LOGINแผนการลุล่วงองค์ชายรองได้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่ทุกอย่างกลับยังคงไม่จบ เพราะรากฐานของบัลลังก์นี้ยังไม่มั่นคง เช่นนี้เกาเฟิงเหยียนจึงไม่อาจกลับขึ้นหนี่ว์ซานดังใจหมาย เช่นกันกับหวังอวี่ที่ไม่อาจทิ้งศิษย์พี่ของตนเอาไว้ที่เมืองหลวง
“ส่งคนมาตอนนี้เท่ากับเปิดเผยตัวตน มีพวกเจ้าสี่คนอยู่กับข้า ผู้ใดกล้าบุกเข้ามามิเท่ากับเอาชีวิตมาทิ้งหรอกหรือ”
เกาเฟิงเหยียนเองก็ตระหนักว่าตนตกเป็นเป้าสังหารของอีกสองแคว้น สองปีที่รับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี มือสังหารที่ถูกส่งเข้ามาลอบสังหารเขา มีมากจนทุกวันนี้เขาเลิกนับไปแล้ว
การมาครั้งนี้เป็นความลับที่มีเพียงจักรพรรดิที่ทรงล่วงรู้ แม้เสี่ยงแต่หากเป็นเรื่องที่หวังอวี่ร้องขอ เขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธ
สหายที่เติบโตมาพร้อมกับเขาผู้นี้แม้นิสัยประหลาด แต่ไม่เคยทำเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
เสียงเอะอะดังขึ้นทันทีที่ฟ้าสาง เสียงตะโกนและความวุ่นวายตามมาติดๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของคนมากมาย “นางวิ่งไปด้านหลังโรงเตี๊ยมแล้ว รีบตามเร็วเข้า!!!”
เสียงหนึ่งตะโกนแทรกเสียงแห่งความวุ่นวายขึ้น เรียกความสนใจของเกาเฟิงเหยียน เขามองไปยังทิศทางของต้นเสียงจากนั้นคิ้วเข้มก็มุ่นลงเล็กน้อย หลายคนที่ได้ยินเสียงตะโกนไม่ทันได้ฉุกคิดก็วิ่งอ้อมไปยังหลังโรงเตี๊ยม
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” เยี่ยหลิงคว้าตัวเสี่ยวเอ้อน้อยเอาไว้ได้ก็รีบเอ่ยถาม
“มีคนเห็นเทพธิดาหนี่ว์ซานขอรับ นางสวมเสื้อคลุมสีขาวราวหิมะ ใบหน้างดงามสมกับเป็นเทพธิดาจริงๆ ข้าน้อยเห็นกับตาเลย!” เสี่ยวเอ้อกล่าวจบก็วิ่งจากไปทันที ไม่ต้องสงสัยว่ากำลังวิ่งตามสิ่งใดไป
“นายท่านให้ข้าน้อยตามไปหรือไม่ขอรับ” ต้าเหมิงเสนอตัว
“ไม่ต้อง” เกาเฟิงเหยียนส่ายหน้า “พวกเรากลับเมืองหลวงกันเถิด” เขาไม่ละสายตามาจากรถม้าของตนซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล
โม่สวินมองตามจากนั้นก็หรี่ดวงตาลง
เกาเฟิงเหยียนก้าวนำไปยังรถม้า แต่โม่สวินกลับเป็นคนก้าวขึ้นไปก่อน และทันทีที่ชายหนุ่มเปิดม่านรถม้าก้าวเข้าไป ดวงตาของเขาพลันเบิกกว้าง
เกาเฟิงเหยียนสะกิดคนของตนจากด้านหลัง
โม่สวินที่มีท่าทีตกตะลึงเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย ดังนั้นเกาเฟิงเหยียนจึงได้เห็นสตรีนางหนึ่ง เปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมกันลมสีดำอีกตัวของเขาซึ่งทิ้งเอาไว้ในรถม้า
มองดูพื้นรถม้าเสื้อคลุมสีขาวราวหิมะถูกทิ้งเอาไว้ บวกกับเสี้ยวหน้าที่โผล่พ้นออกมาจากหมวกเสื้อคลุม ชายหนุ่มทั้งสองเดาได้ทันทีว่านางก็คือผู้ที่ถูกตามล่าในขณะนี้
โม่สวินเอื้อมมือไปดึงม่านรถม้าปิดลง เพื่อกั้นสายตาคนด้านนอก เกาเฟิงเหยียนขยับก้มตัวลงหยิบเสื้อคลุมสีขาวตัวนั้นขึ้น แต่ทันทีที่ขยับหญิงสาวตรงหน้ากลับยื่นปลายมีดสั้นออกมา ทำท่าทางราวกำลังป้องกันตัว
“อย่าเข้ามา” เสียงของนางสั่นเทาและแตกตื่น ริมฝีปากซีดขาวท่าทีอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าเพียงจะก้มลงหยิบเสื้อคลุมของเจ้าเท่านั้น ไม่ได้คิดร้าย” เกาเฟิงเหยียนยื่นมือออกไปให้นางเห็น จากนั้นย่อตัวลงหยิบเสื้อคลุมของหญิงสาวส่งให้คนของตน
“โม่สวิน”
“ขอรับนายท่าน”
“สวมเสื้อคลุมตัวนี้ ล่อคนพวกนั้นไปอีกทาง” เขาสั่งคนของตนทั้งที่ใบหน้ายังคงจดจ้องหญิงสาวตรงหน้า
“นายท่านขอรับ” โม่สวินขมวดคิ้ว
“ไม่เป็นไร นางไม่ทำอะไรข้าหรอก” เขายิ้มให้หญิงสาวตรงหน้าจากนั้นส่งเสื้อคลุมให้โม่สวิน “บอกด้านนอกออกรถได้แล้ว”
หญิงสาวขยับตัวพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มทั้งสอง ดวงตาคู่งามฉายแววแตกตื่นหวาดกลัว ดวงหน้าซึ่งนับเป็นโฉมสะคราญโผล่พ้นหมวกเสื้อคลุมตัวยาวสีดำ
ในมือของหญิงสาวมีมีดสั้นเล่มหนึ่ง แขนเสื้อและมือของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ใบหน้าซีดขาวและเหงื่อผุดพราย ทั้งที่อากาศเย็นเยียบ
เกาเฟิงเหยียนสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ เขาก้าวขึ้นหน้าก่อนย่อตัวลงนั่ง ดวงตาคมสานสบกับดวงตาส่องประกายของหญิงสาวที่จ้องเขาเขม็ง
“นายท่าน” โม่สวินรู้สึกไม่สบายใจจึงยังรั้งรอ
“นางไม่เป็นวรยุทธ์” เกาเฟิงเหยียนกระซิบเสียงเบา เขาปรายตามองเท้าเปล่าเปลือยของหญิงสาว ซึ่งบัดนี้ถูกหิมะกัดจนเป็นแผลเหวอะหวะ
“เจ้าไปเถิด”
แม้ไม่เต็มใจแต่โม่สวินเองก็รับรู้ได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่มีวรยุทธ์ ดังนั้นเขาจึงได้แต่จากไปพร้อมกับย้ำสหายของตนให้จับตามองผู้เป็นนายกับหญิงสาวเอาไว้
เกาเฟิงเหยียนมองหญิงสาวหันปลายมีดมายังตนก็ยิ้มบาง “ไม่ต้องกลัว ...ผู้คนข้างนอกนั่นกำลังตามหาเจ้าใช่หรือไม่”
นางหรี่ดวงตามองเขาด้วยความลังเล ดวงตาคล้ายพิจารณาจับจ้องเข้าไปในดวงตาคมกล้าของชายหนุ่ม “ใช่”
ในที่สุดนางก็ตอบออกมาเสียงแผ่ว
“เมื่อครู่เสียงตะโกนของเจ้าหรือ”
แม้พยายามดัดเสียงให้ทุ้ม แต่เขาฟังอย่างไรก็ยังคงเป็นเสียงของอิสตรี นั่นทำให้เขาล่วงรู้ว่าบนรถม้าของเขามีคนที่ถูกตามล่าซุกซ่อนอยู่ ความเฉลียวฉลาดที่มาพร้อมกับความโง่งมของนาง ทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมา
“เอ๋ เจ้าก็ไปหรือ”“ใช่แล้ว ข้าสนิทกับคุณหนูหลี่ บุตรีของเจ้ากรมกลาโหม หากมีโอกาสข้าจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักนาง จริงสิแล้วนี่ท่านลองชุดเสร็จแล้วหรือ”ท่าทีเป็นกันเองทั้งยังแฝงความจริงใจอยู่หลายส่วน ทำให้เฟิงเย่รู้สึกดีกับอีกฝ่ายไม่น้อย เทียบกันแล้วระหว่างคุณหนูโจวผู้นี้ กับคุณหนูจินบุตรีเสนาบดีฝ่ายตรวจสอบ นางมองว่าโจวซีอวี๋ผู้นี้น่าคบหากว่ามาก“ข้าลองชุดเสร็จแล้ว กำลังจะไปนั่งเล่นที่ริมทะเลสาบ พี่...ข้าหมายถึงองครักษ์ของท่านมหาเสนาบดีบอกว่าที่นั่นมีบะหมี่เนื้อตุ๋นรสชาติไม่เลว”“อร่อยจริงๆ นะ ข้าเคยลองชิมมาแล้ว” กล่าวจบโจวซีอวี๋ก็ลดเสียงลงราวกลัวจะมีคนผ่านมาได้ยิน “ท่านจะไปตอนนี้เลยหรือ”“ใช่ ทำไมหรือ”“ข้า...ไปด้วยได้หรือไม่” โจวซีอวี๋มองซ้ายขวา “ท่านรอข้าที่หน้าร้านแพรพรรณ ครู่เดียวเท่านั้น”“แล้วทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ”“ข้ามากับคุณหนูจิน นางไม่ใคร่จะชอบให้ข้าไปที่นั่น” โจวซีอวี๋ครุ่นคิดเล็กน้อย “ข้าไปบอกนางก่อนว่าจะกลับ ท่านรอข้าด้วยนะ”มองแผ่นหลังอรชรเดินดุ่มๆ เข้าห้องหนึ่งไป เฟิงเย่จึงหันไปสบตากับโม่สวิน “พี่โม่ นี่มันเรื่องอะไรกัน” นางถามงงๆ“น่าจะเพราะสตรีชั้นสูงไม่ใคร่จะชอบนั่งที่แ
นางพูดทีเล่นทีจริง ก่อนก้าวเดินเข้าไปชมสมบัติที่ล่อตาล่อใจ “มหาเสนาบดีนี่รายได้ดีขนาดนี้เลยหรือ ท่านไปเอามาจากไหนมากมาย เงินเดือน...ข้าหมายถึงเบี้ยหวัดเท่าไรหรือ”“ไม่มากนัก แต่ก็เหมาะสมกับตำแหน่ง ของแปดในสิบส่วนเป็นฮ่องเต้พระราชทานตามโอกาสต่างๆ ไม่ก็เป็นของที่ขุนนางน้อยใหญ่ส่งมาในโอกาสสำคัญ อีกส่วนก็เป็นของที่ข้าใช้เงินซื้อมา บางส่วนซื้อมาเพราะต้องส่งเป็นของขวัญแก่จวนต่างๆ”เขากล่าวจบก็เดินไปยังหีบไม้ ซึ่งวางเหนือสุดด้านขวามือ เฟิงเย่เดินตามเข้าไปดู และนางก็ต้องเบิกตาเพราะของที่อยู่ด้านใน“สวยจัง”ผ้าทอลายบุปผาสีขาวนวลตา กับเครื่องประดับที่ทำจากหยกสองสีส่องประกายระยิบระยับกับแสงไฟในห้องลับ เฟิงเย่ตระหนักแล้วว่าแม้แต่เรื่องของสตรีเกาเฟิงเหยียนก็ช่างเลือกยิ่ง ผ้าพับนี้หากนำไปตัดชุดกับผ้าสีส้มอ่อนที่เขาเลือก ชุดนั้นจะเข้ากับหยกสีขาวสลับส้มชุดนี้มาก“ชอบหรือไม่” เขาไม่ถามเปล่ากลับหยิบเอากำไลหยกออกมาสวมให้นาง “เดิมยังคิดว่าจะไม่ได้ใช้”“สวยมากเลย แต่...” นางเงยหน้ามองเขา “ถอดก่อนดีกว่า สวมตอนนี้หากทำตกแตกไปจะทำเช่นไร ของดีแบบนี้คงขายได้ราคาดีมาก”เกาเฟิงเหยียนหัวเราะ “ข้าจะให้ท่านพ่อบ้านน
เขาหัวเราะ “ไม่ต้องกังวล ตอนนี้ข้ายังเลี้ยงดูเจ้าได้โดยไม่ให้เจ้าลำบาก”“อ้อ” นางครุ่นคิดตามประโยคที่เขาบอก แต่แล้วกลับขมวดคิ้ว “ตอนนี้หรือ” ดวงตาคู่งามหรี่ลง “ท่าน...” นางมองซ้ายขวา “หรือว่าตอนที่ท่านจากไปพวกเขาจะยึดทุกอย่างกลับคืน”เขาไม่ตอบเพียงยิ้ม“เช่นนั้นก็ดีเลย” นางถูมือไปมา “ช่วงที่ยังมีอยู่ในมือก็ใช้ให้หมดเลยแล้วกัน ข้าจะช่วยท่านใช้เอง”เขาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้จริง นางช่าง...เป็นสตรีที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนเลยจริงๆ ไม่พยายามเสแสร้งเพื่อรักษาหน้าสักนิด“เอาแพรพรรณที่งามที่สุดและแพงที่สุดในร้านมา จะตัดชุดสวยไปโอ้อวดชาวบ้านก็ต้องเน้นแพงๆ สิ”เห็นนางยิ้มและสนุกกับทุกเรื่องที่กำลังทำ เกาเฟิงเหยียนพลันรู้สึกว่าทุกความเหนื่อยยากที่เขาตรากตรำมานั้น วันนี้ถูกปลดเปลื้องออกไปจนสิ้นเขาถึงกับกำลังคำนวณว่าทรัพย์สมบัติที่เขามีในห้องลับ เพียงพอจะให้นางใช้จ่ายหรือไม่ เพราะหากไม่พอบางทีเขาอาจรีดไถฮ่องเต้ได้อีกนิดหน่อย เนื่องจากก่อนนี้ไม่เคยทำตอนนี้จึงรู้สึกเสียใจยิ่งเห็นนางยิ้มและแสดงท่าทีสนุกสนานเช่นนี้ เขาพลันรู้สึกว่านี่จึงจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตเขาตลอดชีวิตเขาไม่เคยมีเป้าหมา
หลังจากมีคนร้ายบุกเข้าไปในจวนมหาเสนาบดี เกาเฟิงเหยียนก็ไม่ได้พยายามปกปิดฐานะของเฟิงเย่อีก ตรงกันข้ามเขากลับจงใจพานางออกมาพานพบผู้คน ทั้งยังนั่งรถม้าเที่ยวทั่วเมืองหลวง ให้ผู้คนเห็นใบหน้าของนางอย่างชัดเจน โดยไม่ใส่ใจว่าผู้ใดจะซุบซิบที่นางเข้าไปอยู่ในจวน โดยที่ทั้งสองยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานจริงอยู่หญิงสาวรับรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่นางมั่นใจว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะนางยังคาใจเรื่องที่สตรีทั้งสามนางจงใจเข้าไปพบนางถึงจวนด้านหลังจะว่าไปเกาเฟิงเหยียนก็หล่อเหลา ฐานะของเขาหรือก็คงดึงดูดใจสตรีทั่วทั้งแคว้นฉี ดังนั้นนางจึงตระหนักดีว่าสตรีทั่วหล้าคงเห็นนางเป็นดังศัตรูคู่แข่งรถม้าจอดลงยังหน้าร้านแพรพรรณ เสียงสวบสาบดังจากข้างนอกก่อนที่ม่านรถม้าจะเปิดออก “ข้าลงเดินเองได้แล้ว” นางกล่าวเกาเฟิงเหยียนส่งเสียงรับรู้ก่อนถอยหลังลงไปรอด้านล่างรถม้าหลายวันมานี้หญิงสาวเดินเองได้แล้ว แม้ไม่อาจเดินในระยะไกลแต่ก็นับว่านางสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าเดิมนางรู้จุดประสงค์ของหวังอวี่กับเกาเฟิงเหยียนดี ที่พวกเขาพานางออกมาข้างนอกทุกครั้งที่มีโอกาส นั่นก็เพราะอยากให้คนมากมายในเมืองหลวงได้เห็นหน้านาง ได้พบ ได
“เฮ้อ บุปผามีใจ แต่สายน้ำไร้ไมตรี” โจวฟ่านเป็นพระเอกของเรื่องและที่นี่ไม่มีนางเอก มีแต่นายเอก...“เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร”“ไม่มีอะไร” นางรีบกลบเกลื่อนเกาเฟิงเหยียนก้าวตรงไปยังเรือนอวิ๋นหลาน ด้านหลังยังมีองครักษ์ของเขาสามคนเดินตามมา เพราะหนึ่งคนนั้นเดินตามหวังอวี่ไปแล้ว“ด้านนอกนั่นมีข่าวลือเกี่ยวกับตัวเจ้าแพร่ออกไป ข้าสงสัยว่าเรื่องนี้กับการวางเพลิงตบตาครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกัน”“ข่าวลือหรือ คงไม่ใช่รู้กันทั่วว่าข้าคือคนที่มาจากหนี่ว์ซานกระมัง” นางถอนใจ“ใช่”“เช่นนั้นมีคนต้องการจับตัวข้าไปหรือ”“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลข้าจะจัดการเอง”“จัดการยังไง”เกาเฟิงเหยียนอมยิ้มมองนางแต่ไม่ตอบ กระทั่งเขาวางนางลงบนเก้าอี้ในห้อง “เจ้าเป็นเด็กดีอยู่ที่นี่เงียบๆ” มองตามสายตาของชายหนุ่ม โม่สวินยืนกอดกระบี่อยู่ด้านนอก กระทั่งเกาเฟิงเหยียนออกไปจากเรือน เขาก็ไม่ได้ติดตามผู้เป็นนายไป ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่าอีกฝ่ายจงใจให้โม่สวินอยู่คุ้มครองนาง“เฮ้อ วุ่นวายจริง”นางรู้ดีว่าตัวเองจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ถึงอย่างนั้นก็อดกังวลขึ้นมาไม่ได้ นึกถึงสายตาของคุณหนูจินเมื่อครู่ เหตุใดนางจึงรู้สึกว่ามีบางเรื่องเกาเฟิง
ดวงตาดุดันถลึงมองหญิงสาว แต่นางกลับยิ้มด้วยความตื่นเต้นให้อีกฝ่าย เนื่องจากกำลังดีใจที่เก็บกุญแจดอกแรกมาได้ใบเฟิงถูกเก็บเข้าสู่นาฬิกา แสงสีม่วงหายไปแล้วพร้อมกับสัญญาณที่หายไปเช่นกัน กุญแจดอกแรกถูกเก็บกลับมาแล้ว ยังคงเหลืออีกสอง...“เย่เอ๋อร์ เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ” หวังอวี่เองก็โมโหจนหน้าเขียวคล้ำ เขารับหญิงสาวมาจากโจวเทียนอวี้ หากไม่ใช่หัวหน้ามือปราบช่วยนางเอาไว้ ป่านนี้นางคงร่วงลงไปในสระจำลองแล้ว!!!“ข้าเพียงพยายามเก็บของสำคัญ”“ของสำคัญอะไรกัน”“ก็แสงสีม่วง ใบเฟิงสีส้มนั่นอย่างไรเล่า ท่านมองไม่เห็นหรือ”“เจ้าพูดจาไร้สาระอะไร สิ่งที่ข้าเห็นคือเจ้าคว้าจับความว่างเปล่าชัดๆ” หวังอวี่ถลึงตาใส่นาง “ใบเฟิง...ที่นี่มีใบเฟิงที่ไหนกัน”เฟิงเย่ใคร่ครวญครู่หนึ่ง “หรือว่าพวกท่านมองไม่เห็น”นางนึกถึงกุญแจดอกแรกที่เปล่งสีแดง วันนั้นนางให้หวังอวี่ออกมาตามสัญญาณ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาอาจไม่รู้และมองไม่เห็น คนที่เก็บกลับมาต้องเป็นนางเท่านั้น หาไม่ก็ไร้ผล...ผู้มาฝีมือดีมากหากแต่องครักษ์คุ้มกันจวนมหาเสนาบดีเองก็มิใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน ดังนั้นประมือกันอยู่ครู่หนึ่งเจ้าบ้านก็ได้รับชัยชนะชายชุดดำหลายคนสา







