Mag-log inกู่ซิงอีถูกสหายคนสนิทขอร้องให้ช่วยยกเลิกงานหมั้นให้ งานนี้เขาจึงต้องออกหน้าเอง ทุกอย่างดูเข้าร่องเข้ารอยแผนของเขาก็ค่อนข้างเข้าท่า แต่ไหงกลายเป็นตนที่คล้ายจะเป็นเจ้าสาวเสียเอง!
view moreณัชชา พัฒนโชติวรกุล เธอมีชื่อเล่นว่า นัฐ และเพื่อน ๆ ของเธอก็เรียกว่า ‘นัตตี้’ เธอแต่งงานเมื่อปีที่แล้วด้วยอายุเพียง 24 สามีของเธอคือเจนภพ พัฒนโชติวรกุล เขาทำงานอยู่ในรั้วมหาลัย สอนภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเจนภพมีอายุมากว่าภรรยาถึงสองรอบ ซึ่งตอนนี้เจนภพอายุ 48 ปี
ณัชชา เธอทำงานเป็นเลขาฯ และเพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัทผลิตยางรถยนต์แห่งนี้ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก ณัชชาเธอเป็นสาวสวยและมีบุคลิกดี คล่องแคล่ว ว่องไว ความจำที่ดี มีความสามารถใช้อุปกรณ์สำนักงานได้อย่างชำนาญและสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีในระดับหนึ่ง ภาษาอังกฤษที่เธอคล่องและเก่งนั้นก็เป็นเพราะเธอมีความฝันว่าอยากจะไปเที่ยวรอบโลกสักครั้งหนึ่งในชีวิต
บริษัทแห่งนี้ชุดแต่งกายของเลขาฯ ตามรูปแบบบริษัทที่กำหนดให้ใส่อาจจะดูสั้นและโป๊ไปสักนิดหน่อย แต่ก็เพื่อความสวยงามเป็นหน้าเป็นตาของบริษัท เวลาที่เธอต้องออกงานหรือไปประชุมสัมมนาที่ไหน ณัชชาต้องคอยติดตามเจ้านายของเธอเสมอเหมือนเงาตามตัว
และเธอก็สังเกตว่าเจ้านายเธอนั้นอาจจะเป็นสายหื่น ตอนแรกณัชชาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เห็นท่านประธานหยอดคนนี้ทีคนนั้นที แต่หลังๆ มาเล่นหนักที่เธอคนเดียว ซึ่งทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้สนใจไม่ตอบโต้ ไม่สนิทสนม ไม่พูดเล่น ไม่สนทนาเรื่องอื่นเลย นอกจากงาน งาน แล้วก็งาน แต่เหมือนท่านประธาน เขามโนไปเรื่อย ๆ ด้วยความคิดของเขาเอง ถึงขั้นที่โทรมาหาณัชชาตอนดึกๆ พูดพร่ำเพ้อพรรณนาว่า เขาสามารถดูแลเธอได้ให้สบายทั้งชีวิต ไม่ต้องกลัวว่า ภรรยาของเขาหรือคนอื่นจะว่าให้ ไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้น ‘คนอื่นไม่กลัว กลัวแกนั่นแหละ’
มันทำให้ณัชชารู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตในที่ทำงานเป็นอย่างมาก ไม่รุ้จะทำยังไงแล้ว ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองก็มีเมียมีลูกอยู่แล้ว ต่อหน้าพนักงานคนอื่น ๆ เจ้านายเธอก็จะวางตัวเฉย ๆ พอลับหลังเข้าก็ป้อจนณัชชาอึดอัด
“ณัชชา กลางวันนี้ไปทานข้าวกับผมนะ”
“เออ คือว่า”
“ผมมีเรื่องงานจะปรึกษาคุณสักหน่อย”
“ค่ะ” เธอตอบด้วยมารยาท ก็เขาบอกเรื่องงาน จะให้ปฏิเสธยังไงกันล่ะ เธอได้แต่คอยระวังตัวเวลาไปไหนมาไหนกับเขาสองต่อสอง
เรื่องนี้ณัชชายังไม่ได้ปรึกษาใครเลย แม้แต่สามีของเธอเองณัชชาก็ยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง เพราะทุกครั้งเจนภพหอบงานกลับมาทำที่บ้านกว่าจะได้นอนบางครั้งก็เที่ยงคืน ซึ่งบางทีเธอก็หลับไปแล้ว
ในที่ทำงานเธอก็ยังไม่สนิทกับใครเลย บางครั้งเจ้านายก็ชวนเธอออกไปนั่งดื่ม ไปซื้อของใช้ ซึ่งไม่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเลขาฯ สักเท่าไหร่ แต่ก็อย่างว่า งานสมัยนี้มันหายาก และเงินเดือนเธอก็ได้ตั้ง 45,000 บาท ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ที่ทำงานเดิมเมื่อก่อนเธอได้แค่เพียง 35000 บาท ซึ่งที่นี่ถือว่าให้มากกว่า อย่างน้อยก็ทำให้ณัชชามีเงินเหลือเก็บบ้าง
ณัชชาแต่งงานมาได้หนึ่งปีกว่า ๆ ชีวิตครอบครัวก็ถือว่าราบรื่นดี สามีเธออายุมากว่าถึง 24 ปี พอชีวิตคู่ผ่านไปได้หนึ่งปีก็ห่างเหินเรื่องบนเตียงไปบ้างเป็นธรรมดา เพราะสามีของเธอมีปัญหาคือไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวได้เพียงในเวลาสั้น ๆ ทำให้ณัชชาประสบปัญหาเรื่องความสุขในอารมณ์เวลาที่เธอกับเขาร่วมรัก
บ่อยครั้งเวลาที่มีอะไรกันเจนภพจะอ่อนกลางทางทำให้ ณัชชาค้างเติ่ง บางทีเธอก็ต้องแอบไปช่วยตัวเองในห้องน้ำ บางครั้งที่ทั้งสองกำลังเล้าโลมกันจนต่างคนต่างขึ้น แต่พอจะเข้าด้ายเข้าเข็มสามีเธอกลับไม่แข็งตัวขึ้นมาดื้อ ๆ แรก ๆ ตอนแต่งงานใหม่ ๆ ก็ไม่ได้เป็นบ่อยมากนัก แต่หลังๆ เจนภพเป็นเอามาก ณัฐชาเริ่มคิดเริ่มน้อยใจว่าแบบนี้คือการไม่มีอารมณ์ร่วม หรือว่าสามีเธอหมดใจกับเธอกันแน่ บางครั้งเธอก็คิดไปไกล ‘หรือว่าเขาจะมีคนอื่น’ แต่อีกใจหนึ่งเธอก็อดเป็นห่วงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของสามี เพราะเกือบทุกครั้งที่เจนภพถึงจุดสุดยอดเขาจะหายใจแรง เหมือนคนจะเป็นลม
ถ้าเจนภพไม่มีข้อเสียเรื่องนี้ เขาจะเป็นผู้ชายที่เฟอเฟกต์เอามาก ๆ เพราะเขามีบุคลิกภาพดี เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ณัชชาพยายามหาข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพื่อนของณัชชาจึงที่ชื่ออรวรรณหรือที่เธอเรียกว่า ‘ยัยอร’ คือเพื่อนสนิทที่ณัชชาสามารถปรึกษาเธอได้ทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องนี้ด้วย มีเรื่องเดียวที่ณัชชายังไม่กล้าปรึกษาเพื่อนคือเรื่องเจ้านายชีกอของเธอ
ค่ำคืนวันนี้ไร้ดวงจันทร์คอยส่องแสงอย่างเคย ทางเบื้องหน้ามืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นทางเดิน แต่กู่ซิงอีกลับไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะยามนี้เขาได้ขี่อยู่บนหลังผู้อื่น ลำตัวแนบชิดกับคนที่กำลังเดินอยู่จนไร้ช่องว่างระหว่างกาย รับรู้ได้ถึงแผ่นหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ทำให้รู้ว่ายังมีใครอีกคนอยู่กับตนเสมอ กู่ซิงอีกระชับอ้อมแขนที่เกี่ยวคอคนออกแรงอยู่เพิ่มขึ้นอีกนิด “อีกนานหรือไม่” เขาเอ่ยถามออกไปเพราะรู้สึกว่าตนถูกแบกมาไกลมากแล้ว กระนั้นว่านฟู่เฉิงก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเดิน “เสี่ยวอี เหนื่อยแล้วหรือ” ว่านฟู่เฉิงเดินช้าลงและย่ำเท้าด้วยความเบา ด้วยเกรงว่าตนอาจจะเดินเร็วไปจนตัวสะเทือนทำให้คนที่อยู่บนหลังรู้สึกไม่สบายตัว “ข้าจะเหนื่อยได้อย่างไร ท่านเป็นคนแบกข้าอยู่นะ” กู่ซิงอีซบคางลงที่ไหล่ของว่านฟู่เฉิง ใจจริงแล้วเขาอยากให้เวลาหยุดอยู่เช่นนี้ตลอดไปเลยต่างหาก ถึงได้กำลังกลัวว่าจุดหมายปลายทางจะมาถึงเร็วเกินไป กระนั้นก็ยังอดห่วงว่าว่านฟู่เฉิงจะหนักอยู่ดีเลยไม่ได้บอกความในใจออกไป กู่ซิงอีเพิ่งได้รู้ว่าเมื่อก่อนตอนที่ว่านฟู่เฉิงถูกเขาแบกขึ้นบนหลังเดินไ
หลี่เซียวที่กำลังเดินอยู่ในจวนก็พบกับคุณชายของตนกำลังเดินมาหาด้วยท่าทางเร่งรีบ เขาไม่ได้เดินไปหาอย่างที่ควรจะเป็น กลับรอคุณชายเดินเข้ามาหาตนที่หยุดรออยู่ก่อนแล้วแทน พลางคิดในใจว่า เอาอีกแล้ว ! “เห็นเสี่ยวอีของข้าหรือไม่” นั่นไง จะมีสิ่งใดที่เขาเดาผิดไปจากท่าทางเร่งรีบของคุณชายได้อีก ! “เมื่อครู่พอคุณชายกู่เตรียมรากบัวต้มน้ำตาลอยู่ในครัวเสร็จแล้วคิดจะถือนำไปให้คุณชายด้วยตัวเอง แต่ไม่ทันระวังเผลอสะดุดจนของในมือหกรดตัวเอง ตอนนี้น่าจะกำลังไปเปลี่ยนชุดขอรับ” “สะดุดหรือ ! แล้วเสี่ยวอีบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” ว่านฟู่เฉิงพูดค่อนข้างเร็วอย่างหาได้อยาก แทบจะยืนไม่ติดที่อยู่แล้ว ตอนนี้ร่างกายอยู่ตรงนี้แต่หัวใจกลับลอยไปไกลแล้ว “ไม่เป็นอะไรมากขอรับ คุณชายกู่ทรงตัวได้ทันจึงไม่ได้ล้มพับไปกับพื้น แถมรากบัวก็มิได้ร้อนมากและก็เพียงเปื้อนโดนปลายอาภรณ์เล็กน้อยเท่านั้น” สิ่งที่หลี่เซียวไม่ได้กล่าวจนหมดก็คือกู่ซิงอีนั้นร้อนรนขนาดไหนหลังจากทำขนมหกใส่ตัวเอง เอ่ยปากบ่นอยู่หลายประโยคว่าชุดนั้นคุณชายเป็นคนเลือกให้ตนเองกับมือแถมยังแพงมากด้วย ครั้นบ่นเสร็จก็รีบจาก
ด้วยเพราะรู้ว่ากู่ซิงอีหลับลึกขนาดไหน ว่านฟู่เฉิงจึงใช้เรื่องนี้ในการแอบเอาเปรียบกู่ซิงอีอยู่บ่อยครั้ง อย่างเช่นเมื่อคืนที่เขาตื่นมากลางดึกและพบว่ามีใครแอบขยับมาซุกกายแนบชิดตนอยู่ แบบนั้นมีหรือจะอดใจไหว เผลอกัดกู่ซิงอีไปหลายทีจนกระทั่งอีกฝ่ายส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอเหมือนจะรู้สึกตัวเขาถึงได้แสร้งหลับลงไปตามเดิม แต่กลับไม่ได้ปล่อยคนในอ้อมกอดให้เป็นอิสระ เมื่อก่อนจะแอบทำทีไรต้องหักห้ามใจตลอด แต่บัดนี้ทั้งคู่ตบแต่งกันแล้ว เขาขอเชยชมสักนิดก็คงไม่เป็นไรกระมัง แต่อาจเพราะเผลอตัวมากไป กลับกระทำการไม่แนบเนียน โดนจับได้ตั้งแต่อีกฝ่ายลืมตาตื่นขึ้นมา “คุณชายว่าน เมื่อคืนทำอะไรแปลก ๆ หรือไม่” ว่านฟู่เฉิงหันมองคนที่ลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง เพราะกู่ซิงอีขี้ร้อนเป็นทุนเดิมเวลาสวมเสื้อผ้านอนมักจะมัดหลวม ๆ พอตื่นนอนมาทีไรเสื้อผ้าที่มัดไม่แน่นก็จะหลุดลุ่ยอย่างเช่นตอนนี้ อาภรณ์ที่เปิดกว้างเผยให้เห็นแผ่นอกขาวเนียนบางส่วนที่มีรอยช้ำจาง ๆ ผมดำเงาชี้ฟูเล็กน้อย ดวงตาก็หรี่เล็กลงยังไม่ทันลืมตาได้เต็มที่ แต่กลับถามเหมือนรู้บางอย่างเช่นนี้ เล่นเอาคนที่กำลังยกน้ำชาไปให้รู้สึกร
รุ่งอรุณก่อนวันงานเทศกาลฉีเฉียว “เสี่ยวอี เจ้ากำลังจะไปที่ใด” ว่านฟู่เฉิงเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาและกำลังลุกขึ้นนั่งก็ทันได้เห็นกู่ซิงอีที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จเข้าพอดี แถมดูท่าทางรีบร้อนเหมือนจะออกไปจากห้อง เมื่อถามเสร็จเขาก็เบนสายตามองดูท้องฟ้าข้างนอกหน้าต่าง ฟ้ายังไม่ทันสว่างเท่าไรนักน่าจะเลยยามเฉิน[1]มาเพียงไม่นาน ([1] ยามเฉิน คือ 07.00 – 08.59 น. ) แน่นอนว่าปกติทั้งสองคนต่างพากันตื่นเช้ากว่านี้นัก แต่เมื่อวานคุยกันแล้วว่าจะหยุดทำงานสามวัน เหตุใดกู่ซิงอีถึงลุกมาแต่งตัวคล้ายจะไปทำงานอีก ต่อให้ปกติพวกเขาจะสลับทำงานที่จวนและที่ร้านว่าน และวันนี้คือวันที่ต้องทำงานที่จวน ทว่าว่านฟู่เฉิงอยากให้ดูไม่มีความน่าสงสัยจึงเปลี่ยนเป็นหยุดงานทั้งหมดแทน คำกล่าวเช่นนั้นก็รวมถึงงานที่จวนก็ไม่ต้องทำมิใช่หรือ หยุดก็คือหยุด ไหนเลยกลับคาดไม่ถึงว่ากู่ซิงอีจะไม่เข้าใจสิ่งที่หมายถึงให้หยุดอยู่จวนจริง ๆ ครั้นพอได้เห็นอีกฝ่ายแต่งตัวก็คิดว่าจะออกไปที่ห้องทำงาน “ไปร้านขนมไฉ่ที่ข้าชอบอย่างไรเล่า นานครั้งเราถึงจะว่างในช่วงเช้าแบบนี้ รอบนี้ก็ไม่ต้องวานให้คนอื่นไปต่อแถวแทน ได้
“ขอรับ !” หลี่เซียวรีบร้อนรับคำก่อนจากไป ฉีหย่าหันมองซ้ายขวาด้วยความตกใจ นางจะถูกปฏิบัติอย่างนี้จริง ๆ หรือ นางไม่งดงามหรือไรทำไมคุณชายว่านถึงไม่คิดจะสนใจหรือเมตตานางสักนิด แม้จะต้องยอมรับว่าสองคนตรงหน้านางรูปงามไร้ที่ติ แต่นางไม่คิดว่าตนเองจะด้อยค่าถึงเพียงนี้ ! จังหวะนั้น
แล้วนางไหนเลยจะคาดเดาอนาคตได้ ตนย้ายไปอยู่ตระกูลเซี่ยเพียงไม่นานยังไม่มีโอกาสได้มาพบคุณชายว่านเลยสักครั้ง คุณชายผู้นี้ก็ตบแต่งภรรยาเสียแล้ว แต่นางยินยอม ยินยอมเป็นเพียงอนุภรรยาคนหนึ่งของเขาก็ได้ การค้าของตระกูลว่านเติบโตในชั่วข้ามคืนแค่ไหน ใครในเมืองจางไม่รู้บ้างเล่า ดังนั้นทุกวันน
ก่อนที่คิมหันตฤดู[1]จะมาเยือน ช่วงเช้าตรู่ในวันหนึ่งกู่ซิงอีก็รู้สึกเหมือนตัวเบาหวิวราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ ([1] คิมหันตฤดู คือ ฤดูร้อน) “อื้ม...” เขาส่งเสียงอื้ออึงในลำคอออกมาเพราะรู้สึกว่าความเบาสบายที่โอบล้อมตัวเขาอยู่กำลังสั่นไหวเล็กน้อย ในตอนนั้นริมฝีปากอุ่นชื้นก็ประทับลงบนหน้าผาก
สตรีผู้นี้ต่อให้ไม่รู้ที่มาที่ไปแน่ชัดก็เพียงแค่รู้สึกว่าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับนางมากพอแล้ว แต่พอนางเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาก็คล้ายว่าเก่งกาจจนสามารถมองเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จากเดิมที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยตอนนี้ยิ่งจำเป็นต้องควรถอยห่างให้ไกลที่สุดแทน ทว่าคนในใจของเขากลับคิดต่างออกไ