู่ในลานได้ยิน จึงได้รีบเข้ามาหาทันที "คารวะอ๋องหนิงเฉินพะยะคะ" เจียวมิ่งรีบทำท่าคารวะทันทีอย่างรู้หน้าที่ ลู่เข่อซินที่ยืนอยู่ด้านหลังเองก็ทำท่าคารวะเช่นกัน เจียวหมิงหลีกทางให้นางเล็กน้อย "คารวะอ๋องหนิงเฉินเพคะ" ลู่เข่อซินเอ่ยพรางทำท่าคารวะ แต่ทันทีที่เงยหน้ากลับสบตาเข้ากับดวงตาคม เป็นดวงตาที่งดงามยิ่ง นางไม่เคยพบบุรุษผู้ใดที่มีดวงตางามเช่นนี้ ดวงตาคมคู่นั้นกำลังมองนางอยู่...นัยตาสีน้ำตาลอิฐนั่นเหมือนกำลังถูกเคลือบด้วยน้ำสีใสดูมีเสน่ห์ คิ้วหนาดกดำรับกับจมูกโด่งได้อย่างลงตัว นางเคยเห็นเขาอยู่ไกลๆเพียงเท่านั้น นี่นับเป็นครั้งแรกที่ได้เชยชมเขาใกล้ๆเช่นนี้ "เอ่ยกับข้าเช่นคนทั่วไปเถิด" ชายหนุ่มเอ่ยพลางยิ้มกว้างให้หญิงสาว ไม่บ่อยนักที่เขาได้เห็นนางใกล้ๆเช่นนี้ ทุกคราทำได้เพียงแอบมองนางอยู่ห่างๆเท่านั้น เขารู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเพราะด้วยนางมีคนรักอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเข้าไปวุ่นวายในชีวิตนางเลย ในเมื่อใจนางมีผู้ครอบครองเขาก็ไม่คิดจะทำตนไร้มนุษยธรรมไปขัดขวางความรักของนาง คอยเฝ้าดูแลห่วงใยและปกป้องในฐานะคนนอกคนหนึ่ง "มิเหมาะสมเจ้าค่ะนางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ท่านอ๋องอย่าได้สนใจ ท่านพ่อรอท่านอยู่ที่ห้องโถงแล้วเจ้าค่ะ" หลี่ซูฮวารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่บุรุษที่นางชอบให้ความสนใจผู้อื่นมากกว่าตน นางกำลังจะคว้ามือไปจับแขนชายหนุ่ม แต่โจวหมิงเฉินกลับหลบได้ทัน หมุนตัวเดินออกไปเสียก่อน หญิงสาวจึงทำได้เพียงเดินตามไปเท่านั้น ดวงตางามมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินออกไปไกล พลางคิดในใจว่าท่านอ๋องก็มิได้โหดร้ายเหมือนอย่างที่ชาวบ้านเขาลือกันเสียหน่อย อีกทั้งยังพูดจาดีแม้กระทั่งบ่าวรับใช้เช่นนาง หญิงสาวเคยเห็นเขามาที่จวนหลี่อยู่บ่อยๆ "ซินเออร์ ซินเออร์!" เจียวมิ่งเอ่ยเสียงดังเหมือนเห็นว่าหญิงสาวดูเหม่อลอยไม่ได้ยินเสียงที่ตนเรียก "เจ้าเป็นอะไรไปหรือ ไม่สบายหรือเปล่า" เจียวมิ่งไม่เอ่ยเปล่ายังอังมือไปที่หน้าผากเนียนอย่างใส่ใจ หญิงสาวยิ้มกว้างตอบกลับไป พลางคว้ามือหนามาจับกุม "เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบอากาศหนาวเพียงเท่านี้จะไม่สบายได้อย่างไร เจ้ารีบกลับไปเลยนะมาบ่อยเสียขนาดนี้ ท่านแม่ทัพจะว่าเจ้าเอา ข้ายังต้องไปจัดการงานอีกมาก" "เข้าใจแล้ว เจ้าต้องไปซักผ้าอีกแล้วใช่หรือไม่ รอข้าหน่อยนะอีกไม่นานก็จะได้แต่งงานกันแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นไว้เจ้ามีหน้าที่เพียงซักผ้าและทำอาหารให้ข้าแต่เพียงผู้เดียว" ชายหนุ่มไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังจุมพิตที่มือเรียวเบาๆพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินออกไป เป็นอีกครั้งที่นางได้ยินคำนี้ แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะไม่ต้องรอนานแล้ว นางเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาทั้งครอบครัวเหลือนางเพียงคนเดียว ท่านพ่อท่านแม่ติดโรคระบาดตายเมื่อห้าปีที่แล้วเพราะยากจนจึงไม่มีแม้กระทั่งยารักษา หลังพวกท่านตายไปนางก็ขายเรือนเพื่อใช้หนี้ที่จัดงานศพ และพาตนเองมาขายตัวเป็นบ่าวรับใช้ อีกสองเดือนก็จะครบกำหนดสัญญา นางตั้งใจว่าจะเอาเงินก้อนนี้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ และตอนนี้นางก็มีคนรักแล้ว เจียวมิ่งเป็นคนดีมากเขารักนางจากใจจริง อีกทั้งคบหากันมากว่าสามปีแล้ว เขาไม่เคยทำอันใดที่หยาบเกียรตินางหรือผิดต่อนางเลยสักครั้ง ไม่รังเกียจที่นางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ห้าปีต่อมาสายลมเย็นในช่วงปลายยามเว่ยพัดเบาๆ บริเวณลานหญ้ากว้างทำให้อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน เด็กหญิงตัวเล็กกำลังวิ่งเล่นส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยท่าทีร่าเริง ส่วนเด็กชายตัวเท่ากันกำลังนอนกลิ้งไปกับพื้นหญ้ากับเจ้าแมวขนปุกปุย วิ่งเล่นกันด้วยความสนุกสนาน ดูเหมือนว่าจวนแห่งนี้จะมีพี่เลี้ยงมากกว่าจวนอื่นๆ หลังสมรสกันได้เพียงแค่สามเดือน ลู่เข่อซินก็ตั้งท้องลูกแฝดชายหญิงในไม่นาน เนื่องด้วยผู้เป็นบิดาอายุมากแล้วเกรงว่าตนเองจะไม่ได้อยู่กับลูกนานๆ ท้องแรกก็เป็นลูกแฝดเลยเล่นทำเอาหญิงสาวเหน็ดเหนื่อยยามตั้งท้องเป็นอย่างมาก ปากของเขาก็บอกว่าไม่อยากเห็นหญิงสาวต้องทรมานอีกแล้ว แต่ในใจลึกๆของโจวหนิงเฉินก็อยากมีลูกเพิ่ม เขาไม่คิดเลยว่าเมื่อก่อนตนไม่อยากมีผู้ใดอยู่ตัวคนเดียว พอมีเจ้าตัวเล็กสองคน จวนของเขาก็เป็นจวนมากขึ้น เป็นครอบครัวมากขึ้น เขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกที่อบอุ่นเช่นนี้มาหลายสิบปี จนอยากมีเจ้าตัวเล็กเพิ่มอีก"ท่านแม่~ ท่านพ่อกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"เด็กหญิงเอ่ยพลางชี้ไปทางประตูหน้าจวน เด็กสองคนแข่งกันวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นบิดา โจวหนิงเฉินอ้าแขนรับคนทั้งคู่มาอุ้มด้วยแขนสองข้าง เดินมาทางหญิง"วันนี้ดื
"ครานี้ไม่มีคนอยู่แล้วนะ"โจวหนิงเฉินเอ่ยพลางยื่นหน้าไปใกล้หญิงสาว มือเรียวยกขึ้นห้ามเขาเอาไว้ก่อน "ท่านอ๋องมิเหนื่อยหรือเจ้าคะ""มิเหนื่อย อีกทั้งหิวมาเสียด้วย"ทันทีที่เอ่ยจบเขาก็แนบหน้าประชิดและบรรจงจูบช้าๆ ที่ริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา หญิงสาวตอบรับการจูบนั้นอย่างมิปฏิเสธ ครานี้หญิงสาวเป็นคนของเขาอย่างสมบูรณ์ เป็นฮูหยินของเขาอย่างถูกต้อง มือหนาคว้าร่างบางมานั่งบนตักตนเอง หญิงสาวเองก็ยกแขนขึ้นโอบคอชายหนุ่มเอาไว้ แล้วใช้ลิ้นตวัดที่ริมฝีปากของเขา ก่อนจะแทรกลิ้นเข้าในปากเกี่ยวรัดกันเอาไว้เบาๆ ร่างใหญ่ยกหญิงสาวให้ลอยลิ่วเหนืออากาศเดินไปยังเตียงกว้างทันทีและวางนางลงเบาๆ"ข้าชอบรอยยิ้มของเจ้าที่สุดฮูหยิน"โจวหนิงเฉินเอ่ยขณะที่ใช้มือสัมผัสไปที่เรียวปากบาง"ข้าเองก็ชอบดวงตาของท่านพี่ยามที่มองข้าที่สุดเช่นกันเจ้าค่ะ"หญิงสาวเอ่ยพลางเอื้อมมือไปสัมผัสที่ใบหน้าคม มือหนาเอื้อมมือไปถอดเครื่องหัวบนศีรษะนางออก เส้นผมดกดำสยายตกลงมาตามแรงลม"สตรีที่ข้ารัก วันนี้กลายมาเป็นฮูหยินของข้าแล้ว"โจวหนิงเฉินไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังจูบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนริมฝีปากมาที่ปลายจมูกเรียว และสุดท้
จ้งตง.ยามชื่อ (กลางฤดูเหมันต์เดือนสิบเอ็ด) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายสะท้อนเกร็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ช่วงกลางฤดูเหมันต์เช่นนี้นับว่าหาดูได้ยาก ก่อนวันงานหิมะตกหนักจนทำให้ทุกคนเป็นกังวล แต่วันนี้กลับเห็นแสงแดดของดวงอาทิตย์ได้ เหมือนกำลังอวยพรให้คู่บ่าวสาว ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้ประดับประดาด้วยม่านมุขเพิ่มความเป็นสิริมงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้กำลังเคลื่อนตัวไปยังจวนเจ้าบ่าวที่ตั้งตารอการมาถึง สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวของอ๋องหนิงเฉิน บุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า ขบวนเกี้ยวหยุดลงหน้าจวนที่ตกแต่งเพื่อต้อนรับการมาถึงของเจ้าสาวเช่นกัน บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว"รับตัวเจ้าสาว"โจวหนิงเฉินเข้าไปอุ้มหญิงสาวลงจากเกี้ยวเพื่อไม่ให้เท้าแตะพื้นก่อนเข้าจวน พรมแดงทอดยาวจากหน้าประตูจวนไปยังห้องโถงพิธี หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษชะตาต้อง สวมอาภรณ์มงคลสีขาวสะอาดทั้งตัว ด้ายแดงลวดลายมงคลที่ถูกปักเย็บอย่างประณีตเข้าคู่กัน สมกับเป็นชุดมงคลที่เจ้าบ่าวป่าวประกาศไว้ว่าตัดเอาไว้ตั้งแต่พบนางได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ทำให้ยามที่เดินเคียงข้าง
หนึ่งเดือนผ่านไปหลังจากงานพระราชสมภพของฝ่าบาทได้เพียงสองวัน ก็มีประกาศคลายข้อสงสัยที่กำลังถูกราษฎร ที่วิจารณ์เหตุการณ์ไฟใหม้ที่อำเภอชายแดนติดกับแคว้นเจียงซี แท้จริงแล้วของที่ถูกเผาถูกสับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก่อนแล้ว เพื่อไม่ให้ข้าวของ วัถุดิบ แร่ต่างๆต้องเสียเปล่า ขุนนางที่เกี่ยวข้องถูกประหาร ส่วนคนที่เรือนก็ถูกริบทรัพย์ทั้งหมด นับว่าครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ ไทเฮามีโทษประหารแต่ยังไม่ทันได้ประกาศบทลงโทษ นางก็ตัดสินใจปลิดชีวิตของตนเองลงในตำหนัก มีข่าวลือออกมาว่าก่อนวันที่นางจะสิ้นใจ ได้นั่งสนทนากับฝ่าบาททั้งวันทั้งคืน"ทั้งหมดหนึ่งเหรียญภู่เงินเจ้าค่ะ"ลู่เข่อซินยังคงใช้ชีวิตปกติของนางทุกวัน ตอนนี้ร้านของนางไปได้ดีมากๆ และยังเปิดอีกหลายที่ต่างจากความคิดของนางก่อนหน้าที่จะทำเพียงเล็กๆเท่านั้น ขนาดขยันถึงเพียงนี้กลับมีคนผู้หนึ่งที่เอาแต่ขู่ว่าจะทำให้ร้านนางเจ๊งไปซะ เนื่องด้วยไม่มีเวลาให้เขา แต่ขณะที่หญิงสาวกำลังขายของอยู่นั้นก็มีขบวนทหารอีกทั้งขุนนางจำนวนหนึ่งตั้งแถวเดินมาที่ร้านนาง"แม่นางลู่อยู่หรือไม่"เสียงขันทีเอ่ยเรียกหญิงสาวที่หน้าร้าน ลู่เข่อซินรีบเดินเข้าไป
ปัง! ปัง! ปัง!เสียงกลองศึกตีรัวเป็นสัญญาณประกาศความยิ่งใหญ่ของแคว้นไห่ซิงหนาน และบอกกล่าวชาวบ้านด้านนอกว่าพิธีได้เริ่มแล้ว หลันเฟิ่งหานยืนอยู่หน้าแท่นพิธีบวงสรวง ตามมาด้วยฮองเฮายืนฝั่งซ้ายมือ ไทเฮายืนฝั่งขวามือ และอ๋องหนิงเฉินอยู่ตรงกลางในตำแหน่งเท่ากัน บรรยากาศในพิธีเต็มไปด้วยความเป็นสิริมงคล หล
ณ จวนตระกูลโจว บ่าวรับกำลังชุลมุนวิ่งเข้าวิ่งออกเรือนรองขนาดเล็ก ที่อยู่ไม่ไกลตำหนักใหญ่มาก น้ำสะอาดใสที่ถูกนำเข้าไปไม่นานก็ออกมาเป็นสีโลหิต ภายในห้องนอนส่วนตัวตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเตียงรักษาแล้ว หมอหลวงสองคนกำลังเร่งมือสุดความสามารถเพื่อช่วยคนผู้หนึ่งอยู่ ผ้ากันเปื้อนสีขาวของหมอหลวงชุ่มไปด้วยเลือด
"ฝ่าบาท ฝ่าบาทช่วยคืนความยุติธรรมให้กระหม่อมด้วย"ขณะที่ถูกทหารคุมตัวไปนั้นก็ร้องออกมาขอความเป็นธรรมด้วย หลันหลงเหยฟุบไปที่พื้นด้วยความจนปัญญา ครานี้นางพลาดแล้ว นางคิดว่าบุตรชายที่เกิดนางจะเข้าข้างนางเสียอีก กลับไปเห็นด้วยกับคนผู้นี้ น้ำตาของนางไหลออกมาจนดูน่าสงสารเผื่อมันจะช่วยเรียกคะแนนสงสารได้บ้
"รับอะไรดีเจ้าคะ"ลู่เข่อซินเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังหันหลังอยู่ แต่สัมผัสได้จากเสียงเดินว่ามีลูกค้ามา หญิงสาวถามไปสักพักกลับไม่มีเสียงตอบกลับมา นางจึงหันหลังไปดู พบว่าเป็นคนผู้หนึ่งคนที่นางคุ้นเคยดี ใบหน้าที่ยิ้มกว้างก่อนหน้าหุบลงทันที เท้าเรียวสองข้างก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ"เจียวมิ่ง"เหตุการณ์คราก่











