LOGINปัจจุบัน
06.00 น. ครืน...ครืน... เสียงสั่นของโทรศัพท์ดังขึ้นบนหัวเตียง ปลุกร่างบางที่กำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนที่นอนสีขาวให้จำใจลืมตาตื่น แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามากระทบใบหน้า ทำให้เจ้าตัวต้องยกมือขึ้นบังแสง ก่อนจะค่อย ๆลุกขึ้นนั่งมองวิวด้านนอก มือบางรีบคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่บนหัวเตียง ก่อนเปิดช่องแชตในอินสตาแกรม I* [แก้ว มึงจะไปหาน่านฟ้าปะ คิดถึงมันวะ] [ช่วงนี้ไม่ว่างว่ะ] [อ้าวเหรอ กูว่าจะไปเล่นกับหลานสักหน่อย น่ารักมากกกกก ก ไก่ล้านตัว น่ารักเหมือนกูเลย] [ลูกมันหรือลูกมึง ก่อนที่ลูกเขาจะให้ลูกหน้าเหมือนมึง มึงหาผัวให้ได้ก่อน กล้า] [กูไม่คุยกับมึงละ ขอตัวไปนอนก่อน ง่วง ตี๊ยั่นหว่าง] [อืม] หลังจากเจ้าของร่างบางพิมพ์แชตคุยกับเพื่อนจบ แก้วใจก็รีบก้าวลงจากเตียงด้วยความว่องไว เพราะนี่ก็ใกล้จะสายแล้ว วันนี้เขาต้องเตรียมอาหารหลายอย่างให้กับสามีที่นาน ๆ ทีจะได้กลับมาบ้า ทุกครั้งที่หมอกลงเวร แก้วใจมักจะเป็นคนเอาอาหารไปให้ รวมถึงคอยทำความสะอาดห้องพักที่โรงพยาบาลให้ด้วย ส่วนใหญ่หมอกจะกลับบ้านก็ต่อเมื่อเป็นวันหยุดเท่านั้น ตั้งแต่เรียนจบ แก้วใจเลือกเป็นแม่บ้านเต็มตัว คอยดูแลหมอก ทั้งทำอาหาร ทำความสะอาดห้องพัก และจัดการทุกอย่างในชีวิตประจำวันของสามี หมอกเองก็ไม่เคยห้าม หากบางครั้งแก้วใจจะออกไปช่วยงานเพื่อน เพราะทั้งคู่มีข้อตกลงกันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ต่างคนต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกับงานและเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายขอเพียงอย่างเดียว...อย่ามีมือที่สาม และอย่านอกกาย แค่นั้นพอ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ทำตามข้อตกลงนั้นมาได้เป็นอย่างดี ทุกคนต่างอิจฉาชีวิตคู่ของหมอกกับแก้วใจ เพราะในสายตาของคนนอก...พวกเขาคือคู่สามีภรรยาที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีใครรู้เลยว่า...ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ไม่เคยนอนกอดกันแม้แต่คืนเดียว ชั้นล่างของบ้าน ภายในห้องครัวกำลังวุ่นวายไปด้วยเหล่าแม่บ้านที่ช่วยกันเตรียมอาหาร แก้วใจก้าวลงมาพร้อมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบสะอาด ภาพลักษณ์อบอุ่นสมกับเจ้าของบ้าน ยิ่งเข้าใกล้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวของเขาก็ยิ่งชัดเจน กลิ่นเกสรดอกไม้ป่าลึกที่หาได้ยาก เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของเบต้าอย่างแก้วใจ ซึ่งทำให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว “มอร์นิ่งครับทุกคน” ร่างบางเอ่ยทักทาย ทำให้เหล่าแม่บ้านที่กำลังวุ่นวายหยุดมือแล้วหันมามองทันที “คุณแก้วใจ ตื่นแล้วเหรอคะ” แม่นมของหมอกเอ่ยทัก “ครับ วันนี้ผมไปรับพี่หมอก เลยว่าจะทำขนมไปแจกพี่ยามกับพี่แม่บ้านที่หอพักครับ” แก้วใจพูดไปพลางเดินเข้าไปดูแม่บ้านที่กำลังผสมแป้งและเตรียมวัตถุดิบตามรายการที่เขาสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน “คุณแก้วใจคะ คุณแก้วใจแสนดีขนาดนี้ ไม่ให้คุณผู้ชายรักได้ยังไงคะเนี่ย” สาวใช้คนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมก้มลงนวดแป้งต่อ “ใช่ค่ะ คุณผู้ชายก็เป็นคุณหมอใจดี คุณแก้วใจก็แสนดี อ่อนโยน ชอบแบ่งปัน ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก คุณแก้วใจของส้มก็ใจดีที่สุด” ส้ม สาวใช้ประจำบ้านที่ทำงานมานานกว่าสามปีพูดด้วยรอยยิ้ม เธอไม่เคยเห็นเจ้านายทั้งสองคนทะเลาะกันเลยสักครั้ง ไม่เคยเห็นหมอกพูดจารุนแรงกับแก้วใจ และไม่เคยเห็นแก้วใจแสดงอาการไม่พอใจหมอกเช่นกันไม่เพียงแค่ส้ม แต่ทั้งบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสาวใช้ แม่บ้าน หรือคนสวน ต่างก็ไม่เคยเห็นเจ้านายทั้งสองทะเลาะกัน มีเพียงรอยยิ้ม...และคำพูดสุภาพให้กันเสมอ “พูดแบบนี้ จะให้ฉันขึ้นเงินเดือนให้เหรอ ส้ม” แก้วใจหันไปแกล้งถาม เสียงหัวเราะเล็ก ๆ จึงดังขึ้นภายในครัว สร้างสีสันให้เช้าที่แสนอบอุ่น ถึงผู้เป็นสามีจะดูเย็นชากับเขา...แต่ในสายตาคนอื่น หมอกคือสามีที่รักภรรยามาก สุภาพ ใจเย็น และอบอุ่นมีเพียงแก้วใจเท่านั้นที่รู้ว่า...ความอบอุ่นที่ทุกคนมองเห็น กลับทำให้เขาหนาวเหน็บ อ้างว้าง และเงียบเหงาเพียงใด แต่แก้วใจก็เลือกที่จะยิ้มออกมา แล้วบอกตัวเองเสมอว่า ไม่เป็นไร... แค่เขายังอยู่ด้วยกันก็ดีมากแล้ว “วันนี้ทำอะไรบ้างคะ คุณแก้วใจ” เสียงของแม่นมทำให้แก้วใจรีบขยับเข้าไปดูรายการอาหาร “ขนมไทยหนึ่งอย่าง และอาหารคาวอย่างละหนึ่งครับ มีแกงรัญจวนหนึ่ง ยำพระรามเดินดงหนึ่ง ผัดไข่เค็มหนึ่ง น้ำพริกวันนี้เป็นหลนปลาเค็มหนึ่ง แล้วก็มีผักสดกินคู่ด้วยครับ” แก้วใจพูดพลางตรวจดูวัตถุดิบว่าซื้อมาครบหรือไม่ “อาหารชาววังสินะคะวันนี้” แม่นมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เพราะอาหารเหล่านี้ไม่ค่อยมีวัยรุ่นทำกันเท่าไร “ใช่ครับ ผมอยากทานด้วย คิดถึงคุณย่าเลยว่าจะทำอาหารที่คุณย่าสอนผมมา” เพียงพูดถึงคุณย่า น้ำเสียงของแก้วใจก็อ่อนลงเล็กน้อย เขาคิดถึงหญิงชราที่เลี้ยงดูตัวเองมาตลอด แต่ช่วงนี้ยังไม่มีเวลาไปเยี่ยมเลย “งั้นเรามาเริ่มกันเลยครับ” สิ้นเสียงของแก้วใจ ทุกคนในครัวก็เริ่มช่วยกันลงมือทำอาหาร “ขนมวันนี้เป็นช่อม่วงนะครับ ไม่ได้เป็นขนมซะทีเดียว แต่มันคืออาหารว่างระหว่างวันครับ ปั้นแป้งให้พอดี ไม่ต้องใหญ่มากนะส้ม เดี๋ยวเราจะใส่ไส้ ไส้ขนมถึงไหนแล้วครับ” แก้วใจเดินตรวจดูงานรอบครัวอย่างละเอียด เพราะถ้าทำคนเดียวคงเสร็จไม่ทันไปรับหมอกแน่ “เดี๋ยวผมผัดเองครับ ไส้ช่อม่วง” “ไส้ช่อม่วงผัดสามเกลอให้สุก พอส่วนผสมสุกแล้วปรุงด้วยเกลือและน้ำตาลปี๊บ ชิมให้ได้รส จากนั้นพักไว้ให้เย็น แล้วค่อยมาทำไส้นะส้ม” แก้วใจพูดไปพร้อมกับลงมือทำไปด้วย อธิบายทุกขั้นตอนอย่างละเอียด เพื่อให้สาวใช้เข้าใจและสามารถทำตามได้อย่างถูกต้อง เขาไม่ได้เพียงสั่งงาน แต่ลงมือทำให้ดูทุกขั้นตอน “ทำอาหาร อย่าจำแค่ว่าต้องใส่อะไรบ้าง แต่ต้องรู้ด้วยว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้” สาวใช้ทุกคนตั้งใจฟัง พลางลงมือทำตามทีละขั้น เมื่อเห็นว่าส้มเริ่มทำได้คล่องแคล่ว แก้วใจจึงเดินไปยังอีกมุมของครัว “ยำเป็นยังไงบ้างครับ นม” แม่นมเงยหน้าจากกระทะแล้วยิ้มรับ “หมูทอดเสร็จแล้วค่ะคุณแก้วใจ กำลังพักให้สะเด็ดน้ำมัน ส่วนผักบุ้ง นมลวกแล้วรีบแช่น้ำเย็นไว้ ยอดยังกรอบ สีเขียวสวย เหลือแต่น้ำยำค่ะ” แก้วใจพยักหน้าอย่างพอใจ “น้ำยำ...ผมทำเองครับ” เขาหยิบชามกระเบื้องสีขาวมาวางบนโต๊ะ ก่อนตวงน้ำมะนาวสดสองช้อนโต๊ะ ตามด้วยน้ำปลาสองช้อนโต๊ะ จากนั้นใส่กระเทียมสับ พริกชี้ฟ้าแดง น้ำตาลมะพร้าว และถั่วลิสงคั่วบดลงไป ช้อนไม้ค่อย ๆ คนส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน จนน้ำตาลละลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำยำ เมื่อชิมจนได้รสชาติที่ต้องการ แก้วใจจึงนำหมูทอดที่พักไว้ลงคลุกกับน้ำยำอย่างเบามือ “อย่าคลุกแรงนะครับ หมูจะช้ำ แค่ให้เครื่องเคลือบทั่วก็พอ” เมื่อจัดเสิร์ฟเสร็จ แก้วใจนำยอดอ่อนผักบุ้งไทยเรียงลงบนจาน ก่อนวางหมูทอดที่คลุกน้ำยำไว้ด้านบน ราดน้ำยำที่เหลือแล้วโรยถั่วลิสงคั่วอีกเล็กน้อย อาหารธรรมดา เมื่อผ่านมือของแก้วใจกลับดูงดงามราวกับสำรับชั้นสูง เขามองผลงานตรงหน้าแล้วยิ้มบาง ๆ “นี่แหละครับ...พระรามเดินดง”"ส้มหวาน ๆ ครับ! ลองชิมก่อนได้ครับ!"เสียงของเสือดังลั่นตลาด แต่ผ่านไปสิบนาที... ไม่มีใครเดินเข้ามาเลยต้นกล้าที่ยืนขายชาอยู่ข้าง ๆ ถึงกับกลั้นขำจนไหล่สั่น เสือหันมอง"หัวเราะอะไร""มึงขายเหมือนเชียร์มวย""แล้วต้องขายยังไง"ต้นกล้าหยิบส้มขึ้นมาลูกหนึ่ง ยิ้มให้คุณยายที่เดินผ่านมา"ยายคำครับ วันนี้เอาส้มไปฝากหลานก่อ"ยายคำยิ้มกว้าง "เอาสองกิโลเลยจ้า"เสืออ้าปากค้าง "เดี๋ยว! เมื่อกี้กูตะโกนจนคอแห้ง ไม่มีใครซื้อ!"ต้นกล้ายักไหล่ "เขาซื้อเพราะรู้จักกู ไม่ใช่เพราะเสียงกู"เสือถอนหายใจ "แพ้อีกแล้ว"ต้นกล้าหัวเราะ "ยอมรับด้วยสิ คนขายของไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือความไว้ใจ""พี่ต้น!"เด็กผู้หญิงตัวเล็กวิ่งเข้ามากอดต้นกล้า"วันนี้มีขนมไหม"ต้นกล้าย่อตัวลงลูบหัวเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน "มีสิครับคนเก่ง"เขาหยิบลูกอมจากกระเป๋าเสื้อออกมาแจกเด็ก ๆ ทีละคน ไม่นานก็มีเด็กอีกหลายคนวิ่งเข้ามาล้อม ดวงตาแสนใสของพวกเขาเปล่งประกายแห่งความสุขเสือยืนมองภาพนั้นเงียบ ๆ หัวใจบีบตัวบางอย่าง"มึง... รักเด็กเหรอ"ต้นกล้าหันมายิ้ม "อือ เด็กบนดอยน่าสงสาร บางคนกว่าจะได้ลงไปเรียน ต้องเดินหลายกิโลทั้งขึ้นเขาลงหุบเขา"เสือมองเด็ก
เช้าวันรุ่งขึ้น... แสงแดดเพิ่งจะเริ่มลอดผ่านยอดไม้ เสียงนกกรงหัวจุกดังแว่วมาแต่ไกล แต่เสียงตะโกนเรียกชื่อของเขาดังก้องก่อนเสมอ "เสือ!" เสียงต้นกล้าดังลั่นจากหน้าประตูห้อง "ตื่นได้แล้ว!" เสือพลิกตัวเอาหมอนปิดหูแน่น "อีกห้านาที... แค่ห้านาทีเอง" "สามนาที" เสียงตอบกลับมาทันที ไม่มีทางให้ต่อรอง "ห้านาที!" เสือต่อรองเสียงอู้อี้ใต้หมอน "สองนาที นับหนึ่งถึงสองนะ" เสือถอนหายใจยาวเฮือก ก่อนผลักผ้าห่มลุกจากเตียงทั้งที่ดวงตายังงัวเงีย ปลายเท้าจิ้มพื้นไม้เย็นเฉียบ เขาถูตาข้างหนึ่งพลางบ่นพึมพำ "กูไม่เข้าใจจริง ๆ... มึงจะรีบไปไหนทุกวัน ตะวันยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำ" ต้นกล้ายืนกอดอกอยู่หน้าประตู หน้าตาตื่นตัวเรียบร้อยราวกับตื่นมาสามชั่วโมงแล้ว "วันนี้วันตลาดนัดกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านจะลงมาจากขอบดอยขายของ มึงต้องไปช่วยกู" เสือชี้หน้าตัวเองด้วยนิ้วโป้ง ดวงตากลมโต "ดาราดังอย่างกู... ให้ไปยืนขายผักกับชาวบ้านเนี่ยนะ?" ต้นกล้าพยักหน้าหน้าตาเฉย "ใช่ ใครจะรู้จักมึงที่นี่นา มาแต่ตัวเปล่า ไม่มีเงินใช้จ่าย ถ้าอยากกินข้าวก็ต้องทำง
คนธรรมดา... ทำแบบนั้นไม่ได้ เย็นวันเดียวกัน... ข่าวเรื่องต้นกล้าช่วยเด็กจากควายแตกตื่น แพร่ไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว คนพากันยืนรวมกลุ่มคุยกันที่ศาลากลางหมู่บ้าน เสียงพูดดังแว่วมาถึงหูเสือที่กำลังยกกระสอบอาหารสัตว์ผ่านไป "ต้นนี่เก่งเหมือนพ่อมันไม่มีผิด" ผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งพูดพลางส่ายหน้าชื่นชม "ตั้งแต่เด็กก็ไวอย่างกับลิง" อีกคนเสริม "แต่พ่อมันหายไปตั้งห้าปีแล้วนะ... ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน รบกวนใจลูกมาตลอด" เสือถึงกับชะงัก ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พ่อมึงหายไป? เขาเพิ่งรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรก หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความสงสัยและความเป็นห่วง "เฮ้ย!" เสียงต้นกล้าดังขึ้นใกล้ ๆ "มัวยืนเหม่ออะไร ไกล่เกลี่ยแดดลับยอดดอยแล้วนะ" เสือรีบกระตุกตื่น ยกกระสอบกลับขึ้นบ่า "อ่ะ... กำลังไป" ต้นกล้าหรี่ตามมองด้วยสายตาสงสัย "ยกไหวแน่นะ ไม่ต้องฝืนนะเว้ย" "มึงดูถูกกูเหรอ?" เสือยกหน้าตอบกลับทันที "ก็..." ต้นกล้ามองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาตรวจสอบ "เมื่อเช้าแพ้มดก็บ่นยุบยิบ เมื่อบ่ายเก็บชาก็คร่ำครว
หลังกลับจากไร่ชา... เสือถึงกับทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นลำไย ไหล่กว้างแอ่นลงตามแรงเหนื่อย หายใจออกยาวราวกับแบกภูเขามาทั้งลูก "โอ๊ย..." เขาครางเบา ขยับนิ้วมือที่เริ่มปวดเมื่อย "แค่เก็บชาทำไมเหนื่อยขนาดนี้" ต้นกล้าที่กำลังยกตะกร้าชาเดินผ่านไป หันมามองเพียงแวบเดียว ดวงตาคมกริบฉายแววขบขัน "นี่แค่ครึ่งวัน" ต้นกล้าตัดบท "ถ้าฤดูเก็บชาจริง ๆ มึงคงร้องไห้เป็นลูกให้เห็น" เสือหัวเราะแห้ง ๆ เอามือทุบต้นขาเบา ๆ "กูเป็นดารา ไม่ใช่ควายลากไถนะเว้ย" "แต่ตอนนี้มึงเป็นลูกจ้างของป้าพร" ต้นกล้าสวนกลับทันที ก่อนจะวางตะกร้าลงอย่างเบามือ ป้าพรที่กำลังคัดใบชาอยู่ที่โต๊ะไม้ยิ้มหัวเราะออกมา "พอ ๆ ทั้งคู่ กัดกันตั้งแต่เช้า ไม่เหนื่อยกันบ้างเหรอ" "ผมไม่ได้กัด" ต้นกล้าหันไปยิ้มให้ป้า "มันเริ่มก่อน" เสือชี้หน้าตัวเอง "กูเนี่ยนะ?" "ใช่" "มึงแค่หายใจก็กวนประสาทกูแล้ว" เสือตอกกลับ ต้นกล้าหัวเราะในลำคอ "ปากเก่งเหมือนเดิม" "แล้วไง" ระหว่างที่ทั้งสามกำลังนั่งพักดื่มน้ำเปล่า
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาทั่วท้องทุ่ง สัมผัสแสงอ่อนๆ ไล่ระดับสีทองลงบนยอดชาแสนสวย หมอกบางๆ ยังคงลอยปกคลุมทั่วทั้งดอย กลืนยอดเขาไว้ในอ้อมกอด สายลมพัดผ่านเบาๆ พาเอาความเย็นสบายและกลิ่นหอมของใบชาสดชื่นลอยมาที่จมูก เสือยืนนิ่งมองภาพตรงหน้าเงียบๆ หายใจเข้าลึกเพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศ ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้ยินเสียงรถติด ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เรียกร้อง หรือเสียงคนตะโกนเรียกชื่อเขา มีเพียงเสียงนกร้องกิ่งกาลา และเสียงลมที่พัดผ่านใบชาให้เกิดเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับธรรมชาติกำลังทักทายเขา "ยืนเหม่ออะไรอยู่นั่น" เสียงเรียกแทรกขึ้น เสือหันไปเห็นต้นกล้าเดินถือตะกร้าสานใบใหญ่เดินเข้ามา ด้วยท่าทีปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "มาช่วยกูนะ ไม่ใช่มาชมวิว" เสือถอนหายใจยาว แต่มุมปากกลับเผยอรอยยิ้ม "เริ่มใช้งานอีกแล้วเหรอคะเจ้านาย" "ฟรีไม่มีในโลก จ่ายค่าที่พักด้วยแรงงาน" ต้นกล้าตอบหน้าตาย ก่อนจะเดินนำลงไปยังแปลงชาที่เรียงรายลงไปตามเนินเขา ระหว่างทาง ชาวบ้านหลายคนหยุดยิ้มทักทายต้นกล้าด้วยความสนิทสนม "
ตีห้าครึ่ง... แสงอรุณเพิ่งจะเริ่มลอดผ่านขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เสียงไก่ขันดังก้องไปทั่วหมู่บ้านบนยอดดอย "ไก่ขันแล้ว ต้น!" เสียงป้าพรดังขึ้นจากชั้นล่าง พร้อมกับเสียงกะละมังและภาชนะที่กำลังเตรียมมื้อเช้า ต้นกล้าลุกจากที่นอนอย่างเป็นนิสัย ตาแทบไม่ต้องถู ก็เดินตรงไปที่อ่างล้างหน้า เช็ดหน้า แปรงฟัน และจัดทรงผมให้เรียบร้อยในเวลาไม่กี่นาที ก่อนจะเดินลงบันไดไม้ลอยลงไปช่วยป้าพรเตรียมอาหารเช้า ส่วนอีกห้องที่ประตูปิดสนิทอยู่ปลายทางเดิน... เงียบสนิท ไม่มีเสียงขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ต้นกล้าเหลือบมองประตูห้องของเสือที่ปิดผนึกอยู่ ก่อนจะยกมือปิดปากเพื่อกลั้นรอยยิ้ม "สมแล้ว... ดารา" เขากระซิบเบาๆ กับตัวเอง รู้อยู่แล้วว่าคนอยู่ข้างในคงไม่ตื่นง่ายๆ แน่หลังจากเมื่อคืนนั่งมองดวงดาวจนดึก หกโมงเช้า แสงแดดเริ่มสาดส่องลงมาที่ลานหน้าบ้าน ป้าพรยกสำรับอาหารร้อนๆ มาวางบนโต๊ะไม้ยาวกลางระเบียง "ต้น ไปเรียกเสือหน่อยลูก เดี๋ยวข้าวจะเย็นหมดนะ" ต้นกล้าส่ายหน้าเรียบเฉย ขณะตักข้าวใส่จาน "ไม่เรียก เดี๋ยวหิวก็ลงมาเอง" "แต่ถ้าเขาตื่นสายล่ะ"







