เข้าสู่ระบบ“ในนั้นมีเสื้อคลุมหิมะอีกหนึ่งตัวขอรับ เป็นเสื้อคลุมที่เหมือนกับของแม่นางผู้นี้” โม่สวินเองก็ไม่อยากจะเชื่อสายตา หากแต่เขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่แอบดูอยู่ห่างๆ ด้วยตาตนเอง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าหญิงสาวในรถม้าคือเทพธิดาหนี่ว์ซาน
เกาเฟิงเหยียนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง กระทั่งกระชับอ้อมกอดเมื่อหญิงสาวดิ้นเบาๆ คล้ายไม่สบายตัว
“เสื้อคลุมตัวนั้นเล่า”
“ข้าน้อยนำไปเกี่ยวเอาไว้ยังขอบผาเพื่อหลอกตาคนที่ยังคงตามหานางขอรับ”
“อืมทำดีมาก หากใกล้ถึงบ้านของชาวนาตรงหน้ารีบแจ้งข้า เราจะพักที่นั่นจนกว่าจะรู้ว่าอาการของนางสาหัสเพียงใด”
“ขอรับนายท่าน”
“หนีมาได้อย่างไรไกลถึงเพียงนี้ ทั้งที่รองเท้าก็ไม่ได้สวม” เขาจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่ายามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ นางเอาตัวรอดมาไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
มองดูใบหน้างดงามที่แดงก่ำด้วยพิษไข้ แต่ริมฝีปากอิ่มกลับซีดเซียวและปริแตก มือใหญ่แตะไล้ลงไปเบาๆ สัมผัสที่แม้พยายามอ่อนโยนแต่กลับส่งผลให้นางนิ่วหน้า
“เจ็บ...”
“ขอโทษ”
เขากระซิบด้วยความรู้สึกผิด ในใจอ่อนยวบด้วยความรู้สึกอันสับสน ยิ่งเห็นนางพึมพำราวหวาดกลัว หัวใจของเขาก็ยิ่งร้อนรนว้าวุ่น
...นี่เขากำลังเป็นอะไรกันแน่
ในความฝันอันเลือนรางเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น คล้ายยังคงดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด เฟิงเย่ที่นอนอยู่ในแคปซูลเดินทางซึ่งจมลงไปในพื้นหิมะ จำเป็นต้องคลานออกมาเพราะความร้อนที่แผ่ซ่านหลังจากการเสียดสีอันรุนแรง
การเดินทางที่เกิดการขัดข้อง ทำให้ออกซิเจนภายในแคปซูลเดินทางทรงกระบอกลดฮวบ
กระนั้นทันทีที่โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นหิมะ ท่อนแขนกลับถูกมือใหญ่หยาบกร้านฉุดรั้ง บุรุษหลายคนต่างส่งเสียงแสดงความเป็นเจ้าของ เสียงเข่นฆ่าเริ่มขึ้นนับจากนั้น
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง จนไม่อาจเข้าใจว่าแท้จริงแล้วรอบตัวกำลังเกิดอะไรขึ้น
ในขณะที่ร่างกายเผชิญกับความหนาวเหน็บ สิ่งที่คว้าได้มีเพียงเสื้อคลุมตัวเดียว ไร้รองเท้า ไร้ซึ่งอุปกรณ์ที่สมควรพกติดกาย ที่หลงเหลืออยู่มีเพียงนาฬิกาข้อมือ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยค้นหากุญแจในการเดินทางกลับ
เบื้องหลังการต่อสู้ยังคงดำเนินไป เฟิงเย่ตั้งสติก่อนจะออกวิ่งท่ามกลางเหตุการณ์นองเลือด บุรุษที่พานพบต่างเอื้อมมือมายังหญิงสาว
หนึ่งเอื้อมคว้า อีกหนึ่งขัดขวางด้วยคมดาบ
ดวงตาของคนเหล่านั้น ล้วนปรากฏแววกระหาย อยากได้ อยากครอบครอง ต่างคนต่างก็ขัดขวางซึ่งกันและกัน ทำให้หญิงสาวมีจังหวะหลบหนีออกมา
ความมืดมิดยามค่ำคืนหาได้น่าหวาดกลัว เท่ากับสายตากระหายของบุรุษเหล่านั้น เฟิงเย่วิ่งไปข้างหน้า แม้เหนื่อยแต่ก็ไม่ยอมหยุด กระทั่งวิ่งอยู่นานร่างเล็กก็ล้มลงไปยังใต้ต้นเหมยซึ่งถูกหิมะปกคลุม
ความเหนื่อยล้าทำให้ไม่อาจขยับ เท้าเปล่าเปลือยเจ็บชาจนไม่อาจลุกขึ้นยืน ได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาแต่ไม่อาจขยับ เมื่อฝีเท้าใกล้เข้ามาก็ทำได้เพียงหลับตานิ่ง
แต่...คนเหล่านั้นกลับวิ่งผ่านไป ราวกับมองไม่เห็นคนที่ล้มตัวลงนอนอยู่บนพื้นหิมะ
ทุกอย่างเงียบลงไปแล้วหญิงสาวจึงตะเกียกตะกายลุกขึ้น ตอนนั้นเองที่ตระหนักว่าเสื้อคลุมบนร่างเพิ่งช่วยชีวิตตนเอาไว้ แต่ยังคงไม่ใช่ทุกคนที่หลงกล มือใหญ่ข้างหนึ่งคว้าต้นแขนของหญิงสาว
เสียงหัวเราะดังลั่น…
มองดูใบหน้าราวกับเพิ่งได้รับชัยชนะของบุรุษตรงหน้า เฟิงเย่ดิ้นรนทั้งก่นด่าเทียนอวี้ เพราะดูเหมือนตั้งแต่เดินทางมาถึงดินแดนซวงเสวี่ยเชียนเหนียน ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนตามล่านางทั้งสิ้น!!!
“ฉันแซ่เยี่ย ชื่อเฟิงเย่ มีพี่ชายอยู่คนหนึ่งแซ่เดียวกันชื่อจิ่งหรัน เขาเป็นซีอีโอบริษัท...”“ผมแซ่เกา ชื่อเฟิงเหยียน มีน้องสาวต่างพ่ออยู่คนหนึ่งแต่เธอใช้แซ่หยวนของแม่ ชื่อไห่หลัน พ่อเสียไปแล้วแต่มีแม่สองคนหวังว่าคงไม่รังเกียจ แต่ผมมั่นใจว่าคุณต้องรักพวกเธอ เพราะพวกเธอใจดีมาก พวกเธอคนหนึ่งแซ่ซู คนหนึ่งแซ่หยวน หากตกลงผมจะส่งทนายมาพรุ่งนี้”“เดี๋ยว! ตกลงเรื่องอะไร แล้วส่งทนายมาทำไม”“ทรัพย์สินทั้งหมดของผมมีทนายประจำตัวเท่านั้นที่สามารถแจกแจง”ในซวงเสวี่ยเชียนเหนียนเขายกห้องเก็บสมบัติให้ ในชีวิตจริงเขาก็ยังอยากให้ทุกอย่างชัดเจน “ปีศาจเงินตราตัวน้อยๆ เราตกลงหมั้นหมายกันแล้ว คงไม่ได้คิดจะเบี้ยวหรอกจริงมั้ย” ดวงตาคมหรี่ลงในขณะที่กล่าวจบประโยคเฟิงเย่หัวเราะลั่น “ป๋ามาก ผู้สายเปย์! เกาเฟิงเหยียนคุณสอบผ่าน”สองเดือนถัดมาหลังจากการพัฒนาเกมรูปแบบใหม่ ซวงเสวี่ยเชียนเหนียนอันสมบูรณ์แบบก็วางขาย เสียงตอบรับยังคงดีเกิดคาด เพราะไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบเล่นเกม หรือคนที่ชอบอ่านนิยาย ทุกคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันสมจริงมากในเวลาเดียวกันกับที่เสียงตอบรับของสินค้าออกมาดี ข่าวดีอีกเรื่องคือการหมั้นหมายของ
“หรือว่าคุณคือตัวแทนจากบริษัทหยวนเฟิ่ง มาถึงนานแล้วหรือครับ” ที่แท้ก็คือหุ้นส่วนที่เข้ามาร่วมงานในโพรเจคของเทียนอวี้เยี่ยจิ่งหรันมองเขาสลับกับน้องสาวตัวเอง “เย่เอ๋อร์มาที่บริษัทมีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า”“มาคิดบัญชีกับเทียนอวี้ค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเบาพร้อมกันนั้นก็หลบตาเกาเฟิงเหยียน ที่แท้เขาก็รั้งเธอไว้เพียงเพื่อจะถามทาง “แต่ตอนนี้หนีไปแล้ว พี่เองก็รู้เหรอคะว่าเทียนอวี้พยายามหลบหน้าฉัน”เยี่ยจิ่งหรันถอนหายใจ “พี่ต้องทำงาน ไว้ค่อยคุยกันได้ไหม”“ไม่แน่ใจว่าจะได้คุยกันเรื่องงานหรือเปล่านะครับเพราะน้องสาวของผมเองก็หนีไปแล้ว” เกาเฟิงเหยียนพูดกลั้วหัวเราะข้างๆ “นักเขียนไม่อยู่แล้วจะคุยเรื่องงานได้ยังไงถูกมั้ยครับ”“นักเขียนหรือคะ” เฟิงเย่อุทานออกมา “หรือว่าคนเมื่อครู่คือสโนว์ไวท์”“ครับ”“เชิญด้านในดีกว่าครับ”มองดูเกาเฟิงเหยียนหมุนตัวเดินตามพี่ชายไป เฟิงเย่ได้แต่ยืนมองด้วยท่าทีลังเล ไม่ว่ามองอย่างไรเขาก็คือเกาเฟิงเหยียน แต่ข้างๆ กันนั้นพี่ชายของเธอเองก็ไม่ต่างจากหวังอวี่ความลังเลสับสนทำให้หญิงสาวไม่รู้จะเดินไปทางไหนดีใจหนึ่งอยากหันหลังแล้วตามพี่ชายกับเกาเฟิงเหยียนไป การพลัดพรากครั้งนั้น
หยางอวิ๋นอี้กำลังรำลึกความหลังกับโม่สวินผู้เป็นศิษย์น้อง เขารำพึงว่าหากวันนั้นคุ้มกันคนรักของเกาเฟิงเหยียนได้ หากเกาเฟิงเหยียนไม่สูญเสียคนรัก อีกฝ่ายก็ไม่ต้องพิษกำเริบจนสิ้นใจ กระทั่งหวังอวี่อาสานำศพกลับขึ้นหนี่ว์ซานในนิยายกล่าวถึงเพียงเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงว่าคนรักของเกาเฟิงเหยียนคือใคร ที่สำคัญเหตุการณ์ในนิยายดูเหมือนสอดคล้องกับในเกม นั่นก็คือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เฟิงเย่จากมาแล้ว ทั้งยังอธิบายโดยใช้บทพระเอกนายเอกเป็นหลักเฟิงเย่ยังไม่ยอมแพ้เข้าอินเทอร์เน็ตลองค้นหาว่าคนพูดถึงเรื่องนี้ว่ายังไง กระทั่งในที่สุดก็เห็นคอมเม้นท์ที่โจมตีเทียนอวี้--เกาเฟิงเหยียนอยู่หนายยยย----ทำไมอยู่ๆ ก็เปลี่ยนบทอ่ะ ตัวสำคัญอย่างมหาเสนาบดีทำไมหายไป----ทำไมอยู่ๆ เรื่องราวช่วงแรกๆ ก็หายไป เปลี่ยนเป็นเริ่มต้นเรื่องเพราะหยางอวิ๋นอี้แทนอ่ะ แล้วที่ปูเรื่องถึงเทพแห่งคำทำนายกับมหาเสนาบดีคืออะไร งง----แม่ทัพจ้าวของเค้าหายไป—ต่อจากนั้นคอมเม้นท์เหล่านั้นก็ไม่ได้รับการสนใจ เปลี่ยนเป็นคอมเม้นท์เกี่ยวกับพระเอกและนายเอกแทนเฟิงเย่ขมวดคิ้วครุ่นคิดแล้วพยายามโทรหาเทียนอวี้ ถึงอย่างนั้นก็ยังเหมือนเดิมคือไม
ที่สุดแพทย์ก็ลงความเห็นให้หญิงสาวกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่ทุกเดือนต้องกลับไปปรึกษาและประเมินผลมองดูห้องนอนอันว่างเปล่า หญิงสาวรับรู้ได้ว่าตัวเองคงไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิมอีกแล้ว จากมาโดยไม่ได้ร่ำลาวันนั้น ไม่รู้ว่าเกาเฟิงเหยียนเป็นอย่างไรบ้างเสียงมือถือดังขึ้นนั่นเป็นเบอร์ของเยี่ยจิ่งหรัน พี่ชายของเธอเอง “ค่ะพี่”“เสร็จหรือยัง จะให้พี่ไปรอข้างบนมั้ย?”“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันลงไปดีกว่า”วันนี้เยี่ยจิ่งหรันจะพาไปกินข้าวนอกบ้าน ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เฟิงเย่มองหาหวังอวี่ในตัวพี่ชายมาโดยตลอด และหลังจากทำเช่นนั้นในใจก็มักจะรู้สึกผิดหวังอวี่เป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้น แต่เธอกลับเอามาปะปนในความทรงจำร่วมกับพี่ชายของตัวเอง พี่ชายแท้ๆ ที่ห่วงใยเธอจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ“อยากกินอะไร”หญิงสาวนึกอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงตอบเสียงเบา “บะหมี่เนื้อตุ๋นค่ะ พี่พอจะรู้จักร้านไหนที่อร่อยๆ บ้างมั้ยคะ?”เยี่ยจิ่งหรันหัวเราะ “พี่กินออกบ่อย ร้านที่อยู่ใกล้ๆ บริษัท ตอนนี้น่าจะยังเปิดอยู่” เขามองนาฬิกาข้อมือ “เพิ่งทุ่มครึ่ง เขาน่าจะปิดสามทุ่มยังทัน”เฟิงเย่มองเสี้ยวหน้าด้านข้างของพี่ชาย เขายังคงอ่อนโยนเช่นนี้เส
“เรารู้” น้ำเสียงราบเรียบนั้นคล้ายคนที่กำลังปลงตก “เขารักเจ้า และคงไม่อาจมอบให้ให้ผู้อื่น” ฉีเฟิ่งเซียนหัวเราะเสียงขื่น “เป็นเราที่โง่งมเองที่คิดว่าเขาจะหันมามองหากสามารถกำจัดเจ้า”เฟิงเย่ชะงักเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าพูดออกมาตามตรง“เสด็จพี่บอกเจ้าแล้วกระมังว่าเราคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” กล่าวจบก็มองลงไปเบื้องล่างกำแพง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดเราพาเจ้ามาที่นี่” ร่างงามก้าวขึ้นไปยังขอบกำแพง“องค์หญิง!” เฟิงเย่ขมวดคิ้ว“ไม่ต้องตื่นเต้นไป เราไม่กระโดดลงไปหรอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้” มือน้อยลูบหน้าท้องของตนเบาๆ “เราเพียงอยากบอกเขา”ก้มลงมองยังหน้าท้องแบนราบ “ว่าบิดาที่แสนต่ำช้าของเขา ตกลงไปจากจุดนี้ก่อนสิ้นใจอย่างน่าสมเพช” ในน้ำเสียงแฝงประกายความเกลียดชังระคนเจ็บปวด“องค์หญิงลงมาเถิดเพคะ ไม่คุ้มกันหรอก”ฉีเฟิ่งเซียนเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เฟิงเย่ “เจ้าเป็นถึงเทพธิดาแห่งหนี่ว์ซาน เจ้าว่าชีวิตหลังความตายมีอยู่จริงหรือไม่ หากมีจริงคงดีไม่น้อยเลย ข้าหวังว่าในชีวิตหน้าข้าจะสามารถลืมเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นชาตินี้ ลืมสิ้นว่าข้าเคยมีใจให้เกาเฟิงเหยียน”เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทำให้หญิงสาวทั้
นางสงสัยว่านางกำนัลน้อยผู้นั้นอาจถูกข่มขู่ แม้ท่าทีหนักแน่นเมื่อขอร้องคน แต่ในดวงตากลับฉายแววหวาดกลัวระคนวิตกกังวล เกรงว่าคนสำคัญของอีกฝ่ายคงถูกนำมาข่มขู่เป็นแน่หาไม่ในเวลาเช่นนี้ผู้ใดจะกล้าเสี่ยงโดนลงโทษ เพียงเพื่อช่วยเหลือองค์หญิงที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจเอาตัวรอดไปได้เช่นนี้หงกงกงหันไปกระซิบกับนางกำนัลด้านหลัง จากนั้นตัวเขาก็เดินมากับหญิงสาว เมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของนางเขาก็ยิ้ม“ข้าน้อยไม่อาจวางใจ ก่อนหน้านี้ข้าน้อยรับปากท่านมหาเสนาบดีว่าจะส่งท่านกลับอย่างปลอดภัย ดังนั้นจึงจะไปเป็นเพื่อนท่านหญิงเข้าเฝ้าองค์หญิง เรื่องที่ท่านกำชับข้าน้อยให้คนเร่งไปดำเนินการต่อแล้ว อีกไม่นานคงรู้ผล ท่านหญิงวางใจได้”หงกงกงผู้นี้เป็นคนไม่เลวจริงๆ“หงกงกง ในที่สุดก็หาท่านพบ” หน้าตำหนักองค์หญิงเฟิ่งเซียนกงกงน้อยคนหนึ่งวิ่งปราดเข้ามา เฟิ่งเย่หัวเราะในลำคอ นางแหงนขึ้นมองซุ้มประตูตำหนักเฟิ่งอวี่ ในใจคล้ายตระหนักถึงบางอย่าง“มีอะไรพรวดพราดเข้ามาเสียมารยาทยิ่ง” หงกงกงตำหนิ“ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า”“ตอนนี้หรือ” หงกงกงเลิกคิ้ว“ขอรับ”“เช่นนั้น...” เขากังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อ
“ข้ากลัว กลัวมาก” นางยอมรับออกมาเสียงสั่น “กลัวว่าท่านจะไม่ตื่นขึ้นมา”“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องกลัว”ถึงตอนนี้ก็ยังเป็นเขาที่สามารถทำให้นางอุ่นใจและรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และยังคงเป็นเขาที่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นใดก็ยังปลอบโยนนางอย่างอ่อนโยน“เกาเฟิงเหยียน เราไปหนี่ว์ซานกันดีหรือไม่ ไปจากที่นี่เงียบ
“เหตุใดท่านมหาเสนาบดีจึงรู้เรื่องมือสังหาร” โจวเทียนอวี้สงสัย“ตอนนั้นเขาเข้ามาในงานเลี้ยงด้วยท่าทีกังวล ข้าถามเขาแล้วแต่เขาเพียงบอกว่าสังหรณ์ใจ” หวังอวี่ส่ายหน้าในใจตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์ นับจากวันที่เขาเห็นนิมิตซึ่งเกิดขึ้นกับจ้าวจวิน กระทั่งตัวเขาได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นเขาก็ไม่อ
มองดูโม่สวินตวัดกระบี่อย่างคล่องแคล่ว ปกป้องนางและอวิ๋นอี้เอาไว้เบื้องหลัง คนของจวนเสนาบดีฝ่ายพระราชวังเองก็กรูกันเข้ามาขวางเอาไว้ กระนั้นผู้มากลับฝีมือเหนือกว่ามาก“มือสังหารเหล่านี้...” อวิ๋นอี้ขมวดคิ้ว“ทำไมหรือ” นางถามเสียงแผ่ว“มีมากจนเกินไป” ชายหนุ่มส่ายหน้าพร้อมกับพยายามหลบลูกดอกที่พุ่งเข้าม
ยินยอมแต่ก็ไม่มีทางเลือก “ข้ามาเยี่ยมแต่เจ้ากลับเอาแต่ซ่อนตัวในผ้าห่ม ใช้ได้ที่ไหนกัน” กล่าวพร้อมกับนั่งลงยังข้างเตียง “ชุดก็เตรียมเอาไว้แล้ว รถม้าข้าก็นำมาด้วย หากเจ้าเปลี่ยนใจ...”“ข้าไม่ไป” นางหลับตาส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง ศีรษะปวดจนแทบระเบิด ร่างกายทุกอณูรู้สึกอ่อนล้าจนแทบขยับไม่ได้ เพียงอยากนอนนิ







