เข้าสู่ระบบแสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาทั่วท้องทุ่ง สัมผัสแสงอ่อนๆ ไล่ระดับสีทองลงบนยอดชาแสนสวย หมอกบางๆ ยังคงลอ
หลังกลับจากไร่ชา... เสือถึงกับทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นลำไย ไหล่กว้างแอ่นลงตามแรงเหนื่อย หายใจออกยาวราวกับแบกภูเขามาทั้งลูก "โอ๊ย..." เขาครางเบา ขยับนิ้วมือที่เริ่มปวดเมื่อย "แค่เก็บชาทำไมเหนื่อยขนาดนี้" ต้นกล้าที่กำลังยกตะกร้าชาเดินผ่านไป หันมามองเพียงแวบเดียว ดวงตาคมกริบฉายแววขบขัน "นี่แค่ครึ่งวัน" ต้นกล้าตัดบท "ถ้าฤดูเก็บชาจริง ๆ มึงคงร้องไห้เป็นลูกให้เห็น" เสือหัวเราะแห้ง ๆ เอามือทุบต้นขาเบา ๆ "กูเป็นดารา ไม่ใช่ควายลากไถนะเว้ย" "แต่ตอนนี้มึงเป็นลูกจ้างของป้าพร" ต้นกล้าสวนกลับทันที ก่อนจะวางตะกร้าลงอย่างเบามือ ป้าพรที่กำลังคัดใบชาอยู่ที่โต๊ะไม้ยิ้มหัวเราะออกมา "พอ ๆ ทั้งคู่ กัดกันตั้งแต่เช้า ไม่เหนื่อยกันบ้างเหรอ" "ผมไม่ได้กัด" ต้นกล้าหันไปยิ้มให้ป้า "มันเริ่มก่อน" เสือชี้หน้าตัวเอง "กูเนี่ยนะ?" "ใช่" "มึงแค่หายใจก็กวนประสาทกูแล้ว" เสือตอกกลับ ต้นกล้าหัวเราะในลำคอ "ปากเก่งเหมือนเดิม" "แล้วไง" ระหว่างที่ทั้งสามกำลังนั่งพักดื่มน้ำเปล่า
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาทั่วท้องทุ่ง สัมผัสแสงอ่อนๆ ไล่ระดับสีทองลงบนยอดชาแสนสวย หมอกบางๆ ยังคงลอยปกคลุมทั่วทั้งดอย กลืนยอดเขาไว้ในอ้อมกอด สายลมพัดผ่านเบาๆ พาเอาความเย็นสบายและกลิ่นหอมของใบชาสดชื่นลอยมาที่จมูก เสือยืนนิ่งมองภาพตรงหน้าเงียบๆ หายใจเข้าลึกเพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศ ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้ยินเสียงรถติด ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เรียกร้อง หรือเสียงคนตะโกนเรียกชื่อเขา มีเพียงเสียงนกร้องกิ่งกาลา และเสียงลมที่พัดผ่านใบชาให้เกิดเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับธรรมชาติกำลังทักทายเขา "ยืนเหม่ออะไรอยู่นั่น" เสียงเรียกแทรกขึ้น เสือหันไปเห็นต้นกล้าเดินถือตะกร้าสานใบใหญ่เดินเข้ามา ด้วยท่าทีปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "มาช่วยกูนะ ไม่ใช่มาชมวิว" เสือถอนหายใจยาว แต่มุมปากกลับเผยอรอยยิ้ม "เริ่มใช้งานอีกแล้วเหรอคะเจ้านาย" "ฟรีไม่มีในโลก จ่ายค่าที่พักด้วยแรงงาน" ต้นกล้าตอบหน้าตาย ก่อนจะเดินนำลงไปยังแปลงชาที่เรียงรายลงไปตามเนินเขา ระหว่างทาง ชาวบ้านหลายคนหยุดยิ้มทักทายต้นกล้าด้วยความสนิทสนม "
ตีห้าครึ่ง... แสงอรุณเพิ่งจะเริ่มลอดผ่านขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เสียงไก่ขันดังก้องไปทั่วหมู่บ้านบนยอดดอย "ไก่ขันแล้ว ต้น!" เสียงป้าพรดังขึ้นจากชั้นล่าง พร้อมกับเสียงกะละมังและภาชนะที่กำลังเตรียมมื้อเช้า ต้นกล้าลุกจากที่นอนอย่างเป็นนิสัย ตาแทบไม่ต้องถู ก็เดินตรงไปที่อ่างล้างหน้า เช็ดหน้า แปรงฟัน และจัดทรงผมให้เรียบร้อยในเวลาไม่กี่นาที ก่อนจะเดินลงบันไดไม้ลอยลงไปช่วยป้าพรเตรียมอาหารเช้า ส่วนอีกห้องที่ประตูปิดสนิทอยู่ปลายทางเดิน... เงียบสนิท ไม่มีเสียงขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ต้นกล้าเหลือบมองประตูห้องของเสือที่ปิดผนึกอยู่ ก่อนจะยกมือปิดปากเพื่อกลั้นรอยยิ้ม "สมแล้ว... ดารา" เขากระซิบเบาๆ กับตัวเอง รู้อยู่แล้วว่าคนอยู่ข้างในคงไม่ตื่นง่ายๆ แน่หลังจากเมื่อคืนนั่งมองดวงดาวจนดึก หกโมงเช้า แสงแดดเริ่มสาดส่องลงมาที่ลานหน้าบ้าน ป้าพรยกสำรับอาหารร้อนๆ มาวางบนโต๊ะไม้ยาวกลางระเบียง "ต้น ไปเรียกเสือหน่อยลูก เดี๋ยวข้าวจะเย็นหมดนะ" ต้นกล้าส่ายหน้าเรียบเฉย ขณะตักข้าวใส่จาน "ไม่เรียก เดี๋ยวหิวก็ลงมาเอง" "แต่ถ้าเขาตื่นสายล่ะ"
ต้นกล้าเดินนำหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่คิดจะหันกลับมามองคนที่เดินตามมาด้วยความรู้สึกผิดเบื้องหลัง ส่วนเสือก็ลากกระเป๋าเดินตามเงียบๆ รอยยิ้มที่พยายามฝึกไว้ตั้งแต่ลงรถค่อยๆ จางลงเมื่อเห็นแผ่นหลังที่เคยกอดคุยกันจนดึกดื่นในอดีต บรรยากาศบนดอยเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องกิ่งกาลาและลมเย็นที่พัดผ่านไร่ชาสีเขียวขจีรอบๆ หมู่บ้าน กลิ่นหญ้าสดชื่นและดินที่ชื้นแฉะลอยมาตามสายลม หากเป็นเมื่อก่อน... เสือคงชอบที่แบบนี้มาก คงหายามดีและบอกว่านี่คือสวรรค์บนดิน แต่วันนี้กลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ราวกับมีอะไรบางอย่างกดทับหน้าอกจนหายใจไม่ค่อยสะดวก สองก้าว... สามก้าว... ระยะห่างระหว่างพวกเขาดูเหมือนจะห่างกันไกลแสนไกล ทั้งที่จริงแล้วห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว "...""..." ไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งหญิงวัยกลางคนที่ยืนรออยู่หน้าบ้านหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของป้าพรดังแทรกความเงียบลงมา "จะเดินหนีกันอีกนานไหมจ๊ะ" ต้นกล้าหยุดฝีเท้าชะงัก มือที่กำแน่นคลายลงเล็กน้อย "ป้า..." "พาแขกเข้าบ้านก่อนนะ" ป้าพรเดินเข้ามาตีแขนหลานชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
ก่อนหน้านั้น ห้าชั่วโมง ท้องฟ้าเหนือสนามบินนานาชาติแจ่มใสจนแทบเจอตา แสงแดดสาดส่องลงมาบนพื้นผิวคอนกรีตที่กว้างไกล แต่ในใจของชายหนุ่มผู้นี้กลับมืดครึ้มราวกับพายุกำลังจะมาเยือนเสือเข็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ตามหลังผู้จัดการ พลางหาวหวอดด้วยความไม่อยากจากไปแม้แต่น้อย "พี่...ผมยังยืนยันคำเดิมผมไม่ไปไม่ได้เหรอ" พี่ฉู่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เดินหน้าต่ออย่างเด็ดขาดราวกับไม่ได้ยินคำขอร้องนั้น "ไม่ได้" "ผมสำนึกผิดแล้วนะ" "สำนึกตั้งแต่เมื่อเช้าหรือเมื่อกี้" พี่ฉู่ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "...เมื่อกี้" "งั้นก็ไม่ทัน" เสือถอนหายใจยาว จนหนวดเคราแทบปลิว "ใจร้ายจังเลยนะพี่" พี่ฉู่หยุดเดินกะทันหัน ก่อนจะค่อยๆ หันมองดาราตัวเองด้วยสายตาเอือมระอาผสมความเป็นห่วงอย่างลึกซึ้ง "เสือ...แกจำวันที่พี่รับแกเข้าวงการได้ไหม" เสือพยักหน้า ชื่อของเขาในวงการอาจจะดูห้าวหาญ แต่เมื่ออยู่กับพี่ฉู่ เขาก็ยังเป็นเด็กที่เคยยืนมือเปล่ามาเมื่อหกปีก่อน"จำได้ครับ" "วันนั้นแกพูดกับพี่ว่าอะไร" เสือยิ้มบางๆ ภาพความทรงจำวันนั้นชัดเจนราวกับเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน "ผมจะตั้งใจทำงาน จะเป็นดาราที่ดีและรักษาชื่อเสียงให้สมกับที
กรุงเทพมหานครภายในสตูดิโอถ่ายโฆษณา บรรยากาศที่ควรเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะกลับเงียบผิดปกติทีมงานหลายสิบชีวิตต่างก้มหน้าก้มตา มองโทรศัพท์ของตัวเอง บางคนถอนหายใจ... บางคนส่ายหน้า... ขณะที่หน้าจอขนาดใหญ่ภายในสตูดิโอกำลังรายงานข่าวด่วน«"พระเอกชื่อดัง 'เสือ' เจอมรสุมข่าวฉาวอีกระลอก จนหลายแบรนด์เริ่มทบทวนสัญญา และมีรายงานว่าละครเรื่องใหม่อาจถูกเลื่อนการถ่ายทำ..."»"ผู้กำกับครับ..." ผู้ช่วยเดินเข้ามาอย่างร้อนรน "สปอนเซอร์โทรมาแล้วครับ"ผู้กำกับหลับตาลง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ "พักกอง... วันนี้ไม่ถ่ายแล้ว"เพียงประโยคนั้น... บรรยากาศทั้งกองถ่ายก็เงียบกริบ ทุกสายตาหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างอยู่มุมห้องเจ้าตัวสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์ธรรมดา หมวกแก๊ปถูกกดต่ำปิดดวงตา มือหนึ่งถือแก้วกาแฟ อีกมือกำลังเลื่อนดูข่าวของตัวเองอย่างไม่ทุกข์ร้อนเสือ ดาราแถวหน้าของประเทศ อายุสามสิบปี ชายหนุ่มที่มีทั้งชื่อเสียง เงินทอง และแฟนคลับนับล้าน แต่ก็เป็นคนที่สร้างปัญหาให้ผู้จัดการปวดหัวได้แทบทุกเดือนเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังเข้ามา พี่ฉู่ ผู้จัดการส่วนตัว เดินตรงมาหยุดอยู







