FAZER LOGINดันเข้ามาสวมร่างฉางเล่อ องค์หญิงตัวร้ายที่มีสนมชายจ้องฆ่าถึงสามคน แม่ทัพจอมดุ องค์ชายศัตรู และบัณฑิตสายพิษเธอต้องรีบแก้พล็อตหนีความตาย แล้วหอบสามีทั้งสามไปปรนนิบัติรักสุดเร่าร้อนให้หนำใจ
Ver maisแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ เผยให้เห็นเรือนร่างสองร่างที่กำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวบนเตียงนอนหลังใหญ่ที่ประดับด้วยม่านมุ้งสีแดงสด บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าผสมผสานกับกลิ่นอายแห่งราคะอันร้อนแรง
"อ๊ะ.." เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากริมฝีปากบางของสตรีผู้เลอโฉม นางกำลังเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเป็นจังหวะอยู่ด้านบน ใบหน้าแดงซ่านด้วยความเร่าร้อน ดวงตาฉ่ำวาวปรือปรอยราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน นี่มัน..เกิดอะไรขึ้นกันนะ ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความรู้สึกที่..บอกไม่ถูก ร่างกายของเธอเคลื่อนไหวไปเองตามสัญชาตญาณ โดยที่จิตวิญญาณของเธอยังคงมึนงงและสับสน ฉันอยู่ที่ไหนกัน เธอพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตามันหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือการนั่งปั่นนิยายอยู่หน้าคอมพิวเตอร์จนดึกดื่น แล้วก็หลับไป..แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนกำลัง.. ภาพตรงหน้าเริ่มแจ่มชัดขึ้นเมื่อดวงตาทั้งสองข้างเริ่มมองเห็น ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใต้ร่างกำลังขบกัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้มีเสียงอันใดเล็ดลอดออกมา ดวงตาคมคายที่เต็มไปด้วยความเขินอายและประหม่าของอีกฝ่ายช้อนสายตามองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล เว่ยซือถู! ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเธอทันที ตัวละครขุนนางขั้นเจ็ด บัณฑิตหนุ่มผู้เฉลียวฉลาดอ่อนโยน หนึ่งในสนมชายขององค์หญิงใหญ่ฉางเล่อในนิยายที่เธอเขียน! นิยายเรื่องนกกระเรียนในกรงทอง บรรยายถึงองค์หญิงใหญ่ว่าเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจ บ้าราคะ และชั่วช้าแบบสุดๆ นี่เธอเข้ามาอยู่ในร่างของฉางเล่องั้นเรอะ! สวรรค์ช่างเล่นตลกกับเธอเสียจริง ได้เข้ามาอยู่ร่างของฉางเล่อยังเลวร้ายไม่พอรึไง ถึงให้เธอเข้ามาสวมร่างในตอนที่สตรีผู้นั้นกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับสนมชายของนางอีก! ความจริงกระแทกเข้ากลางใจของเธอราวถูกค้อนทุบ เธอรีบผละออกจากร่างของเว่ยซือถูในทันทีอย่างรวดเร็ว จนอีกฝ่ายตกใจและงุนงง เธอเกือบจะหงายหลังล้มลงบนเตียงเพราะความอ่อนไหวที่ยังเด่นชัดในร่างกาย โชคดีที่มือของเธอคว้าขอบเตียงเอาไว้ได้ทัน "องค์หญิง..ทรงเป็นอะไรไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?" เสียงทุ้มต่ำของเว่ยซือถูเอ่ยถามขึ้นด้วยความกังวล ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกใจและความสงสัย เธอไม่ได้ตอบคำถามของเขา เพราะยามนี้เธอกำลังจมอยู่ในความคิดที่สับสนและวุ่นวาย นี่ฉันทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนี้จริงๆ เหรอเนี่ย? แล้วทำไมฉันถึงกลายเป็นยัยผู้หญิงร้ายกาจ บ้าราคะ เป็นลาสบอสของเรื่องนี้ไปได้ล่ะโว้ย นี่มันฝันร้ายชัดๆ! เธอยกมือขึ้นกุมขมับ พยายามเรียบเรียงความคิดที่ยุ่งเหยิงในหัวให้เข้าที่เข้าทาง เอาเถอะ!เข้ามาอยู่ในนิยายที่เธอเขียนเองกับมือ มีเหตุผลอันใดให้ต้องหวาดกลัวกันเล่า ความกลัวและหนาวเหน็บเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจของเว่ยซือถู การที่องค์หญิงใหญ่ผละออกไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ หมายความว่านางไม่พอใจในตัวเขาใช่หรือไม่? และหากเป็นเช่นนั้น..โทษประหารชีวิตคงหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน "ขอองค์หญิงทรงเมตตากระหม่อมด้วย.." เว่ยซือถูรีบลงจากเตียง คุกเข่าลงกับพื้นห้องที่เย็นเยียบคารวะอย่างเต็มพิธี โขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น "กระหม่อมเว่ยซือถู เป็นเพียงขุนนางขั้นแปดตัวเล็กๆ มีบุญได้ถวายงานรับใช้องค์หญิง ถือเป็นสิริมงคลอันสูงสุดของตระกูลเว่ย หากกระหม่อมทำให้องค์หญิงทรงไม่พอใจในสิ่งใด ไม่ว่าจะเพียงเล็กน้อย กระหม่อมยินดีรับโทษประหารชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น!" เสียงของเว่ยซือถูที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวดึงเธอออกจากภวังค์ เธอปรายสายตาไปยังชายหนุ่มที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา ความสงสารเริ่มเกิดขึ้นในหัวใจของเธอ นี่เขากลัวขนาดนี้เลยเหรอ? แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะองค์หญิงใหญ่นั้นได้ชื่อว่าโหดร้ายมากเลยนี่ เธอถอนหายใจก่อนจะเริ่มตั้งสติอีกครั้ง เธอรู้ว่าเธอต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตรงหน้านี้ก่อน การปล่อยให้เขาคุกเข่าอยู่แบบนี้มีแต่จะทำให้เขากลัวมากขึ้น เธอยกยิ้มและพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ท่านขุนนางเว่ย..ลุกขึ้นเถิด" ฉางเล่อกล่าวพลางโบกมือ "เราไม่ได้ไม่พอใจเจ้าหรอก..เพียงแต่เราแค่สับสนนิดหน่อย" นางพยายามหาคำแก้ตัวที่ฟังดูสมเหตุสมผล เว่ยซือถูมองหน้าองค์หญิงด้วยความแปลกใจ น้ำเสียงของพระองค์เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่เสียงที่เย่อหยิ่งและเย็นชาเหมือนที่เขาเคยได้ยินมา แต่มันกลับเป็นน้ำเสียงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลอย่างบอกไม่ถูก หรือว่าพระองค์กำลังลองใจเขา "องค์หญิง.." เว่ยซือถูยังคงคุกเข่าอยู่ ไม่กล้าขยับตัว "กระหม่อมผิดไปแล้ว.." "เราบอกให้ท่านลุกขึ้น" เธอพูดย้ำอีกครั้ง "ท่านไม่ได้ทำความผิดอะไรทั้งสิ้น" เว่ยซือถูค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความกังวล เธอมองดูร่างของเขาที่สั่นเทาด้วยความสงสาร "ท่าน..ออกไปก่อนเถิด เราอยากอยู่คนเดียวสักพัก" คำพูดขององค์หญิงฉางเล่อทำให้เว่ยซือถูตกใจอีกครั้ง ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับคนตาย "องค์หญิง กระหม่อม.." เขาหยุดพูดไปชั่วคราว ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทามากกว่าเดิม "หากคืนแรกที่ถวายตัว กระหม่อมออกไปก่อนรุ่งสางตามธรรมเนียม..กระหม่อมจะต้องโทษประหารชีวิตพ่ะย่ะค่ะ!" เธอมองหน้าเว่ยซือถูด้วยความตกใจ โทษประหารชีวิต? เพียงเพราะออกจากห้องนี้ก่อนรุ่งสางเนี่ยนะ นี่มันไร้สาระสิ้นดี! นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสารและเห็นใจ "เช่นนั้น..ท่านก็อยู่ต่อเถอะ เราไม่โกรธหรอก" เว่ยซือถูมองหน้าองค์หญิงด้วยความแปลกใจอีกครั้ง พระองค์อนุญาตให้เขาอยู่ต่องั้นหรือ ความรู้สึกโล่งใจเริ่มเกิดขึ้นในหัวใจของเว่ยซือถู แต่ในขณะเดียวกัน ความกังวลก็ยังคงอยู่ "องค์หญิง" เว่ยซือถูพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา "หากกระหม่อมทำให้องค์หญิงไม่พอใจ กระหม่อมก็จะต้องโทษประหารชีวิตอีกเช่นเดียวกัน..." เขาหยุดพูดไปชั่วคราว ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเว้าวอน "เช่นนั้น..มิสู้ให้กระหม่อมรับใช้องค์หญิงต่อได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ?" เธอกำลังกรีดร้องออกมาในใจนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย แต่จะว่าไปแล้วกฎเกณฑ์บ้าๆ พวกนี้ตามเนื้อเรื่องก็เป็นฉางเล่อที่สร้างมันขึ้นมา.. และเว่ยซือถูไม่พูดเปล่า เขาคลานเข่าเข้ามาหาเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา.. “ได้โปรดให้โอกาสกระหม่อมอีกสักครั้ง ให้กระหม่อมได้รับใช้องค์หญิงเถิด” เช่นนั้นเธอควรทำอย่างไรดีนะ จะปฏิเสธคนที่น่าสงสารขนาดนั้นได้ลงคอเชียวหรือ?สองปีผ่านไป แคว้นจวินหลางภายใต้การปกครองของจวินเซียนหลางรุ่งเรืองถึงขีดสุด เขากลายเป็นจักรพรรดิผู้ปรีชาสามารถ ทรงธรรม และเด็ดขาด ทว่าในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้นยังคงแฝงไปด้วยความเงียบเหงาที่ไม่มีใครหยั่งถึงด้วยเหตุนั้นเขาจึงจัดตั้งขบวนเสด็จอย่างไม่เป็นทางการมุ่งหน้าสู่ชายแดนเพื่อตรวจตราความสงบสุข เซียนหลางในชุดฉลองพระองค์สีเรียบง่ายควบม้าพาสิ่งของล้ำค่าบางอย่างติดตัวมาด้วย เขาปฏิเสธการอารักขาที่แน่นหนา และมุ่งหน้าไปยังเคหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่หน้าประตูเคหาสน์ ฉางเล่อกำลังรดน้ำดอกไม้ที่นางปลุกเอาไว้ นางเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของอาชาที่กำลังวิ่งเข้ามา แสงแดดส่องกระทบใบหน้าทำให้นางต้องหยีตาเล็กน้อยบุรุษหนุ่มรูปงามที่สง่างามขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก กระโดดลงจากหลังม้า เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่สั่นระริก"พี่หญิง.."เสียงของเซียนหลางทุ้มกังวานและเต็มไปด้วยความตื้นตันฉางเล่อวางบัวรดน้ำลง นางระบายยิ้มที่อบอุ่นที่สุดส่งไปให้"เซียนหลาง..เจ้าโตขึ้นมากจริงๆ องค์จักรพรรดิของข้า"เซียนหลางไม่สนกฎมณเฑียรบาลใดๆ เขาเดินปราดเข้าไปกอดฉางเล่อไว้แน่น ซุกหน้าล
ขบวนเดินทางที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความอลังการเคลื่อนตัวกลับมาถึงเคหาสน์ชายแดนอีกครั้ง มู่หรงชิงชางตัดสินใจวางฎีกาทั้งหมดในแคว้นฉีไว้เบื้องหลัง มอบหมายให้ขุนนางคนสนิทดูแลแทนชั่วคราว เพื่อขอ "พักร้อน" ใช้เวลาอยู่กับภรรยาผู้เป็นยอดดวงใจให้นานเท่าที่ใจปรารถนาชิงชางสลัดคราบผู้สำเร็จราชการที่น่าเกรงขาม กลายเป็นเพียงสามีผู้แสนดี และขี้หึงเป็นบางเวลา เขาใช้ชีวิตเรียบง่ายร่วมกับฉางเล่อ เดินเล่นในทุ่งหญ้า จิบชากลางสวน และแน่นอน..คอยประชันฝีปากกับ เซียวจ้านอวี๋และเว่ยซือถู ที่ยังคงเวียนว่ายอยู่รอบกายฉางเล่อไม่ห่างบ่ายวันหนึ่งที่อากาศค่อนข้างเย็นสบาย ฉางเล่อสั่งให้บ่าวรับใช้เตรียมน้ำอุ่นโรยกลีบกุหลาบและสมุนไพรหอมไว้ในสระหยกส่วนตัวที่อยู่ด้านหลังเคหาสน์ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เปิดรับลมธรรมชาติและมองเห็นทิวทัศน์ภูเขาไกลตาตามคำสั่งของเธอขณะที่ฉางเล่อกำลังเอนกายพิงขอบสระหินอ่อน ปล่อยให้สายน้ำอุ่นโอบอุ้มร่างกายที่เหนื่อยล้า เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นทว่านุ่มนวลก็ดังขึ้นข้างหลัง แผ่นหลังของนางสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่คุ้นเคย“อากาศเย็นเช่นนี้..ให้ข้าช่วยทำให้เจ้าอุ่นขึ้นดีหรือไม่?”เสียงทุ้มต่ำของชิงชางกระซิบ
บรรยากาศในตำหนักรับรองของแคว้นฉียามค่ำคืนช่างเงียบสงัด แสงจันทร์สาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก ทอดเงาลงบนพื้นห้องที่ปูด้วยพรมทออย่างประณีต มู่หรงชิงชาง จ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ทว่าคำตอบของฉางเล่อ กลับทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย"ชาง..ข้าขอบใจในเกียรติที่เจ้ามอบให้"ฉางเล่อเอ่ยเสียงนุ่มพลางส่ายหน้าเบาๆ"แต่ข้าคงไม่อาจอยู่ที่นี่ในฐานะพระชายาหรือฮองเฮาได้อีกแล้ว ข้าเหนื่อยหน่ายกับภาระอันหนักอึ้งเหล่านั้นเหลือเกิน ข้าปรารถนาเพียงชีวิตที่เป็นอิสระดั่งวิหคที่ชายแดน..ที่นั่นคือบ้านที่แท้จริงของข้า"ชิงชางนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาฉายความวูบไหวทว่าสุดท้ายเขาก็ถอนหายใจยาวพลางยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ"ข้ารู้ดีว่าเจ้ามิใช่หงส์ที่จะยอมถูกกักขังในกรงทอง..แม้กรงนั้นจะประดับด้วยเพชรนิลจินดาก็ตาม"ฉางเล่อเดินเข้าไปใกล้พลางกุมมือหนาของเขาไว้"แต่หากเจ้าต้องการคำยืนยันว่าใจของข้าเป็นของใคร..คืนนี้ ข้ายินดีจะดื่มสุรามงคลและกราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้าที่นี่ ในห้องที่มีเพียงเราสองคน..ให้ฟ้าดินและดวงจันทร์เป็นพยานว่าข้าคือภรรยาของเจ้า และเจ้าคือสามีของข้าชั่วนิรันดร์"ดวงตาของชิงชางเป็นประกายวาบ
เวลาหนึ่งปีช่างยาวนานราวกับสิบปีในความรู้สึกของคนรอ..ฉางเล่อใช้ชีวิตอยู่ที่เคหาสน์ชายแดนอย่างสงบสุข นางกลายเป็นคฤหบดีหญิงผู้มั่งคั่งและเป็นที่รักของชาวบ้าน ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ นางยังคงเฝ้ามองไปยังขอบฟ้าทางทิศเหนือ ทิศทางที่แคว้นฉีตั้งตระหง่านอยู่มู่หรงชิงชางหายไปหนึ่งปีเต็ม ไร้ซึ่งจดหมาย ไร้ซึ่งข่าวคราว มีเพียงข่าวลือที่แว่วมาตามสายลมว่าบัดนี้แคว้นฉีผลัดแผ่นดินใหม่ และมี"ผู้สำเร็จราชการ" ผู้เหี้ยมโหดและปรีชาสามารถคอยกุมบังเหียนอยู่เบื้องหลังยุวกษัตริย์วัยเยาว์เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ฉางเล่อกำลังตรวจบัญชีผ้าอยู่ในสวน เสียงฝีเท้าอาชาศึกนับร้อยก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาหยุดลงหน้าเคหาสน์ ทหารเกราะดำขลิบทองกองกำลังที่ดูน่าเกรงขามที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น ยืนตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบุรุษผู้หนึ่งก้าวลงจากหลังม้าศึกสีนิลขลับ เขาไม่ได้สวมเพียงชุดนักรบทั่วไป แต่สวมฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรสี่เล็บหรูหรา บ่งบอกถึงฐานะผู้สำเร็จราชการผู้ยิ่งใหญ่มู่หรงชิงชาง กลับมาแล้ว..ใบหน้าของเขาดูคมเข้มและกร้านโลกยิ่งขึ้น ทว่าดวงตาที่จ้องมองมายังนางกลับสั่นไหวด้วยความถวิลหาอย่างรุนแรง“ข้ากลับมาแล้ว..ฉางเล่อ”
บรรยากาศในโถงจัดเลี้ยงดูเหมือนจะผ่อนคลายลงชั่วขณะ เมื่อซู่อันโหวแค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ดวงตาคมปลาบปรายมองใบหน้าอันงดงามล่มเมืองของ ฉางเล่อด้วยแววตาเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนลึกเขายอมรับในใจอย่างไม่อาจปฏิเสธ..ความงามของสตรีนางนี้ร้ายกาจนัก ไม่แปลกเลยที่หนอนหนังสือผู้เย็นชาอย่างเว่ยซือถู จะยอมสยบแทบเท้าจ
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังสระบัวในเขตพระราชฐาน องค์หญิงใหญ่ฉางเล่อนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนตั่งไม้แกะสลักในศาลาเพียงลำพัง ในมือถือจอกสุราหยกขาวพลางทอดสายตามองผิวน้ำที่ไหวระริก บรรยากาศเงียบสงัดนี้ช่างเหมาะแก่การปล่อยวางภาระอันหนักอึ้งในใจอีกไม่นานซู่อันโหวก็จะยกทัพกลับมาแล้วเพราะอย่างน
เช้าที่อากาศสดใสขัดกับอารมณ์ของเจ้าของจวนตระกูลเซียวอย่างสิ้นเชิง เซียวจ้านอวี๋ก้าวเท้าออกมาจากห้องนอนเป็นครั้งแรกหลังจากนอนซมอยู่หลายวัน บาดแผลที่แผ่นหลังเริ่มสมานตัวจนแทบไม่หลงเหลือความเจ็บปวด ทว่าทันทีที่เขาเห็นสภาพจวนตระกูลเซียว ดวงตาคมกริบก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงหลังคาที่เคยรั่วซึมถูกมุ
เมื่อออกมาจากเรือนของมู่หรงชิงชาง แววตาที่แสนเกลียดชังของเขาก็ทำให้ฉางเล่อรู้สึกไม่สบายใจ“....”ท่ามกลางสวนโบตั๋นยามราตรีที่มืดสลัว บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ฉางเล่อหยุดฝีเท้าลงเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากด้านหลัง และเมื่อหันกลับไปก็พบกับเว่ยซือถู สนมคนที่สามยืนอยู่ใต้เง

















