LOGINเจี่ยนเหยา ลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองอยู่ในร่างของ เซี่ยเจี่ยนเหยา คุณหนูตระกูลเซี่ยที่บิดาไม่รู้ว่ามีตัวตน กระทั่งไท่เฟยสิ้นใจนางไว้ทุกข์แทนฮ่องเต้สามปี ความดีนี้จึงทำให้นางได้รับราชโองการแต่งตั้งเป็นท่านหญิง ในเมืองหลวงนางถูกดึงเข้าไปพัวพันกับอำนาจ ถูก สวินหยาง ผู้เป็นถึงอัครมหาเสนาบดี วางเป็นหมากสำคัญในกระดานการเมือง ถึงอย่างนั้นทุกครั้งที่มีภัย ทุกครั้งที่นางเกิดเรื่อง กลับเป็นอัครมหาเสนาบดีหนุ่มที่คอยช่วยเหลือเคียงข้าง ท่ามกลางแผนการมากมาย การแก่งแย่งของขุนนางและสตรีชนชั้นสูง นางกับสวินหยางกลับค่อยๆ ถูกชะตาผูกโยงเข้าหากัน กระทั่งวันหนึ่ง...เจี่ยนเหยาจึงพลันเข้าใจ นอกจากเขาก็เป็นบุรุษอื่นไปไม่ได้ที่นางปรารถนาอยู่เคียงคู่...
View Moreแคว้นต้าเหลียง เมืองเสียนหยาง
จวนราชเลขาแห่งราชสำนัก...
“ด้วยพระเมตตาจากฝ่าบาท คุณหนูเซี่ย เซี่ยเจี่ยนเหยา นับเป็นสตรีที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและความกตัญญู ไม่เพียงรั้งอยู่ที่อารามดูแลหยางไท่เฟย แต่ยังอาสาไว้ทุกข์ยาวนานถึงสามปี ฝ่าบาทมีราชโองการแต่งตั้งเป็น ‘เสี้ยนจู่’ พระราชทานจวนหนึ่งหลัง ที่ดินนอกเมืองหลวง เงินเบี้ยหวัดรายปี แพรพรรณ เครื่องประดับ รวมไปถึงเงินอีกหกพันตำลึงทอง นอกจากนั้นยังมีพระราชดำรัสให้ท่านหญิงสามารถเลือกคู่ครองด้วยตัวเอง ห้ามมิให้ผู้ใดก้าวล่วงการเสกสมรสของท่านหญิงเป็นอันขาด ทั้งนี้ให้เป็นหน้าที่ของท่านราชเลขาเป็นผู้ดูแลเรื่องการไปรับท่านหญิงกลับเมืองหลวง จบราชโองการ!”
คนตระกูลเซี่ยทั้งหมดชะงักงันพูดไม่ออก เซี่ยฮูหยินกัดฟันกรอดทว่าสีหน้ากลับไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
“ท่านราชเลขา?” เห็นคนตระกูลเซี่ยตกตะลึงจนไม่มีใครรับราชโองการ หลี่กงกงส่งเสียงเตือน
“กระหม่อม...รับราชโองการ” เซี่ยอวี่รีบปราดเข้ามารับราชโองการ
หลี่กงกงหันไปมองด้านหลัง “นี่เป็นชุดสำหรับท่านหญิงเพื่อสวมเข้าวังหลวงในวันที่กลับมาถึงเมืองหลวง ฮองเฮาทรงตรัสว่าทันทีที่ถึงเมืองหลวงให้ท่านหญิงสวมชุดนี้เข้าเฝ้า”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอบพระทัยฮองเฮา”
“ยังมี...จวนของท่านหญิงนั้น ฮองเฮาทรงตรัสว่าท่านหญิงไม่ได้กลับมาเมืองหลวงนานแล้ว อยู่ไกลจากตระกูลเซี่ยคงไม่เหมาะนัก ที่ดินว่างเปล่าข้างจวนราชเลขานี้เหมาะสมนัก รุ่งเช้าจะมีคนเข้ามาดำเนินการสร้างจวนหลังใหม่ อยู่ติดกันเพียงกำแพงกั้นดังนั้นฮองเฮาทรงวางพระทัยยิ่ง”
...!!!
หลี่กงกงลอบมองสีหน้าคนตระกูลเซี่ยแต่ละคน เก็บรายละเอียดเอาไว้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งนี้ก็เพื่อนำกลับไปทูลรายงานตามความเป็นจริง “ยังมีอีกเรื่องที่ข้าต้องกำชับ”
“หลี่กงกงเชิญกล่าว”
“เมื่อก่อนคุณหนูเซี่ยยังไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งยังไม่ได้มีชื่อในบันทึกของจวนตระกูลเซี่ย ไม่ว่าจะเพราะท่านไม่รู้ว่านางมีตัวตน หรือจะเพราะตระกูลเซี่ยไม่เคยวางแผนรับนางกลับเข้าเมืองหลวง เช่นกันกับที่แม้ในราชโองการจะยังให้นางใช้แซ่เซี่ย ทว่าหลังจากท่านรับราชโองการแล้ว ท่านหญิงเซี่ยก็คือเสี้ยนจู่ เป็นบุตรสาวบุญธรรมของหนานเหวินหวาง ท่านเข้าใจใช่หรือไม่”
ทุกคนอึ้งงันยิ่งกว่าเดิม...
เมื่อก่อนจะรู้หรือไม่รู้ จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ ทว่าตอนนี้แม้เซี่ยเจี่ยนเหยาใช้แซ่เซี่ย อีกฝ่ายก็เป็นท่านหญิงสูงศักดิ์มิใช่บุตรสาวจวนตระกูลเซี่ย ดังนั้นจะพูดจา จะกระทำการใดล้วนต้องเห็นแก่หน้าหนานเหวินหวาง
ความหมายชัดเจนถึงเพียงนี้!!!
สิบปีแล้ว...
เซี่ยฮูหยินโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ นางหันกลับไปมองผู้เป็นสามีจากนั้นเพียงรอให้ขบวนของหลี่กงกงกลับไป
ประตูจวนปิดลงแล้ว... เซี่ยฮูหยินคว้าแจกันที่อยู่ใกล้ๆ ขว้างลงบนพื้นเพื่อระบายโทสะ “บัดซบที่สุด!!! มารดามันเถิด!!! อวิ๋นจื่อเหนียง นางตายไปแล้วยังสามารถตามมารบกวนความสงบสุขของข้า!!”
“ฮูหยินเจ้าเบาเสียงลงหน่อย”
“จะให้ข้าเบาเสียงลงได้อย่างไร! สตรีสารเลวนั่น...”
“หุบปาก!!” เซี่ยอวี่ตวาดเพราะกลัวจะมีคนได้ยิน
“ท่านถึงกับกล้าตวาดข้า?”
“ไม่ใช่ ข้า... ข้า...” เซี่ยอวี่ได้แต่ถอนหายใจออกมาเสียงเบา “จะอย่างไรตอนนี้นางก็เป็นถึงท่านหญิง เจ้าก็...ระมัดระวังไม่ดีกว่าหรือ”
“เรื่องนั้นที่ทำให้ข้าสุดจะทน!! ในขณะที่บุตรสาวของข้าเป็นเพียงบุตรสาวของราชเลขา ทว่าเพราะเหตุใดบุตรสาวของนางจึงได้เป็นถึงท่านหญิง!!”
เซี่ยอวี่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ “เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องโทษที่ข้า...ตั้งแต่แรกก็เลือกผิดข้าง”
ในปีนั้นเขารับราชโองการแต่งอวิ๋นจื่อเหนียงเป็นฮูหยิน ทั้งที่เดิมทีก็มีคนรักอยู่ก่อนแล้ว เขาจำใจรับราชโองการพร้อมๆ กับแต่งคนรักมาเป็นอนุ ราชสำนักแบ่งฝ่ายเพื่อคานอำนาจทุกฝ่ายล้วนต้องเลือกที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อความอยู่รอด
เขาเลือกผิดดังนั้นจึงบังคับหย่าขาดจากฮูหยินเอก กระทั่งบัลลังก์พลิกผันคนที่เขาเลือกพ่ายแพ้มิได้ครองอำนาจ แม้ตระกูลเซี่ยรอดมาได้ แต่ก็สูญเสียอำนาจไปมากมาย ไร้ซึ่งอิทธิพลดังเช่นในวันวาน
นึกไม่ถึงต่อมากลับมีข่าวว่าอดีตฮูหยินของเขามีบุตรสาวคนหนึ่ง อีกทั้งยังไม่มีใครยืนยันว่านางตั้งครรภ์กับผู้อื่น ข่าวลือมากมายตามมาพร้อมกับเสียงก่นด่า ด้วยหากจะนับจากอายุของเด็กคนนั้น ก็เป็นช่วงที่เขาหย่าขาดจากอดีตฮูหยินพอดี
ขณะที่บ้านเมืองกำลังระส่ำระสาย นึกไม่ถึงบุตรสาวของเขาผู้นั้นจับพลัดจับผลูช่วยชีวิตหนานเหวินหวางเอาไว้ กระทั่งอีกฝ่ายรับนางเป็นบุตรสาวบุญธรรม นำมาซึ่งตำแหน่งท่านหญิงในวันนี้
เขา...มองรอยยิ้มสดใสของหญิงสาว ดวงตาของนางแดงก่ำ หากแต่ดวงตากลับสดใสงดงามเต็มไปด้วยความยินดี “เจียนเจียน...”นางยื่นมือออกมาหาเขา เขาเองก็ยืนมือไปคว้ามือนางเอาไว้ “พวกเรา...กลับบ้านกันเถิด”“ได้ ข้าพาพวกเจ้ากลับบ้าน”บนรถม้าสวินหยางกอดกระชับนางให้นั่งบนตัก มือลูบหน้าท้องแบนราบของผู้เป็นฮูหยิน “ไม่ได้ดื่มสุราใช่หรือไม่”“ไม่ได้ดื่ม จะดื่มได้อย่างไรเพิ่งได้กลิ่นก็แทบจะอาเจียนแล้ว”“แค่ได้กลิ่น?!” เขาอุทานจากนั้นรีบเทชากลั้วปาก “ได้กลิ่นหรือไม่ แย่จริงข้าดื่มไปหลายจอก กลับไปต้องรีบอาบน้ำเปลี่ยนชุด”นางอมยิ้มมองเขา “สวินหยาง”“หืม”“จะได้เป็นบิดาแล้ว ดีใจมากเลยหรือ”เขาประคองใบหน้าของนาง “ข้า...ดีใจมาก ไม่เคยมีครั้งใดทำให้ข้าดีใจที่สุดเท่าวันนี้ แม้แต่ตอนที่ข้าได้เป็นอัครมหาเสนาบดีของต้าเหลียง เจียนเจียน”“หืม”“เจ้าจะโกรธข้าหรือไม่ หากข้าอยากบอกเจ้าว่า ข้าไม่เสียใจเลยที่วางแผนจนทำให้เจ้ามาที่เมืองหลวง เพราะเรื่องนั้นทำให้ข้าได้พบเจ้า รักเจ้า ได้มีเจ้าอยู่เคียงข้าง”“ข้าก็ไม่เคยบอกว่าให้ท่านรู้สึกเสียใจนี่นา ในเมื่อนั่นคือจุดเริ่มต้นของข้ากับท่าน ข้าเองก็ดีใจที่ข้าไม่ได้ตัดสินใจหลบหนีตั้ง
คนตระกูลเซี่ยที่หวังได้หน้ากลับถูกผู้คนมองว่าฉวยโอกาส นับจากนั้นก็ไม่มีคนตระกูลเซี่ยคนใดกล้ากล่าวถึงว่าเกี่ยวดองกับท่านอัครมหาเสนาบดีพระชายาหนานเหวินหวาง หากไม่ออกหน้าในงานเสกสมรสก็จะถูกตำหนิ ดังนั้นจึงได้แต่จำใจกล้ำกลืนฝืนทนอยู่จนงานเสร็จสิ้น หลังงานเสร็จสิ้นยังต้องส่งบุตรสาวของตัวเองแต่งออกไปอยู่ชายแดนตะวันออกทางหนึ่งทนมองบุตรสาวของคนที่ตนเกลียดชังแต่งให้บุรุษล้ำเลิศอันดับหนึ่งของแคว้น ทางหนึ่งต้องจำใจจากลาบุตรสาวสุดรักสุดหวง ชายาหนานเหวินหวางได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนเพราะไม่อาจทำอะไรได้ สวามีของนางหรือก็แสดงออกชัดว่าหากนางทำอะไรโง่งม เขาพร้อมที่จะกราบทูลฮ่องเต้เพื่อขอหย่าขาดจากนาง!!!เซี่ยเจี่ยนเหยาเงยหน้าขึ้นมองสวินหยาง เขายื่นมือออกมาให้นางก็กุมมือของเขาไว้ “วันนี้พวกเรากลับเร็วหน่อย ห้ามเจ้าดื่มสุรา ไม่สิ สุราหมักที่เจ้าชอบดื่มได้แต่อย่ามาก ข้ากำชับซูกงกงเอาไว้แล้วให้เขาดูแลเจ้าให้ดี”“ข้ารู้แล้ว เอาเป็นว่าข้ารับปากจะไม่เดินไปไหน จะอยู่แต่ในตำหนักของฮองเฮา ท่านเลิกกังวลแล้ว” ครั้งก่อนที่นางเกิดเรื่องในวังทำให้เขาเป็นกังวลทุกครั้งที่มีงานเลี้ยง “อีกอย่างข้าแต่งเข้าจวนอัครมหาเสนาบดีแล
“ขอแต่งงาน?” เขามีท่าทีงุนงงแต่ก็ยิ้มออกในที่สุด มือใหญ่ยื่นออกมากุมมือของนางดึงเข้าไปหาตัว “ท่านหญิงยินดีแต่งให้ข้าหรือไม่ หากยินดีชั่วชีวิตนี้ข้าจะปกป้องท่าน ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยหรือร้ายแรงถึงชีวิต ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน ไม่เอาใจเป็นอื่น”นางอมยิ้มมองเขา “ได้ ข้าตกลง” แล้วนางก็ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตมุมปากของเขา “ข้าย่อมต้องตกลงอยู่แล้ว” นอกจากเขาก็เป็นผู้อื่นไปไม่ได้...เห็นสวินหยางตกตะลึงนางหัวเราะจากนั้นลุกขึ้น “เอาละข้าต้องกลับแล้ว ท่านก็...รักษาตัวให้ดี” เขินจะตายอยู่แล้ว!!!ยังไม่ทันได้พูดจนจบก็โดนเขาดึงเข้าไปหาตัว ริมฝีปากถูกประทับแน่น จุมพิตเรียกร้องของเขาทำเอานางอ่อนยวบ ทั้งตัวถูกกอดเอาไว้แถมยังเป็น...บนเตียง!!มีเสียงฝีเท้าและเสียงเปิดประตู หม่ากูกูส่งเสียงอุทานจากนั้นรีบปิดประตู เซี่ยเจี่ยนเหยากะพริบตามองเขา “สวินหยางท่านจงใจใช่หรือไม่!!”งานเสกสมรสแห่งปีของเมืองเสียนหยาง ท่านอัครมหาเสนาบดีกับท่านหญิงเซี่ยเจี่ยนเหยา สินสอด สินเดิม ทำให้ผู้คนกล่าวถึงหลังจากนั้นอยู่นานนับเดือนคู่บุรุษล้ำเลิศ สตรีโฉมสะคราญ นับเป็นคู่สร้างคู่สมที่ผู้คนล้วนยกย่องว่าเป็นกิ่งทองใบหยก เหมาะสมกันย
จวนอัครมหาเสนาบดีไม่ได้มีท่าทีใดกับการสอบสวน เพราะบาดเจ็บร้ายแรงอัครมหาเสนาบดียังลงจากเตียงไม่ได้ ดังนั้นช่วงระหว่างนี้ฮ่องเต้จึงให้ชายหนุ่มลาหยุดไม่มีกำหนด หนานเหวินหวางมาถึงเมืองหลวงแล้ว และสิ่งแรกที่ทำก็คือ...ไปเยี่ยมอาการบาดเจ็บของอัครมหาเสนาบดีหนุ่มสวินหยางยังคงซีดเซียวอยู่มากตอนอีกฝ่ายเข้าไปเห็น เขายิ้มประสานมือคารวะหนานเหวินหวาง “ท่านอ๋อง”“อัครมหาเสนาบดีผู้เก่งกาจ ตอนนี้กลับ...ดูไม่ได้”ชายหนุ่มหัวเราะ “ท่านอ๋องเชิญนั่ง”เขารู้ตัวว่าอีกฝ่ายกำลังมองเขา มองนานมากจนแทบจะเรียกว่าเป็นการเสียมารยาท แต่เขาก็ยังปล่อยให้อีกฝ่ายได้มอง “เดินทางราบรื่นดีกระมัง”“อืม” ซานสิงเป็นคนนำชาเข้ามาวาง จากนั้นเดินกลับออกไป สวินหยางเป็นคนรินชาให้หนานเหวินหวางด้วยตัวเอง “ท่านอ๋องเชิญ”“เรื่องที่เกิดขึ้นที่คอกม้า การสอบสวนออกมาแล้ว”“เรื่องนี้ข้ายังไม่รู้ ท่านเห็นแล้วว่าข้ายังลงจากเตียงไม่ได้” เขายิ้มบาง“ม้าตัวนั้นคลุ้มคลั่งเพราะป่วย ไม่ใช่ความผิดของคนดูแลม้าและเหล่าองครักษ์”สวินหยางยังมีรอยยิ้มบนใบหน้า เขาไม่ได้ตัดบทอีกฝ่าย ไม่สงสัย ไม่ถาม“ข้าจะให้หลีเอ๋อร์แต่งกับแม่ทัพซ่ง นางจะย้ายไปอยู่ที่ชายแ
ยังไม่ทันได้พ้นเขตตำหนักในก็มองเห็นเซี่ยอวี่ยืนรออยู่ พระชายาหันมามองนาง “ในเมื่อมีผู้ที่รอส่งเจ้าเข้าจวนใหม่ เช่นนั้นข้าก็ไม่ไปส่งแล้วกัน”“ข้าไหนเลยจะกล้ารบกวนพระชายาและท่านหญิง”กู้หลีส่งเสียงฮึเบาๆ จากนั้นสะบัดหน้าเดินตามมารดาไป หวังกงกงเดินเข้ามากระซิบบอกหญิงสาว “ท่านหญิงเซี่ย ฮองเฮามีรับสั่งว
“อาบน้ำ...ทุกวัน??” ซานสิงเองก็ยังนึกไม่ถึง “นางคิดว่าตัวเองเป็นองค์หญิงหรืออย่างไร” แม้แต่เชื้อพระวงศ์บางครั้งก็มิใช่ว่าจะอาบน้ำทุกวัน สิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!!“ปล่อยให้นางทำในสิ่งที่อยากทำ ขอเพียงไม่คลาดสายตาก็พอ” สวินหยางครุ่นคิด “พรุ่งนี้ขบวนเดินทางก็จะมาถึงเมืองหลวงแล้ว พวกเจ้าก็...กลับไปพักผ่อน
สวินหยางยิ้มหันไปมองคนสนิท “เจ้าบอกเองว่าอาจใช้เวลาสักพัก ส่งคนไปรั้งขบวนเดินทางให้เข้าเมืองหลวงช้ากว่ากำหนดสัก...สองวัน”เขาอาจใช้เวลาสักวันสองวันเพื่ออ่านใจสตรีผู้นี้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมองออกว่านางเป็นคนเช่นไร คิดอะไรอยู่ หรือเหตุใดจึงมีท่าทีไม่ยี่หระ ทว่าดูยินยอมทำตามทุกอย่างตามแต่จะสั่งการ ทั้งๆ
สวรรค์! นี่หรืออัครมหาเสนาบดีจอมเจ้าเล่ห์ผู้นั้น? นี่มันระดับพระเอกซีรีย์เลยนะ!!เซี่ยเจี่ยนเหยาแอบตกตะลึงจ้องมองใบหน้าหล่อเหลานั้น รูปร่างสูงใหญ่ อกผายไหล่ตรง จมูกคมสันกับดวงตาคมลึกล้ำ แนวกรามของเขาคมกริบรับกับแนวคิ้วรูปดาบ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยดูคล้ายยิ้มคล้ายไม่ใช่ ทว่าก็ทำให้โครงหน้าของเขาดูดุดั

















