Mag-log in“พี่หมอก ตอนนี้หมอกโตมากแล้วนะลูก คำว่าช้างเท้าหน้าคืออะไร รู้ใช่ไหม”
“ทราบครับคุณแม่” “ช้างเท้าหน้าไม่ใช่แค่เป็นผู้นำอย่างเดียว แต่คือการเป็นผู้นำที่ดี ให้ผู้ตามไปในทางที่ถูกที่ควร ช้างเท้าหลังเหมือนกัน ถ้าช้างเท้าหน้าไปในทางที่ผิด เราก็ควรเรียกสติให้กลับมา เดินในทางที่เราสองคนควรจะเดินไปพร้อม ๆ กัน เข้าใจใช่ไหม หมอก แก้วใจ” สิ้นคำพูดของพ่อหมอก น้ำตาของคนรอบข้างก็เอ่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ครับคุณพ่อ ผมจะดูแลน้องให้ดี อย่างที่คุณพ่อดูแลคุณแม่มาตลอด” หมอกก้มกราบเท้าผู้เป็นพ่อและแม่ พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นสามีที่ดีและเป็นผู้นำที่ดีของครอบครัว “แก้วใจ ถ้าลูกมีอะไรไม่สบายใจ ให้บอกพี่เขานะลูก อย่าเก็บไว้คนเดียว อย่าคิดเองเออเอง อย่าตีตนไปก่อนไข้ เข้าใจที่แม่พูดใช่ไหม” “ครับ” พ่อของแก้วใจหันมามองหมอกด้วยสีหน้าจริงจัง “หมอก อาฝากแก้วใจด้วยนะ แก้วใจเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของอา ถ้าวันหนึ่งหมอกทนไม่ไหว หรือไปต่อไม่ได้ หรือหมดรักน้องแล้ว ขอแค่ให้หมอกเอาน้องมาส่งอานะ อย่าไปทำร้ายร่างกายกัน เข้าไหม แค่เดินมาส่งน้องก็พอ” “ครับ ผมสัญญา” เมื่อผู้ใหญ่กล่าวจบ ทั้งหมอกและแก้วใจก็ก้มลงกราบเท้าทุกคน ไม่นานผู้ใหญ่ทั้งหมดก็ทยอยออกจากห้องไป เหลือเพียงเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ยืนอยู่ด้วยกันตามลำพัง แก้วใจกลืนน้ำลาย ก่อนหันไปมองหมอกที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสบายๆ “พี่หมอกครับ” “ว่าไง” “พี่ไปไหนต่อไหม” “คืนนี้พี่มีเข้าเวรเที่ยงคืน” หมอกตอบตามตรง เพราะช่วงนี้งานที่โรงพยาบาลค่อนข้างเยอะ “ผมก็มีงานรับน้อง ต้องไปช่วยเพื่อน ๆ ทำป้ายครับ ปีนี้หลายคณะมาร่วมกัน วุ่นวายน่าดู” แก้วใจรีบจัดการตัวเอง เพราะวันนี้เขาหนีงานที่มหาวิทยาลัยมาโดยไม่ได้บอกเพื่อน ๆ “ให้พี่ไปส่งไหม” “ผมขับรถไปเองดีกว่า เร็วดี” “โอเค แต่อย่าขับเร็วนะ แล้วจะเอาคันไหนไป” “บิ๊กไบค์ครับ ง่ายดี” “อย่าขับเร็ว” “ครับบบบบ” แก้วใจกำลังจะออกจากห้อง แต่จู่ ๆ กลับถูกหมอกดึงแขนเอาไว้จนเสียหลัก ร่างของเขาเซเข้าไปหาอีกฝ่ายโดยไม่ทันตั้งตัว ริมฝีปากของทั้งคู่แตะกันโดยบังเอิญ แก้วใจนิ่งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อหมอกผละออก เขายังคงมองใบหน้าคนตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง “โกรธพี่ไหม” “อ...ไม่ครับ” แก้วใจหลบสายตา ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย นี่เป็นจูบแรกของเขา และคนที่มอบมันให้กลับเป็นสามีของเขาเอง หมอกมองอาการนั้น ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “ก็ดี เพราะต่อไปนี้มันจะมากกว่านี้ รู้ใช่ไหม” แก้วใจชะงัก ก่อนก้มหน้าลง “แต่วันนี้ผมยังไม่พร้อม พี่ก็ยังไม่พร้อมใช่ไหมครับ” “อืม พี่ไม่ได้เตรียมของมาวันนี้ ขอโทษนะ” “เอ่อ...ไม่เป็นไรเลยครับ ผมก็ไม่ได้เตรียมตัว งั้นวันนี้ขอตัวไปก่อนนะครับ” แก้วใจพูดจบก็รีบออกจากห้องทันทีเขารู้ดีว่าสิ่งที่หมอกพูดหมายถึงอะไรเพียงแค่คิดถึงเรื่องนั้น ใบหน้าก็ร้อนขึ้นมาอีกครั้ง “ไม่ได้ แก้วใจไม่ได้...ต้องตั้งสติ ตอนนี้มึงต้องตั้งสติ ขับรถไปมหาวิทยาลัย” เขาพยายามเรียกสติตัวเอง ก่อนคว้ากระเป๋าแล้วออกจากบ้าน ──────── มหาวิทยาลัย คณะสถาปัตย์ ──────── เวลา 21.00 น. หน้าตึกคณะสถาปัตย์เต็มไปด้วยนักศึกษาที่เดินสวนกันไปมา ต่างคนต่างเร่งรีบทำหน้าที่ของตัวเอง “นั่นไง มันมาแล้ว! มึงหายหัวไปไหนมาคะ!” เพื่อนในคณะที่เห็นแก้วใจวิ่งเข้ามาพร้อมถุงอาหารเต็มสองมือ รีบเดินเข้าไปรับของทันที “อ่อ พอดีที่บ้านเรียกตัวด่วนอะมึง เสร็จธุระปุ๊บก็มาปั๊บ เห็นไหม ใครหนีงาน ไม่มี๊!” แก้วใจรีบแก้ตัว ก่อนที่เพื่อนจะสงสัยมากไปกว่านี้ “ค่ะ ให้มันจริง ถ้าจับได้ว่ามึงตอแหล กูจะประจานมึงทั้งเพจ ทั้งในมหาลัย ทั้งคณะ ว่ามึงหนีงาน ทิ้งเพื่อน ไม่มีความรับผิดชอบ” “อ่า รู้แล้ว ทราบแล้วครับ คุณต้นกล้า กระผม แก้วใจ ยินดีรับคำสั่งว่า คุณมึงจะให้ทำอะไร” “อีเวร ปากดีนะมึง” ต้นกล้า โอเมก้าหนุ่มผิวสีน้ำผึ้ง แกล้งบ่นใส่แก้วใจที่เป็นเบต้า หน้าตานุ่มนิ่ม แก้มยุ้ยน่าแกล้ง ถึงต้นกล้าจะไม่รู้ว่าแก้วใจหายไปไหน แต่คงเป็นธุระสำคัญที่บ้านจริง ๆ เขาจึงไม่ได้ซักถามต่อ “อ้าว น่านฟ้าไปไหนวะ” “กูบอกให้ไปหาอะไรมากิน แต่ไปตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นมา” “ขับรถมาไม่เห็นมันนะ” “หรือมันทิ้งกูไปหาผู้ชาย” “นั่นมึงค่ะ ไม่ใช่มัน” “แรงส์มาก” เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะไม่นานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ไหน ใครว่าอะไรกู” ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน น่านฟ้าเดินเข้ามาพร้อมถุงขนมใบใหญ่ ก่อนวางลงบนโต๊ะ โอเมก้าหนุ่มผิวขาวอมชมพูส่งยิ้มให้เพื่อน ๆ อย่างอารมณ์ดีแต่ไม่มีใครรู้เลยว่า... ค่ำคืนธรรมดาของนักศึกษากลุ่มนี้ กำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบางอย่างและชีวิตแต่งงานของแก้วใจเอง...ก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น"ส้มหวาน ๆ ครับ! ลองชิมก่อนได้ครับ!"เสียงของเสือดังลั่นตลาด แต่ผ่านไปสิบนาที... ไม่มีใครเดินเข้ามาเลยต้นกล้าที่ยืนขายชาอยู่ข้าง ๆ ถึงกับกลั้นขำจนไหล่สั่น เสือหันมอง"หัวเราะอะไร""มึงขายเหมือนเชียร์มวย""แล้วต้องขายยังไง"ต้นกล้าหยิบส้มขึ้นมาลูกหนึ่ง ยิ้มให้คุณยายที่เดินผ่านมา"ยายคำครับ วันนี้เอาส้มไปฝากหลานก่อ"ยายคำยิ้มกว้าง "เอาสองกิโลเลยจ้า"เสืออ้าปากค้าง "เดี๋ยว! เมื่อกี้กูตะโกนจนคอแห้ง ไม่มีใครซื้อ!"ต้นกล้ายักไหล่ "เขาซื้อเพราะรู้จักกู ไม่ใช่เพราะเสียงกู"เสือถอนหายใจ "แพ้อีกแล้ว"ต้นกล้าหัวเราะ "ยอมรับด้วยสิ คนขายของไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือความไว้ใจ""พี่ต้น!"เด็กผู้หญิงตัวเล็กวิ่งเข้ามากอดต้นกล้า"วันนี้มีขนมไหม"ต้นกล้าย่อตัวลงลูบหัวเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน "มีสิครับคนเก่ง"เขาหยิบลูกอมจากกระเป๋าเสื้อออกมาแจกเด็ก ๆ ทีละคน ไม่นานก็มีเด็กอีกหลายคนวิ่งเข้ามาล้อม ดวงตาแสนใสของพวกเขาเปล่งประกายแห่งความสุขเสือยืนมองภาพนั้นเงียบ ๆ หัวใจบีบตัวบางอย่าง"มึง... รักเด็กเหรอ"ต้นกล้าหันมายิ้ม "อือ เด็กบนดอยน่าสงสาร บางคนกว่าจะได้ลงไปเรียน ต้องเดินหลายกิโลทั้งขึ้นเขาลงหุบเขา"เสือมองเด็ก
เช้าวันรุ่งขึ้น... แสงแดดเพิ่งจะเริ่มลอดผ่านยอดไม้ เสียงนกกรงหัวจุกดังแว่วมาแต่ไกล แต่เสียงตะโกนเรียกชื่อของเขาดังก้องก่อนเสมอ "เสือ!" เสียงต้นกล้าดังลั่นจากหน้าประตูห้อง "ตื่นได้แล้ว!" เสือพลิกตัวเอาหมอนปิดหูแน่น "อีกห้านาที... แค่ห้านาทีเอง" "สามนาที" เสียงตอบกลับมาทันที ไม่มีทางให้ต่อรอง "ห้านาที!" เสือต่อรองเสียงอู้อี้ใต้หมอน "สองนาที นับหนึ่งถึงสองนะ" เสือถอนหายใจยาวเฮือก ก่อนผลักผ้าห่มลุกจากเตียงทั้งที่ดวงตายังงัวเงีย ปลายเท้าจิ้มพื้นไม้เย็นเฉียบ เขาถูตาข้างหนึ่งพลางบ่นพึมพำ "กูไม่เข้าใจจริง ๆ... มึงจะรีบไปไหนทุกวัน ตะวันยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำ" ต้นกล้ายืนกอดอกอยู่หน้าประตู หน้าตาตื่นตัวเรียบร้อยราวกับตื่นมาสามชั่วโมงแล้ว "วันนี้วันตลาดนัดกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านจะลงมาจากขอบดอยขายของ มึงต้องไปช่วยกู" เสือชี้หน้าตัวเองด้วยนิ้วโป้ง ดวงตากลมโต "ดาราดังอย่างกู... ให้ไปยืนขายผักกับชาวบ้านเนี่ยนะ?" ต้นกล้าพยักหน้าหน้าตาเฉย "ใช่ ใครจะรู้จักมึงที่นี่นา มาแต่ตัวเปล่า ไม่มีเงินใช้จ่าย ถ้าอยากกินข้าวก็ต้องทำง
คนธรรมดา... ทำแบบนั้นไม่ได้ เย็นวันเดียวกัน... ข่าวเรื่องต้นกล้าช่วยเด็กจากควายแตกตื่น แพร่ไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว คนพากันยืนรวมกลุ่มคุยกันที่ศาลากลางหมู่บ้าน เสียงพูดดังแว่วมาถึงหูเสือที่กำลังยกกระสอบอาหารสัตว์ผ่านไป "ต้นนี่เก่งเหมือนพ่อมันไม่มีผิด" ผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งพูดพลางส่ายหน้าชื่นชม "ตั้งแต่เด็กก็ไวอย่างกับลิง" อีกคนเสริม "แต่พ่อมันหายไปตั้งห้าปีแล้วนะ... ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน รบกวนใจลูกมาตลอด" เสือถึงกับชะงัก ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พ่อมึงหายไป? เขาเพิ่งรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรก หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความสงสัยและความเป็นห่วง "เฮ้ย!" เสียงต้นกล้าดังขึ้นใกล้ ๆ "มัวยืนเหม่ออะไร ไกล่เกลี่ยแดดลับยอดดอยแล้วนะ" เสือรีบกระตุกตื่น ยกกระสอบกลับขึ้นบ่า "อ่ะ... กำลังไป" ต้นกล้าหรี่ตามมองด้วยสายตาสงสัย "ยกไหวแน่นะ ไม่ต้องฝืนนะเว้ย" "มึงดูถูกกูเหรอ?" เสือยกหน้าตอบกลับทันที "ก็..." ต้นกล้ามองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาตรวจสอบ "เมื่อเช้าแพ้มดก็บ่นยุบยิบ เมื่อบ่ายเก็บชาก็คร่ำครว
หลังกลับจากไร่ชา... เสือถึงกับทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นลำไย ไหล่กว้างแอ่นลงตามแรงเหนื่อย หายใจออกยาวราวกับแบกภูเขามาทั้งลูก "โอ๊ย..." เขาครางเบา ขยับนิ้วมือที่เริ่มปวดเมื่อย "แค่เก็บชาทำไมเหนื่อยขนาดนี้" ต้นกล้าที่กำลังยกตะกร้าชาเดินผ่านไป หันมามองเพียงแวบเดียว ดวงตาคมกริบฉายแววขบขัน "นี่แค่ครึ่งวัน" ต้นกล้าตัดบท "ถ้าฤดูเก็บชาจริง ๆ มึงคงร้องไห้เป็นลูกให้เห็น" เสือหัวเราะแห้ง ๆ เอามือทุบต้นขาเบา ๆ "กูเป็นดารา ไม่ใช่ควายลากไถนะเว้ย" "แต่ตอนนี้มึงเป็นลูกจ้างของป้าพร" ต้นกล้าสวนกลับทันที ก่อนจะวางตะกร้าลงอย่างเบามือ ป้าพรที่กำลังคัดใบชาอยู่ที่โต๊ะไม้ยิ้มหัวเราะออกมา "พอ ๆ ทั้งคู่ กัดกันตั้งแต่เช้า ไม่เหนื่อยกันบ้างเหรอ" "ผมไม่ได้กัด" ต้นกล้าหันไปยิ้มให้ป้า "มันเริ่มก่อน" เสือชี้หน้าตัวเอง "กูเนี่ยนะ?" "ใช่" "มึงแค่หายใจก็กวนประสาทกูแล้ว" เสือตอกกลับ ต้นกล้าหัวเราะในลำคอ "ปากเก่งเหมือนเดิม" "แล้วไง" ระหว่างที่ทั้งสามกำลังนั่งพักดื่มน้ำเปล่า
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาทั่วท้องทุ่ง สัมผัสแสงอ่อนๆ ไล่ระดับสีทองลงบนยอดชาแสนสวย หมอกบางๆ ยังคงลอยปกคลุมทั่วทั้งดอย กลืนยอดเขาไว้ในอ้อมกอด สายลมพัดผ่านเบาๆ พาเอาความเย็นสบายและกลิ่นหอมของใบชาสดชื่นลอยมาที่จมูก เสือยืนนิ่งมองภาพตรงหน้าเงียบๆ หายใจเข้าลึกเพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศ ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้ยินเสียงรถติด ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เรียกร้อง หรือเสียงคนตะโกนเรียกชื่อเขา มีเพียงเสียงนกร้องกิ่งกาลา และเสียงลมที่พัดผ่านใบชาให้เกิดเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับธรรมชาติกำลังทักทายเขา "ยืนเหม่ออะไรอยู่นั่น" เสียงเรียกแทรกขึ้น เสือหันไปเห็นต้นกล้าเดินถือตะกร้าสานใบใหญ่เดินเข้ามา ด้วยท่าทีปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "มาช่วยกูนะ ไม่ใช่มาชมวิว" เสือถอนหายใจยาว แต่มุมปากกลับเผยอรอยยิ้ม "เริ่มใช้งานอีกแล้วเหรอคะเจ้านาย" "ฟรีไม่มีในโลก จ่ายค่าที่พักด้วยแรงงาน" ต้นกล้าตอบหน้าตาย ก่อนจะเดินนำลงไปยังแปลงชาที่เรียงรายลงไปตามเนินเขา ระหว่างทาง ชาวบ้านหลายคนหยุดยิ้มทักทายต้นกล้าด้วยความสนิทสนม "
ตีห้าครึ่ง... แสงอรุณเพิ่งจะเริ่มลอดผ่านขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เสียงไก่ขันดังก้องไปทั่วหมู่บ้านบนยอดดอย "ไก่ขันแล้ว ต้น!" เสียงป้าพรดังขึ้นจากชั้นล่าง พร้อมกับเสียงกะละมังและภาชนะที่กำลังเตรียมมื้อเช้า ต้นกล้าลุกจากที่นอนอย่างเป็นนิสัย ตาแทบไม่ต้องถู ก็เดินตรงไปที่อ่างล้างหน้า เช็ดหน้า แปรงฟัน และจัดทรงผมให้เรียบร้อยในเวลาไม่กี่นาที ก่อนจะเดินลงบันไดไม้ลอยลงไปช่วยป้าพรเตรียมอาหารเช้า ส่วนอีกห้องที่ประตูปิดสนิทอยู่ปลายทางเดิน... เงียบสนิท ไม่มีเสียงขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ต้นกล้าเหลือบมองประตูห้องของเสือที่ปิดผนึกอยู่ ก่อนจะยกมือปิดปากเพื่อกลั้นรอยยิ้ม "สมแล้ว... ดารา" เขากระซิบเบาๆ กับตัวเอง รู้อยู่แล้วว่าคนอยู่ข้างในคงไม่ตื่นง่ายๆ แน่หลังจากเมื่อคืนนั่งมองดวงดาวจนดึก หกโมงเช้า แสงแดดเริ่มสาดส่องลงมาที่ลานหน้าบ้าน ป้าพรยกสำรับอาหารร้อนๆ มาวางบนโต๊ะไม้ยาวกลางระเบียง "ต้น ไปเรียกเสือหน่อยลูก เดี๋ยวข้าวจะเย็นหมดนะ" ต้นกล้าส่ายหน้าเรียบเฉย ขณะตักข้าวใส่จาน "ไม่เรียก เดี๋ยวหิวก็ลงมาเอง" "แต่ถ้าเขาตื่นสายล่ะ"







