Masuk9
พลัดหลง
ผมเพิ่งได้สังเกตว่าป่านี้แสงแดดส่องลงมาไม่ถึงพื้นดินด้วยซ้ำ นอกจากต้นไม้สูงจะบดบังแสงแดดแล้ว บนต้นไม้พุ่มสูงยังถูกปกคลุมด้วยมอสส์และเฟิร์น ห้อยระโยงระยางบดบังแสงแดดจ้า ทำให้เห็นเพียงแสงสว่างแต่ไม่เห็นแสงอาทิตย์
พื้นที่ป่าทับถมกันไว้ด้วยซากพืชหลายชนิด ผมคิดว่าในป่าคงเป็นแบบนี้เสียส่วนใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างชื้นแฉะหมอกจึงลงมากเป็นพิเศษ ยิ่งเดินลึกเข้าไปทัศนวิสัยในการมองเห็นยิ่งแย่ลง
“เดินใกล้กันไว้ ระวังคนข้าง ๆ ด้วย อย่าให้พลัดหลงกัน” คีรีตะโกนมาจากทางด้านหลังให้เราระวังตัว หมอกลงหนักหากไม่ระวังให้ดีมีโอกาสพลัดหลงกันได้ง่ายมาก
ผมขยับไปเดินชิดพี่มีนกลัวว่าจะพลัดหลง สายตามองไปอย่างระแวดระวัง หาทางหนีทีไล่ไว้เผื่อ
“หนูจันยืนเฉย ๆ” พี่มีนใช้เชือกมัดรอบเอวผมไว้ให้อยู่ใกล้กับเธอไว้ป้องกันพลัดหลง เราเดินกันเงียบ ๆ ไปได้สักครู่ดูเหมือนหมอกจะเบาบางกว่าก่อนหน้านี้ ในที่สุดผมกับพี่มีนก็เดินทะลุป่าหมอกมาได้
“พี่มีนทำไมเราเหลือกันแค่นี้ล่ะ” ตอนนี้ทีมเหลือลูกทีมแค่สองคนรวมผมกับพี่มีน เรามีกันแค่สี่คน คนที่เหลือหายไปไหนกันไม่รู้ รู้แต่ตอนนี้เราพลัดหลงกันแล้ว
“น่าจะพลัดหลงกันในหมอก เดี๋ยวรอดูตรงนี้อีกสักพักเผื่อมีใครหลุดออกมา” พี่มีนบอกพร้อมเดินนำพวกเราไปตรงลานพื้นหญ้าเรียบเตียนนั่งรอคนอื่น ลูกทีมอาจจะเดินไปผิดทางหลงอยู่ในหมอกอีกสักชั่วโมงครึ่งชั่วโมงคงออกมาได้ ถ้าไม่ได้ไปทางอื่นแล้ว
“คุณหนู ผมว่าที่เหลือคงไปทางอื่นแล้วล่ะครับ” หนึ่งในลูกทีมของพี่เก็ตบอกกับผม ขณะผมกำลังเดินวนไปวนมาตรงทางออกป่าหมอก อย่าว่าแต่ลูกทีมคิดแบบนั้นเลย ผมเองก็คิดว่าพวกนั้นคงไปทางอื่นแล้วเหมือนกัน
“พี่มีน เราเอาไงต่อดี”
“พี่ว่าเราลองไปต่อดีกว่า เกาะกลุ่มกันไว้ พี่จำได้ว่าที่ต่อไปเป็นบึงใหญ่ ทุกคนเองก็น่าจะไปที่นั่น เราอาจได้รวมกลุ่มกันที่นั่นอีก แต่หนูจันอาจจะลำบากหน่อยเพราะเราไม่มีเต็นท์ให้นอน”
“พี่มีน ยังไงจันก็เป็นผู้ชายกลัวความลำบากจะเข้าป่ามาทำไม อย่าห่วงเลย เราไปกันต่อเถอะ พวกนั้นเองก็คงคิดเหมือนเรา”
“โอเค งั้นไปเถอะ พวกนายสองคนระวังหลัง ฉันระวังด้านหน้าเอง หนูจันอยู่ตรงกลางนะ” พี่มีนหันไปสั่งลูกน้องสองคนด้านหลัง ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะชื่อโทนกับเพียวอายุมากกว่าผมทั้งคู่ เราแยกกันเก็บของเตรียมของครู่หนึ่ง พากันเดินต่อไปทางหญ้าสั้น ๆ เป็นแนวทางให้เดิน
พี่มีนเดินไปก็ใช้มีดขีดต้นไม้เป็นรูปวงกลมไปตลอดทาง เป็นสัญลักษณ์เพื่อให้คนที่ตามมารับรู้ว่าเราเดินไปทางนี้ สองคนข้างหลังแบกปืนหันหน้าหันหลังระวังภัย เราออกจากป่าหมอกมาแล้วเชือกที่มัดเอวอยู่จึงถูกปลดออก
บันทึกพิเศษ : คีรี
เราเดินออกจากป่าตามนายพราน แต่ออกมาจึงพบว่าเราพลัดหลงกันในหมอกนั่นไปแล้ว ทางออกของป่าหมอกนี้มีหกถึงเจ็ดทาง ผมมองหาคนที่ทำให้ต้องเข้าร่วมการเดินทางนี้อยู่นานแต่ไม่เจอ
ในหมอกนั่นนอกจากบดบังทัศนวิสัยในการมองยังมีพิษทำให้สิ่งนอกเหนือธรรมชาติไม่สามารถใช้ความพิเศษของตนเองได้ มันทำให้ผมไม่รับรู้ว่าณจันทร์หายไปตอนไหน หายไปได้อย่างไร
ไม่ว่าอย่างไรผมก็ต้องไปตามหาณจันทร์
“จัน หายไปไหนแล้ว” เพื่อนสนิทของณจันทร์พูดขึ้นหลังจากรู้ตัวว่าณจันทร์หายไปในหมอก ลูกทีมทั้งหมดพากันร้องตะโกนเรียกหาเจ้านายที่หายไป มีแค่ผมรู้ว่าตอนนี้ณจันทร์ไม่ได้อยู่แถวนี้
ฝั่งณจันทร์อยู่ไกลระยะการได้ยินและการได้กลิ่นของผม นั่นแปลว่ามันไกลเกินกว่าสองสามร้อยเมตร ในป่าแบบนี้ไม่ว่าจะห่างกันร้อยหรือสองร้อยเมตรก็สามารถเดินสวนกันได้ง่าย ๆ
“ภัทร”
“ครับ นายท่าน” ภัทรเด็กที่ผมช่วยไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนออกจากปราสาทเก่าที่ชายแดน เด็กนี่ถูกพ่อแม่ขายท่าทางอดยากผมเลยช่วยไว้ จากนั้นก็ตามติดเป็นลูกสมุนอยู่แบบนี้ ภัทรรีบปรี่เข้ามาเมื่อผมส่งเสียงเรียก
“เดี๋ยวฉันจะออกไปตามหาณจัน นายไปเรียกพรานมา” ภัทรรีบทำตามที่บอก พรานพงเดินมาหาผมท่ามกลางสายตาสงสัยของบรรดาลูกทีมที่เหลือ
“นายท่านมีอะไรจะสั่งหรือ”
“ฉันจะไปตามณจันนายพาพวกที่เหลือไปรอที่บึงร้อยโยชน์” พรานพงทำท่าครุ่นคิดสักพัก ผมรู้ว่าเขากังวลเพราะบึงร้อยโยชน์ไม่ใช่ที่ ๆ จะผ่านไปได้ง่าย ๆ พรานพงเองก็ไม่เคยมาที่นี่ เขาได้รับคำบอกกล่าวจากพ่อตนเองเท่านั้น
“แต่นายท่าน”
“นายเดินไปทางนี้ไม่มีทางหลงไม่มีอันตราย อีกสองวันฉันจะพาที่เหลือไปรวมกันที่บึง พาคนตัดไม้ทำแพไว้รอด้วย เราต้องใช้มันข้ามไป” พรานพยักหน้าเข้าใจหลังจากผมชี้เส้นทางปลอดภัยที่สุดให้
ดูเหมือนเด็กนั่นจะได้ยินที่ผมพูดกับพราน เขารีบเดินเข้ามาแทรก
“ฉันจะไปด้วย”
“ไม่จำเป็น นายไปก็เป็นภาระ”
“ใช่ คุณน่ะอยู่รวมกับทุกคนเถอะ นายท่านไปคนเดียวจะคล่องตัวกว่า” ภัทรพูดแทรกขึ้น อย่างที่ภัทรว่าผมไปคนเดียวคล่องตัวกว่า ไม่ถึงครึ่งวันผมก็หาณจันทร์เจอแล้ว แต่ถ้าหากมีคนอื่นไปด้วยผมจะไม่สามารถทำสิ่งที่ควรทำได้ ผมจึงมักไปไหนมาไหนเพียงคนเดียว
“แต่ฉันเป็นห่วงจัน ฉันจะไปตามด้วยตนเอง”
“ถ้านายไปด้วยจะยิ่งช้า ถ้าเป็นห่วงก็ตามพรานพงไปกับคนอื่น อย่าทำให้ฉันเสียเวลา” ผมไม่ได้สนใจจะต่อล้อต่อเถียงกับเด็กนี่ต่อ เลยถือกระเป๋าสะพายเดินออกไปอีกทาง เป็นทิศทางตรงข้ามกับที่บอกพรานพงไปก่อนหน้านี้ เป็นทางที่มีต้นไม้สูงเรียงสลับซับซ้อน
เด็กนั่นเองก็ไม่ฟังผม รีบวิ่งตามมาแต่อย่างไรเสียก็ไม่มีทางตามอมนุษย์อย่างผมทัน...
จบบันทึกพิเศษ : คีรี
เราเดินผ่านทางหญ้าโล่งเตียนมาจนถึงลานโขดหินสูงมีทางน้ำเล็ก ๆ ไหลผ่าน พี่มีนจึงตัดสินใจให้พวกเราพักกันตรงนี่ ก่อนจะออกเดินทางกันต่อ หนึ่งในลูกน้องเดินไปเติมน้ำ เขาสังเกตว่าเหนือโขดหินบนต้นไม้ใหญ่มีนกเกาะอยู่สามสี่ตัว
“คุณหนูพวกเรายิงนกได้มั้ยครับ”
“ตามสบายเลยพักให้หายเหนื่อยเราค่อยไปต่อ” พอผมอนุญาตเขาก็ล้วงเอาหน้าไม้ยิงลูกเหล็กออกมาจากกระเป๋าใส่ลูกดอก เพื่อไม่ให้สัตว์อื่นแตกตื่นการใช้หน้าไม้ล่าสัตว์จึงดีกว่าการใช้ปืนที่มีเสียงดัง
“หนูจันเองก็รีบกินข้าวเถอะ เดี๋ยวเราเดินทางต่อ”
“คุณหนู คุณมีน หนีกันเถอะ” คนที่ยิงหน้าไม้ตะโกนดังลั่น ผมกับพี่มีนไม่ได้ถามอะไร รีบยกเป้ที่เพิ่งวางขึ้นมาสะพายแล้วออกวิ่งนำไปทันที
บทส่งท้ายบันทึกพิเศษ : คีรีตลอดเวลาที่ถูกผนึกอยู่หลังกำแพงแก้วผมไม่รู้สึกเจ็บปวดที่ถูกสูบเลือดเพื่อยับยั้งพลังวิญญาณร้ายเลยสักนิด ไม่มีสักวินาทีที่ไม่คิดถึงเด็กหน้าขาว ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างนอกจากยิงปีนที่ชื่อณจัน อย่าว่าแต่ณจันแปลกใจที่ผมทำแบบนี้ เพราะแม้แต่ผมเองก็แปลกใจเหมือนกันที่ยอมถูกผนึกในกำแพงแก้วตั้งสิบสามปี เพื่อแลกกับอิสรภาพและชีวิตของเด็กคนนั้นไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่ผมเริ่มฝันเห็นเด็กหน้าขาวคนหนึ่ง ในฝันผมเด็กคนนั้นมักจะยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาเสมอ ผมฝันอยู่แบบนั้นเกือบสิบปี จำได้แค่ใบหน้าและรอยยิ้ม พอฝันบ่อยเข้ามันก็กลายเป็นผูกพันเหมือนเราทั้งสองสนิทกัน ทั้งที่ความเป็นจริงเราไม่เคยรู้จักกันเลยแม้แต่น้อย กระทั่งวันที่ผมได้เจอเด็กคนนั้นในบ้านตนเอง และเป็นวันเดียวกับที่ผมได้รับรู้ว่าณจันคือทายาทผู้ช่วงชิงตราแต่เดิมผมต้องลงโทษเพื่อให้ทายาทผู้ช่วงชิงชดใช้ความผิด แต่แค่เห็นหน้าเด็กคนนั้นผมก็ทนทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ผมเลยอยากพาเด็กนั้นไปและค่อย ๆ เล่าเรื่องให้ฟัง
42ผมไม่ยอม“หยุดเดี๋ยวนี้นะคีรี” ร่างโชกเลือดตรงหน้าไม่อยู่ในสายตาอีกต่อไป หลังจากได้ยินคำว่าลาก่อนจากปากคน ๆ นั้น ผมตะโกนสั่งเขาเสียงเข้มพร้อมกับออกวิ่งสุดชีวิตเพื่อไปให้ถึงกำแพงแก้ว“เมื่อกี้คุณหมายความว่ายังไง ทำไมถึงพูดว่าลาก่อนกับผม ว่ายังไง?” ผมไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร แต่คิดว่าทั้งหมดต้องเกี่ยวกับตราทองพวกนี้ ผมเลยแย่งตราทองในมือเขามาถือเอาไว้ซึ่งคีรีก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ผมถามย้ำเพราะเขาอึกอักไม่ยอมตอบ“ผมขอร้อง อย่าให้ผมไม่รู้อะไรอยู่แบบนี้เลย” ดูเหมือนคีรีจะใจอ่อนกับน้ำเสียงเศร้าสร้อยของผม“ผมเคยบอกณจันแล้วว่าตราทองใช้ปิดผนึกวิญญาณร้ายในเทวาลัย ซึ่งของสิ่งนั้นอยู่หลังกำแพงแก้วนี่ หากทำลายสลักด้วยการใส่ตราทองกลับด้านจะปลดปล่อยวิญญาณร้ายออกมา และวิญญาณร้ายนั่นจะมอบสิ่งตอบแทนให้สามอย่าง”“...”“เทวทูตมีหน้าที่ปกป้องไม่ให้วิญญาณร้ายหลุดออกจากเทวาลัยและมีหน้าที่ตามหาผู้ครอบครองเทวาลัยตัวจริง
41เป็นตาย“ณจันเจ็บหรือเปล่า” เขาถามเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนต่างจากประโยคคำสั่งเมื่อครู่ลิบลับ ผมส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ ไม่นานทีมของพวกเราก็วิ่งกระหืดกระหอบตามมา ทั้งสองฝ่ายจ่อปากกระบอกปีนหากันไม่มีใครยอมใคร“ปล่อยหนูจันเดี๋ยวนี้” พี่มีนตะคอกเสียงใส่นายเปรม ผมรู้เลยว่าเธอกำลังกังวลมากแค่ไหนในตอนนี้ แต่เธอต้องควบคุมสติให้ได้มากที่สุด“ลองใช้ตาและสติให้ดีว่าตอนนี้ใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ พวกฉันก็มีเยอะกว่า อาวุธเยอะกว่า แล้วนี่ตัวประกันใครที่มีสิทธิ์สั่งพวกแกคิดดูสิ” นายเปรมตอบพี่มีนพลางใช้ปีนชี้ไปชี้มา ไม่มีความเกรงกลัวเลย พวกนายเปรมเยอะกว่าเราแค่เล็กน้อย สภาพสะบักสะบอมกว่าแต่อาวุธครบมือ และที่สำคัญมันมีตัวประกัน แค่คิดตามนี้พวกมันก็มีภาษีมากกว่าจริง ๆ“แล้วแกจะเอายังไง ของก็ได้ไปแล้ว” มันได้ของไปแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องการ เลยหันไปถามมันเด้วยตนเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาผมไป
40จุดหมายสุดท้ายเดินเท้าต่ออีกครึ่งวันเราก็มาถึงน้ำตกที่คีรีบอก น้ำตกสูงไม่มีชั้น เป็นเทือกเขาหินสูง มีช่องว่างหนึ่งช่องให้น้ำตกลงมา ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่น้ำใสสีฟ้าครามไหลไปตามลำธารกว้าง ดูงดงามแปลกตาไม่น้อยมันคือน้ำตกที่ผมเคยเห็นในฝันไม่ผิดแน่ที่นี่แหละ...คีรีให้พวกเราข้ามลำธารไปอยู่อีกฝั่ง งูพวกนั้นไม่น่าจะตามเราข้ามน้ำไปอีกฝั่ง ฉะนั้นการอยู่อีกฝั่งจึงถือเป็นการระวังภัยที่ดีที่สุดพอข้ามฝั่งมาได้ก็นั่งพักกันอยู่ริมน้ำ พรานพงกับคีรีพากันเดินสำรวจรอบ ๆ น้ำตก ว่ามีปากทางเข้าอยู่ตรงไหนหรือเปล่า ไปไม่นานสองคนนั้นก็เดินกลับมา“ไปพักซอกภูเขาหินนั่นดีกว่า ไม่ใกล้ไม่ไกลน้ำตกมากไป” เขาว่าจบคนอื่นก็พยักหน้า หยิบกระเป๋าเดินไปตามพรานพง มีแค่ผมที่นั่งอยุ่ริมแอ่งน้ำตกมองนาฬิกาเข็มทิศที่ปริมเคยใส่ ไม่มีน้ำตา ผมไม่คิดจะร้องไห้แต่ก็รู้สึกทำใจไม่ได้เมื
39เสียงสั่งลาผมนั่งพูด คีรีนั่งฟัง ตอบบ้างแสดงความคิดเห็นบ้างเป็นบางครั้งครึ่งค่อนคืนนี้มันทำให้ผมอยู่มาได้โดยไม่ง่วงเลย ถึงจะบอกว่าคุยกันแต่ผมกลับพูดคนเดียวซะส่วนใหญ่ รอบบริเวณไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากความเงียบ เงียบ และเงียบ นั่นทำให้ผมยิ่งพูดมากขึ้นเพราะกลัวว่าถ้าเผลอเงียบไปด้วยจะหลับ“ณจัน” เดี๋ยวนี้แค่เขาเรียกผมด้วยเสียงเข้มคำเดียว ผมก็รับรู้แล้วว่ามีบางอยางผิดปกติไป สัญชาตญาณบอกผมว่ามีบางอย่างอันตรายผมรีบขยับตัวไปชิดคีรี มองซ้ายมองขวาหาว่าอะไรกันที่ผิดปกติ โดยลืมไปว่าตนเองได้ยินเสียงได้ไกลไม่เท่าคีรี“มีอะไรหรอคีรี”“เสียงงู” เข้าป่าหนึ่งอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คืองูจริง ๆ แต่เราเจอมันบ่อยไปหรือเปล่า ผมเบะปากขึ้นมาเมื่อคิดถึงงูหลากหลายชนิดที่เราเจอ พอฟังเสียงเสร็จคีรีก็รีบฉุดผมลุกจากพื้นเพื่อสั่งงาน“ณจันไปบอกคนอื่นเตรียมตัวเก็บข้าวของ ถึงม
38หมู่บ้านดินพี่มีนยังไม่ทันตอบอะไร ชาก็ชักเกร็ง เลือดไหลออกมาตามหู ตา จมูก สุดท้ายก็แน่นิ่งไป เขายังไม่ทันได้พูดสั่งเสียงอะไรเลยด้วยซ้ำ คงจะเป็นจริงอย่างพรานพงบอกถ้าโดนกัดเกินสามครั้ง ภายในครึ่งชั่วโมงไม่มีทางรอดผมรู้สึกผิดมากจนน้ำตาที่คิดว่าจะไหลก็ไม่ไหลลงมาสักหยด ผมใช้มือลูบปิดดวงตาที่เหลือกโปนปิดลงช้า ๆ“เราฝังเขาก่อนค่อยไปได้มั้ยพี่มีน” พี่มีนพยักหน้าเป็นคำตอบ สองสามคนช่วยกันแบกชาเดินตามผมไปตรงมุมหนึ่ง เราช่วยกันใช้พลั่วขุดหลุมบนดินที่เพิ่งราดน้ำลงไป ขุดกันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอให้ฝังร่างเขาลงดิน“ผมขอโทษที่พาคุณมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ แต่ผมสัญญาจะดูแลครอบครัวคนข้างหลังของคุณเป็นการตอบแทน” หลังกลบฝังเสร็จผมก็ยกมือไหว้หลุมศพจำเป็นของเขา บอกกับเขาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยจากนั้นลุกเดินตามคนอื่นไปข้างหน้าต่อถัดมาจากป่าและโขดหินนั้นก็เป็น







