LOGINหลังจากวันนั้น ผมก็เริ่มแผนการหลบหน้าไอ้คุณชายโรคจิตนั่นอย่างจริงจัง ถึงแม้อีกฝ่ายจ
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดที่ส่องลอดผ้าม่านสีซีดเข้ามาไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของผมดีขึ้นเลยสักนิด ทันทีที่รู้สึกตัว ความเจ็บร้าวจากช่วงล่างก็แล่นผ่านขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า มันทั้งเจ็บและแสบในเวลาเดียวกันจนผมต้องข่มฟันกลั้นเสียงคราง ความเจ็บนั้นยิ่งตอกย้ำความใจร้ายของไอ้โรคจิตที่นอนอยู่ข้างกาย บนเตียงนอนที่อีกฝ่ายรังเกียจนักรังเกียจหนาไหนบอกว่าหมอนของผมมันสกปรกไง? ไหนบอกว่าถ้านอนหนุนแล้วจะสิวขึ้นไงล่ะ?ผมเหยียดยิ้มอยากหมั่นเขี้ยว มองดูคนข้างกายที่ยึดหมอนของผมไปจนเกือบหมด แถมยังนอนซุกหน้าลงกับความสกปรกที่เขาเคยด่าไว้เสียเต็มรัก ผมล่ะอยากจะถุยน้ำลายลงบนหน้าคนไร้ยางอายนี่จริง ๆ ที่นอกจากจะยึดที่นอนแล้ว ยังยึดร่างกายผมไปกระทำแบบนั้นทั้งคืนโดยไม่สนว่าจะแตกสลายเพียงใด“ไอ้คนเฮงซวย...” ผมพึมพำเสียงเบา แสบคอไปหมดเพราะผลจากการกรีดร้องเมื่อคืนก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดฝืนลุกขึ้นจากเตียง ทว่าความเสียววาบที่สะโพกก็ทำให้กลับไปนอนลงเหมือนเช่นเคย แถมเมื่อมองเห็นสภาพร่างกาย รอยแดงช้ำตามเนื้อตัว ยิ่งทำให้ผมโมโหเข้าไปใหญ่พลั่
เวลาต่อมา รถสปอร์ตหรูสีเขียวใบตองอ่อนคันนี้ก็ทำให้ผมรู้ซึ้งเลยว่านรกบนดินของจริงมันเป็นอย่างไรเมื่อได้สัมผัสผ่านการนั่ง ถุงแกงสารพัดชนิดในมือผมแทบหลุดลอยละลิ่วชิดเพดานรถ เมื่อคุณชายโรคจิตแกเหยียบมิดไมล์บึ่งรถทะยานไปตามเส้นทางอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามกระหึ่มดังสนั่นจนแก้วหูแทบเคลื่อน พี่แกขับซิ่งลืมตายอย่างกับหลุดมาจากหนังชื่อดังไม่มีผิด“เฮ้ยพี่!!! ระวัง ข้างหน้าไฟแดง!!!” ผมแหกปากลั่นรถจนเสียงหลง มือข้างหนึ่งคว้าที่จับเหนือหัวเหนียวแน่นราวกับตีนตุ๊กแก ส่วนอีกข้างก็โอบกอดกองถุงแกงเอาไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าพี่จิณณ์ดูจะบันเทิงเริงใจเหลือเกินที่เห็นผมสติหลุดโวยวายมาตลอดทาง ทั้งที่ไฟข้างหน้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงโร่เห็นอยู่ทนโท่ แต่คุณชายแกกลับนึกสนุกเร่งเครื่องส่งจนตัวผมลอยแทบไม่ติดเบาะ อาการเมาเหล้าผสมสไปรท์เมื่อครู่หายวับไปกับอากาศธาตุทันตาเห็น เหลือไว้แต่ความเสียวไส้พะอืดพะอม มวนท้องจนอยากจะอ้วกเอาแกงเจ๊หงส์พุ่งออกมาประดับคอนโซลรถหรูราคาแพงเอี๊ยดดดดด!พี่จิณณ์กระทืบเบรกเสียงดังสนั่นลั่นเอี๊ยดจนตัวผมโยนไปข้างหน้าอ
พวกเรามัวแต่ห่อแกงกันอย่างขะมักเขม้นจนไม่ทันสังเกตคนรอบข้าง จวบจนกระทั่งได้ยินเสียงของพี่ศิลาแข่งกับเสียงเพลงที่ดังระงม ผมเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง เห็นขนมผิงยืนหน้าซีด พร้อมกับแผ่นหลังกว้างของพี่ศิลาที่เพิ่งจะไล่ตะเพิดชายสองคนหนีหัวซุกหัวซุนไปผมรีบลุกจากที่นั่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาขนมผิงทันที โดยมีพี่จิณณ์หิ้วถุงแกงเดินตามมาติด ๆ“ผิง! เกิดอะไรขึ้น”“...” ขนมผิงที่ตกใจจนสติหลุดลอยไม่ได้ตอบคำถาม ยืนตัวสั่นระริกพลางมองตามหลังพี่ศิลากลายเป็นว่าเจ๊หงส์ หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของร้านที่เห็นเหตุการณ์พอดีเป็นคนเอ่ยปากอธิบายแทน“ก็ไอ้ผิงของข้าน่ะสิ มันฮอตจัด จนมีพวกบ้าเอาเหล้ามาให้แดก ดีนะที่พ่อหนุ่มเพี้ยนนั่นมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นไอ้ผิงมันได้เมาแอ๋พร้อมกับไอ้พวกนั้นไปแล้ว”“แต่มหา'ลัยไม่ให้เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามานี่ครับ ถ้าไม่ได้รับการอนุญาต” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความแปลกใจ“ก็นั่นแหละที่เป็นปัญหา พ่อหนุ่มเพี้ยนมันโกรธมากที่ไอ้สองคนนั้นมันบังคับไอ้ผิงดื่มเหล้า เลยขู่ไล่ตะเพิดอย่างที่เห็น” เจ๊หงส์พูดก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา“ไอ้เด็กพวกนี้มันไม่รู้จักกฎระเบียบเอาเสียเลย”แกบ่นทิ
เมื่อถึงห้องพักได้ไม่นานพี่จิณณ์ก็ทำตามอย่างที่พูดจริง ๆ เขามาเคาะประตูหน้าห้องพร้อมกับท็อปเปอร์หนานุ่มผืนเดิม แต่คราวนี้จัดหนักจัดเต็มด้วยใบหน้าที่มีแผ่นมาสก์หน้าแปะอยู่จนขาวโพลน เห็นเพียงแค่ลูกตาเท่านั้น“เฮ้ยพี่! จะนอนห้องผมจริงๆ เหรอครับ” ผมอ้าปากค้างมองสภาพคุณชายโรคจิตตรงหน้า ซึ่งขัดกับสภาพห้องเช่ารูหนูอย่างสิ้นเชิง“ก็จริงน่ะสิ ในเมื่อโอนเงินไปแล้วก็ต้องทำตามสัญญา อย่าคิดจะเบี้ยวเชียวนะ” พี่จิณณ์เอ่ยเสียงอู้อี้ลอดผ่านแผ่นมาสก์หน้า พลางแทรกตัวเบียดผมเข้าห้องมาอย่างถือวิสาสะเขาจัดการปูท็อปเปอร์ลงข้างเตียงตำแหน่งเดิมเหมือนคราวที่แล้ว ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องตัวเองแวบหนึ่ง แล้วเดินกลับมาพร้อมกับผ้าแพรและหมอนใบโปรด ผมยืนมองการกระทำของคนตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหว คราวก่อนที่ร่วมห้องกันมันยังเป็นตอนกลางวันแสก ๆ แต่คืนนี้มันคือค่ำคืนที่มืดมิดและบรรยากาศเป็นใจสุด ๆ ไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะเผลอละเมอหล่นจากเตียงลงไปนอนบนที่นอนนั่นอีกหรือเปล่าผมยืนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มองคนตัวสูงจัดแจงที่นอนของตัวเองอย่างประณีต ก่อนที่อีกฝ่ายจะเหลือบสายตาผ่านช่องมาสก์หน้ามาถามด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้“อ้าว..
หลังจากวันนั้น กิจวัตรประจำวันของผมกับคุณชายโรคจิตก็กลายเป็นภาพชินตาของชาวหอพักไปเสียแล้ว ทุกบ่ายพี่จิณณ์จะมายืนพิงผนังไม้หน้าห้องเพื่อรอผมพาไปเลี้ยงข้าวร้านป้าชื่น จากที่เคยบ่นเรื่องมาตรฐานความสะอาดในตอนแรก ตอนนี้เขากลายเป็นขาประจำที่เริ่มสนุกกับการลองเมนูใหม่ ๆ โดยมีเชฟป้าชื่นรังสรรค์เมนูเด็ดให้ไม่ซ้ำวันทว่าวันนี้กลับต่างออกไปเล็กน้อย เพราะเป็นวันชี้ชะตาที่พวกเราเหล่ารุ่นน้องต้องฝึกความอดทนและประกาศศักดาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับรุ่นพี่ได้รับรู้ ผมจึงต้องรีบกินข้าวเที่ยงตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปสแตนด์บายเข้าแถว ก่อนจะตรงปรี่ไปยังหน้าคณะนิติศาสตร์ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุจนพื้นซีเมนต์มีไอร้อนลอยขึ้นมาให้เห็น ผมยืนปักหลักอยู่กลางลานกิจกรรมพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นนับร้อย เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของรุ่นพี่ดังระงมไปทั่วบริเวณ เหงื่อไคลไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตนักศึกษาจนเปียกโชกไปทั้งแผ่นหลัง“อดทนไว้พวกเรา! อีกนิดเดียว!” หัวหน้าชั้นเรียนตะโกนปลุกใจพวกเรา ทั้งที่ตัวเองก็เริ่มหน้าซีดเต็มทนผมพยักหน้าตามเสียงปลุกใจของเพื่อน แต่สิ่งที่ทำให้ผมพะว้าพะวังยิ่งกว่าแสงแดดที่แผดเผา คือร่างสูงที่นั่งหลบม
อิสระของผมปลิวหายไปกับข้อตกลงนั้นเป็นที่เรียบร้อย ไม่อยากจะเชื่อ ว่าการตอบตกลงเพียงครั้งเดียวจะทำให้ชีวิตผมวุ่นวายได้ถึงขนาดนี้ ผมยืนฉุดกระชากบานประตูไม้เก่า ๆ สู้แรงกับคนหน้าหนาจนเหนื่อยหอบ เสียงไม้เสียดสีกับวงกบดังเอี๊ยดอ๊าดจนมันแทบจะร้องขอชีวิต“เฮ้ย ปล่อยนะ! ผมจะปิดประตู!” ผมโวยวายพลางออกแรงดันเต็มเหนี่ยว“ไม่…นายต้องให้ฉันเข้าไปข้างในนั้นด้วย” พี่จิณณ์พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น ก่อนจะชี้นิ้วเข้ามาในห้องผมหน้าตาเฉย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องเขม็งราวกับกำลังประเมินห้องที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ“แต่ห้องพี่อยู่ตรงโน้น ไม่ใช่เหรอครับ!” ผมพยายามใช้มือดันอกแกร่งที่แข็งราวกับกำแพงนั่นไว้“แล้วไง? นายตกลงว่าจะนอนกับฉันแล้วนะ วันนี้ฉันจะนอนที่นี่”“ไม่ได้ครับ! ผมจะนอนพักผ่อน แถมบ่ายสามยังต้องตื่นไปรับน้องอีก!” ผมแหวใส่เสียงแข็ง พยายามยื้อประตูให้ปิดลง“ก็ตามใจ ถ้านายไม่ให้เข้าไป ฉันจะยืนขวางประตูอยู่แบบนี้แหละ”ให้ตายเถอะ หมอนี่มันตื้อตัวพ่อจริง ๆ ผมหมดความอดทนเลยตัดสินใจใช้ไม้ตายที่คิดว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางทำได้ ผมปล่อยมือจากประตูข้างหนึ่งแล้วแบมือออกไปอย่างหน้าไม่อาย“ไม่เหรอ! ถ้าอยากจะนอนที่นี







